กฎหมายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ การมี กฎหมายที่ทันสมัยจะทำให้การค้าระหว่างประเทศ มีความคล่องตัว ส่งผลให้นักธุรกิจ กล้าตัดสินใจทำการค้าระหว่างประเทศ เกิดความมั่นใจว่าการค้าของตนจะ ไม่มีความ

เสื่ยงและไม่มีอุปสรรคใดๆ  เสถียรภาพในทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นใน ทุกจุดของวงจรธุรกิจ ย่อมก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาของ ประเทศไทยเกิดจากการที่รัฐสภาไทยให้ความ สนใจในปัญหาการเมืองมากกว่าที่ จะสนใจปัญหาเศรษฐกิจและสังคม เพราะที่ผ่านมาเสถียรภาพของรัฐบาลเป็น ปัญหาสำคัญที่สุดในประเทศ การวิวัฒนาการ ของรัฐสภาไทยมีอุปสรรคจากการ ปฏิวัติ, รัฐประหารและการคอรัปชั่นมาโดยตลอดทำให้รัฐสภาไม่มีเวลาพอที่จะทำ ความเข้าใจและกำหนดนโยบายนิติบัญญัติ เพื่อที่จะพัฒนาประเทศในทางเศรษฐกิจ

 

กฎหมายพิเศษที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนานิติสัมพันธ์ ในทางการค้าระหว่างประเทศ มีดังต่อไปนี้

1.       พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534  เป็นกฎหมายที่มุ่งใช้กำหนด สิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบ ของคู่สัญญาในสัญญารับขนของทางทะเล ระหว่างท่าเรือในประเทศไทยและท่าเรือนอกประไทศไทยหรือโดยสลับกัน

2.    กฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ

3.    กฎหมายว่า ด้วยการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

4.       กฎหมายว่าด้วยสัญญาเพื่อการ ชำระหนี้ระหว่างประเทศ  

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ของประเทศส่วนใหญ่ที่สุดมาจากการค้า ระหว่างประเทศ จะต้องมีนโยบายที่ ชัดเจน และจริงจังในเรื่องของการพัฒนาการ ค้าระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดประสิทธภาพและความยุติธรรมแก่นักธุรกิจไทย

การสร้างกฎหมายจะต้องทำให้ เกิดขึ้น ครบ วงจร เพื่อตอบสนองความต้องการอย่าง เฉพาะเจาะจงของนิติสัมพันธ์ใน ทางการค้าระหว่างประเทศ  จริงๆ แล้วประเทศ ไทยควรเริ่มต้นที่การบัญญัติกฎหมาย สาระ บัญญัติพิเศษว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้า ระหว่างประเทศ เมื่อมีการขยายตัว ทางด้านการซื้อขายระหว่างไทยและต่าง ประเทศแล้วก็จะเกิดการขยายตัวของ ธุรกิจ ขนส่ง และธุรกิจการเงินระหว่าง ประเทศ ในยุคปัจจุบันมนุษย์อยาก ทำการค้าระหว่างกันมากกว่าการทำสงคราม การค้าระหว่างประเทศทำให้รัฐต้อง ร่วมมือ กันในการคงไว้ซึ่งสันติภาพระหว่าง กัน การค้าระหว่างประเทศเป็นไปไม่ได้ ในความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐ สันติภาพและหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ จึงเป็น ความต้องการร่วมกันของนานารัฐ

ปัญหาที่นักกฎหมายธุรกิจประสบคือปัญหาความหลากหลายและความซับซ้อน

ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศจึงเป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ  กล่าวคือ พ่อค้าอาจทราบว่า สิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบของคู่สัญญาในแต่ละประเทศจะเป็นเช่นใดได้อย่างแน่นอน แต่สิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบดังกล่าวจะแปรผันตามประเทศที่มีการกล่าวอ้างสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบดังกล่าว เช่น นายแก้วพ่อค้าไทยทำสัญญาซื้อขายสับปะรดกระป๋องกับนายอองรีพ่อค้าชาวฝรั่งเศส ซึ่งสัญญานี้อาจจะอยู่ภายใต้กฎหมายไทยหรือฝรั่งเศสของรัฐเจ้าของสัญชาติของคู่สัญญา หรืออาจอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐเจ้าถิ่นที่เกิดของสัญญา หรืออาจจะอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐเจ้าถิ่นที่สัญญามีผล การซื้อขายในครั้งนี้ย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายขัดกันไม่ว่าศาลไทยหรือศาลฝรั่งเศสจะพิจารณาคดี เพราะสัญญานี้มีความเกี่ยวพันกับกฎหมายของสองรัฐขึ้นไป สถานการณ์นี้ เรียกว่า

การขัดกันแห่งกฎหมาย (Conflict of Law) เพื่อที่จะทราบว่ากฎหมายใด ถูกใช้ในความเป็นจริงต่อสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ ต้องไปดูกฎหมายว่า ด้วย การขัดกันแห่งกฎหมาย (Law on Conflict of Law) โดยหลัก ศาลภายในของรัฐ จะนำกฎหมายของรัฐที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดที่สุดกับนิติสัมพันธ์มาใช้ พิจารณานิติสัมพันธ์แม้ว่ากฎหมายจะเป็นกฎหมายต่างประเทศก็ตาม กฎหมายว่า ด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายเป็นกฎหมายที่ชี้ว่า จุดเกาะเกี่ยวในแต่ละเรื่องคืออะไร และกฎหมายที่จะใช้ในแต่ละกรณีคือกฎหมายใด กฎหมายไทยว่าด้วยการขัดกัน แห่งกฎหมาย คือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 ถ้าศาลไทยจะ ต้องพิจารณาคดีระหว่างนายแก้วและนายอองรีศาลไทยจะต้องใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วย การขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 เพื่อแก้การขัดกันแห่งกฎหมายเสียก่อน มาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 กำหนดให้ศาลไทยจะ ต้องนำเอากฎหมายของรัฐเจ้าถิ่นที่เกิดของสัญญามาใช้ต่อสาระสำคัญและผลของ สัญญาที่มีลักษณะต่างสัญชาติ และจะต้องนำกฎหมายของรัฐเจ้าของถิ่นที่สัญญามี ผลมาใช้ต่อสาระสำคัญและผลของสัญญาที่มีคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน เว้นแต่คู่ สัญญาจะแสดงเจตนาเลือกกฎหมายอื่นให้มีผลต่อสัญญา ศาลไทยก็จะต้องเคารพเจตนาของคู่สัญญา

สรุป แม้จะไม่มีศาลระหว่างประเทศสำหรับนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่มี ลักษณะระหว่างประเทศ แต่จะเห็น ได้ว่า กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดี บุคคลสามารถนำมาซึ่งความยุติธรรมในทางระหว่างประเทศมาสู่ชีวิตของเอกชน ในทางระหว่างประเทศได้ แต่ความ หลาก หลายและความซับซ้อนของกฎหมายก็ ยังปรากฎเป็นเขื่อนกั้นความรวดเร็วและความมั่นใจในการประเมินการตัดสินของ คู่สัญญาอยู่ดี จึงมีกฎหมายสาระบัญญัติ พิเศษว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่าง ประเทศเป็นภาคีของอนุสัญญาของสหประชาชาติแห่งกรุงเวียนนาลงวันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 1980 ว่าด้วยการซื้อขายสินค้า ระหว่างประเทศ สิทธิหน้าที่และความ รับผิดชอบของคู่สัญญาในสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศจะเป็นเรื่องที่ไม่มี ความแตกต่างเมื่อประเทศที่กล่าวอ้างสิทธิ หน้าที่และความรับผิดของคู่สัญญามีความแตกต่างกัน