นอกจากจะได้ “แนวร่วม”มากขึ้นเรื่อยๆ ปีที่3 ของ “เยาวชนค้นธรรม” โครงการพัฒนาเยาวชนตำบลข้าวปุ้น อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี ยังมีเคล็ดลับดีที่น่าบอกต่อ โดยเฉพาะเคล็ดลับที่ว่าด้วยการทำกิจกรรมกับกลุ่มวัยรุ่น ที่ทั้งเฟี้ยว ซ่าส์ กระทั่งยอมรับความจริงด้วยว่าในจำนวนนี้ มีไม่น้อยที่ “เกเร” ใช้ความรุนแรง ทะเลาะวิวาท ก่อความวุ่นวาย ฯลฯ กระทั่งคนในชุมชนต่างหนักใจและอยากหาทางออก

สมชัย แท่นคำ (น้อย) นักพัฒนาชุมชน สำนักงานเทศบาลตำบุลกุดข้าวปุ้น เจ้าของโปรเจค “เยาวชนค้นธรรม” ซึ่งอยู่ในชุดโครงการสุขแท้ด้วยปัญญา ที่เครือข่ายพุทธิกา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุน สรุปบทเรียนการทำงานกับวัยรุ่นว่า หากจะทำกิจกรรมกับเด็กวัยรุ่นย่อมต้องอย่าให้รูปแบบกิจกรรมของเรานั้น “ตายตัว” เช่น การอบรมทักษะวิชาชีพต่างๆ การพูด การสอน อาจใช้ได้รับเด็กบางกลุ่มที่อยู่นิ่ง แต่กับเด็กกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ต่างอะไรกับนักเลงมือสมัครเล่น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ด้วยพฤติกรรมของพวกเขาเหล่านั้นเหมือนอยู่ตรงข้ามกับผู้ใหญ่อย่างคนล่ะทิศ “เด็กแทบทุกคนไม่อยากมานั่งอบรมเฉยๆ ไม่นิ่งพอจะฟังเราสอนทำโน่นทำนี่หรอก เขาต้องการแสดงออก เราจึงต้องเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้แสดงออก แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีดีกว่านั้น เน้นการลงมือทำมากกว่าการพูด เราจึงพยายามจัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ให้ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นทาสีรั้วโรงเรียน ซ่อมแซมห้องน้ำวัด หรือการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในช่วงเทศกาล”

“อีกอย่างมันต้องเปลี่ยนรูปแบบตลอด ตามแต่สถานการณ์ เพราะวัยรุ่นเขาไม่นิ่ง บางทีในกลุ่มอาจจะมีคนเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯเยอะหน่อย พฤติกรรมที่มั่วสุม สุ่มเสี่ยงต่อจะไปทะเลาะกับใครจะน้อยลงไปตาม หรือพอรุ่นนี้โตไป รุ่นใหม่ก็ขึ้นมาแทน มันเหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติ มันเปลี่ยนไปตลอด ผู้ใหญ่จึงจำเป็นต้องหาเครื่องมือ หาลูกมือ มาช่วยกันเพราะวัยรุ่นนี่แหละย่อมเข้าใจวัยเดียวกันได้ดีที่สุด เราให้พวกเขาออกแบบกันเองว่าอยากทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แล้วช่วยกันสรุปบทเรียนว่าทำไปแล้วมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงบ้าง” สมชัย หรือที่รู้จักดีในชื่อ “พี่น้อย” ของวัยรุ่นละแวกข้าวปุ๊นบอก อย่างน้อยวิธีการที่ว่า คงถูกใจคนแบบ “แจ็ค”อรุณ ทองพร หนุ่มอายุ 22ปี แห่งบ้านโคกเลาะ ต.ข้าวปุ้น ซึ่งรับสารภาพว่าครั้งหนึ่งเคยรวมหัวกับพรรคพวกวิวาทกับวัยรุ่นต่างหมูบ้านแต่ระยะเวลาดึงกราฟชีวิตของเขาให้ดีขึ้น โดย “เขา”มองว่า สาเหตุใหญ่ส่วนหนึ่งของวัยรุ่นตีกันเกิดจากความเคว้งคว้าง ไร้จุดหมาย ไม่รู้จะไปทำอะไร ตกดึกจึงมักลงเอยด้วยการกินเหล้า คึกคะนอง นำมาสู่การทดสอบกำลังในทางที่ไม่มีประโยชน์

“ผมเบื่ออยู่บ้าน เคยไปเป็นลูกจ้างตามโรงงานในกรุงเทพมาแล้ว มันก็ไม่ใช่คำตอบอีก กลับมาอยู่บ้านก็ไม่รู้จะทำอะไร มันก็ไม่พ้นไปหาเพื่อนและไปสู่วังวนเดิมๆอีก พอมีคนมาชวนมันเหมือนมีจุดเปลี่ยน แรกๆ ก็ปฏิเสธเพราะคิดว่าไม่เข้าท่า แต่พอมาทำแล้วมันเหมือนว่าเราได้ลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เจอสังคมใหม่ที่กว้างขึ้น เพราะมีทั้งคนที่ยังเรียนอยู่ ไม่ได้เรียน ซึ่งถ้าเราอยู่กับคนดีๆ เราก็อยากจะดีบ้าง ไม่อยากให้ใครมองว่าเราเกเร มันต้องเปลี่ยนพฤติกรรม” เขาบอก

การทำกิจกรรมแบบที่ว่านี้จะพาชีวิตให้เขาเดินไปไกลกว่าคำปรามาสและสายตาผู้ใหญ่ที่พร้อมจะต่อว่า ด้วยการที่กลับมาตั้งใจมาเรียนหนังสือใหม่ในระดับ กศน.และตั้งเป้าว่าอย่างน้อยๆ คือการจบปริญญา เหตุนี้จุดที่เขาเคยเดินเมื่อครั้งทะเลาะวิวาทกับวัยรุ่นต่างหมู่บ้านกับจุดที่เขายืนอยู่ ณ วันนี้จึงต่างกันสินเชิง ไม่ต่างอะไรกับ ฉลองชัย ปูจะธรรม” (หลอง) อายุ 27ปี ชายหนุ่มบ้านวังนอง ต.ข้าวปุ้น ที่ทิ้งอดีตแต่ภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่ในระยะแรก จนขณะนี้เปลี่ยนบทบาทเป็น “ทีมงาน” บอกว่า ย้อนกลับไปเราก็เคยเป็นเหมือนพวกเขา จึงอยากใช้ประสบการณ์เพื่อเชิญน้องๆในชุมชน มาแสดงพลังในเรื่องที่ถูก

“มันต้องใช้เวลานะ เราเองต้องหาจุดดึงดูดใจ คิดอะไรทำที่น่าสนใจ รูปแบบต้องไม่ตายตัว ให้พวกเขา (วัยรุ่น) ได้เข้ามาลอง มาร่วมกิจกรรม มาเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองเจออยู่ทุกวัน ผมเชื่อว่าทุกคนอยากทำดีอยู่แล้ว แต่อาจไม่มีพื้นที่ให้แสดงออก ชุมชนจึงต้องร่วมสร้างและให้โอกาส” ทั้งนี้ต้องยอมรับคงไม่มีใครจะสามารถเปลี่ยนตัวเองแบบพลิกฝ่ามือได้ในเวลารวดเร็ว แต่ทั้งหมดย่อมมีก้าวแรก ซึ่งก้าวเดินแรกที่จะร่วมเดินไปนี้นับคือความท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งจากเยาวชนที่ไม่เคยร่วมกิจกรรม หรือ “พี่เลี้ยง”ซึ่งเติบโตจากสถานการณ์เดียวกัน และยกระดับจากการเป็น “ผู้รับ” หวังพลิกบทบาทเป็น “ผู้ให้”บ้าง
เคล็ดลับที่น่าบอกต่อที่สุดของ “เยาวชนค้นธรรม” จึงหนีไม่พ้นเรื่องของพลังใจ แนวร่วมของบรรดาสมาชิก กระทั่งทัศนคติของคนรอบข้างที่จะมอบโอกาสแก่พวกเขานั่นเอง