วัดศรีชุม                                                     

                                                                                                                            โดย ศุภฤกษ์  ภมรรัตนปัญญา

วัดศรีชุมวัดศรีชุม ตั้งอยู่เลขที่ 198 ถนนศรีชุม-แม่ทะบ้านศรีชุม ตำบลสวนดอก อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 9 ไร่ 16 ตารางวา โฉนดเลขที่ 4726 อาณาเขต
ทิศเหนือประมาณ 100 เมตรจดที่ดินเลขที่ 141 ทิศใต้ประมาณ60 เมตร จดทางสาธารประโยชน์ ทิศตะวันออกประมาณ 160 เมตร จดถนนศรีชุม ทิศตะวันตกประมาณ 120 เมตร จดที่ดินเลขที่ 51 อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ ศิลปะแบบพม่า มีหลังคาทรงปราสาทเจ็ดชั้น หอสวดมนต์ และกุฏิ 2 หลัง ปูชนียวัตถุมี เจดีย์ พระพุทธรูปจากพม่าและพระพุทธรูปปางต่าง ๆ อีก 3 องค์ วัดศรีชุมสร้างเมื่อ พ.ศ. 2433 โดยจองตะก่าอูโยพ่อเลี้ยงหม่องยีและแม่เลี้ยงป้อม ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2436 การบริหารและการปกครอง มีเจ้าอาวาสจำนวน 8 รูป คือ ระหว่าง พ.ศ. 2434-2482 พระสย่าต่ออุสุมะณะ
ระหว่าง พ.ศ. 2482-2491 พระอูสุซ่าตะ
ระหว่าง พ.ศ. 2491-2494 พระอูโอ่งส่วย
ระหว่าง พ.ศ. 2496-2498 พระอูอ่องเต็ง
ระหว่าง พ.ศ. 2498-2500 พระอูเกเตะยะ
ระหว่าง พ.ศ. 2500 พระอูปัญญา วังสะ พระใบฎีกาสิทธิโชติกรณ์(หลวงพ่อเฉลียว ระหว่าง พ.ศ.2544-2550 ปฐมสยามสมภาร  เจ้าอาวาสพระสงฆ์ไทยรูปแรก) พระครูสุตชยาภรณ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเป็นพระไทยรูปที่  2 ตั้งแต่ 2551 ถึงปัจจุบัน

      วัดศิลปะพม่าศิลปะแบบพม่าในภาคเหนือมีการก่อสร้างขึ้นส่วนใหญ่ด้วยความศรัทธาทางศาสนา
คือศาสนาพุทธ ซึ่งปรากฏว่า วัดทางเหนือหลาย ๆ จังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงรายแม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน นั้นยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบันซึ่งสามารถพบเห็นได้กับงานสถาปัตยกรรม เช่น โบสถ์ วิหาร สถูป เจดีย์ เป็นต้นโดยมีชาวพม่าผู้ที่เข้ามาค้าขายหรืตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นผู้สร้างและทำนุบำรุง ศิลปกรรมแบบพม่านั้นมีรูปแบบเฉพาะตัวคือโบสถ์ วิหาร นิยมสร้างตัวอาคารให้มีมุขยื่นออกมา 4 ด้าน
ส่วนหลังคาสร้างเป็นชั้น ๆ ลดหลั่นกันขึ้นไป ตรงมุมของแต่ละชั้นจะมีสถูปเล็ก ๆประดิษฐานอยู่ หลังคาเป็นรูปกรวยเหลี่ยมสถาปัตยกรรมแบบพม่าแต่เดิมนั้นมักสร้างด้วยอิฐและหิน ภายหลังพุทธศตวรรษที่ 20 ลงมา พม่าเริ่มใช้ไม้ในการก่อสร้าง จึงทำให้เกิดศิลปะชิ้นใหม่ขึ้นนอกจากนี้พม่ายังนิยมตกแต่งอาคารให้วิจิตรพิสดารด้วยลวดลายจำหลักไม้ลงรักปิดทองเช่นเดียวกับศิลปะของไทยอีกด้วย สถาปัตยกรรมตามศิลปะพม่าในล้านนาไทยนั้นแบ่งออกได้2 ยุค คือ ศิลปะพม่าสมัยแรกที่พม่าเข้าปกครองล้านนาก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบการบริหารแผ่นดินส่วนภูมิภาคคือ ล้านนายังตกอยู่ในการปกครองของกรุงเทพฯ แบบเมืองประเทศราชศิลปะในยุคนี้นับว่าเป็นศิลปะพม่าในยุคเก่า ซึ่งส่วนมากได้แก่ สถูป เจดีย์ เช่น เจดีย์วัดแสนฝาง จังหวัดเชียงใหม่ วัดเจดีย์ซาว จังหวัดลำปาง เป็นต้น
ความจริงแล้วศิลปะแบบพม่ารุ่นเก่าในล้านนาสมัยที่พม่าเข้ามาปกครองนั้นยังคงมีปรากฏอยู่อีกหลายแห่ง
ต่อมาเมื่อมีการสร้างวัดมากขึ้น ศิลปะพม่าได้ถูกดัดแปลงผสมผสานกับพื้นเมืองจนดูเป็นศิลปะล้านนาไป
ศิลปะแบบพม่ายุคเก่าคงถูกดัดแปลงไปเสียส่วนมาก เมื่ออิทธิพลของไทยหรือของกรุงเทพฯ
ได้แพร่ขยายขึ้นไปในยุคหลังที่ขับไล่พม่าออกไปแล้ว นอกจากศิลปะพม่าในยุคแรกแล้ว
ต่อมาได้เกิดศิลปะพม่าแบบสมัยหลังขึ้น คือ ในราวสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ศิลปะแบบพม่าได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่วนมากพ่อค้า คหบดีชาวพม่าที่เข้ามาค้าไม้ในล้านนาไทยจนร่ำรวย
ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ตามศิลปะของตน เพื่อเป็นการอุทิศกุศลให้แก่บรรดาผีสางเทวดา และนางไม้ที่สิงอยู่ตามต้นไม่ใหญ่ เพื่อเป็นการขอลุแก่โทษ พร้อมกับอันเชิญให้คุ้มครองตนเองด้วย
และด้วยเหตุนี้วัดศิลปะมอญพม่าจึงเกิดขึ้นในล้านนาไทยหรือภาคเหนือหลายแห่ง เช่น
วัดศรีชุม วัดพระแก้วดอนเต้า ในจังหวัดลำปาง วัดศรีรองเมือง วัดจอมสวรรค์ วัดสระบ่อแก้ว ในจังหวัดแพร่ เป็นต้น สถาปัตยกรรมแบบพม่าในล้านนาไทยสมัยหลัง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่  6 ลงมาส่วยใหญ่เป็นวิหารและมณฑปที่สร้างตามแบบของปราสาทตามสถาปัตยกรรมราชสำนักพม่าเป็นอาคารที่สร้างด้วยไม้ มีหลังคาซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ 3 ถึง 7 ชั้นซึ่งอาคารแบบปราสาทนี้จะพบทั่วไปในจังหวัดลำปาง แพร่ แม่ฮ่องสอน หลายแห่งสถาปัตยกรรมแบบพม่าที่เป็นแบบปราสาทหินที่นิยมสร้างกันมากในล้านนาเป็นแบบที่เรียกว่า( ทรงพระยาธาตุ) สถาปัตยกรรมที่นำมาสร้างเป็นมณฑปและวิหารในวัดล้านนานี้มีลักษณะพิเศษคือตกแต่งด้วยไม่จำหลักและการประดับกระจกจะทำด้วยมืออันประณีตงดงามอย่างยิ่ง
ตั้งแต่หลังเสาจำหลักด้วยไม้ประดับกระจก ตลอดไปจนถึงฝ้าเพดาน หลังคาสาหร่ายรวงผึ้ง ซึ่งมักจำหลักเป็นครุฑ ไก่ฟ้า เป็นต้น ฝีมือการประดับกระจกด้วยวิธีการปั้นรักปิดทองและการจำหลักไม้ตามอาคารต่าง ๆ??ที่สร้างตามแบบศิลปะพม่านั้นเป็นฝีมือช่างชั้นดีที่มีความประณีตสวบงาม ยากที่จะหารที่เปรียบได้
เพราะช่างพม่ามีฝีมือในการจำหลักไม้มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว วัดศิลปะพม่าในภาคเหนือที่สำคัญและน่าสนใจมีอยู่มากมายหลายวัดหลายจังหวัด ที่มีลักษณะเด่นและสวยงามแตกต่างกัน ได้แก่ ลวดลายพรรณพฤษษาและนกที่สำคัญ เช่น วัดศรีชุม เป็นวัดพม่าที่น่าสนใจวัดหนึ่งในตำบลสวนดอกอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง วัดนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดมาก่อนแต่เดิมนั้นมีเพียงศาลาหลังหนึ่ง บ่อน้ำ และต้นศรีมหาโพธิเท่านั้น ไม่มีกุฏิ ไม่มีพระ เนื่องจากมีต้นศรีมหาโพธิล้อมรอบวัดอยู่หลายต้นจึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านเรียกชื่อวัดว่า วัดศรีชุมต้นศรีมหาโพธินี้เรียกตามภาษาไทยล้านนาว่า ศรีคำว่า ชุมมัความหมายว่าชุมนุม ล้อมรอบ
ดังนั้นเมื่อมีความหมายดังกล่าวจึงเรียกชื่อวัดตามภาษาพม่าว่า หญ่องไวง์จองในสถานที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเก่ามาก่อนนี้ จองตะก่า อู โย กับพ่อเลี้ยงอูหม่องยี และแม่เลี้ยงป้อมได้ทูลเกล้าฯขออนุญาตจากเจ้าผู้ครองนครสมัยนั้น(เจ้าหลวงนรนันทชัยชวลิต พ.ศ. 2430-2440)แล้งจึงสร้างวัดศรีชุมนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งในปี  พ.ศ. 2436 ปราสาทหลังกลางของวัด จองตะก่าอู โย ได้สร้างขึ้นเป็นกุฏิไม้ก่อน ในปี พ.ศ. 2443 ต่อมาพ่อเลี้ยงอู หม่องยี ผู้เป็นลูกเขยได้สร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง โดเปลี่ยนจากไม้มาเป็นกุฏิตึกก่อด้วยอิฐถือปูน แล้วเสร็จในปี 2444 ปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นด้วยฝีมือช่างศิลปะแบบพม่าซึ่งได้ช่างมาจากเมืองมันฑะเลย์ ประเทศพม่า มาเป็นช่างสร้างวิหารของวัดนี้เป็นไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรพิสดารส่วนที่ฝาผนัง เพดาน และเสาไม้ต้นใหญ่ ๆ ในวิหารลงรักปิดทองมีความสวยงามแปลกตาออกไปพระอุโบสถสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2444 กุฏิตึกหลังที่อยู่ด้านทิศเหนือพ่อเลี้ยงอูหม่องยีก็ได้สร้างถวายในปี พ.ศ. 2493 และพ่อเลี้ยงอู สั่นลินได้สร้างพระธาตุเจดีย์ถวายในปี พ.ศ. 2492 เป็นที่น่าเสียดายว่าวิหารที่สวยงามวิจิตรของวัดศรีชุม ได้ถูกเพลิงไหม้เสียหายจนหมด เมื่อปี พ.ศ. 2535 แต่ปัจจุบันได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เรียบร้อยแล้ว
โดยสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ