ชีวิตนี้โชคดีมากๆ เพราะเจอคนดีๆ ที่ทำให้เราได้เปลี่ยนชีวิตไปสู่จุดดีๆ ครับ หนึ่งในนั้นคืออาจารย์ผมเองดร. เพิร์ลล่า ริซาลิน่า เอ็ม. เทโก้ อาจารย์เป็นเสมือนคุณแม่ของผมทีเดียว อาจารย์เป็นผู้นำด้านการทำ OD แนว Whole Brain Literacy (WBL) ครับ ถือว่าเป็นชั้นนำของโลกทีเดียว ปัจจุบันอาจารย์เป็น Program Director ของหลักสูตร MMOD และ PhD OD ของมหาวิทาลัยอัสสัมชัญครับ ล่าสุดอาจารย์ออกหนังสือเล่มใหม่ชื่อ “On the Ball: Leveraging the Future you want with WBL” แปลง่ายๆเป็นไทยก็ประมาณ “ออกแบบอนาคตด้วยสมองสี่ด้าน” ครับ 


ประมาณว่าชีวิตเราออกแบบได้ด้วยแนวคิดสมองสี่ซีกครับ ผมเคยเขียนไว้แล้ว ลองดูที่บันทึกที่เกี่ยวข้องข้างล่างนี้ครับ แต่สิ่งที่อาจารย์กล่าวถึงเรื่องหนึ่งในเล่มนี้คือ The Butterfly Effect (บัตเตอร์ฟลาย เอ๊ฟเฟ๊ก) หรือ "ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก" เป็นเรื่องที่ผมอยากขยายความในวันนี้ครับ

หลายคนคงได้ยินวลีนี้หรือวลีที่คล้ายกันคือ “เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว”  เอาเป็นว่าหลายคน แม้กระทั่งผมอาจมองว่า วลีนี้มันดูเว่อร์ๆนะ อะไรกันทำสิ่งเล็กๆ จะส่งผลต่อเรื่องใหญ่ได้ไง จริงๆ เรื่องนี้เป็นการค้นพบสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์ครับ ในปี 1961 ดร.เอ๊ดเวิร์ด เอ็น ลอว์เร๊นซ์ นักวิทยาศาสตร์ ที่พยายามใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ เพื่อพยากรณ์อากาศ นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ใช้ชีวิตกับการป้อนข้อมูลตัวเลข เข้าแบบจำลองคณิตศาสตร์ ตัวเลขดังกล่าวปรกติแล้ว มักประกอบด้วยตัวเลขหลังจุดทศนิยมหลายหลัก มีวันหนึ่งท่านเกิดขี้เกียจป้อนตัวเลขหลายๆหลัก เลยปัดเศษทศนิยมออก คือท่านป้อนตัวเลข 0.506 แทนที่จะเป็น 0.506127 ท่านปัดเศษ 0.000127 ออกครับ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่สำคัญทางสถิติเลย เพราะที่ตัดออกเป็นหลักสี่หลังจุดทศนิยม ซึ่งก็เป็น “แค่” หนึ่งในหมื่น ครับ น้อยมากๆ (ดู http://en.wikipedia.org/wiki/Butterfly_effect)



Cr: http://site.ge-energy.com/businesses/ge_oilandgas/en/newsletter/geog_viewsandnews_060911/changeforum.html

แต่พอกลับมาดูผลการจำลองสภาพอากาศที่เกิดขึ้น กลับต้องตกใจครับ เพราะสภาพอากาศที่จำลองขึ้นมีความแตกต่างออกไป อย่างสุดขั้วๆ ประมาณว่าบอกได้เลยครับ ไม่น่าเชื่อแค่ปัดเศษนิดเดียว สรุปได้เลยว่า แค่ผีเสื้อขยับปีกในไทย อาจไปทำให้เกิดทอร์นาโดในอเมริกาได้ ในทางตรงข้าม เราก็อาจหยุดทอนาโดที่กำลังก่อตัวได้ ด้วยการทำให้เกิดลมเล็กๆ ก็อาจเป็นไปได้ที่จะทำให้ทอร์นาโดเปลี่ยนทิศ หรือลดความรุนแรงลงได้ครับ

ยกตัวอย่างด้านวิทยาศาสตร์แล้ว มาดูด้านสังคมศาสตร์กันครับ ผมขอเริ่มด้วยสมการหนึ่งที่ครูใหญ่ท่านหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ติดไว้หน้าห้องเรียนก็คือการเปรียบเทียบระหว่างผลคูณของ 0.99 กับ 1.01 ครับ

คุณจะเห็นตัวเลขต่างๆกันเพียง 0.02 น้อยมากๆ แต่คูณกันซ้ำๆ 365 วัน ผลกลับต่างกันลิบลับ เรียกว่าสวรรค์กับนรกเลยทีเดียว ครูใหญ่ท่านนี้ กำลังพูดถึง Butterfly Effect ครับ ที่เราต่างๆพยายาม แต่ถ้าเราถอยแม้เพียงก้าวเล็กๆ เราอาจแพ้อย่างไม่เห็นฝุ่น แต่หากเราพยายามอีกนิด เพียงนิดเดียวเท่านั้น แล้วทำต่อเนื่องนานๆ ผลที่ได้อาจไปไกลกว่าอย่างคิดไม่ถึง 


Cr: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=524602464251497&set=a.109950372383377.5412.101770806534667&type=1&theater

นี่ครับ Butterfly Effect ที่ผมเห็นจากการคำนวณครับ แต่ก็สะท้อนความเป็นจริงเรื่องการเปลี่ยนแปลง อันเป็นผลพวงจากใครก็ตามที่พยายามพัฒนาองค์กร (Organization Development-OD) ซึ่งตัวที่ผมถนัดก็เช่นกันครับ AI ก็คือ OD ประเภทหนึ่ง (WBL ก็คือ OD ครับ)  ได้ชัดเจนมากๆ ผมมักเจอคำถามว่า เมื่อเราเริ่มแล้ว เราจะรู้ได้ไงว่ามันเปลี่ยนแปลง ระยะเวลาสั้นๆ แค่เนี๊ยจะไปทำอะไรได้ จริงๆในทาง OD เอง เรามีวิธีการสร้าง Butterfly Effect ครับ จริงๆ แล้วทุกศาสตร์ ประยุกต์ใช้หลักการนี้ได้ครับ คือจะทำอะไรให้คนได้ยินก่อน (Heard-of-it) ไม่พอครับ ยกระดับมาให้ได้ลองทำดู (Try-it) นี่และครับ เริ่มเห็นแล้ว แล้วคุณจะเห็นว่ามีใครสักคนในกลุ่มนั้น ชอบสิ่งที่คุณทำอยู่ (Like-it) สุดท้าย จะมีใคร “สักคน” สนับสนุนคุณครับ (Champion-it) นี่แหละครับ พอถึงจุดนี้ คุณจะไม่ต้องพยายามมาก เพราะคนที่สนับสนุนคุณจะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้คุณ ทำให้ความคิดริเริ่มของคุณ ขยายวงไปอย่างที่คุณนึกไม่ถึง  เคยเจอกับตัวจริงๆครับ เช่น

ผมกับลูกศิษย์อาจารย์ Dr. Perla มานั่งคุยกัน ที่ Starbuck เพียงกาแฟคนละแก้ว ที่สุด Appreciative Inquiry (AI) เติบโตควบคู่กับ WBL กลายเป็นโครงการให้คำปรึกษา OD ที่ใช้ WBL และ AI งานนั้นเริ่มจากเพื่อนๆ น้องๆ และอาจารย์ได้ยินก่อน จากนั้นมาลอง แล้วมาชอบ แล้วมาสนับสนุน เกิดเป็นโครงการดีๆ ที่บริษัท IBM Thailand, Singha Cooperation และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ต่อมาไม่นาน การคุยกันธรรมดาในสวนข้างห้องประชุมของโรงแรมแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็เกิดเรื่องดีๆ อีก เมื่อพกวเราพูดถึง David Cooperrider จากนั้นคนในวงเริ่มขยับขยาย จนเกิดเป็นงานประชุมด้าน AI ระดับนานาชาติครั้งแรกของไทยเมื่อ 28-29 กพ 2012 ที่ผ่านมาครับ หลังจากนั้น เพื่อนผมที่ไปในงานก็ได้ไปทำ OD ในองค์กรชั้นนำ ที่บอกว่า “ตอนนี้เราก็ใช้ AI อยู่ เราไปงาน AI Summit ไปเรียนจากเดวิด อาจารย์ผู้คิดค้น AI โดยตรง..เลย”  ครับนี่คือเสียงของผู้ไปร่วมงานที่เพื่อนผมไปเจออย่างจัง ซึ่งคนพูดก็ไม่เคยรู้ว่างานนี้ เกิดจากมุมในสวนเล็กๆในกรุงเทพ จากการคุยกันของคนสองสามคนเท่านั้นเอง งานนั้นมี CEO บริษัทชั้นนำไปมากกว่า 30 บริษัทรวมทั้งเครือสหพัฒน์ (มีในเครืออีก 300 บริษัท) 

ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีวันหนึ่งผมเชิญกรรมการสอบมาเล่าเรื่อง AI ให้ฟัง ตรงนี้แหละครับจะบอกว่า เราต้องพยายามยกระดับการได้ยิน (Heard-of-it) เมื่อก่อนผมเอา AI มาสอนนักศึกษา ซึ่งก็มีการสอบก็มักสอบตกครับ คือกรรมการสอบได้ยินก็จริง แต่ก็ยังไม่มีใครเข้าใจ ลูกศิษย์ผมได้ตกมากกว่าคนอื่นครับ ผมเลยตัดสินใจเชิญกรรมการสอบมาลองดูครับ (Try-it) ผมเปิดห้องเรียนให้กรรมการสอบมาเรียนร่วมกันนักศึกษา เปิดสอนโดยตรงก็มี แล้วก็มีคนสองสามคนชอบ (Like-it) ตอนนั้นมีการตั้งกลุ่ม AI Khon Kaen ขึ้นมา คุณปิยบุตร เลยจัด AI Workshop ให้กับกลุ่มนักธุรกิจ นักการเมืองท้องถิ่น ทำให้องค์กรชั้นนำในขอนแก่นรู้จัก AI ขึ้นมาในทันที ตอนนี้สอนไปสองรอบแล้ว ล่าสุดนายกสมาคมศิษย์เก่าสนใจ “สนับสนุน” อีก คราวนี้อาจทำ AI Workshop ในระดับจังหวัดกันไปเลยครับ ไปสถาบันอื่นมีชาว AI มาจาก NIDA เรียน HROD ครับ สนใจ AI เขามาทางเว็บผม ล่าสุดไปทำวิทยานิพนธ์ไปใช้ AI ศึกษาภาวะผู้นำในชนเผ่ากะเหรี่ยงที่ภาคเหนือครับ ตอนนี้ในป่าก็มีชาว AI แล้วครับ เพื่อนผมศึกษา AI จากเว็บผม ตอนนั้นก็รู้จักกันผิวเผินไม่สนิทกัน ตอนนี้ได้เป็นอาจารย์รับเชิญไปสอน WBL และ AI ให้กับมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ (Shanghai University) แล้วครับ

ผมอยากบอกจริงๆ ว่าการกระทำเล็กๆ ของเราสามารถสร้างผลกระทบแบบ Butterfly Effect ได้จริงครับ เพียงคุณทำให้คนได้ยิน ได้ลอง เดี๋ยวใครสักคนจะชอบ แล้วจะสนับสนุนคุณเองครับ คุณอาจไม่มีอำนาจ ไม่มีเครือข่าย แต่คนสนับสนุนที่อาจอยู่ในหมู่เพื่อนของคุณ หรือเพื่อนของเพื่อนคุณ อาจมีทั้งสองอย่าง  และเท่าที่ผมเจอ “มีจริงๆครับ” แล้วเรื่องดีๆ ที่ถูกกระพือจากปีกผีเสื้อนั้น ที่มาจากมุมสงบๆ ในร้านกาแฟ สวนในโรงแรม หรือในเว็บไซต์ธรรมดาๆ นี่เอง ไม่ได้เริ่มจากคนมีอำนาจ หรือทุนสูงส่งอะไร ก็คนธรรมดาๆ เราๆ นี่แหละครับ แต่มันส่งผลไปไกล จนเราไม่อาจติดตามได้อีกต่อไป ตอนนี้เรื่องดีๆ ที่ได้ยินสะท้อนกลับมากลายเป็นความภูมิใจในชีวิตไปแล้วครับ


รูปภาพ: Dr. Perla อาจารย์แม่ของผมผู้สร้าง Butterfly Effect ให้กับวงการ OD/AI ของไทย)

Cr: https://www.facebook.com/perla.r.m.tayko

แล้วจะว่าไปเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกียวกับ AI เกิดจากอาจารย์แม่ผมด้วยซ้ำ ที่เขียนเรื่องราว AI ไว้ในเอกสารประกอบการสอนของท่าน ที่ก็มีเพียง “สองบรรทัด” ครับ การขยับปีกผีเสื้อของท่านครั้งนั้น ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์มากมายตามที่เล่ามาในเบื้องต้น และอีกมากที่ยังไม่ได้เล่า เพราะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นจนไม่หวาดไม่ไหวแล้วครับ และเรื่องราวนี้ทำให้ผมรู้ว่า "อนาคตออกแบบได้จริงๆ" ครับ แล้วเราก็ทำได้ด้วยแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นคนสำคัญอะไร เราเพียงเป็นผีเสื้อธรรมดาๆ หากแต่เราเพียงคิดอะไรดีๆ แล้วลองกระพือปีกเล็กๆของเรา เราก็สร้างการเปลี่ยนเเปลงให้กับอนาคตของเราได้แล้ว มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ อย่างที่อาจารย์แม่เขียนในหนังสือของท่านไว้เลย

เพียงเล่าให้ฟัง ลองพิจารณา “ขยับปีกผีเสื้อ” ในตัวคุณดูนะครับ (ถ้ายังไม่ทำ)