เมื่อหลายเดือนที่แล้ว
ผมมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับบรรดาทีมงานที่เคยร่วมชะตากรรมเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่ได้รับรู้มาก็ชวนตระหนกอยู่พอสมควร นั่นก็คือ
พระเอกนางเอกของงานไม่ได้มีพื้นที่แห่งการเหยียบยืนอย่างที่ควรจะเป็น อาทิ
ทำงานมาตลอดปี แต่พอต้องได้รับการเชิดชูเกียรติ แทนที่จะเป็นคนทำงาน (ปัญญาปฏิบัติ) ไปร่วมรับรางวัลนั้นร่วมกับผู้บริหาร
ตรงกันข้ามกลับกลายเป็นบุคคลอื่นอย่างเหลือเชื่อ
เฉกเช่นกับในยามต้องไปนำเสนองาน
แทนที่จะให้คนจริงทำจริงเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวในเวทีนั้นๆ หรืออย่างน้อยก็หอบหิ้วไปด้วยก็ยังดี เพื่อให้เขาได้เห็นเวทีแห่งงานนั้นๆ ได้เก็บเกี่ยวข้อมูลจากเครือข่ายต่างๆ
แต่กลับกลายเป็นว่าไปกันเอง
เลือกคนที่ไม่เกี่ยวข้องติดสอยห้อยตามไปอย่างไม่ยินดียินร้าย ครั้นพอนำเสนองานก็นำเสนอกันไม่ได้ เพราะไม่ใช่คนทำจริง ไม่ทำจริงแถมยังไม่ศึกษาใส่ใจให้ตกผลึก
ปรากฏการณ์เช่นนี้ในหลักการเป็นผู้นำ (Leader) ผมถือว่าไม่มีภาวะผู้นำ (Leadership) ไม่ส่งเสริมให้ผู้ตาม (Followers) ได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของเขาเอง และนั่นยังรวมถึงการไม่ให้ “รางวัลชีวิต”
กับคนทำงานด้วยก็ว่าได้
โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าผู้นำโดยทั่วไปย่อมมีลักษณะ (Traits)
ที่แตกต่างไปจากบุคคลอื่นอย่างเห็นได้ชัด
อย่างน้อยก็เป็นผู้มีอิทธิพลต่อผู้ใต้บังคับบัญชา (Subordinates) หากแต่คำว่าอิทธิพลนั้นปรับแต่งในแง่งามก็คือมีบารมี
เป็นที่รักใคร่ชอบพอของเหล่าบรรดาลูกน้อง
ซึ่งหากเป็นที่ยอมรับของลูกทีม
ส่วนใหญ่มักมีบุคลิกหรือแบบฉบับการบริหารจัดการองค์กรในประเด็นหลักคือ
· เน้นการทำงานร่วมกันอย่างเป็นมิตร (Affiliatve Style) มีความเป็นทีม สามัคคี ปรองดอง ลดช่องว่างความเลื่อมล้ำและความขัดแย้งต่างๆ โดยยึดสัมพันธภาพและเป้าหมายขององค์กรเป็นหัวใจหลัก
· เน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคฝ่าย (Participative Style) เน้นการร่วมคิด ร่มตัดสินใจ และร่วมลงมือทำร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ
· เน้นการทำงานตามต้นแบบ (Pacesetting Style) อันหมายถึงผู้นำทำตัวเป็นต้นแบบให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเรียนรู้และปฏิบัติตาม เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จ หรือการสร้างวัฒนธรรมการทำงานผ่านต้นแบบที่ประสบความความสำเร็จมาก่อนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเรียนรู้และปฏิบัติตาม เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จ หรือการสร้างวัฒนธรรมการทำงานผ่านต้นแบบที่ประสบความความสำเร็จมาก่อน
· เน้นการสอนงาน (Coaching Style) แนะนำงาน เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถต่อยอดทางความคิดได้เอง เพราะเชื่อว่าการสอนงานและแนะนำงานเช่นนี้ จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ก่อเกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนภายในองค์กร
ไม่รู้สิครับ ผมคิดว่าสไตล์เช่นนั้นสิ่งที่ผู้นำควรตระหนัก เพราะมันหมายถึงสิ่งที่สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารองค์กร (Organizational Ability) ของผู้นำ
ผมเองไม่ได้จบหลักสูตรบริหารใดๆ
หากแต่ก็เคยรับผิดชอบองค์กรที่มีลูกทีมเกิน 200 คน
สิ่งที่ผมยึดมั่นเสมอมาจนประกาศเป็นวาระองค์กรก็คือ “สอนงานสร้างทีม” รวมถึงการเปิดโอกาสให้เจ้าของงานได้รับการพัฒนาตนเองในเวทีต่างๆ เพราะเขาคือ “ตัวจริง เสียงจริง” (พระเอก-นางเอก)
แน่นอนครับ ผมจะไม่มีทางผลักให้คนอื่นได้ขึ้นไปรับการเชิดชูเกียรติแทนบุคคลที่เป็นตัวจริงเสียงจริงโดยเด็ดขาด ถ้ามันมากกว่านั้นก็คือยกทีมไปสู่เวทีนั้นให้มากที่สุด แบ่งบทบาทและหน้าที่กันอย่างเสร็จสรรพว่าใครต้องทำอะไร ดีไม่ดีก็เอาคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับสายงานนั้นไปด้วย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้นอกกรอบภารกิจให้กับเขา เสมือนการเตรียมคน – สร้างคนรองรับการหมุนเวียนปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงขององค์กร
ครับ,
ผู้นำที่มีความเป็นผู้นำ
ลองให้คนที่ทำจริง
ได้มีโอกาสหยัดยืนในเวทีใหญ่ๆ ที่เกี่ยวกับเขาดูสิครับ ไม่ว่าจะเป็นร่วมในงานเชิดชูเกียรติ ร่วมเสนองาน
ร่วมศึกษาดูงาน ร่วมเสวนาในเวทีสาธารณะเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่าน –
ผมเชื่อว่านั่นแหละคือหลักแห่งการบริหารที่แท้จริง
เป็นกำลังใจให้ครับ
เห็นด้วยทุกประการ ครับ ;)...
มาให้กำลังใจครับ
เห็นด้วยค่ะอาจารย์
สวัสดีครับ คุณขจรศักดิ์ วิชัยวรกุล
สวัสดีครับ อ.วัส Wasawat Deemarn
บันทึกนี้อาจไม่ละมุมละไมนักนะครับ เพราะเจตนาเขียน "ตรงๆ" สื่อสารแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อม และต้องการให้สั้นกระชับ ไม่ต้องยืดยาว
และอาจผิดหลัก KM คือพูดในเรื่องที่ไม่ใช่เชิงบวกนัก
หากแต่เจตนาดี ด้วยการหยิบปัญหามาเป็นตัวตั้งในการสื่อสารเป็นหลักสำคัญ
สวัสดีครับ อ.ขจิต ฝอยทอง
เท่าที่ทราบ ผู้ร่วมชะตากรรมทั้งปวง ก็แค่สะท้อนเรื่องราวเฉยๆ นี่แหละครับ แต่ผมมองว่า หากละเลยกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ ก็สร้างทีมกันได้ยาก จึงตัดสินใจ นำมาเขียนเป็นจดหมายเหตุองค์กรไว้
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ tuknarak
ขอบพระคณที่มาช่วยย้ำเน้นให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้นนะครับ
คนทั่วไปมักบอกว่า "ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน" แต่เราชอบพูดกันอยู่เสมอว่า "ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร" ขวัญและกำลังใจของคนทำงานเป็นเรื่องสำคัญนะครับ ยิ่งถ้าเป็นแบบ "ผิด ผมมอบ ชอบ ผมเอา" ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แทนที่งานจะได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น กลับต้องเลวร้ายลง เพราะเราก็ไม่อยากคิด และไม่อยากทำ ถึงแม้คำว่า "ลิขสิทธิ์ทางปัญญา" จะใช้ไม่ได้กับงานที่ทำ แต่มัน คือ "เกียรติ" ที่ผู้ปฏิบัติพึงได้รับ ครับ แล้วเราจะพัฒนากันได้อย่างไร.....?
โดยส่วนตัวผมมองว่า...
ผู้นำไม่ใช่คนที่สั่งแล้วลูกน้องจะทำตามที่ตนเองสั่งเสมอไป
หากแต่ผู้นำที่ดีนั้นจะต้องรู้จักวิธีการที่จะทำให้ลูกอยากทำตามด้วยความเต็มใจมากกว่า
และต้องปราศจากข้อกังขาโดยประการทั้งปวง นี้จึงจะเรียกว่าผู้นำที่นั่งอยู่ในหัวใจของลูกน้องอย่างแท้จริง