๒  กุมภาพันธ์   ๒๕๕๖

เรียน  เพื่อนครู  ผู้บริหารและผู้อ่านทุกท่าน

วันอังคารที่ ๒๙  มกราคม  ๒๕๕๖ หยุดงานมาครบ ๗ วันพอดีเป็นเจ็ดวันที่หนาวเหน็บในหิมะแห่งซับโปโร บนเกาะฮอกไกโด ของญี่ปุ่น ได้พบได้เห็นความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นที่มีวินัยสูง ไม่ว่าจะเป็นเมืองไหนก็อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน สิ่งที่ไปดูงานกันมาไม่สามารถจะนำมาใช้กับบ้านเราได้ เพราะคนของเราไม่เหมือนคนของเขา เท่านั้นเอง ดูก็แปลว่าดู แปลว่าเห็น จะมาทำเป็นมรรคเป็นผลย่อมยากนัก ต้องยอมรับในความแตกต่างตรงนี้ เช่นเดียวกัน ผมก็เชื่อว่าคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่พอใจจะอยู่ในสังคมไทยที่ไม่เคร่งครัดสบาย ๆ  เคยไปอินเดียมาเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว แปลกใจว่ารถเข้าออกทางขนานกับถนนสายหลักไม่จำเป็นต้องแบ่งเหมือนบ้านเรา ใครอยากออกก็ออกอยากจะเข้าก็เข้า มาวันนี้บ้านเราก็เหมือนอินเดียแล้ว เครื่องหมายให้ออกก็มีคนขับรถเข้า เครื่องหมายบอกให้เข้าก็มีคนขับรถออก    ประมาณ ๙ โมงเช้า  มีการประชุมทางไกลจาก สพฐ. เรื่องการรับนักเรียนปีการศึกษา ๒๕๕๖ เลยเข้าไปนั่งฟังเจ้าหน้าที่จาก สพฐ.อธิบายให้ฟังเป็นฉาก ๆ ว่ากฎเกณฑ์เป็นอย่างไร อยู่เขตประถมศึกษาไม่ค่อยเคร่งเครียดเรื่องการรับนักเรียนมากนัก จึงได้ฟังพอประเทืองปัญญา เที่ยงชวนวัยรุ่นทั้งหลายไปทานข้าวที่ร้านอาหารกันเอง คลองบ้านพร้าว เพราะร้างแกงเผ็ดรสจัดไปนาน พาให้เลี่ยนเต็มที จึงสั่งแต่ของแซ่บ ๆ มาทานกันจนอิ่มหนำสำราญ  บ่ายมีการประชุมทางไกลอีกรอบ รอบนี้เลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานการประชุม พูดถึงการบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ใจความสำคัญเขตต้องทำข้อมูลว่าจะใ้ช้รถชนิดไหนกี่คันในการขนนักเรียนไปเรียนรวมกัน สพฐ.จะของบประมาณต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อซื้อรถให้ อีกเรื่องคือการบริหารงบประมาณที่จะต้องเร่งรัดก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม ๒๕๕๖ หากไม่ทันจะต้องอุทธรณ์ซึ่งอาจจะไม่ได้รับอนุมัติ  เรื่องที่สามการสอบ O-NET ต่างหวังว่าคะแนนจะดีขึ้น  แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ผมเองก็กำชับผู้บริหารให้เอาจริงเอาจังกับการจัดการเรียนการสอน  ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ลดลงเสียบ้าง สำหรับเขตก็จะลดกิจกรรมที่ดึงครูออกนอกโรงเรียน ทำถึงขนาดที่ไม่ผ่านโครงการอบรมทั้งหลาย เพราะหากยังไม่ตระหนัก โอกาสที่ผลการเรียนจะสูงขึ้นยากเต็มที

                                   

วันพุธที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๖  มีการประชุมหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด จัดที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี อำเภอคลองหลวง  เคยไปมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ๒ - ๓ ครั้ง เป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์นักศึกษาครูบ้าง ครั้งสุดท้ายมางานเลี้ยงเกษียณอายุราชการผู้ว่าราชการจังหวัด นายขจรศักดิ์  สิงโตกุล ผมพยากรณ์ว่าเขาคงไม่การเลี้ยงข้าวกลางวัน จึงโทร.หาพรรคพวกที่มาเปิดร้านข้าวแกงปักษ์ใต้อยู่ในซอยหน้ามหาวิทยาลัย จะฝากท้องด้วยส้กมื้อ การประชุมก็เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษา เลิกประชุมหัวหน้าส่วนราชการก็ต่อด้วยการประชุมความมั่นคงฯ องค์ประชุมเล็กลง เที่ยงจึงเลิก ไปวนหาร้านที่นัดหมาย เจ้าของร้านบอกว่าวันนี้ไม่ได้เปิดขาย แต่ก็ไปซื้อแกงมากมายมาจากตลาดไทย ผมชวน ผอ.สพป.ปทุมธานี เขต ๒ คุณวีระพงษ์ เดชบุญ มาทานด้วยจึงฉลองศรัทธาเสียเต็มที่ เมนูที่เขาเตรียมไว้ให้มีน้ำพริกกะปิ กับสะตอและผัก แกงส้มพุงปลาช่อน แกงเคยปลากับปลาย่าง ปลาทอดมีตั้งแต่ปลาทู ปลาสลิด และปลาดุกเค็ม ขากลับยังใส่ถุงให้ไปกินที่บ้านอีก  บ่ายกลับไปประชุมคณะกรรมการ ตสจ.ต่อ พูดกันเรื่องยาเสพติด ดูว่าฝ่ายปกครองจะมุ่งเป้าหมายการตรวจกลุ่มผู้เสพในโรงเรียนเป็นหลัก เท่าที่ฟังผลการสุ่มตรวจพบนักเรียนเสพยาน้อยกว่าที่คาดหวัง และดูจะผืดหวังเสียด้วย ผมกลับมองว่าดีแล้วที่นักเรียนเสพยากันน้อย แปลว่าระบบการศึกษาส่วนใหญ่ดีมีภูมิคุ้มกัน การเลือกเอาโรงเรียนเป็นเป้าหมาย ก็เหมือนตกปลาในบ่อ ไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรเลย พูดไปเขาก็เกลียดปาก แค่นี้ก็ลุยกันจนเพลียหัวใจ พูดกันจน ๔ โมงเย็นจึงได้เลิก  กลับมาเซ็นแฟ้มที่เขตอีกหน่อยจึงได้กลับที่พัก

                                       

วันพฤหัสบดีที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๖ เช้าประชุมพิจารณาการขอปิดชั้น ม.ต้น ของโรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ เชิญผู้อำนวยการโรงเรียน และคณะมาชี้แจงเบื้องต้น ได้เชิญรองผู้อำนวยการสำนักงานเขต นิติกร เจ้าหน้าที่กลุ่มนโยบายและแผน เข้าร่วมประชุมด้วย เท่าที่ฟังการขอยุบชั้นเรียน ม.ต้นครั้งนี้ เป็นความต้องการของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่รับนโยบายจากผู้บริหารมหาวิทบาลัยธรรมศาสตร์ มากกว่าความประสงค์ของโรงเรียนและต้นสังกัด ดูสถิติที่ผ่านมามีผู้สมัครเข้าเรียนมากกว่าที่นั่งทุกปี เราจึงเรียกโรงเรียนประเภทนี้ว่าขยายโอกาส อีกประการหนึ่งการศึกษาภาคบังคับของเราก็บังคับถึงชั้น ม.๓ การจะงดรับนักเรียนจึงสวนทางกับนโยบายการขยายโอกาส ที่สำคัญอาจขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ หากมีผู้ฟ้องคดีขึ้นมาผู้ออกคำสั่งทางปกครองจะเป็นมวยรองทันที  พูดไปก็เหนื่อยเปล่า  คงต้องปล่อยไปตามยถากรรม จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ นี้

                                     

 เที่ยงกินข้าวที่ห้องเพราะมีข้าวห่อมาทานกับข้าวมากมายเพราะมีผู้นำมาสมทบ แต่ก็กินน้อย ๆ เนื่องจากเห็นคุณประโยชน์ของการควบคุมน้ำหนักตอนไปฮอกไกโด เดินได้วันหนึ่งเป็น ๑๐ กม. ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  นั่งอ่านหนังสือเข้าใหม่ที่ ปปช.ส่งมาให้ชี้แจงกรณีผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัดถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าทุจริตเงินโรงเรียน และการจัดซื้อจัดจ้างหลายรายการ ถ้าจริงก็หมดอนาคต ถ้าไม่จริงก็ต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับการแก้ข้อกล่าวหาไปอีกนาน บ่ายคณะผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลปทุมธานี มาหารือเรื่องการขยายชั้นเรียน EP ตามความต้องการของผู้ปกครอง เลยต้องให้ไปวิเคราะห์ความพร้อมของโรงเรียน ต้องเน้นคุณภาพ อีกประการหนึ่งกรรมการประเมินต้องมาจากหลายฝ่าย หากเป็นที่พอใจก็จะนำเสนอให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาตัดสิน

                                     

วันศุกร์ที่ ๑  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๖  ออกจากบ้านพักแต่เช้าตรู่ เพราะจะไปประชุมที่โรงแรมปริ้นพาเลซ มหานาค สพฐ. จะจัดงานมหกรรมการรับนักเรียนที่เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ - วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๖ วันนี้ได้เชิญผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้บริหารโรงเรีนนมัธยมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลไปประชุมเพื่อปรึกษาหารือ เท่าที่ฟัง สพป.ปทุมธานี เขต ๑ ต้องพานักเรียนไปชมจำนวน ๑,๐๐๐ คน วันใดจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง กิจกรรมในงานนี้จะมีนิทรรศการ เวทีเสวนา การแสดง ฯลฯ ที่เกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนชั้น ม.๑ และ ม.๔ เลิกประชุมเที่ยง ได้พบผู้อำนวยการโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม มาสอบถามเรื่องโรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์จะงดรับนักเรียน ม.๑ แล้วยกภาระให้โรงเรียนของเขาเปิด ม.๑ เพิ่ม เขาบอกว่สเขาไม่มีความพร้อมเลย หากจะให้เพิ่มเขาก็จะฝากนักเรียนไว้ที่โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์พร้อมทั้งขอให้ครูที่นั่นสอนต่อไปด้วย ฟังแล้วก็หดหู่กับแนวคิดยุบเลิกชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ ทำอย่างนี้เข้าตำราเนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่งแต่เอากระดูกมาแขวนคอ หลังอาหารเดินทางกลับมาทำงานที่เขตอีก ๔ - ๕ แฟ้ม ขอดูรายละเอียดการสอบ O-NET ในวันพรุ่งนี้จาก ศน.ลัดดา ศรีทอง ว่ามีความพร้อมแค่ไหน การยืมเงินไปจ่ายให้ครูก็เรียบร้อย จะได้ไม่ติดขัด เห็นพอวางใจแล้วจึงกลับที่พัก

                                     

วันเสาร์ที่ ๒  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๖  ออกจากเขตประมาณ ๘ นาฬิกา ออกตรวจเยี่ยมสนามสอน O-NET เริ่มจากอำเภอลาดหลุมแก้ว โรงเรียนวัดสุทธาวาส กำลังจัดสอบกัน ครูที่มาส่งนักเรียนมีที่รับรองเรียบร้อย โรงเรียนนี้มีสีสันสวยงามมาก จากการบูรณะหลังน้ำท่วม  โรงเรียนถัดมาคือโรงเรียนวัดบัวสุวรรณประดิษฐ์ ก็เรียบร้อยดี เช่นเดียวกับโรงเรียนวัดบ่อเงิน  กลับเข้าเมืองไปเยียมสนามสอบโรงเรียนกาญจนาภิเษกสมโภช เป็นการสอบนักเรียนกลุ่มการศึกษาพิเศษ  ต่อไปโรงเรียนอนุบาลวัดบางนางบุญ แล้วข้ามฟากไปอำเภอคลองหลวง เที่ยงแล้วจึงแวะทานข้าวร้านอาหารป่าริมคลองหกเยื้องโรงเรียนอุดมศึกษา เคยมาทานครั้งหนึ่ง ชักติดใจ มาคราวนี้รสอาหารไม่คงที่คงวา ไข่เจียวกรอบไปหน่อย ปลาเค็มก็กรอบไป ส่วนแกงป่า ผัดฉ่ายังเหมือนเดิม สรุปภาพรวมก็อร่อยดี  แวะซื้อนมตราหมี ไมโล นมถั่วเหลือง ไปถวายเจ้าคุณปัญญาฯ วัดปัญญานันทาราม ซึ่งเป็นสนามสอบสำหรับสามเณร ท่านเจ้าคุณกำลังเทศนาให้ญาติโยมฟังเพราะเป็นวันหยุด คนเข้าวัดฟังธรรมกันมาก ไปเยี่ยมสนามสอบก็เรียบร้อยดี เว้นแต่เรื่องรายงานผลเพราะเข้าเน็ต สทศ.ไม่ได้ กลับออกไปคลองห้าแวะเยี่ยมสนามสอบโรงเรียนบางชวดอนุสรณ์ เป็นโรงสุดท้ายสำหรับวันนี้ กลับเขตแวะไปแต่งหลังคา(ตัดผม)เสียหน่อย ก่อนกลับที่พัก

                                

 

วันอาทิตย์ที่ ๓  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖  วันนี้ยังมีการสอบ O-NET ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓  จึงออกเยี่ยมสนามสอบโรงเรียนคลองบ้านพร้าว สิ่งแรกที่ต้องถามกัน คือ เรื่องการทะเลาะวิวาทระหว่งนักเรียน เพราะเมื่อคืน สพฐ. ส่งข่าวให้กำชับโรงเรียนกวดขันเรื่องนี้ เพราะเมื่อวานเกิดเหตุตะลุมบอนกันที่ปากน้ำสมุทรปราการ  ของเราก็ต้องขอกำลังตำรวจมาดูแลในบางสนามสอบเหมือนกัน  สนามสอบโรงเรียนนี้ปกติ ก็ไปเยี่ยมสนามสอบโรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ ผู้บริหารโรงเรียนมาเฝ้าระวังเหตุการณ์กันหลายท่าน แต่ก็ไม่มีเหตุใด ๆ กลับมาทานข้าวมันไก่ชื่อดังท่ารถเมล์ปทุมธานี ก่อนกลับที่พัก ความไม่ไว้วางใจกันจึงต้องยุ่งยากสิ้นเปลืองเหมือนที่ covey บอกไว้ไม่มีผิด หากครูยังไว้ใจไม่ได้สังคมเราควรจะไว้ใจใครอีกหนอ 

                        

วาทะคานธี

ข้อคิดของมหาตม คานธี มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียด้วยวิธีอหิงสา ในวาระ และโอกาสต่างๆที่สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อสภาพความเป็นอยู่ของคนทั้งในแบบแสวงหาความสุขที่แท้จริงเฉพาะตนและต่อสังคมเป็นส่วนรวม ด้วยแนวคิดของท่านที่ทันสมัย กว้างไกล รอบด้าน สามารถปรับใช้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตของคนและเพื่อความดำรงอยู่ของสังคมโดยรวมอย่างมีความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนได้แม้กระทั่งปัจจุบัน

“การมองเห็นสุขเป็นสุขนั้นแหละทุกข์ ความสุขที่แท้จริงเกิดจากความทุกข์ ตัวเราเองเป็นต้นเหตุแห่งความสุขและความทุกข์ของเราเอง”  นี่คือวาทะของท่านมหาตม คานธี

ท่านมหาตม  คานธี  กล่าวว่า

“ ตราบใดที่แม้แต่มนุษย์คนเดียว  ต้องหิวโหย เพราะไม่มีงานทำ ตราบนั้นเราจะรับประทานอาหารอย่างมีความสุขได้อย่างไร จะไปเหยียดหยามคนที่ไม่มีเสื้อผ้าจะใส่ด้วยการให้เสื้อผ้าแก่เขาทำไม จงให้ งานเขาทำ เพื่อที่เขาจะได้หาเงินมาซื้อเสื้อผ้าด้วยหยาดเหงื่อของเขาเอง เป็นการบาปที่จะหาอาหารให้คนที่มีแรงทำงานได้กินฟรีหางานให้เขาทำสิ ได้ชื่อว่าเป็นบุญ”

ในหนังสือเล่มนี้  แสดงให้เห็นว่าท่านมหาตม คานธีเป็นคนมีจิตใจกว้าง ไม่ลุ่มหลงอยู่แต่ศาสนาของตนเองศาสนาเดียวแล้วปฏิเสธคำสอนดีๆ ในศาสนาอื่น  ท่านได้กล่าวว่า

“ความจริงนั้นก็มีมากเท่าๆกับมีคนเหมือนกัน แต่เมื่อเข้าถึงแก่นของศาสนาแล้วเราจะพบว่า ศาสนามีหนึ่งเท่านั้นเองท่านมหาตม จึงชอบหยิบยกคำสอนดีๆในศาสนาอื่นมาอ้างด้วยความคาระวะเสมอ อย่างเช่น เราไม่ควรจะสร้างความพอใจให้แก่กิเลสตัณหา  เมื่อใดที่ได้ลงมือสร้างความพอใจให้แก่กิเลสตัณหาแล้วเมื่อนั้นก็เป็นการยากที่จะเหนี่ยวรั้งกิเลสตัณหาไว้ได้โดยทั่วไปแล้วเรามักจะเหนี่ยวรั้ง (กิเลสตัณหา)ไว้ไม่ได้เลย”

หรือที่ว่า

 “ ศาสนามิใช่สิ่งซึ่งแยกอยู่ต่างหากจากชีวิตชีวิตนั่นแหละคือศาสนา ชีวิตที่ไม่มีศาสนาหาใช่ชีวิตของคนไม่หากเป็นชีวิตของเดรัจฉาน”  หรือว่า “ นายจัมเชศ  เมหตา  ได้ส่งบทสวดมนต์ของนักบุญแห่งฟรานซิสแห่งอัสสิสิ มาให้ข้าพเจ้า  บทสวดนั้นมีความตอนหนึ่งว่า...  ข้าแต่พระอาจารย์  ด้วยการให้เท่านั้นที่เราจะได้รับและด้วยการตายเท่านั้นที่เราจะได้ไปเกิดในชีวิตอันนิรันดร์”

หรือที่ว่า 

 “ ในยามที่เกิดความผันผวนขึ้นในอารมณ์ เช่นนี้ก็ขอให้เราระลึกไว้เสมอว่า  การกระทบกันระหว่างอินทรีย์กับวัตถุซื่งก่อให้เกิดอารมณ์นั้น เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่จีรังยั่งยืนเพราะฉะนั้นจงตั้งตนอยู่ในอุเบกขาธรรมเถิด”

นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังได้สะท้อนถึงแนวคิดของท่านมหาตมา คานธี ว่าท่านได้ให้ความสำคัญต่อความจริง หรือความสัตย์ โดยท่านได้กล่าวว่า

“ตราบใดที่เรายังไม่เป็นอิสระจากความเคยชินที่ไม่ดี ตราบนั้นเราจะก้าวไปบนมรรคาแห่งความจริงไม่ได้ อันที่จริงแล้วเราต้องเสียสละทุกอย่างไว้บนแท่นบูชาแห่งความจริงเราไม่ต้องการแสดงตัวเราออกมาให้ปรากฎตามความเป็นจริง แต่เราต้องการจะแสดงว่าตัวเราดีกว่านั้นมาก จะเป็นการดีสักเพียงใดถ้าหากเราต่ำต้อยแต่ถ้าเราต้องการจะขึ้นสูงเราก็ควรจะคิดและกระทำในระดับที่สูง หากทำเช่นนี้ไม่ได้เราก็ควรแสดงตัวของเราตามความเป็นจริง  แล้วสักวันหนึ่งเราอาจจะบรรลุเป้าหมายอันสูงส่งได้สมความปรารถนา”

หรืออีกวาทะหนึ่งว่า

“พระเป็นเจ้านั้นมีพระนามอยู่มากมาย แต่จะให้เลือกสักพระนามหนึ่งก็เห็นจะได้แก่ สัตย์  คือความจริง ดังนั้น ความจริงก็คือ พระเป็นเจ้านั่นเอง”

ในด้านปรัชญาหรือแนวทางการครองตนหรือการดำรงตนในสังคมหรือการปฏิบัติงานอย่างมีสติท่านได้มีวาทะว่า

“การเกิดและการตายมิใช่เป็นทั้งสองด้านของเหรียญอันเดียวกันดอกหรือ ด้านหนึ่งคือการเกิดและอีกด้านหนึ่งคือการตายเพราะฉะนั้นจะไปทุกข์หรือสุขทำไมกับการจะตายหรือจะเกิด ผู้ที่สามารถควบคุมตนเองหรือที่ทำงานได้มากที่สุด มักจะเป็นผู้ที่พูดน้อยที่สุด การพูดกับการกระทำมักจะไม่ไปด้วยกัน จงดูธรรมชาติเถิด ธรรมชาติทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดเลยแม้สักชั่วขณะหนึ่ง แต่ธรรมชาติก็ไม่พูดเลย อหังการย่อมทำลายมนุษย์โดยสิ้นเชิง ความจริงข้อนี้ทุกคนตระหนักได้ทุกขณะ ตรงกันข้าม ความอ่อนน้อมถ่อมตนช่วยให้มนุษย์เจริญเติบโตและบรรลุความสมบูรณ์เสมอ คิดดีเป็นเรื่องหนึ่ง แต่กระทำดีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องสำคัญแต่ถ้าอยู่นอกประเด็น ก็หมดความสำคัญไป เรื่องที่อยู่ในประเด็น แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็มีความสำคัญมาก คนอื่นเท่านั้นดอกที่จะมองเห็นหลังของเราได้ ตัวเราเองย่อมมองไม่เห็น ฉันใด ความผิดของเราเอง เราก็ย่อมมองไม่เห็น ฉันนั้น ถ้าเรามัวแต่คิดถึงความมากมายใหญ่โตของการงาน เราจะเกิดความสับสนและทำอะไรไม่ได้เลย ตรงกันข้าม หากเราจับงานขึ้นมาทำทันที แม้ใหญ่เท่าภูเขา งานก็จะค่อยลดน้อยลงทุกวันๆ แล้วในที่สุดก็สำเร็จลงได้”

และที่สำคัญมหาตม คานธี ได้กล่าวถึงบาป 7 ประการในทรรศนะของท่านคือ

เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ

หาความสำราญโดยไม่ยั้งคิด

ร่ำรวยเป็นอกนิษฐ์โดยไม่ต้องทำงาน

มีความรู้มหาศาลแต่ความประพฤติไม่ดี

ค้าขายโดยไม่มีหลักศีลหลักธรรม

วิทยาศาสตร์เลิศล้ำแต่ไม่มีธรรมแห่งมนุษย์

บูชาสูงสุดแต่ไม่มีความเสียสละ

ท่านมหาตมะยังให้ทรรศนะเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ว่า

“ใช้ชีวิตให้เสมือนว่าพรุ่งนี้ท่านจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เรียนรู้ให้เสมือนว่าท่านจะอยู่ในโลกนี้ตลอดไปไม่มีวันสิ้นสุด” 

ซึ่งมีค่าสำหรับการดำรงชีวิตและใช้เวลาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยสอดคล้องกับแนวทางปัจจุบันในเรื่ององค์กรแห่งการเรียนรู้

  สามารถนำมาเป็นแบบอย่างการใช้ชีวิตอย่างมีสาระได้เป็นอย่างดี วาทะ คำคมแง่คิด ที่หยิบยกมาเป็นเพียงบางส่วนที่ผู้สรุปมีความเห็นว่าน่าจะเป็นตัวอย่างแกผู้ที่สนใจ

จากหนังสือ : วาทะคานธี  โดยกรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย

สรุปเนื้อหาโดย : สิบตำรวจตรีอุดมศักดิ์  กาญจนหิรัญ นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน นครศรีธรรมราช สถาบันการพัฒนาชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน  กระทรวงมหาดไทย

ขอได้รับการคารวะ

กำจัด  คงหนู

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑