4. วิจารณ์การห้ามรักระหว่างสายเลือด
ข้อวิจารณ์ข้อแรก เรื่องแนวคิดของ Strauss ที่บ่งชี้ว่าการควบคุมโดยผู้ชายที่มีต่อการแลกเปลี่ยนผู้หญิงซึ่งดำรงอยู่ในวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งนั้น ย่อมทำให้วัฒนธรรมนั้นต้องพึ่งพิงการกดผู้หญิงให้ต่ำกว่าผู้ชายเสมอ แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้จะยังให้ช่องทางในการต่อสู้ของคนที่มีมุมมองแบบผู้หญิง ก็เพราะว่า ความอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ชายนั้น เป็นผลมาจาก ‘การผลิตของความสัมพันธ์ ซึ่งเพศสรีระ (sex) และเพศสภาพ (gender) ถูกจัดระบบและถูกสร้างขึ้นในระบบเครือญาติ’ มากกว่าเป็นรากเหง้าของความสัมพันธ์นั้น (พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ได้ครับ) ระบบเครือญาตินั้นได้ผลิตการแลกเปลี่ยนทั้งหลายขึ้นมา เช่นสถานภาพ สิทธิ ทรัพย์สิน และการแลกเปลี่ยนผู้หญิงก็เป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนนี้เท่านั้น
ข้อวิจารณ์ข้อที่สองที่มีต่อการสร้างเพศสภาพ (gender construction) ของ Strauss คือ โครงสร้างของการมีชื่อเสียง (Prestige Structures) ดำรงอยู่ก่อนระบบเพศสรีระ (sex) และเพศสภาพ (gender) ซึ่งระบบโครงสร้างการมีชื่อเสียงนี้ทำหน้าเหมือนกับรหัสซึ่งส่งผ่านความมีชื่อเสียงและแน่นอนผู้ชายเป็นคนกำหนดคนสุดท้ายในความสัมพันธ์นั้น ดังนั้นความมีชื่อเสียงจึงมีแหล่งที่มาหลากหลาย เช่น อำนาจทางการเมือง ทักษะส่วนบุคคลในการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น ระบบเครือญาติ ทรัพย์สิน ความโด่งดัง เป็นต้น สังกัปของความมีชื่อเสียง (conception of prestige) จะถูกสร้างขึ้นโดยเครือข่ายความเชื่อ การจัดประเภท (category) สมมติฐาน (assumption) และสัญลักษณ์ ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ในที่สุดก็จะสร้างวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามในขณะที่ระบบเครือญาติและการแต่งงานเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเหล่านี้ แต่ทั้งระบบเครือญาติและการแต่งงานสุดท้ายก็จะถูกเลือกสรรคัดกรองโดยมุมมองของผู้ชายในที่สุด ประโยชน์ของข้อวิจารณ์แบบที่สองก็คือ ถ้าเราไม่สามารถจะรื้อถอนโครงสร้างของการมีชื่อเสียงของผู้ชายลงได้ ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศก็ยังมีอยู่ต่อไป
ข้อวิจารณ์ข้อที่สามที่วิพากษ์ Strauss ที่มีแนวคิดว่าการแลกเปลี่ยนผู้หญิงโดยผู้ชายในการแต่งงานเกิดขึ้นมาในระดับจิตวิทยา จากโครงสร้างทางจิตนี้เองที่ได้สร้างความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศให้ดำรงอยู่ในตัวของปัจเจกบุคคล Gayle Rubin ซึ่งได้ผสมผสานทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Lacan กับมานุษยวิทยาโครงสร้างของ Strauss กล่าวว่าการแลกเปลี่ยนผู้หญิงทำหน้าที่ในการสร้างเพศสภาพ (gender) โดยการสนับสนุนและให้คุณค่ากับการร่วมรักระหว่างคนต่างเพศ (heterosexuality)และกดทับเพศวิถีแบบผู้หญิง (female sexuality) ให้ต่ำลงไป[1] Rubin หยิบยืมคำของ Lacan มาใช้ โดยถือว่า อัณฑะ ก็คือ phallus หรืออำนาจแบบผู้ชายซึ่งจะกำหนดความมีระเบียบ (order) และความหมาย (meaning) และการแต่งงานก็คือ การแสดงออกซึ่งส่งผ่านอำนาจของผู้ชายนั่นเอง สิ่งซึ่งกำลังมีการแลกเปลี่ยนไม่ใช่ตัวผู้หญิง แต่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจผู้ชายที่มีต่อผู้หญิงเป็นต้น โดยนัยยะนี้หากกลุ่มสิทธิสตรีไม่สามารถที่จะยกเพศสภาพหญิงให้ทัดเทียมกับผู้ชายได้แล้วหละก็ การกดขี่ยังมีอยู่ต่อไป
[1] ถึงตรงนี้สมควรกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างเพศ เพศสภาพ และเพศวิถีสักเล็กน้อยครับ 1. เพศ (sex) คือการกำหนดว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงโดยดูที่อวัยวะเพศเป็นหลัก ดังนั้นถ้าเป็นชายต้องมีอัณฑะ และเป็นหญิงก็ต้องมีช่องคลอด 2. เพศสภาพ (gender) คือ สภาวะทางเพศที่ถูกประกอบสร้างทางสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความเป็นชาย และความเป็นหญิงนั่นเอง โดยมากแล้วคนเราจะกำหนดเพศสภาพจากเพศที่มาจากอวัยวะในร่างกาย ดังนั้นถ้าคนที่มีอัณฑะก็ต้องแข็งแรงอดทน บึกบึน ร้องไห้ยาก เป็นต้น และคนที่มีช่องคลอดก็ต้องใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล ร้องไห้เก่ง ฯลฯ แต่ถ้าหากสังคมไทยกำหนดเพศสภาพจากแหล่งอื่นนอกจากเหนือจากเพศที่เป็นอวัยวะแล้ว เราก็อาจมีเกย์ ทอม ตุ๊ด ดี้ ฯลฯ ต่างๆมากขึ้น 3. เพศวิถี (sexuality) หมายถึง วิถีชีวิตทางเพศซึ่งถูกหล่อหลอมสร้างจากสังคม ค่านิยม บรรทัดฐาน ระบบวิธีคิด วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความปรารถนา และการแสดงออกทางเพศ ความคิดเกี่ยวกับคู่รัก คู่ชีวิตในอุดมคติและกามกิจ มาจาก กฤตยา อาชวนิจกุล เพศวิถีที่กำลังเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย www2.ipsr.mahidol.ac.th/ConferenceVII/.../2011-Article-03.pdf
หนังสืออ้างอิง
Altiskis Elliot-Graves. The incest taboo European Social Political Research Vol.13 (2006-2007)
Gayle Green and Coppelia Kahn. Feminist scholarship and the social construction of woman. in Gayle Green and Coppelia Kahn (eds). (1985). Making Difference: Feminist Literary Criticism. London. Methuen