เช้าวันนี้พาสองหนุ่มมาลงสนามประลองฝีเท้าแบบสบายๆ ในสนามหญ้าเทียมใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยฯ
จะว่าไปแล้วก็เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ในวันหยุดที่สุดแสนวิเศษ   เราคุยกันว่า  เสร็จจากเตะบอล  จะบึ่งรถกลับกาฬสินธุ์ทันที




สองหนุ่มไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ในการเล่นฟุตบอล  
ผมเองก็ไม่ได้คิดหวังว่าเขาต้องเตะบอลเก่ง  หากแต่ดีใจที่เขารู้สึกอยากวิ่งเล่นในสนามกีฬา   เพราะมันคือการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์  กีฬาคือปฐมบทง่ายๆ ที่สอนให้เด็กรู้กติกา  หากเขาชนะกติกาในกรอบสนามได้  เขาย่อมมีทักษะในการที่จะเคารพและให้เกียรติต่อกติกาของสังคม

วันนี้  น้องดินดูมีชีวิตในอีกมิติหนึ่ง  อาการนิ้วเท้าที่บวมบูดมาหลายวันดูจะไม่ใช่ปัญหาของการวิ่งเตะบอล
ครับ, นิ้วเท้าแกบวมบูดเพราะเป็นผลพวงของการจับปลาที่บ้านเกิดนั่นแหละ  ไม่รู้ทำอีท่าไหน  สุ่มจับปลาถึงได้งาบงับนิ้วเท้าของตัวเองซะงั้น




ครับ,ส่วนเจ้าจุก  ยังเป็น "ศิลปิน"  โดยแท้
แกยังรื่นรมย์  เป็นตัวของตัวเอง   ไม่หนาวไม่ร้อน   ไม่สะทกสะท้านอันใดต่อสถานการณ์  หรือวิกฤตที่อยู่ตรงหน้า 

บอลจะมาจะไป  แกปักหลักได้อย่างมั่นคง 


  


ครับ, น้องแดนเล่นบอลได้ "นิ่ง" มาก  
บอกตามตรงว่านิ่งจริงๆ  นิ่งราวกับจับวาง  นิ่งราวกับมืออาชีพ  นิ่งราวกับนักบอลที่ผ่านร้อนผ่านหนาว  ผ่านสนามและเกมแข่งขันอันโชกโชน

จนหลายต่อหลายครั้ง  โค้ชต้องออกแรงตะเบ็งเสียงแทรกเข้าไปในสนามเพื่อกระตุ้นให้เจ้าจุก หรือน้องแดนเลิกที่จะ "นิ่ง"


ทันทีที่แกได้ยินเสียงกระตุ้น  ก็เสมอเหมือนม้าที่โดนลงแส้นั่นแหละ  มีกระโดด ขยับ และวิ่งไปตามสภาพ  พอสักครู่ก็กลับสู่โหมดเดิมนั่นก็คือ "นิ่ง"



ครับ,  น้องแดนเล่นบอลได้นิ่งจริงๆ

ดูเพลินครับ,  แกเดิน  แกยืน  ไม่สะทกสะท้าน  พร้อมๆ กับยิ้มไปเรื่อยเปื่อย
เรียกได้ว่าเป็นนักฟุตบอลตัวยืนตัวจริงก็ไม่ผิด (55)

นั่นแหละครับนักเลงลูกทุ่งที่มาวาดลวดลายในสนามฟุตบอล