ปฎิลูบการศึกษาไทย (อีกครั้ง)

ตกข่าวอีกแล้วผม เพิ่งได้อ่านพบว่าเขากำลังจะปฏิลูบกันอีกแล้ว เช่น ให้ลดเวลาเรียน ให้ลดการบ้าน ซึ่งว่าไปแล้วก็ตรงกับที่ผมเขียนวิจารณ์การศึกษาไทยมายี่สิบกว่าปีแล้ว ...ผมน่าจะดีใจ

แต่ผมกลับวิตก เพราะนักการศึกษาไทยผู้วางนโยบายการศึกษาเรานั้น มีแนวโน้มว่าจะคิดดีแต่ทำโง่เสมอ

ถ้าลดเวลาเรียน ลดการบ้าน แล้วถามว่าเวลาที่เหลือเอาไปทำอะไรล่ะครับ ..ไปคุยกัน เล่นสนุกอย่างนั้นหรือ 

ไม่ใช่นะครับ เวลาที่เหลือก็ต้องเป็นเวลาศึกษาเรียนรู้นะครับ หรือทำการบ้าน งานมอบนั่นแหละ เช่น เข้าห้องสมุดค้นคว้า หรือในรร.ตจว. มีพื้นที่มาก ก็ออกไปศึกษาธรรมชาติ เกษตรกรรมเพื่อประกอบการศึกษาในห้องเรียน หรือเอาไปทดลองทำห้องปฏิบัติการ

ที่ผมได้คิดค้นไว้และได้นำเสนอไว้แล้วคือการเรียนแบบบูรณาการ ที่หลายๆ วิชาสามารถเรียนร่วมกันได้ จะทำให้ลดเวลาเรียน เช่น ทำไมไม่สอนวิชาสังคมศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์กับภาษาไทยเป็นวิชาเดียว พอสอนเสร็จก็ให้การบ้านไปเขียนเรียงความภาษาไทยมาเพื่อวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ แบบนี้เด็กได้ทั้งวิชาการ การใช้ภาษา และ “การคิดวิเคราะห์” ไม่ใช่เรียนประวัติศาสตร์แบบท่องจำพศ.

การสอนคณิตศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ (ทำให้ลดเวลาเรียนภาษาอังกฤษที่เรียนกันมากเหลือเกิน) คณิตศาสตร์นั้นสอนแบบไม่ต้องพูดเลยยังได้ เพราะมันเป็นภาษาสำเร็จในตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้าเราเสริมภาษาอังกฤษเข้าไปก็ได้สองต่อเลย (แต่ต้องเอาครูคณิตศาสตร์มาฝึกอังกฤษ หรือ เอาครูอังกฤฤษไปฝึกคณิตศาสตร์)

 พอเก่งแล้ว ในม๕. ม.๖ ก็สอน วิทยาศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษด้วย ก็ไม่ต้องเสียเวลาเรียนอังกฤษอีกเลย ...แต่ครูต้องเก่ง

การท่องอาขยาน หน้าที่ศีลธรรม ขอให้เพิ่มนะครับ ไม่ใช่ลด แต่สอนให้สนุก

สำคัญที่สุดคือ ยกเลิกสายวิทย์ ศิลปะ เสียที แล้วเพิ่มสายอาชีพ 

หลักการคือ ให้มีวิชาบังคับพื้นฐานที่ทุกคนต้องเรียน จากนั้นมีวิชาเลือก เด็กอยากเรียน วิทย์ ศิลปะ สายอาชีพ เลือกเอาตามความชอบ    พวกเรียยวิทย์ ยังซอยเน้นได้อีกว่าจะเน้น ฟิสิกส์  เคมี ชีวะ  พวกศิลป์ก็เน้นได้  พวกอาชีพก็เน้นได้ 

การศึกษามัธยมที่ผ่านมาทำลายชาติมานานแล้ว เพราะไปบังคับให้เด็กเรียนตามกรอบมากเกินไป โดยเฉพาะเด็กบ้านนอกส่วนใหญ่จบไปก็ไปทำงานโรงงาน ทำไร่ นา หรืออย่างมากก็ปวช ไม่ได้เข้ามหาลัย แต่นี่ไปบังคับให้เขาเรียนวิชาเพื่อสอบเข้ามหาลัยกันหมด ซึ่งมันเสียหายต่อชาติมากๆ พวกนักการศึกษาก็คิดกันไม่ออกซะที

....คนถางทาง (๓๑ มกราคม ๒๕๕๖)