การจัดกระบวนการถอดบทเรียน วิจัยเพื่อสร้างความรู้ชี้นำการแก้ปัญหา รวมทั้งการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ เพื่อกล่อมเกลาวิถีจัดความสัมพันธ์ของปัจเจกและชุมชน เข้ากับสิ่งต่างๆบนการดำเนินชีวิตและทำการงาน ด้วยหนทางแห่งการใช้ปัญญา จำเป็นต้องรู้จักธรรมชาติของความรู้และกระบวนการเรียนรู้ ๒ แบบ ประกอบด้วย ความรู้ที่สร้างโดยคนภายนอกและจัดระบบไว้ภายนอกตัวคน ทั้งภายนอกตัวคนจากแหล่งที่อยู่ในสังคมของตนเองและต่างสังคมวัฒนธรรม กับความรู้ที่สร้างขึ้นโดยตนเองและจัดระบบไว้ในกระบวนการภายในมนุษย์ 

ความรู้ในแบบที่สองหรือในประการหลังนี้ แยกออกเป็น ๒ แบบย่อย ได้แก่ ความรู้ที่สร้างขึ้นและจัดเก็บติดตัวอยู่ในคนอื่นและชุมชน ที่นอกเหนือจากตัวปัจเจก กับความรู้และกระบวนการเรียนรู้ที่อยู่กับตัวเองของปัจเจก ซึ่งทั้งสองแบบย่อยนี้เข้าถึงจากแหล่งความรู้และแหล่งประสบการณ์ภายนอกได้ยากเพราะไม่ได้จัดเก็บและไม่ได้จัดระบบสำหรับการเข้าถึงไว้ภายนอกตัวคนและนอกวิถีชีวิตชุมชน แต่จะสามารถเข้าถึงได้ด้วยการพัฒนาการร่วมความรู้สึกทุกข์ร้อนด้วยกัน ความมีจุดสนใจร่วมกัน ความมีบริบททางสังคมวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ซึ่งจะทำให้ต่างแลกเปลี่ยนและเข้าถึงความหมายแห่งชีวิตกันได้ในระดับที่พ้นไปจากถ้อยภาษา เช่น ผ่านศิลปะ การแสดง ดนตรี อาหารการกินการอยู่ การอยู่อาศัย การเข้าไปปฏิสัมพันธ์และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน การทำการงานเหน็ดเหนื่อยด้วยกัน การมีกิจกรรมชีวิต มีความเป็นส่วนรวม ความเป็นชุมชน และความเป็นกลุ่มก้อนหรือหน่วยชีวิตที่มีมิติส่วนรวมใหญ่กว่าปัจเจก เหล่านี้เป็นต้น  

การเรียนรู้จากประสบการณ์และการพัฒนาชุมชนการเรียนรู้บนวิถีชีวิตหรือผสมผสานอยู่กับการทำงาน สามารถสร้างศักยภาพคนทำงาน เครือข่ายชุมชน และระบบปฏิบัติการต่างๆขององค์กรและชุมชน ให้รู้จักและสามารถดำเนินการเกี่ยวกับความรู้ รวมทั้งพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ๒+๑ แบบ ดังกล่าว โดยเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบให้เข้าใจถึงวิธีจัดความสัมพันธ์ของมนุษย์กับเหตุการณ์และปรากฏการณ์ต่างๆ กับการจัดความสัมพันธ์ของมนุษย์กับความรู้ บนพื้นฐานของความมีจุดยืน การจัดวางตำแหน่งและกาลเทศะแห่งตน ตลอดจนการจัดความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ด้วยมรรควิถีของความรู้ใน ๓ ลักษณะ ประกอบด้วย (๑) ผู้กระทำโดยมุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ออกจากภายในตนเอง (๒) ผู้บันทึกถ่ายทอดโดยมุ่งเน้นความมีจุดสนใจร่วมกับผู้กระทำ และ (๓) ผู้ดู ผู้สังเกตแบบคนนอกปรากฏการณ์ มุ่งเน้นความเป็นอิสระออกจากปรากฏการณ์

                                      

แง่มุมสำหรับพิจารณาให้เห็นวิธีจัดความสัมพันธ์ของมนุษย์กับเหตุการณ์และปรากฏการณ์ต่างๆ และการจัดความสัมพันธ์ของมนุษย์กับความรู้ บนพื้นฐานของความมีจุดยืน การจัดวางตำแหน่งและกาลเทศะแห่งตน ตลอดจนการจัดความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ด้วยมรรควิถีของความรู้ใน ๓ ลักษณะดังข้างต้น อันประกอบด้วย (๑) ผู้กระทำโดยมุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ออกจากภายในตนเอง (๒) ผู้บันทึกถ่ายทอดโดยมุ่งเน้นความมีจุดสนใจร่วมกับผู้กระทำ และ (๓) ผู้ดู ผู้สังเกตแบบคนนอกปรากฏการณ์ มุ่งเน้นความเป็นอิสระออกจากปรากฏการณ์  ต้องพิจารณาให้เห็นถึงความมีระบบความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันได้ นับตั้งแต่ออกจากมิติจิตใจและชีวิตด้านในของปัจเจก ไปจนถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติ ระบบสังคม และสิ่งแวดล้อมภายนอก การวิเคราะห์ปัญหาและดำเนินการต่างๆเพื่อถอดบทเรียน นำความรู้และสร้างปัญญามาใช้ทำงาน จึงจะสามารถเกิดมิติความเป็นองค์รวมที่ดีได้  ดังแสดงด้วยภาพลำดับถัดไป

                                      

นโนปัญญาและระบบวิธีคิด ซึ่งอิงอยู่กับการพัฒนาตนเองบนธรรมชาติพื้นฐานสองส่วนที่สำคัญของมนุษย์ ประกอบด้วย ระบบวิธีคิดที่มีความเชื่อมโยงกับมิติด้านใน ความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง สุนทรียภาพ จิตวิญญาณ การเจริญสติภาวนา กับระบบวิธีคิดที่อิงอยู่กับความรู้และการเรียนรู้โลกภายนอก

                                       

ความรู้และกระบวนการเรียนรู้สองส่วน มีความสำคัญและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาความเป็นองค์รวมของมนุษย์ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงต้องเข้าใจและสามารถจัดการได้อย่างสมดุล การดำเนินชีวิตและทำงานโดยอยู่กับมรรควิถีแห่งความรู้ มีความสุขที่มั่นคงและยั่งยืนไปบนมรรควิถีแห่งสติปัญญา จะต้องพัฒนาตนเองให้มีทักษะเข้าถึงความรู้และเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ ๒+๑ ลักษณะ ให้บูรณาการทั้ง ๓ มิติอย่างเป็นระบบอยู่กับตนเอง 

                                        

ออกแบบกระบวนการ สร้างประสบการณ์การเรียนรู้เป็นกลุ่มให้กับปัจเจก พร้อมกับเป็นภาวะเงื่อนไขให้ผุดบังเกิดมิติความเป็นชุมชนและความเป็นส่วนรวมของกิจกรรมชีวิต กับมิติความเป็นชุมชนและความเป็นส่วนรวมของตัวสิติปัญญาความรู้ (Collective Wisdom) ให้ปัจเจกสมาชิกกลุ่ม สามารถเข้าถึงและสัมผัสให้เกิดความซาบซึ้งกับสถานการณ์ดังกล่าวซึ่งอยู่เหนือความสามารถที่เราจะครอบคลุมความเป็นจริงให้ได้ทั้งหมดด้วยการสอนหรือบอกกล่าวให้กัน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมปฏิบัติของตนเอง

                                             

                                          

                                                                       

กระบวนการดังกล่าว นอกจากจะเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะกลุ่มคนทำงานและเครือข่ายชุมชนเรียนรู้ต่างๆแล้ว จะสามารถทำให้การนั่งสนทนากันเป็นกลุ่มและกระบวนการเรียนรู้เป็นชุมชน มีความสามารถเข้าถึงมิติซับซ้อนในความหมายของปรากฏการณ์ กระทั่งสามารถมีหลักเกณฑ์จัดระบบขึ้นจากการปฏิบัติและความมีประสบการณ์ตรงในชีวิต ใช้ประมวลผลข้อมูลต่างๆที่ผ่านเข้ามาสู่ชีวิต ข้อมูลจากความรู้ความจำ กระบวนการคิด การเจริญสติภาวนา และความมีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ ถ่ายทอดสู่การสนทนา สร้างการอธิบาย สื่อสารเชิงสะท้อนความหมายจากชีวิตจิตใจ เป็นแก่นของการ Dialogue อย่างแท้จริงมากยิ่งๆขึ้น 

นำไปสู่การเปิดรับประสบการณ์อย่างใหม่เข้าสู่ตนเอง และนำไปสู่ความสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจ ถ่ายทอดสื่อสารและจัดความสัมพันธ์กับสังคมและโลกรอบข้างด้วยความรู้ สามารถนำเอาวิถีและวิธีการทางความรู้ การวิจัย การถอดบทเรียน มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต การทำมาหากิน และการทำการงาน ได้อย่างกลมกลืน มีความเป็นองค์รวม มีความเป็นอิสรภาพทางปัญญาและบรรลุถึงความสุขความรื่นรมย์เบิกบานใจที่มั่นคงยั่งยืนได้มากยิ่งๆขึ้น.