ยากจะเล่า ....... รอยยิ้มแห่งพลัง


 

ยากจะเล่า…..รอยยิ้มแห่งพลัง

จุดเริ่มต้นจากศูนย์อนามัยที่ 10 โดยเราได้เตรียมของใช้ในการเดินทางได้แก่ เต้นท์(เพื่อกรณีที่ไม่สามารถหาที่พักได้ก็ต้องกางเต้นท์นอน)อาหารสำเร็จรูป(หอยลายกระป๋อง กับ มาม่า )ขนมฟันโอและวอยซ์สำหรับการประทังชีวิตตลอดการเดินทาง รวมทั้งน้ำยาล้างจานไลปอนเอฟและสบู่โพรเทคสอย่างล่ะ 10 ลัง รวมทั้งชุดทดสอบแบคทีเรียโคลิฟอร์มอีก 2 ลังด้วยกัน(ไปมอบให้กับศุนย์การศึกษาชุมชน) เข้าสู่อำเภออมก๋อย ในภารกิจการติดตามเฝ้าระวังระบบน้ำบริโภค ศูนย์การศึกษาชุมชน (ศศช)และโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน (ตชด)


ภารกิจแรกเป็นภารกิจร่วมกับสำนักงานทรัพย์กรน้ำภาค 1 ลำปาง ที่ กศน. อมก๋อย เรื่องการดูแลระบบการกรองน้ำและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ในการตรวจสอบ ColiformBacteriaโดยการใช้ทุดสอบแบบง่าย ( อ 11 กรมอนามัย)  ได้มีการสาธิตวิธีการตรวจสอบ ColiformBacteriaจาก ศูนย์อนามัยที่ 10 และการดูแลระบบกรองน้ำจากสำนักงานทรัพย์กรน้ำภาค 1 ลำปาง ในครั้งนี้ก็ได้มอบอุปกรณ์ซ่อมแซมระบบกรองน้ำ และชุดทดสอบColiformBacteria  ( อ 11 กรมอนามัย)ให้กับ คุณครู ศศช  ท่ามกลางสายฝนที่โปรยลงมาเป็นสายๆอย่างกระหน่ำเย็นจับใจเลยทีเดี่ยว

Coliform Bacterai หมายถึงกลุ่มของแบคทีเรียในวงศ์ Enterobacteriaceae ที่มีรูปร่างท่อนสั้น ติดสีแกรมลบ ไม่สร้างสปอร์  เป็นพวกที่ไม่ต้องการอากาศ หรือFacultative anaerobe สามารถหมักน้ำตาลแลคโตส ให้กรด และแก็สได้ภายใน 48 ชั่วโมงที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส  ตัวอย่างแบคทีเรีย ในกลุ่มนี้ได้แก่ Escherichiacoli ซึ่งโดยปกติมักพบอยู่ในทางเดินอาหาร สัตว์เลือดอุ่น และของคน ฉะนั้นจะมากในอุจจาระ และแบคทีเรีย  จีนัส Enterobacter ดังนั้นการตรวจพบจุลินทรีย์ในกลุ่มนี้จึงถือได้ว่ามีการปนเปื้อนมาของอุจจาระอาจนำซึ่งจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคได้ ซึ่งในทางสุขาภิบาลอาหารและน้ำ  ColiformBacteriaเป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งของการบ่งชี้ถึงความไม่สะอาด ไม่ถูกสุขลักษณะอาจมีการปนเปื้อนของอุจจาระของคนและสัตว์ 

เมื่อฝนเริ่มหยุดลงแล้วเราก็ต้องไปทำภารกิจต่อไปที่โรงเรียนตำตรวจตะเวนชายแดนท่านผู้หญิงประไพ ศิวะโกเศศ  โดยเราจะไปทำภารกิจการสำรวจระบบกรองน้ำในโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดนเพื่อการพัฒนาคุณภาพน้ำและสาธิตการใช้ชุดทดสอบแบคทีเรียในน้ำอย่างง่าย(อ 11 )การฆ่าเชื้อโรคในน้ำด้วยคลอรีนและการตรวจคลอนรีนอิสระคงเหลือในน้ำด้วยชุดทดสอบอย่างง่ายได้นั้นเราต้องมีพลังก่อน ดั้งเราจึงไปหาร้านอาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดของอมก๋อยทานนั้นก็คือร้าน ป้าบัวผัน  ในเวลาเกือบ บ่ายโมงก็ได้เดินทางออกจากตัวอำเภออมก๋อย มุ่งหน้าไปโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน ท่านผู้หญิงประไพศิวะโกเศศ ในเส้นทางแม่สะเรียง สบเมย ในระหว่างทางนั้น ผมก็ได้หลับ เนื่องจาก หนังท้องตึง หนังตาเลยหย่อน นะครับเมื่อลืมตาขึ้นมาเห็น ทุ่งบัวตองที่บ้านเหาะก็บอกให้พี่บอยคนขับรถว่า จอดเลยครับถ่ายรูปครับ โดยที่ไม่ได้ขออนุญาต พี่ มอณ(คุณอณัญญา สุวรรณปริค) หัวหน้าทีม เลย เมื่อพี่บอย(คุณสนั่นนาควรรณ) จอดรถแร้วทุกคนก็รีบลงไปถ่ายรูปกับทุ่งบัวตองกันอย่างหน่ำใจ ยกเว้นหัวหน้าทีมเราที่ไม่ลงมาถ่ายรูป เพราะบอกว่า พี่นะถ่ายมาเยอะแล้วนะ  แล้วเราก็ตาสว่างแร้วไปจนถึงอำเภอแม่สะเรียนแล้วก็ได้เห็นสิ่งที่สะดุด ตามาแต่ไกล นั้นคือ พิพิธภัณฑ์ แม่สะเรียง ก็บอกพี่บอยเช่นเดิมว่าสวยอะถ่ายรูปเลยครับพี่ แต่ พี่บอยก็จะพยามหาที่จอดรถใกล้ๆในบริเวณนั้นแต่ไม่มีที่จอดก็เลยไปก่อนบอกว่าตอนกลับข่อยถ่ายกันโน๊ะแต่เราก็ได้ถ่ายในขณะที่อยู่ในรถได้ 2 รูป (แต่ตอนกลับก็ไม่ได้ถ่ายเพราะมันมืดแล้วไฟไม่ค่อยสวย สรุปก็คืออด ถ่ายนั้นเองครับ) และอีกนานมากหลับไปหลายตื้นแล้วก็ยังไม่ถึงอุทยานแห่งชาติแม่เงาที่พักคืนนี้โดยพี่มอณ หัวหน้าทีมเราได้โทรจองบ้านพักไว้1หลัง เราก็แอบดีใจกันว่าคืนนี้นอนในบ้านมีไฟฟ้าใช้คงสบายแล้วเราแต่เมือเข้าไปถึงอุทยานแม่เงาก็ต้องพบกับความผิดหวังเพราะเราไม่ได้บ้านพักเนื่องจากมีคนจองและจ่ายเงินผ่านระบบ Internet เราก็เลยต้องนอนเต็นท์ที่เตรียมกันไว้นะครับโดยเราจะไปกลางเต็นท์ในศาลา ของอุทยานแม่เงา โดยเราจะไปจองปลั๊กไฟตามเสาของศาลาโดยแฉพาะพี่แอร์(คุณสราวุธ  ปิ่นแก้ว ) ที่ยกข้ออ้างต่างๆนาๆรวมทั้งความเป็นพี่เป็นน้องที่น้องต้องเสียสละให้พี่(ที่จริงมีแต่พี่เสียสละให้น้องเป็นเหตุผลที่น่าเกียจมาก) อีกทั้งเหตุผลต่างๆที่ฟังแล้วไม่ขึ้นเลยที่จะต้องได้เสาที่มีปลั๊กไฟ(สรุปก็ต้องยอมพี่แอร์เขาไปคนอื่นก็ไปหาเสาใหม่ที่มีปลั๊กเช่นกัน) เพื่อจะทำการชาร์จแบตเตอรี่ โทรศัพท์และอุปกรณ์ไฟฟ้า(ชาร์จไปก็ไม่สามรถใช้โทรได้เพราะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลยนี้ครับ)เมื่อถึงกำหนดเวลาที่ทางอุทยานแม่เงาจะปล่อยไฟฟ้าก็คือเวลา18.00 – 23.00  น.แต่ทุกคนก็ต้องผิดหวังเพราะบริเวณที่เรากลางเต็นท์อยู่นั้นถูกตัดไฟฟ้าไปแล้วและไม่สามารถต่อให้ได้ในเวลานั้น เราก็เลยต้องให้พี่บอยและพี่แอร์ออกไปซื้อเทียนไข เพื่อมาจุดให้ความสว่างในเวลาทานข้าวซึ่งเป็นอาหารสำเร็จรูป(มาม่า+ หอยลายกระป๋อง) ก็อร่อยดี ครับแล้วก็มีเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดหวังเกิดขึ้นครับเพราะจะมีคณะนักท่องเที่ยวจากจังหวัดกาญจนบุรีมากลางเต็นท์ใกล้ๆกับเราด้วยแล้วได้มีคนป่วยซึ่งมีอาการแพ้ มีผื่นแดงขึ้นในบริเวณ ขาเขาก็มาเรียกเราว่าหมอ( เพราะรถเราติด โลโก ของกรมอนามัยไว้ด้วยนะครับ)แต่ในการเดินทางครั้งนี้เราไม่ได้เอากระเป๋ายาไปด้วยเลยชิครับ (ในใจคิดว่าแย่แล้วเรา ยาก็ไม่มีให้เขาแล้วจะทำอย่างไรดีละ)แต่เมือดูและประเมินจากอาการแล้วก็พอสรุปได้ว่าเขาได้แพ้พิษจากแมลง  โชคดีที่พี่มอณหัวหน้าทีมเรามียาส่วนตัวติดไปด้วย ก็ได้แก้สถานการณ์ได้ไม่งั้นคุณหมอ นี้แย่เลย นะครับ เมื่อพี่บอยกับพี่แอร์เข้ามาพร้อมกับลูกชิ้นและ มินิซาลาเปาด้วยครับ (เป็นพี่ดีจริงๆ)และในค่ำคืนนี้เมื่อเวลา 21.00 น.
ผ่านไปก็เงียบมากเลยในอุทยานแห่งชาติแม่เงาถ้าในเมืองคงจะต้องคึกคลื่นกันมากมายเลยนะครับเพราะค่ำคืนนี้เป็นวันลอยกระทงคนที่อยู่ในเมืองคง จุดพุ ปล่อยโคมลอย ลอยกระทง แต่เรานั้นก็ได้ทำกิจกรรมกันเล็กๆที่ริมแม่น้ำเงาในอุทยานแห่งแม่เงาโดยได้มีการจุดไฟเย็นและปล่อยโคมลอยด้วยครับ เป็นบรรยากาศที่ดีมากๆและเป็นครั้งแรกของผมที่ได้สัมผัสกับบรรยากาศดีๆของแม่น้ำเงา ผมเลยไม่เสียดายที่ไม่ได้ลอยกระทงในเมืองเลยครับเพราะผมได้สิ่งที่ดีกว่าการลอยกระทงในเมืองมากมายกับกับการเดินทางในครั้งนี้ แล้วค่ำคืนที่นอนเต็นท์เราก็จะได้มีสัตว์ตัวเล็ก(ลูกสุนัข)มาทักทายเราในขณะที่นอนด้วยการมาวิ่งชนเต็นท์เราอยู่ตลอดเวลาจนสะดุ้งตื้นหลายครั้งเลยนะครับ

ในเช้าอีกวันหนึ่งก็เดินทางอีกละเมื่อหยุดพักมา 1 คืน  อาหารเช้าก็ไม่ต้องพูดถึงครับ คงหนี้ไม่พ้น  มาม่า + หอยลายกระป๋อง ตามเดิมนะครับ เราออกเดินทางกันตั้งแต่เวลาโดยประมาณ 7.00 น.ถนนจะเป็นถนนลาดยางมะตอย เลนเดียว เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรออกจากอุทยานแห่งชาติแม่เงา  ส่วนระยะทางที่เหลือก็คือถนนดินครับจะมีคอนกรีตบ้างเมื่อผ่านหมู่บ้านชาวเขาถึงจะเป็นระยะทางไม่เกิน 300เมตร  นะครับ สิ่งที่แปลกใจคือการเลี้ยงหมูป่า(หมูแม้ว)คือว่าชาวเขาเลี้ยงปล่อยอย่างเป็นสุนัขของคนพื้นราบ(ผมเห็นแต่หมูแม้วทางตามถนนเต็มไปหมดมากกว่าสุนัขเสียอีก)เลยนะครับ 2 ข้างทางก็จะเป็น ข้างซ้ายเป็นภูเขา ข้างขวาเป็นแม่น้ำ บรรยากาศสวยมากๆเลยครับ
เมื่อเข้าไปลึกพอสมควรเราจึงได้ถามทางชาวเขา ว่า สบโขงไปทางไหน แต่เช้าเขาเหมือนว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง พี่แอร์ นิติกร ประจำศูนย์อนามัยที่ 10 เลยได้โชว์ สำเนียง ชาวเขา ว่า “โส๊ะโขง ปาย ทาง หนาย” ชาวเขาก็บอกว่า ออตรงปาย  เราตรงไปครับแล้วสิ่งที่ประทับใจเราก็ได้เกิดขึ้นครับเมื่อเข้าไปในหมู่บ้านของชาวเขาแล้วเด็กๆที่หมู่บ้านจะยกมือไหว้สวัสดีตลอดทางทั้งขาไปและขากลับเลยครับมีความสุขมากครับที่ได้เห็นเด็กชาวเขายกมือไหว้เราแล้วได้ยิ้มให้เราอย่างมีความสุข ผมก็เลยมีความสุขที่ได้ยกมือรับไว้พวกเค้าด้วยครับ เป็นภาพที่ประทับใจและมีความสุขและคงเป็นความทรงจำที่จดจำไปตลอดชีวิตนะครับอีกไม่กี่สิบกิโลเมตร ก็มาถึงเรื่องที่ตื่นเต้นอย่างหนึ่งแล้วครับ คือการ
ต้องขับรถข้ามแม่น้ำที่ไหลเชียวครับดูก็ไม่หน้าแต่เมือลงมาดูและสัมผัสกับน้ำข้างนอกรถแล้วรู้สึกกลัวๆเลยครับ
โชคดี ที่เรามีคนขับรถที่เก่งครับ จึงสามารถพาเราข้ามฝั่งได้อย่างปลอดภัยครับเมื่อข้ามแม่น้ำมาแล้วก็เดินทางบนถนนดินต่อไปอีกชัก
2-3 กิโลเมตรได้นะครับก็ถึง โรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดนท่านผู้หญิงประไพ ศิวะโกเศศ ครับ



เมื่อถึงโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดนท่านผู้หญิงประไพศิวะโกเศศ เราจึงได้ลงจากรถกันทันทีเลยครับเด็กๆและคุณครู ดูเหมือนว่า จะเกร็งๆกันนะครับเพราะรู้แต่ว่าจะมีเจ้าหน้าที่จากกรมอนามัยเข้ามาแต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร่  แต่เห็นเห็น ผมและพี่แอร์ พี่บอย และสร้อย(นักศึกษาฝึกงานเช่นเดี่ยวกับผม) ก็เลยเกร็งครับเพราะไม่เคยรู้จักเลยนะครับ แต่เมื่อ พี่ มอณ หัวหน้าทีม ลงมาจากลง คุณครูก็ดูเหมือนว่าถอนหายใจยาวๆเลยครับแล้วอาการเกร็งก็ดูเหมือนว่าหายไปบ้างนะครับเพราะครูเคยเข้ามารับการฝึกอบรมฯ จาก ศูนย์อนามัยที่ 10 เชียงใหม่และพี่ มอณ ได้เป็นวิทยากร ด้วย นะครับ คุณครู ตชด ก็เลยลดอาการเกร็งไปนะครับเมื่อถึงแล้วเราก็เริ่มงานกันทันทีครับไม่รอช้าด้วย การนั้งพูดคุยกับคุณครู ตชดในเรื่องของคุณภาพน้ำดื่มในโรงเรียนว่าเป็นอย่างไรบ้าง น้ำที่ใช้บริโภคมาจากแหล่งใดบ้าง แล้วมีที่เก็บน้ำไว้อย่างไร แบบไหนบ้าง รวมทั้งเรื่องสุขาภิบาลอาหารสุขาภิบาลห้องน้ำห้องส้วม สุขาภิบาลที่พักและสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน  เราก็ดูและแนะนำการดูแลสุขาภิบาลเหล่านั้นให้ทั้งหมดรวมทั้งการสอบถามถึงเรื่องสุขอนามัยของนักเรียนด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้างพร้อมให้คำแนะนำครูพยาบาลของโรงเรียนไปด้วยนะครับ

 

พร้อมกันนั้นเราก็เดินสำรวจสุขาภิบาลในเรื่องต่างๆภายในโรงเรียนพร้อมกับการสาธิตการใช้ ชุดทดสอบ Coliform Bacteria  (อ 11) และ การใช้คลอรีน  เพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำบริโภค เราก็ทำงานกันจนลืมดูเวลาไปเลยครับเพราะเราจะมีกฎในการเข้าพื้นที่ว่าจะต้องออกจากพื้นที่ก่อนเวลา 11.30 น.เพื่อจะเป็นช่วงรับประทานอาหารเที่ยงของทางโรงเรียน เพราะทางทีมของเราไม่ต้องการปรบกวนทางโรงเรียน แต่ครั้งนี้ก็ต้องทำผิดกฎ เนื่องจากไม่ได้ดูเวลา ทำกันไปจนถึงบ่ายโมง


 

เมื่อเราจะออกจากพื้นที่ครู ตชด ก็เชิญ ทางทีมของเราร่วมรับประทานอาหารเพราะได้เตรียมไว้แล้ว เราก็เลย
ต้องผิดกฎของทีมเลยครับวันนั้น และเป็นการรับประทานข้าวมื้อแรกของเราด้วยนะครับหลังจากทานแต่    มาม่า + หอยลายกระป๋อง มาหลายมื้อ โดยเป็นอาหารง่ายๆแต่เต็มไปด้วยความอร่อยที่สุดซึ่งได้แก่ ผัดฝักทองใส่ไข่ ผัดมะละใส่ไข่ ผัดหน่อไม้ใส่ไข่ อีกทั้งปลาทูทอดเป็นอาหารในมื้อที่อร่อยที่สุดในการเดินทางในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณคณะครูและนักเรียน โรงเรียนตำรวจตะแวนชายแดนท่านผู้หญิงประไพ  ศิวะโกเศศ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยที่ทางทีมของเรานั้นได้เรียนรู้วิถีชีวิต โรงเรียน ตชด. เรื่องที่ยากจะเล่าก็มีเพียงเท่านี้ละครับ กับการเดินทางในภารกิจการติดตามเฝ้าระวังระบบน้ำบริโภค ศูนย์การศึกษาชุมชน (ศศช)และโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน (ตชด) แห่งเกิดรอยยิ้มแห่งพลัง




หมายเลขบันทึก: 517945เขียนเมื่อ 30 มกราคม 2013 21:10 น. ()แก้ไขเมื่อ 30 มกราคม 2013 21:10 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (4)

ส่งสัยเป็นการฝึกงาน สมบุกสมบัน เลย นะค่ะ แต่หลายๆคนคงจะยิ้มไม่ออกเลยมั้งค่ะ แต่น้องดูแล้วน่าจะมีความสุขนะค่ะ

คาฟพี่ผมว่าทุกคนถ้าได้มีโอกาสไปสัมผัสเหมือนผมก็คงต้องมีรอยยิ้มเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคาฟ จนลืมความเหน็ดเหนือยและระยะทางไปเลยล่ะคาฟ


ขอบคุณครับ คุณพี่ใบไม้ร้องเพลง

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี