เย็นวันที่ ๒๘ ธ.ค. ๕๕ ลูกชายซึ่งเพิ่งกลับมาจากอเมริกามาเยี่ยมที่บ้านเอาเสื้อหนาวแคชเมียร์มาฝากรวมทั้งของขบเคี้ยวและหนังสือแปลเล่มใหม่โจนอิสรภาพจากความเคยชินและความกลัว
แล้วเราก็คุยกันเรื่องความสนใจของลูกชายด้านจิตวิทยา เพราะเขาพบว่าคนที่มาเข้าหลักสูตรฝึกอบรมของเขาจำนวนมากต้องการการเยียวยาทางจิต ที่ไม่ใช่รักษาความเจ็บป่วยแบบที่แพทย์ให้แก่ผู้ป่วยแต่เป็นแบบที่นักจิตวิทยาให้ counseling หรือจิตบำบัด (psychotherapy) แก่ “ลูกค้า” (client) หรือผู้ใช้บริการ
ผมได้เรียนรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างนักจิตวิทยาที่ให้บริการจิตบำบัด กับลูกค้าที่มาใช้บริการ เป็นความสัมพันธ์แนวราบ ระหว่างคนที่เท่าเทียมกัน และนักจิตบำบัดไม่ได้ให้การ “รักษา” แต่ทำหน้าที่รับฟังและคอยช่วยตะล่อมการสนทนาให้ลูกค้าฉุกคิดตระหนักรู้และเกิดความมั่นใจในตนเองขึ้นมาที่จะ “เดินทาง” ชีวิตได้อย่างสงบหรือมีสุขภาวะ
ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับผู้ป่วยที่เป็นความสัมพันธ์แนวดิ่งที่หมอมีอำนาจเหนือเป็นผู้ตัดสินและใช้ยาหรือวิธีบำบัดจากภายนอก
แต่จิตบำบัดเป็นการบำบัดจากภายในจิตใจของลูกค้าเองนักจิตบำบัดไม่ได้เป็นผู้กระทำ
ลูกชายเขาชอบชีวิตทางเลือกไม่ดำเนินตามกระแสหลักจึงคิดจะไปเรียนจิตวิทยากระแสทางเลือกคือแนวของ Carl Jung ไม่ใช่แนวFreud และมหาวิทยาลัยที่เขาสนใจก็เป็นมหาวิทยาลัยกระแสทางเลือก เช่น Pacifica Graduate Institute, CIIS (California Institute of Integrated Studies)
ลูกชายอายุย่าง ๓๓ แล้ว เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว มีวิธีคิดเป็นอิสระ และสนใจปัญหาของสังคม ต้องการมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยไม่ค่อยกังวลเรื่องการทำมาหากินสร้างฐานะ เขารู้ว่าหากจะทำงานด้านสร้างความเข้มแข็งให้แก่จิตใจคนผ่านทางกลไกทางโลก (secular) ไม่ใช่ทางศาสนา (church) เป็นงานยากสำหรับประเทศไทย สังคมไทย ต้องยอม กล้า และอดทน ทำงานเป็นผู้ริเริ่มถางทาง กล้ายอมรับความล้มเหลวในชีวิต
ผมภูมิใจที่ลูกมีความคิดเช่นนี้
เราคุยกันเรื่อง ศาสนา กับ เรื่องทางจิตวิญญาณ ว่าเป็นคนละสิ่ง และถ้ายึดมั่นถือมั่นกับศาสนามากเกินไป ก็จะไม่บรรลุการยกระดับทางจิตวิญญาณ เพราะวงการศาสนาเน้นที่ความเชื่อ เน้นการยกย่องบูชาศาสดา จนทำให้ขาดการตั้งคำถาม ขาดการแสวงหามุมมองใหม่ๆ ที่เป็นมิติทางจิตวิญญาณ
ผมได้เรียนรู้เรื่อง Mythologyหรือตำนาน ว่าเวลานี้มีการรื้อฟื้นความสำคัญขึ้นมาใหม่ ใช้ด้านบวกของตำนานสำหรับการเรียนรู้ เพื่อ empower ผู้คนมีศาสตร์ด้านเรื่องเล่าที่ผู้สูงอายุเล่าเรื่องราวตำนานของชนเผ่าของชุมชนหรือของครอบครัวตามมุมมองของตนให้ผู้ฟังต่างอายุต่างพื้นความรู้เดิมตีความเอาเองว่าเรื่องนั้นๆมีความหมายอย่างไร
การรู้จักตนเองมั่นใจตนเองที่จะปฏิบัติภารกิจหรือฟันฝ่าความยากลำบากในชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการศึกษาผังเครือญาติ (Family Tree) จะช่วยให้เข้าใจว่าเรื่องราวที่ตนกำลังเผชิญซ้ำรอยกับชีวิตของบรรพบุรุษบางคนและทำให้เกิดกำลังใจที่จะฟันฝ่าอุปสรรค หรือถึงกับได้แนวความคิดในการต่อสู้ฟันฝ่าจากเรื่องราวของบรรพบุรุษ โดยที่วิธีการดำเนินการแตกต่างกันมากเพราะเป็นคนละยุคสมัย
เราคุยกันเรื่องสังคมไทยที่ครอบงำโดยวัฒนธรรมอำนาจหรือวัฒนธรรมแนวดิ่งและมีฝักฝ่ายทางการเมืองที่พยายามรักษาสถานะเดิม (ststus quo) ซึ่งเป็นสภาพที่ผมเผชิญมาตลอดชีวิต แต่ที่ผมเผชิญและต่อสู้ ไม่ใช่การเมืองระดับประเทศ เป็นการเมืองภายในหน่วยงาน หรือภายในวงการวิชาการ ที่ผมทำงานและดำรงชีวิตอยู่ และผมประสบทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวปนกันไป โดยที่มองในภาพรวม ผมก็มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จน่าพอใจ แต่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในวงที่จำกัด
แต่ลูกเขาคิดในพื้นที่ที่ใหญ่กว่าผม คือมองระดับประเทศ มองการเมืองระดับประเทศ ที่สังคมควรจะปรับเปลี่ยนจากเน้นความสัมพันธ์แนวดิ่ง มาเป็นความสัมพันธ์แนวราบ โดยที่จะต้องเปลี่ยนในทุกองค์กร/สถาบัน หลักในสังคม
ลูกเขาเรียนมาทางด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ แม้ปริญญาแรกจะเป็นวิศวกรรมศาสตร์ (จุฬาฯ) แต่เวลานี้ความคิดของเขาไม่เหลือความเป็นวิศวะที่คิดเป็นกลไกแล้ว กลายเป็นความคิดเชิง holistic / integrated โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เน้นที่พลังของความเป็นมนุษย์ เขาเน้นที่ “พื้นที่”(space) “พลัง” (energy) เพื่อให้จิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ออกมาทำงาน
วิจารณ์ พานิช
๒๙ธ.ค. ๕๕
น่าดีใจที่ลูกชายอาจารย์ค้นพบสิ่งที่ชอบตั้งแต่ยังมีเวลาอีกมากในชีวิตนะคะ น่าสงสารคนไทยรุ่นใหม่ๆที่เดินตามกรอบสังคม จนหาตัวเองกันไม่เจอที่มีมากมายเหลือเกิน ศักยภาพที่ควรจะได้ใช้เพื่อสร้างความสุขให้ตัวเองเพื่อจะได้ยังประโยชน์แก่สังคมก็เลยไม่ค่อยได้ถูกใช้ เพราะเราติดอยู่ในกรอบที่แกะไม่ค่อยออก
ชอบประโยคนี้ของอาจารย์ค่ะ "ต้องยอม กล้า และอดทน ทำงานเป็นผู้ริเริ่มถางทาง กล้ายอมรับความล้มเหลวในชีวิต"