พัฒนาภาวะผู้นำและสร้าง Team work
วันที่ 23 - 24 กันยายน 2549 ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ได้เดินทางมายังชลพฤกษ์รีสอร์ท จังหวัดนครนายก เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำและสร้าง Team work ให้แก่บริษัทซอฟต์สแควร์ 1999 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิต software แห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทย และในอนาคตจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล ขอเชิญทุกท่านร่วมแลกเปลี่ยนความคิด
ในการสัมมนาภาวะผู้นำในวันแรกนี้ อ. จีระ ได้กล่าวถึง
- การเรียนรู้ คือ เรื่อง 4 L's และได้ฝากคำถามให้ผู้ร่วมสัมมนาในเรื่องสภาวะของการเรียนว่าเป็นอย่างไรซึ่งตามความเห็นของกลุ่มนั้นเห็นว่าเหมาะสมกับหัวข้อและสภาพแวดล้อมในการสัมมนาเรื่อง ภาวะผู้นำ และ teamเพราะมีการแบ่งกลุ่มกันนั่งแบบคละและเปิดโอกาศให้แสดงความคิดเห็นและมีการสื่อสารภายในกลุ่ม
- เนื้อหาในวันแรกนี้ยังเป็นทฤษฏีกว้างๆเกี่ยวกับผู้นำอยู่เนื่องจากการลงรายละเอียดเพื่อนำประสพการณ์ของบริษัทมาปรับใช้จะมีในวันที่สองซึ่งตามเนื้อหาได้ครอบคลุมและชี้ให้เห็นว่า ผู้นำ คืออะไร และเป็นอย่างไร ซึ่งได้สร้างความกระจ่างแก่ผู้ร่วมสัมมนาเกี่ยวกับ ผู้นำได้เป็นอย่างดี
- เนื้อหาในภาคบ่ายท่าน อาจารย์ประกายได้มุ่งเน้นเรื่องของผู้นำซึ่งได้นำเสนอถึง Framework ของผู้นำว่ามีหน้าที่บทบาทอย่างไร และยังได้กล่าวถึงผู้นำและการเปลี่ยนแปลงซึ่งลงรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร และ การเปลี่ยนแปลงที่มาจากปัจจัยภายนอก และ เครื่องมือที่ใช้จัดการการเปลี่ยนแปลงว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
การสัมมนาภายในวันนี้ได้ประโยชน์และความรู้ที่เป็นทฤษฎีเพื่อในไปใช้ในการทำงานต่อไป
- สำหรับการสัมมนาในช่วงเช้า อ. จีร ได้อธิบายถึง model ที่อาจารย์ได้คิดขึ้น เช่น 4 L's , 2R , 2I ซึ่งทำให้เข้าใจ concept โดยกว้างของการเป็นผู้นำที่ดีว่าต้องมีคุณสมบัติอย่างไร โดยทั้งนี้ทางกลุ่มเห็นว่าการได้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดประโยชน์มาก หากได้นำไปประยุกต์ใช้
- เนื้อหาในช่วงเช้า อาจจะมีเวลาน้อยไปสักหน่อย แต่ก็ได้ทราบถึง concept คร่าวๆ ในเกี่ยวกับเนื้อหาเกี่ยวกับผู้นำ และ Professional team. แต่น่าจะมี case study มากกว่านี้ เพื่อที่จะได้ทราบว่าการนำเอาทฤษฎีมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริงนั้นมีปัญหาอะไรหรือไม่?
- สำหรับช่วงบ่าย เป็น session ของ อาจารย์ประกาย ในช่วงต้นอาจารย์ให้ทำกิจกรรมกลุ่มในการต่อกระดาษ 20 แผ่นให้ได้สูงที่สุด จากกิจกรรมนี้ได้ข้อคิดที่ว่าหากจะทำอะไรซักอย่าง จำเป็นต้องมีการ planing ซึ่งอาจารย์ประกายได้อธิบายถึงทฤษฎี 4E (การเป็นผู้นำที่ดีต้องสามารถที่จะ 1. มีพลัง energy 2. ต้องกระตุ้นผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฎิบัติตาม energize 3. ต้องมีความเก่งความเชี่ยวชาญ edge 4. ต้องนำไปปฎิบัติด้วย execute) และอาจารย์ประกายยังได้กล่าวถึง model อีกหลายตัวซึ่งมีประโยชน์มากครับ
ทางกลุ่ม B หวังว่าการสัมมนาทั้ง 2 วันนี้จะทำให้ทีม softsquare ทั้งหมดได้รับความรู้ ความเป็นผู้นำ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่มากก็น้อยครับ
ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านมากครับ
กลุ่ม B
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
เช้านี้ วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2549 ผมหาความรู้ ทาง internet และค้นหาอ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่องว่า ในที่สุด :วันนี้ก็มาถึง ในบทความนี้ ศ.ดร.จีระเขียนเล่าถึง 3 เรื่องสำคัญที่ท่านได้ทำ บทเรียนจากความเป็นจริงที่น่าสนใจผมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยใช้ข้อความข้างล่างนี้แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียนส่วนสีดำเป็นความเห็นของผมซึ่งมีดังนี้ ครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ก่อนหน้านี้ หลายคนบอกว่าปฏิวัติเป็นวิธีการที่เหมาะสม แต่จะทำได้หรือไม่ เพราะในระยะ 5 ปีอดีตนายกทักษิณได้วางกำลังทางทหารและตำรวจไว้อย่างแน่นหนาโดยเฉพาะเพื่อนเตรียมทหารร่วมรุ่น 10 จึงมองกันว่าหากปฏิวัติอาจจะต้องมีการต่อสู้ถึงขั้นนองเลือด</p>
บทความของ ศ.ดร.จีระ สัปดาห์นี้ อาจารย์เขียนเกี่ยวการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในบ้านเราได้ทันกาล น่าชวนติดตาม อย่างไรก็ตาม ผมตั้งข้อสังเกตว่า การที่อดีตนายกทักษิณฯ ได้วางกำลังทางทหารและตำรวจไว้อย่างแน่นหนา การที่อดีตนายกฯทักษิณฯทำเช่นนั้น เป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์แบบไทย ๆ สไตล์ท่านทักษิณฯ และการที่ไม่มีการนองเลือดนั้น ถือว่าเป็นส่วนดีของการบริหารทรัพยากรมนุษย์แบบไทย ๆ และที่สำคัญอาจจะเป็นเพราะการที่คนไทยทุกคนคิดถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบารมีของท่าน ทำให้บรรดานายทหาร นายตำรวจทั้งหลาย ต่อสู้กันด้วยทุนทางปัญญา ทุนทางไอที ทุนทางจริยธรรม ทุนทางสังคม หารือกันมากกว่าที่จะต่อสู้ด้วยอาวุธ ซึ่งผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งต้องขอขอบคุณนายทหาร นายตำรวจ พี่น้องชาวไทยที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ที่ไม่ทำให้เกิดการนองเลือดกันขึ้นมา ขอให้เราให้ดีที่สุด เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของโลก คืนวันอังคารที่ 19 กันยายนกว่าที่คณะปฏิรูปการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจะประกาศว่ายึดทุกอย่างได้อย่างเรียบร้อย ก็เกือบ 5 ทุ่มยังมีการต่อรองอย่างน่าสนใจ และอดีตนายกฯ ที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน ในช่วง 4 ทุ่มกว่าของคืนวันอังคาร แสดงถึงว่าการปฏิวัติครั้งนี้ไม่ง่ายหรือสะดวกอย่างที่คิดนัก คืนนั้น ผมได้เห็นอดีตนายกทักษิณ ออกทีวีเพียงไม่กี่นาที ก็หายไป และไม่เห็นท่านให้สัมภาษณ์ หรือออกมาพูดทางทีวีอีก ตรงกันข้ามกับฝ่ายปฏิวัติ ก็เข้าใจว่าทางคณะปฏิรูประบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ยึดสื่อต่าง ๆ ได้แล้ว นั่นหมายถึงการยึดอำนาจได้แล้ว สื่อเป็นสิ่งสำคัญ นับว่าเป็นอาวุธอย่างหนึ่งหากรู้จักใช้ รู้จักควบคุมจะเกิดประโยชน์มหาศาลกับส่วนรวม สื่อต่าง ๆ ในประเทศไทย ควรต้องได้รับการบริหารจัดการให้ดีกว่าที่ผ่านมา ประเทศเรา อาจจะยังไม่พร้อมที่จะปล่อยให้สื่อทำได้แบบอเมริกา เพราะทุนทางทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเรายังมีไม่มากพอ ไม่เทียบเท่ากับประเทศที่เจริญแล้ว สื่อจึงควรได้รับการดูแล แต่ต้องอยู่ในระบอบประชาธิปไตย มาถึงวันนี้ สื่อต่าง ๆ ยังสามารถเสนอข่าวได้ แต่ข่าวที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง ความแตกแยก แบ่งฝักฝ่ายดูลดลงไป ด้วยการขอความร่วมมือจากคณะปฏิรูปฯ ซึ่งขอชื่นชมกับการขอร้องและ เมื่ออดีตนายกทักษิณฯ ไม่มีโอกาสออกอากาศ แถลงการณ์ใด ๆ ทางทีวี ทางคณะปฏิรูปน่าจะเข้มงวดไม่ให้คู่อริ อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือฝ่ายที่ไม่ชอบอดีตนายกทักษิณ ออกอากาศ โจมตีอดีตนายกเพียงฝ่ายเดียว ตรงนี้ผมดูจะไม่เป็นผลดีต่อสายตาของประชาชน สื่อต่าง ๆ ควรยึดแนวพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และแนวพุทธศาสนา เป็นกรอบ เป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สิ่งแรกที่พวกเราคนไทยจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบคือปฏิกิริยาจากต่างประเทศว่า การปฏิวัติครั้งนี้ ประชาคมโลกจะมองและคิดอย่างไรผมดูว่าสหรัฐอเมริกามีท่าทีกลาง ๆ มองว่าเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องดำเนินการจัดการและคณะปฏิรูปการปกครองฯ เข้ามาดูแลชั่วคราว หากสหรัฐอเมริกามีท่าทีเป็นลบอาจจะยกเหตุผล เช่น รัฐบาลของคุณทักษิณมาจากการเลือกตั้งหรือเน้นมาตรการสิทธิมนุษยชน อาจจะทำให้เกิดปัญหาความไม่พอใจของประชาคมโลกได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ในเรื่องนี้ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครอง ฯได้แถลงให้คณะทูตานุทูตที่อยู่ในประเทศไทยรวมทั้งผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้รับทราบเมื่อบ่ายวันพุธที่ 20 กันยายน 2549 แล้ว
ผมคิดว่าการอธิบายข้อเท็จจริง โดยไม่ปิดบัง และทำทุกอย่างแบบโปร่งใส ให้ชาวต่างชาติเข้าใจเช่น ปัญหาที่คนชั้นกลางมีความเคลือบแคลงระบบประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ของรัฐบาลทักษิณ และที่สำคัญคือคณะปฏิรูปการปกครองฯจะเข้ามาแก้ปัญหาชั่วคราว เมื่อทำงานสำเร็จ จะคืนอำนาจให้แก่ประชาชนอย่างเร็วโดยมีการปฏิรูปการเมือง และมีการเลือกตั้งต่อไป
</p>เรื่องผลกระทบจากการมีการปฏิวัติ ครั้งนี้คือปฏิกิริยาของชาวโลก ในแง่สิทธิเสริภาพของมนุษยชน ตามระบอบประชาธิปไตย เชื่อมั่นว่าต้องถูกจับตามองจากชาวโลกแน่นอน จากนี้ไปการดำเนินการปฏิรูปการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะเป็นที่สนใจของประเทศพันธมิตร ประเทศที่มาลงทุนในบ้านเรา ถ้าการดำเนินการปฏิรูปฯ ดำเนินไปด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส เป็นประชาธิปไตย โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นประมุข ได้ปรากฏต่อชาวโลกอย่างแท้จริง ทันกาล เป็นธรรม ก็จะเป็นผลดีต่อชาติทั้งระยะสั้นและระยะยาว การแถลงการณ์ต่อคณะทูตจากนานาประเทศ จะช่วยได้ระดับหนึ่ง จากนี้ไปขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทำการปฏิรูปไป ชี้แจง ประชาสัมพันธ์ต่อคณะทูตเป็นระยะ ๆ ขณะนี้เป็นยุคโลกไร้พรมแดน จริง ๆ เมื่อมีคณะรัฐบาลชุดใหม่แล้ว ก่อนจะมีการเลือกตั้งในอนาคตอีก หกเดือนหรือ หนึ่งปีข้างหน้า การที่จะเชิญคณะทูตมาพบปะชี้แจง ตอบข้อซักถาม ก็จะเป็นผลดีต่อการบริหารกิจการบ้านเมืองในขณะนี้ และอนุญาตให้เผยแพร่ภาพถ่ายไปยังทั่วโลกได้ ทำให้ทั่วโลกเห็นว่าบ้านเมืองของเรามีเอกลักษณ์ ความเป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อีกประเด็นที่สำคัญคือคณะปฏิรูปการปกครองฯ จะเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ จะเป็นใครมาจากไหน ซึ่งต้องให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างแท้จริง มีคุณธรรม จริยธรรมมีความเป็นกลาง เป็นมืออาชีพที่ทำเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะการปฏิรูปแก้ปัญหาการเมืองให้สำเร็จอย่างรวดเร็ว คงจะช่วยให้ภาพลักษณ์ต่าง ๆดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกย่องข้าราชการประจำที่ทำงาน ขจัดข้าราชการที่ไม่มีคุณภาพออกไปสร้างขวัญ กำลังใจ ให้แก่คนดี ซึ่งผมขอเน้นว่า คณะรัฐมนตรีใหม่ จะต้องฟื้นฟูขวัญกำลังใจของข้าราชการที่ดี ๆ อย่างเร็ว การจะเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ นั้น น่าจับตามอง ตรงนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงอนาคตประเทศไทยและวิสัยทัศน์ของคณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯได้ เป็นอย่างดี ตรงนี้ต้องใช้หลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เข้ามาช่วย ต้องพิจารณาถึงวิสัยทัศน์ประเทศไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ประเทศ เป็นอย่างไร จากนั้นจึงมากำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ และคุณสมบัติของผู้ที่จะมารับผิดชอบในหน้าที่คณะรัฐมนตรี ผมติดตามข่าว เราเน้นมากเรื่องผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ผมขอฝากเรื่องการสรรหารัฐมนตรีที่จะมาประจำกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรมนุษย์ของชาติด้วย ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ๆ ไม่น้อยไปกว่าเรื่องเศรษฐกิจ คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ มีความสัมพันธ์กับคุณภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ในช่วงนี้จึงควรสรรหาคนที่ทำงานด้านพัฒนาการศึกษา ทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง ด้วยอุดมการณ์ ซึ่งผมขอแนะนำ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เพราะท่านทำงานด้านการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มาด้วยอุดมการณ์ มุ่งมั่นทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ มานาน ท่านเป็นคนดี มีคุณธรรมและมีความรู้ ศ.ดร.จีระยังมีรายการโทรทัศน์ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือนเวลา 14.00-15.00 น.และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น.และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น.นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุอสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทางhttp://www.chiraacademy.com/ เชิญท่านติดตามศึกษาหาความรู้จากผลงานของ ศ.ดร.จีระและร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคมใน Blog นี้ครับ ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน ยม นักศึกษา ปริญญาเอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
ในที่สุด :วันนี้ก็มาถึง[1]
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">บทความเรื่องนี้ผมเขียนในวันพุธ กองบรรณาธิการต้องการให้ส่งต้นฉบับวันพุธทันเหตุการณ์ “ปฏิวัติ” เมื่อคืนวันอังคารที่ 19 กันยายน ที่ยังสด ๆ ร้อน ๆคงเป็นช่วงที่คนไทยสนใจเบื้องหน้าเบื้องหลัง และยังต้องมองไปข้างหน้าอีก 6 เดือน - 1 ปี ว่าประเทศไทยจะเดินอย่างไร
ประเด็นแรกคือการแก้ปัญหาครั้งนี้เป็นไปตามที่หลายคนคาดคิดว่าประเทศไทยจะต้องมีการล้างไพ่กันใหม่ มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพราะถ้าไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม การแก้ปัญหาของชาติในอนาคตจะทำลำบากและติดขัดไปหมด เพราะระบบทักษิณเป็นระบบที่เข้มแข็งและฝังรากหยั่งลึกในประเทศไทย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ก่อนหน้านี้ หลายคนบอกว่าปฏิวัติเป็นวิธีการที่เหมาะสม แต่จะทำได้หรือไม่ เพราะในระยะ 5 ปีอดีตนายกทักษิณได้วางกำลังทางทหารและตำรวจไว้อย่างแน่นหนาโดยเฉพาะเพื่อนเตรียมทหารร่วมรุ่น 10 จึงมองกันว่าหากปฏิวัติอาจจะต้องมีการต่อสู้ถึงขั้นนองเลือด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
คืนวันอังคารที่ 19 กันยายนกว่าที่คณะปฏิรูปการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจะประกาศว่ายึดทุกอย่างได้อย่างเรียบร้อย ก็เกือบ 5 ทุ่มยังมีการต่อรองอย่างน่าสนใจ และอดีตนายกฯ ที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน ในช่วง 4 ทุ่มกว่าของคืนวันอังคาร แสดงถึงว่าการปฏิวัติครั้งนี้ไม่ง่ายหรือสะดวกอย่างที่คิดนัก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ต้องยอมรับว่าเหตุผลของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดต่อทุกฝ่ายว่าระบบทักษิณเป็นระบบที่ไม่เหมาะกับสังคมไทยเป็นระบบที่ใช้อำนาจทางการเมืองและอำนาจทางการเงิน ปกครองประเทศไทยโดยไม่ให้ประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วม แทรกแซงองค์กรอิสระ และสาเหตุอื่น ๆอีกมากดังที่ทราบกัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
สิ่งแรกที่พวกเราคนไทยจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบคือปฏิกิริยาจากต่างประเทศว่า การปฏิวัติครั้งนี้ ประชาคมโลกจะมองและคิดอย่างไรผมดูว่าสหรัฐอเมริกามีท่าทีกลาง ๆ มองว่าเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องดำเนินการจัดการและคณะปฏิรูปการปกครองฯ เข้ามาดูแลชั่วคราว หากสหรัฐอเมริกามีท่าทีเป็นลบอาจจะยกเหตุผล เช่น รัฐบาลของคุณทักษิณมาจากการเลือกตั้งหรือเน้นมาตรการสิทธิมนุษยชน อาจจะทำให้เกิดปัญหาความไม่พอใจของประชาคมโลกได้
ในเรื่องนี้ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครอง ฯได้แถลงให้คณะทูตานุทูตที่อยู่ในประเทศไทยรวมทั้งผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้รับทราบเมื่อบ่ายวันพุธที่ 20 กันยายน 2549 แล้ว</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ผมคิดว่าการอธิบายข้อเท็จจริง โดยไม่ปิดบัง และทำทุกอย่างแบบโปร่งใส ให้ชาวต่างชาติเข้าใจเช่น ปัญหาที่คนชั้นกลางมีความเคลือบแคลงระบบประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ของรัฐบาลทักษิณ และที่สำคัญคือคณะปฏิรูปการปกครองฯจะเข้ามาแก้ปัญหาชั่วคราว เมื่อทำงานสำเร็จ จะคืนอำนาจให้แก่ประชาชนอย่างเร็วโดยมีการปฏิรูปการเมือง และมีการเลือกตั้งต่อไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ประเด็นที่สองผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ปากท้องของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญข่าวในเช้าวันพุธที่ 20 กันยายนว่า ตัวแทนของธนาคารกสิกรไทยมองว่า เศรษฐกิจตลาดหุ้น การท่องเที่ยว อาจจะกระทบบ้างในระยะสั้นแต่ในระยะปานกลางและระยะยาวน่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจที่มีธุรกิจหลายกลุ่มเข้ามามีบทบาทอย่างแท้จริง แทนที่จะกระจุกตัวเป็นกลุ่มเดียวและทำธุรกิจแบบไม่โปร่งใส หากลดปัจจัยการใช้ประชานิยมในระยะสั้นไปได้บ้างอาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้เหมาะสมและยั่งยืนกว่านั่นคือใช้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> อีกประเด็นที่สำคัญคือคณะปฏิรูปการปกครองฯ จะเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ จะเป็นใครมาจากไหน ซึ่งต้องให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างแท้จริง มีคุณธรรม จริยธรรมมีความเป็นกลาง เป็นมืออาชีพที่ทำเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะการปฏิรูปแก้ปัญหาการเมืองให้สำเร็จอย่างรวดเร็ว คงจะช่วยให้ภาพลักษณ์ต่าง ๆดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกย่องข้าราชการประจำที่ทำงาน ขจัดข้าราชการที่ไม่มีคุณภาพออกไปสร้างขวัญ กำลังใจ ให้แก่คนดี ซึ่งผมขอเน้นว่า คณะรัฐมนตรีใหม่ จะต้องฟื้นฟูขวัญกำลังใจของข้าราชการที่ดี ๆ อย่างเร็ว</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ประการต่อมาจะทำอย่างไรให้ภาคเมืองกับชนบท มีความสามัคคี ร่วมกันอย่างแท้จริงทำอย่างไรจึงจะลดความแตกแยกของสังคมให้น้อยลง ผมยังมีความหวังว่า ปัญหาชายแดน 3 จังหวัดภาคใต้จะได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง</p>
สุดท้ายจะต้องมีการใช้กฎหมาย หรือมีกรรมการกลางที่เป็นธรรม พิจารณาตรวจสอบการทำงานของอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างไร จะทำอย่างไรให้เหมาะสม เป็นธรรมและโปร่งใสที่สุด โดยไม่ให้สร้างความแตกแยกของประชาชนต่อไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">จีระ หงส์ลดารมภ์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">
[email protected] </p>
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
</span></strong>
โทรสาร 0-2273-0181 <div>
<hr><div id="ftn1"> [1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97 </div> </div>
กลุ่ม D
ได้รับความรู้จากเนื้อหาที่อาจารย์สอนเยอะมากๆ ค่ะ
โดยเฉพาะ อ. ประกาย อาจารย์สอนสนุกมากค่ะ
อาจารย์ช่วยแชร์ประสบการณ์ในโลกกว้าง...
ทำให้พวกเรารู้ว่าในโลกนี้ไม่ได้มีบริษัทซอฟต์สแควร์อยู่ที่เดียว..
ให้เราได้มองเห็นอะไรกว้างขึ้น
พวกเราจะจดจำทฤษฏี W & B ที่อาจารย์สอนค่ะ...
พวกเราคิดว่ามีประโยชน์ต่อชีวิตการทำงานมากๆๆ ค่ะ...
พวกเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับท่านอาจารย์ค่ะ
สิ่งที่เราได้รับในวันนี้นอกจากจะเป็นการทบทวนความรู้ที่เราเคยได้รับจากการทำงาน ยังเป็นการเพิ่มเติมความรู้ใหม่ๆ ทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อจะนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต และพัฒนาองค์กรของพวก เราให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่ได้วางเอาไว้
สำหรับการบรรยายในช่วงเช้า พวกเรามีความเห็นว่า ถ้ามีการเอากิจกรรมเข้ามาประกอบการบรรยายเพิ่มเติม ก็คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราทำความเข้าใจและจดจำได้ดียิ่งขึ้นอีกค่ะ
ส่วนกิจกรรมในช่วงบ่ายก็สนุกสนานดีค่ะ
ขอบคุณที่สละเวลามาถ่ายทอดความรู้ให้กับพวกเรานะคะ
สิ่งที่ได้จากการเรียนวันแรก
1) Leadership เป็น competency อย่างหนึ่งซึ่งสามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้
2) ผู้นำต่างจากผู้บริหารในหลายๆด้าน ถ้าผู้บริหารมีภาวะผู้นำ จะทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากชึ้นเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร
3) ผู้นำต้องรู้จักประเมิณการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าและนำพาองค์กรให้สามารถปรับตัวได้ ก่อนที่จะมีปัจจัยภายนอกมาบังคับให้เราต้องเปลี่ยน
4) ทำให้รู้สึกว่าอยากปรับปรุงตัวเองให้เป็นคนใฝ่รู้มากขึ้น
5) รู้สึกว่ามีแรงผลักดันที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ภาวะการเป็นผู้นำ
6) แม้ว่าที่เรียนจะเป็นแค่ภาพรวมของการเป็นผู้นำ แต่ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้กับที่ทำงาน
7) การได้รู้จักการทำงานเป็น Team แล้วจะทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ไม่ควรตั้งความคาดหวังกับเพื่อนในกลุ่มตอนแรกไว้สูง เพื่อลดความเสี่ยงและผิดหวัง และการลดความเร็วนิดนึงเพื่อที่จะทำให้ทีมไปสู่เป้าหมายได้พร้อมกัน
8) การเป็นผู้นำที่เกิดขึ้นโดยนิสัย จะดีกว่าการเป็นผู้นำที่เกิดจากสถานการณ์ที่บีบบังคับว่าต้องนำ
9) ความเป็นผู้นำต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้ตามแสดงความสามารถออกมาดีที่สุด
10) บทบาทของผู้นำต้องแจ้งให้ผู้ตามรู้ถึงแนวทางที่จะต้องเดินไป เพื่อไม่ให้ผู้ตามสงสัยและไม่เชื่อนำผู้ตาม
11) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีทั้งที่ดีและไม่ดีเสมอ แต่เราต้องหาข้อดีของการเปลี่ยนเแปลงนั้นให้ได้ เพื่อทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เช้าวันเสาร์ที่ 30 ก.ย. นี้ ผมรีบเดินทางมาวัดไร่ขิง ด้วยวัตถุประสงค์สองประการ ประการแรก มาทำบุญที่วัดไร่ขิง ประการที่สองเนื่องจากมีการจัดงานของสมาคมผู้เลี้ยงสุขพันธุ์เยอรมันเชิพเพอดแห่งประเทศไทย จัดงานประกวดสุนัขประจำปีที่วัดไร่ขิง ผมเป็นคนชอบสุนัขตั้งแต่สมัยเป็นเด็กวัด ได้มีโอกาสเลี้ยงหมาวัด ได้รับมอบหมายให้เอาเศษอาหารที่เหลือจากพระและเด็กวัดแล้ว มาแจกสุนัขในวัด อยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาเริ่มศึกษาเรื่องเกี่ยวกับสุนัข พบว่า สุนัขที่ดีที่สุดในโลก มีไม่กี่สายพันธุ์ สายพันธุ์เยอรมันเชิพเพอด เป็นสายพันธุ์หนึ่งที่จัดว่าเป็นสายพันธ์ที่ได้รับการพัฒนาจากภูมิปัญญาชาวบ้านในเยอรมัน การมาชมการประกวดครั้งนี้ก็เพื่อสะสมทุนทางความรู้ ทุนทางสังคมคนรักสุนัข และได้มีโอกาสมาทำบุญที่วัดไร่ขิงตอนเช้าด้วย ระหว่างรอเวลาการประกวดสุนัข ผมได้นำ Note book มาเขียนบทความนี้ที่บริเวณสนามประกวดสุนัขด้วย ในโลกยุคใหม่การใช้ internet การหาความรู้ไม่มีขีดจำกัด ไม่กำหนดสถานที่ สามารถเคลื่อนย้ายได้ตลอดเวลา ได้บรรยากาศที่ร่มรื่นและแปลกดี คิดถึงเมื่อสมัยเป็นเด็กวัด ตอนนั้นไม่มีอะไรเลย ขณะนี้มานั่งทึ่วัด มีคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก หาความรู้ และติดต่อได้ทั่วโลก ในเวลาชั่วไม่กี่นาที</p> บทความจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ สัปดาห์นี้ อาจารย์เขียนเรื่อง คณะปฏิรูป :นโยบายเพื่อความยั่งยืน ผมเสนอความเห็นเช่นเคย ข้อความที่มีสีน้ำเงิน คือส่วนที่ผมคัดมาจากบทความของอาจารย์ ส่วนสีดำ เป็นส่วนที่ผมแสดงความคิดเห็น เชิญท่านผู้สนใจติดตามอ่านได้จากข้อความข้างล่างนี้ สิ่งใดที่รัฐบาลเดิมทำไว้ดี ก็คงไว้สิ่งใดที่เป็นประโยชน์จะทำเพิ่มเติมอย่างรอบคอบหลายฝ่ายวิจารณ์การสนับสนุนอดีตรองนายกรัฐมนตรี ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยในฐานะผู้สมัครเป็นเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หากแพ้ก็ไม่เป็นไรเพราะได้สู้อย่างเต็มที่ น่าชื่นชมคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะสื่อโจมตีคณะปฏิรูปการปกครองฯว่า ไม่สมควรจะสนับสนุน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>สิ่งที่ คณะปฏิรูปการปกครองฯ ทำอยู่ขณะนี้ เรียกได้ว่าเป็นการบริการการเปลี่ยนแปลง Change management กับระบบการปกครองของไทย คณะปฏิรูปการปกครองฉลาดทำ การบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ถูกต้อง เมื่อมีสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมก็ควรคงไว้ ส่วนที่เป็นจุดอ่อน เป็นปัญหาแก่ส่วนรวม ก็ขจัดออกไป นี่เป็นพื้นฐานของการบริหารการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเปลี่ยนแปลงทั้งระบบและคน ผมหวังว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คณะปฏิรูปการปกครองฯ จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ชาติ ทำเพื่อชาติ จริง ๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมขอให้คณะปฏิรูปการปกครองฯ ประสบความสำเร็จ เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชนโดยเร็ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คนไทยต้องศึกษาสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด อย่างรอบคอบ ใฝ่เรียนรู้ ทำใจเป็นกลางสมัครสมานสามัคคีกันให้มากที่สุด
ศึกษาสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด
รอบคอบ
ใฝ่เรียนรู้
เป็นกลาง
สมานสามัคคีคุณสมบัติของคนไทยที่ ศ.ดร.จีระ กล่าวมาข้างต้น ถือได้ว่า เป็น Competency หรือสมรรถนะ ของคนทรัพยากรมนุษย์ของไทย ในปัจจุบันและอนาคต จึงอาจกล่าวได้ว่า จะบริหารทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตได้อย่างไร คำตอบคือบริหารให้ทรัพยากรมนุษย์เกิดสิ่งเหล่านั้น และมีการวัดผล นำไปสู่การพัฒนาจุดอ่อน หรือสิ่งที่เขายังด้อยอยู่ให้เป็นจุดแข็งในอนาคต แบบมีตัวชี้วัดความสำเร็จว่าต้องให้จุดอ่อนกลายเป็นจุดแข็งในแต่ละประเด็นภายในกี่ปี แล้วนำมาสู่ยุทธ์ศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างองค์กร เพื่อสร้างชาติต่อไป
</p>ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ ที่ว่า คนไทยต้อง
นโยบายประชานิยมของอดีตนายกรัฐมนตรียังคงอยู่ ผมเชื่อว่าอนาคตข้างหน้าคงจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อให้นโยบายไปสู่ความยั่งยืนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำทุกอย่าง อย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นการปฏิรูปที่เน้นสันติวิธีและการประนีประนอม<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"> </p>นโยบายประชานิยม ในความเห็นส่วนตัวของผม คิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ถ้าจะกำหนดยุทธ์ศาสตร์แบบให้เกิดทุนทางปัญญา ทุนทางความสุข ทุนทางจริยธรรมและทุนแห่งความยั่งยืน คนกำหนดนโยบายนี้ หนึ่งต้องคำนึงถึงลูกค้า(ประชาชน)เป็นหลัก สองต้องคำนึงถึงอนาคตของชาติเป็นหลักที่สอง และสามต้องคำนึงถึงผลเสียที่อาจจะตามมา และเตรียมมาตรการรองรับไว้ การปฏิรูปการปกครองฯครั้งนี้ ขอให้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการกำหนดนโยบายสาธารณะและปฏิรูปการปกครองฯ คือ ค่อยเป็นค่อยไป ในสิ่งที่เราถนัดมีทรัพยากรเพียงพอ กำหนดเป้าหมาย แผนงาน การวัดผล และเตรียมการรองรับไว้ กรณีที่เกิดปัญหา ต้องมีแผนอื่นรองรับไว้เสมอ และขอให้คิดคำนึงถึงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานให้ไว้หลายเรื่อง คณะปฏิรูปการปกครองฯ น่าจะตั้งคณะกรรมการในการศึกษาพระบรมราโชวาทของท่าน กำหนดขึ้นมาเป็นแบบตรวจสอบ Check list ในการบริหารการปฏิรูปการปกครองฯครั้งนี้ด้วย
ผมชื่นชมคำสัมภาษณ์ของโฆษกที่เน้นงบประมาณที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยอย่างจริงจัง เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันเป็นโลกของความรู้ หรือสังคมฐานความรู้ เป็นนโยบายที่ทุกประเทศทำ และจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในยุคคุณทักษิณ เรื่องนโยบายระยะยาวอ่อนมาก เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่องพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชน พัฒนาสังคมฐานความรู้ เรื่องการปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูประบบการศึกษา ขาดการปฏิรูปพฤติกรรมในการทำงาน ยังทำงานแบบเดิม ไม่มี Innovation ไม่มี Paradigm shift หรือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"> </p>เรื่องที่ โฆษกคณะปฏิรูปการปกครองฯ ได้กล่าวถึงงบประมาณเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง ถือว่าเป็นสัญญานของความโชคดีของประเทศไทย ที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ กล่าวถึงเรื่องนี้ น่าจะเป็นคณะปฏิรูปการปกครองฯคณะแรก ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ผมขอให้การให้สัมภาษณ์ดังกล่าว เกิดผลขึ้นจริงจัง ให้งบประมาณด้านการทรัพยากรมนุษย์ มีจำนวนมากพอ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อชาติจริง ๆ ไม่ใช่ทำกันให้ผ่านไปแค่ปีต่อปี ได้ชื่อว่าทำ เท่านั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"> </p>คณะปฏิรูปการปกครองฯ น่าจะตั้งคณะกรรมการพิเศษเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อพัฒนาชาติขึ้นมา เป็นกรณีพิเศษ ให้เป็นองค์กรอิสระที่ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากคณะปฏิรูป จัดทำระบบพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติ ในแต่ละระดับ ให้ชัดเจน ตั้งแต่ทรัพยากรมนุษย์ในครรภ์มารดา จนกระทั่งถึงเชิงตะกอน และมียุทธ์ศาสตร์การพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และน่าจะให้ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นผู้นำในด้านนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal">เรื่องแรกสมควรหรือไม่ที่จะมีการปฏิรูประบบการศึกษาอีกรอบ ที่ทำโดยผู้เชี่ยวชาญและมองจากความจริง ไม่ใช่มองจากกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก
</p>ในความเห็นผม เห็นว่าสมควร สมควรจะมีคณะปฏิรูประบบการศึกษาของไทย เรามีคณะปฏิรูปการปกครองฯ ไหน ๆ แล้วก็ควรมีการปฏิรูประบบการศึกษาด้วย เพราะการศึกษามีความสัมพันธ์กับระบอบประชาธิปไตย การศึกษามีความสัมพันธ์กับความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"> </p>นอกจากนี้ ยังเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า ระบบการศึกษาของเรา ยังไม่สามารถสร้างทรัพยากรมนุษย์ของชาติ ที่มีคุณภาพได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ สถานบันการศึกษาของเรา ยังไม่ติดอันดับดีในโลก ในภูมิภาค ทำให้มีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ จึงสมควรมีการปฏิวัติทางการศึกษาด้วยโดยเร็ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"> </p>ดูประเทศที่เขาไม่มีทรัพยากรธรรมชาติแต่เห็นคุณค่าและเอาจริงเรื่องทรัพยากรมนุษย์มากกว่าเรา เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกงหรือเกาหลีใต้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"> </p>ดูรายชื่อประเทศที่เอาจริงเรื่องทรัพยากรมนุษย์มากกว่าเรา เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือเกาหลีใต้ พวกนี้ล้วนเคยเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติมาก่อน เป็นประเทศที่เคยถูกต่างชาติเข้ามายึดอำนาจและทำการปฏิรูปหลายเรื่อง การจัดระเบียบสังคมวัฒนธรรม กฎหมาย การเมือง และแน่นอนคือเรื่องการศึกษาที่ได้รับอิทธิพลจากการปกครองของต่างชาติ เราน่าจะศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติเหล่านี้ นำเอาทั้งปัญหา อุปสรรคและความสำเร็จของประเทศเหล่านี้มาบูรณาการกำหนดเป็นนโยบายสาธารณะพัฒนาชาติของเราให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนโยบายด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่ไปกับนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"> </p>ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น. และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุ อสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทาง http://www.chiraacademy.com/ เชิญท่านติดตามศึกษาหาความรู้ จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Blog นี้ ครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"> </p>ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"> </p>ยม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal">นักศึกษา ปริญญาเอก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal">รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต</p>
คณะปฏิรูป : นโยบายเพื่อความยั่งยืน[1] <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ประเทศไทยไม่มีระบอบทักษิณมา 7-8 วันแล้ว วันที่เขียนบทความนี้เป็นวันพุธ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เห็นได้ว่าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ดำเนินการแบบสันติ สิ่งใดที่รัฐบาลเดิมทำไว้ดี ก็คงไว้ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์จะทำเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ หลายฝ่ายวิจารณ์การสนับสนุนอดีตรองนายกรัฐมนตรี ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ในฐานะผู้สมัครเป็นเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หากแพ้ก็ไม่เป็นไร เพราะได้สู้อย่างเต็มที่ น่าชื่นชมคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะสื่อโจมตีคณะปฏิรูปการปกครองฯว่า ไม่สมควรจะสนับสนุน
คนไทยต้องศึกษาสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด อย่างรอบคอบ ใฝ่เรียนรู้ ทำใจเป็นกลาง สมัครสมานสามัคคีกันให้มากที่สุด
นโยบายประชานิยมของอดีตนายกรัฐมนตรียังคงอยู่ ผมเชื่อว่า อนาคตข้างหน้าคงจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อให้นโยบายไปสู่ความยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำทุกอย่าง อย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นการปฏิรูปที่เน้นสันติวิธีและการประนีประนอม
การที่โฆษกคณะปฏิรูปการปกครองฯ พลโทพลางกูร กล้าหาญ พูดถึงการทำงบประมาณปี พ.ศ 2550 แบบขาดดุล และเร่งนำไปเบิกจ่ายได้ในเดือนมกราคม พ.ศ.2550 เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะคณะที่ทำงบประมาณ ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นข้าราชการประจำ ฝ่ายคณะปฏิรูปการปกครองฯ คงจะใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ระยะยาวได้ดี ผมชื่นชมคำสัมภาษณ์ของโฆษกที่เน้นงบประมาณที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยอย่างจริงจัง เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันเป็นโลกของความรู้ หรือสังคมฐานความรู้ เป็นนโยบายที่ทุกประเทศทำ และจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในยุคคุณทักษิณ เรื่องนโยบายระยะยาวอ่อนมาก เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่องพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชน พัฒนาสังคมฐานความรู้ เรื่องการปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูประบบการศึกษา ขาดการปฏิรูปพฤติกรรมในการทำงาน ยังทำงานแบบเดิม ไม่มี Innovation ไม่มี Paradigm shift หรือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์
เรื่องเหล่านี้ ผมขอเสนอไว้ 2 ประเด็นคือ
เรื่องแรก สมควรหรือไม่ที่จะมีการปฏิรูประบบการศึกษาอีกรอบ ที่ทำโดยผู้เชี่ยวชาญ และมองจากความจริง ไม่ใช่มองจากกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก
หลายฝ่ายอยากเห็นระบบการอุดมศึกษา เป็นอิสระจากอิทธิพลของกระทรวงศึกษาฯ โดยจะเป็นองค์กรใหม่หรือกระทรวงใหม่ และจะรวมคำว่าวิจัยเข้าไปด้วย น่าจะดี
หรือการมองประถมศึกษาและมัธยมศึกษา อยู่ในแท่งเดียวกันต่อไปหรือไม่ และวัฒนธรรมของประถม เข้ามามีบทบาท มีอิทธิพลมากกว่ามัธยม จะสร้างปัญหาระยะยาวหรือไม่
การปฏิรูปการศึกษา คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของครู ผู้ปกครอง นักเรียน แบบที่ปฏิรูปโครงสร้าง ไม่ได้ผลอย่างแท้จริง
ดูประเทศที่เขาไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่เห็นคุณค่าและเอาจริงเรื่องทรัพยากรมนุษย์มากกว่าเรา เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือเกาหลีใต้
ในกลุ่ม HRD ของ APEC ที่ผมเป็นประธานคณะทำงาน HRD อยู่ เห็นได้ชัดว่า ประเทศเหล่านั้น เขาเอาจริงกับเรื่องการสร้างทรัพยากรมนุษย์พันธุ์ใหม่ ให้จัดการกับโลกในอนาคตได้
ผู้บริหารโรงเรียน มหาวิทยาลัยของประเทศเหล่านี้ จะเป็นคนที่มีโลกทัศน์กว้าง มีภาวะผู้นำ ใฝ่รู้ มองอนาคตของเศรษฐกิจคู่ไปกับการศึกษา ในขณะที่การปฏิรูปการศึกษาของไทยเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่มีการลงทุนในการพัฒนาทัศนคติ ความรู้ใหม่อย่างจริงจัง เป็นสังคมการเรียนรู้ที่ไม่ต่อเนื่องและไม่ได้ผล
ผลงานของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ในการแต่งตั้งทหารและข้าราชการที่เป็นคนดี คนเก่ง และไม่รับใช้นักการเมืองอย่างเห็นได้ชัด ยกย่องให้ท่านเหล่านี้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ผมดีใจที่ข้าราชการประจำกลับมามีบทบาทที่เหมาะสมต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น การมีอิทธิพลของนักการเมืองในรัฐวิสาหกิจจะน้อยลง จึงเป็นจุดหักเหที่น่าสนใจ
งานของผมเป็นเช่นเดิม สังคมยังให้ความสนใจและหิวกระหายในเรื่องการเรียนรู้ของผมอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งที่มีปัญหาการเมืองที่เป็นอยู่
ผมได้ไปร่วมสร้างภาวะผู้นำ และสร้าง Teamwork ให้แก่กลุ่มบริษัท Softsquare เป็นบริษัทที่ให้การบริการด้าน Software ของคนไทย ซึ่งมีพนักงานเขียน Software อยู่กว่า 400 คน ผู้บริหารเห็นความสำคัญของการสร้างภาวะผู้นำ สร้างสังคมการเรียนรู้ และการสร้างความสุขในการทำงาน โดยเฉพาะให้ชีวิตกับงานไปด้วยกัน ปัจจุบันเรียกว่า work/life Balance
ผมได้ขึ้นเหนือไปเป็นแขกของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ดร.ทรงศักดิ์ ศรีบุญจิตต์ บรรยายให้นักศึกษาปริญญาโทกว่า 50 คนฟัง ในเรื่องโลกาภิวัตน์กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
การเรียนของเด็กในยุคนี้ ต้องให้เขาทำการบ้าน โดยทำ workshop มีส่วนร่วมมาก ๆ อย่าไปสอนแบบบรรยายข้างเดียว โดยให้นักศึกษาทำ workshop ว่า
- โลกาภิวัตน์คืออะไร
- มีประโยชน์ต่อประเทศอย่างไร
- มีโทษหรือการคุกคามอย่างไร
- จะแก้ปัญหาโดยใช้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างไร
กลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มสมาคมรองผู้อำนวยการสถานการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย ได้เชิญผมไปบรรยายแบบมีส่วนร่วมให้รองผู้อำนวยการในเขตกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก ซึ่งผมได้ให้กำลังใจในการทำงาน และได้เน้นถึงการเป็นสังคมการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทิศทางของการบริหารทรัพยากรบุคคลในทศวรรษหน้า ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จึงจะสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง จะต้องสร้างศักยภาพตามทฤษฎี 8 K’s และ 5 K’s ให้เกิดขึ้นในเด็ก และผู้ร่วมงาน และต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมได้รับเชิญให้ไปทำงานต่อเนื่องแก่รองผู้อำนวยการโรงเรียนในภาคตะวันตกที่กาญจนบุรีในเดือนตุลาคมนี้ด้วย
ในวันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2549 ผมและมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานกงสุลไทยประจำโฮจิมินห์จะไปสร้างสังคมการเรียนรู้และการทูตภาคประชาชน (People to People Diplomacy : PPD) ที่เมืองโฮจิมินห์ เวียดนาม แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและโลกาภิวัตน์กับภาคเกษตร ให้แก่ข้าราชการและเกษตรกรในเวียดนามประมาณ 40 คน
เป็นการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมเคยจัดที่กัมพูชา พม่า และจีนตอนใต้มาแล้ว สร้างให้เกิดสังคมการเรียนรู้ ซึ่งทางเวียดนามจะเล่าให้ผมฟังว่า เขามองเรื่องโลกาภิวัตน์ เรื่องภาคเกษตรอย่างไร เพราะเวียดนามจะเป็นสมาชิกของ WTO จึงต้องบริหารความเสี่ยงจากโลกาภิวัตน์มากขึ้น </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">จีระ หงส์ลดารมภ์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">
[email protected] </p>
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181 </span></strong> <div>
<hr>
</div>
เช้าวันเสาร์ที่ 30 ก.ย. ผมเดินทางมาวัดไร่ขิง ด้วยวัตถุประสงค์สองประการ ประการแรก มาทำบุญที่วัดไร่ขิง ประการที่สองเพื่อชมงานประกวดสุนัข ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอดแห่งประเทศไทย
การทำบุญที่วัดไร่ขิง มีการพัฒนาเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการถวายสังฆทานบริเวณข้างโบสถ์วัดไร่ขิง มีประชาชนจำนวนมากหมุนเวียนเข้ามาถวายสังฆทาน โดยทางวัดจัดให้มีจตุปัจจัยสำหรับถวายสังฆทานเตรียมไว้ และมีตู้รับบริจาค เปิดโอกาสให้คนที่ยากจนได้มีโอกาสทำบุญถวายสังฆทานได้ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อของอะไรไป เพราะทางวัดจัดไว้ให้ เพียงบริจาคเงินใส่ตู้รับบริจาคเท่าใดก็ได้ อีกมุมหนึ่งคือมีการรับบริจาคเงินเพื่อซื้อโรงศพให้สำหรับศพไม่มีญาติ หรือศพผู้ยากไร้ ก็มีประโยชน์สำหรับคนยากจน หรือศพไร้ญาติ ทางวัดก็มีเงินที่ได้รับบริจาคมาซื้อโรงศพให้ได้ ทึ่จริงทางวัดทั้งหลายน่าจะที่มีประชาชนไม่ทำบุญเป็นจำนวนมาก น่าจะมีการให้วิทยาทาน วัดน่าจะเป็นแหล่งสร้างทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนแห่งความยั่งยืนได้ดี น่าจะมีการจัดเผยแพร่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงฯ เผยแพร่ให้คนทั่วไปได้เรียนรู้ด้วย
อีกมุมหนึ่งที่เห็นแล้วน่าเป็นห่วงคือสุนัขในวัดมีจำนวนมาก หลายตัวมีอาการขี้เลื้อน ทางราชการควรเข้ามาช่วยเหลือวัดในการจัดการกับสุนัขจรจัด ให้เป็นระบบ และไม่สร้างภาระให้พระ ทำบุญเสร็จผมแวะไปดูงานประกวดสุนัข
งานประกวดสุนัขประจำปีของสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขเยอรมันเช็พเพอด แห่งประเทศไทย ผมมักติดตามงานนี้ทุกปีถ้ามีโอกาส ปีนี้จัดที่วัดไร่ขิง บริเวณโรงเรียนวัดไร่ขิง
ผมเป็นคนชอบสุนัขตั้งแต่สมัยเป็นเด็กวัด พระท่านมอบหมายให้ผมดูแลสัตว์ในวัดทั้งหมด ไก่วัด หมาวัด ปลาหน้าวัด ผมได้รับมอบหมายให้เอาเศษอาหารที่เหลือจากพระและเด็กวัดแล้ว มาแจกสุนัขในวัด อยู่ระยะหนึ่ง เห็นว่าสุนัขแม้เป็นสัตว์แต่มีความรักและกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ได้บทเรียนจากสุนัขในวัดหลายเรื่อง
เมื่อครั้งผมบวชเป็นพระ ผมเคยใช้สุนัขเป็นครูสอนเด็กวัด ลูกศิษย์ก้นกุฏิ ที่เกเร และชอบหนีออกจากบ้านเพราะโกรธแม่ที่ชอบดุด่าประจำ ผู้เป็นแม่มาหาผมและขอร้องให้ผมช่วยสอนเด็กเกเรนี้ ผมเรียกเด็กมาสอน โดยใช้สุนัขเป็นครู ผมเรียกสุนัขที่เคยดูแลเป็นประจำมาหา และใช้หนังสือพิมพ์ม้วนและตีสุนัขตัวนั้นอย่างแรง สุนัขตกใจหนี เด็กเกเร อยู่ข้าง ๆ เห็นสุนัขถูกตีอย่างแรง แล้วสุนัขวิ่งหนีตกใจ วิ่งไปยืนอยู่ไกล แล้วมองมาด้วยความงง จากนั้นผมเรียกสุนัขเข้ามาหาอีกครั้ง สุนัขก็วิ่งเข้ามาหา พร้อมกระดิกหาง สุนัขเข้ามาโดยไม่โกรธ ผมได้สอนให้เด็กเกเร เห็นว่า แม้สุนัขยังไม่โกรธผู้มีพระคุณ แล้วเราเป็นมนุษย์ ทำไมจึงโกรธผู้เป็นแม่เพราะถูกว่าเท่านั้น เด็กถึงกับน้ำตาไหลด้วยความประทับใจ และบอกว่าต่อไปนี้จะไม่โกรธแม่จะขอกลับไปดูแลแม่ นี่เรียกว่า สุนัขเป็นครู เด็กคนนั้นขณะนี้บวชเป็นพระอยู่ที่วัดในจังหวัดเพรชบุรี กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ส่วนผู้เป็นแม่เมื่อลูกบวชได้ไม่นานได้เสียชีวิตไป ทั้งแม่ลูกครอบครัวนี้ เป็นครอบครัวคนที่มาจากอีสาน ซึ่งผมได้เคยช่วยอุปถัมภ์เด็กเกเร คนนั้นไว้ เด็กดังกล่าวได้ดีส่วนหนึ่งเพราะใช้สุนัขเป็นครู สุนัขจึงเป็นสัตว์เลี้ยงประจำตัวของผม ก็ว่าได้
ด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจของสุนัข ผมจึงเริ่มศึกษาเรื่องเกี่ยวกับสุนัขมากขึ้น พบว่า สุนัขที่ดีที่สุดในโลก มีไม่กี่สายพันธุ์ สายพันธุ์เยอรมันเช็พเพอด เป็นสายพันธุ์หนึ่งที่จัดว่าเป็นสายพันธ์ที่ได้รับการพัฒนาจากภูมิปัญญาชาวบ้านในเยอรมัน และนำมาใช้ในการทหาร ตำรวจ ในบ้านเรานิยมเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้มานาน จนมีสมาคมฯ และมีการนัดพบปะกันระหว่างผู้สนใจเป็นระยะ ๆ
การมาชมการประกวดครั้งนี้ก็เพื่อทำชีวิตให้ Balance วิชาการ การทำงาน ครอบครัว ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง บริหารให้เกิดความสุขกับชีวิตบ้างตามสมควรสะสมทุนทางความรู้ ทุนทางสังคมของคนรักสุนัข ระหว่างรอเวลาการประกวดสุนัข ผมได้นำ Note book มาเขียนบทความนี้ที่บริเวณสนามประกวดสุนัขด้วย ในโลกยุคใหม่การใช้ internet การหาความรู้ไม่มีขีดจำกัด ไม่กำหนดสถานที่ สามารถเคลื่อนย้ายได้ตลอดเวลา ได้บรรยากาศที่ร่มรื่นและแปลกใหม่ คิดถึงเมื่อสมัยเป็นเด็กวัด ตอนนั้นไม่มีอะไรเลย ขณะนี้มานั่งทึ่วัด มีคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก หาความรู้ และติดต่อได้ทั่วโลก ในเวลาชั่วไม่กี่นาที โลกมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็ควรที่จะต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
สิ่งที่ คณะปฏิรูปการปกครองฯ ทำอยู่ขณะนี้ เรียกได้ว่าเป็นการบริการการเปลี่ยนแปลง Change management กับระบบการปกครองของไทย คณะปฏิรูปการปกครองฉลาดทำ การบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ถูกต้อง เมื่อมีสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมก็ควรคงไว้ ส่วนที่เป็นจุดอ่อน เป็นปัญหาแก่ส่วนรวม ก็ขจัดออกไป นี่เป็นพื้นฐานของการบริหารการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเปลี่ยนแปลงทั้งระบบและคน ผมหวังว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คณะปฏิรูปการปกครองฯ จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ชาติ ทำเพื่อชาติ จริง ๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมขอให้คณะปฏิรูปการปกครองฯ ประสบความสำเร็จ เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชนโดยเร็ว
"คนไทยต้องศึกษาสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด อย่างรอบคอบ ใฝ่เรียนรู้ ทำใจเป็นกลางสมัครสมานสามัคคีกันให้มากที่สุด"
คุณสมบัติของคนไทยที่ ศ.ดร.จีระ กล่าวมาข้างต้น ถือได้ว่า เป็น Competency หรือสมรรถนะ ของคนทรัพยากรมนุษย์ของไทย ในปัจจุบันและอนาคต จึงอาจกล่าวได้ว่า จะบริหารทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตได้อย่างไร คำตอบคือบริหารให้ทรัพยากรมนุษย์เกิดสิ่งเหล่านั้น และมีการวัดผล นำไปสู่การพัฒนาจุดอ่อน หรือสิ่งที่เขายังด้อยอยู่ให้เป็นจุดแข็งในอนาคต แบบมีตัวชี้วัดความสำเร็จว่าต้องให้จุดอ่อนกลายเป็นจุดแข็งในแต่ละประเด็นภายในกี่ปี แล้วนำมาสู่ยุทธ์ศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างองค์กร เพื่อสร้างชาติต่อไป
"นโยบายประชานิยมของอดีตนายกรัฐมนตรียังคงอยู่ ผมเชื่อว่าอนาคตข้างหน้าคงจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อให้นโยบายไปสู่ความยั่งยืนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำทุกอย่าง อย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นการปฏิรูปที่เน้นสันติวิธีและการประนีประนอม"นโยบายประชานิยม ในความเห็นส่วนตัวของผม คิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ถ้าจะกำหนดยุทธ์ศาสตร์แบบให้เกิดทุนทางปัญญา ทุนทางความสุข ทุนทางจริยธรรมและทุนแห่งความยั่งยืน คนกำหนดนโยบายนี้ หนึ่งต้องคำนึงถึงลูกค้า(ประชาชน)เป็นหลัก สองต้องคำนึงถึงอนาคตของชาติเป็นหลักที่สอง และสามต้องคำนึงถึงผลเสียที่อาจจะตามมา และเตรียมมาตรการรองรับไว้ การปฏิรูปการปกครองฯครั้งนี้ ขอให้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการกำหนดนโยบายสาธารณะและปฏิรูปการปกครองฯ คือ ค่อยเป็นค่อยไป ในสิ่งที่เราถนัดมีทรัพยากรเพียงพอ กำหนดเป้าหมาย แผนงาน การวัดผล และเตรียมการรองรับไว้ กรณีที่เกิดปัญหา ต้องมีแผนอื่นรองรับไว้เสมอ และขอให้คิดคำนึงถึงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานให้ไว้หลายเรื่อง คณะปฏิรูปการปกครองฯ น่าจะตั้งคณะกรรมการในการศึกษาพระบรมราโชวาทของท่าน กำหนดขึ้นมาเป็นแบบตรวจสอบ Check list ในการบริหารการปฏิรูปการปกครองฯครั้งนี้ด้วย
"ผมชื่นชมคำสัมภาษณ์ของโฆษกที่เน้นงบประมาณที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยอย่างจริงจัง เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันเป็นโลกของความรู้ หรือสังคมฐานความรู้ เป็นนโยบายที่ทุกประเทศทำ และจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในยุคคุณทักษิณ เรื่องนโยบายระยะยาวอ่อนมาก เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่องพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชน พัฒนาสังคมฐานความรู้ เรื่องการปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูประบบการศึกษา ขาดการปฏิรูปพฤติกรรมในการทำงาน ยังทำงานแบบเดิม ไม่มี Innovation ไม่มี Paradigm shift หรือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์"
เรื่องที่ โฆษกคณะปฏิรูปการปกครองฯ ได้กล่าวถึงงบประมาณเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง ถือว่าเป็นสัญญานของความโชคดีของประเทศไทย ที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ กล่าวถึงเรื่องนี้ น่าจะเป็นคณะปฏิรูปการปกครองฯคณะแรก ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ผมขอให้การให้สัมภาษณ์ดังกล่าว เกิดผลขึ้นจริงจัง ให้งบประมาณด้านการทรัพยากรมนุษย์ มีจำนวนมากพอ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อชาติจริง ๆ ไม่ใช่ทำกันให้ผ่านไปแค่ปีต่อปี ได้ชื่อว่าทำ เท่านั้น
ขอต้อนรับ :พลเอกสุรยุทธ์[1]
ท่านที่ติดตามบทความของผมมาตลอด 7-8 ปี คงจะเห็นแล้วว่าแต่ละสัปดาห์ มีอะไรเกิดขึ้นและตัวเราวิเคราะห์ให้เป็น เราจะเป็นสังคมการเรียนรู้อย่างแท้จริง กระหายความรู้นำเอาความรู้ไปใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 24
หลายฝ่ายอาจจะไม่เข้าใจประวัติความเป็นมาของท่าน ผมขอเรียนว่า ท่านเป็นทหารมืออาชีพและเป็นทหารประชาธิปไตย ซี่งดีกว่านักประชาธิปไตยแต่ในรูปแบบวันนี้ประเทศไทยทำงานแบบ Back to basics ที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือความถูกต้องและความพอดี หรือหากจะเรียกว่าเป็นความพอเพียงทางการเมืองสังคมและวิถีชีวิตคนไทยคือเดินสายกลาง ไม่หลุดโลกไปทางใดทางหนึ่ง
มี 2 ประเด็นที่น่าจะเขียนถึงท่านนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 คือ
ท่านเป็นคนสมถะประหยัดและดำรงชีวิตแบบพอเพียงมาตลอดอุปนิสัยจะช่วยให้บทบาทของท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นตัวอย่างที่ดี " Role Model " ของคนไทยคือ หลังจากรับตำแหน่ง ท่านได้ไปกราบสมเด็จพระสังฆราชและไปพบผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพนับถือ คือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
หนังสือพิมพ์ The Nation เขียนว่า ช่วงที่นายกฯทักษิณชนะการเลือกตั้ง ท่านไป ช็อปปิ้งที่ เอ็มโพเรียมและดื่มกาแฟที่ Starbucks เป็นการเปรียบเทียบวิถีชีวิตของท่านทั้งสองได้ดี
อีกเรื่องหนึ่งภาพของนายกฯ สุรยุทธ์ จะนำไปสู่ภาพของความพอเพียงและเป็นภาพที่สร้างความจริงของสังคมไทย คือจะเจริญทางด้านวัตถุไม่พอ ต้องมี
Heritage รากเหง้า
Head คิดเป็น
Heart มีคุณธรรม
Happiness มีความสุข ความสมดุลในชีวิต
ในช่วง 1 ปีนี้ที่สำคัญคือรูปแบบผู้นำของท่าน จะทำให้นิสัยของคนไทย ที่ฟุ้งเฟ้อ ลดน้อยลง สิ่งไม่ดีต่างๆ เช่นความอยากได้ทุกอย่างเร็วๆ นิยมตะวันตก นิยมวัตถุการไม่เคารพรากเหง้าหรือประวัติศาสตร์ของตัวเอง มองมนุษย์โดยไม่เน้นการเคารพ ( Respect ) และความมีศักดิ์ศรี ( Dignity ) อาจจะดีขึ้นบ้าง โดยเฉพาะหากท่านนายกฯคนใหม่เน้นเรื่องสังคมเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นวิถีชีวิตของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรมและมองสังคมแบบยั่งยืนเป็นหลัก
ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะยุคคุณทักษิณ ไม่ใช่แค่ระบอบทักษิณแต่เป็นวัฒนธรรมการคิดแบบคุณทักษิณที่เน้นเงินและอำนาจ แบบทุนนิยมที่ไร้ขอบเขตไร้จิตวิญญาณเป็นหลัก ซึ่งในที่สุดแล้ว ไม่เหมาะกับสังคมไทยในระยะยาว จึงต้อง back to basics หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารผ่านไป 2 สัปดาห์กว่าสิ่งหนึ่งที่ผมได้เขียนไปแล้วช่วงแรกคือ การสร้างความเข้าใจกับประชาคมโลกเพราะโลกาภิวัตน์ มีหลายเรื่องที่กระทบเรา เช่น
- Information Technology เทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่นๆ เช่น Nanotechnology , Biotechnology
- เรื่องการค้าเสรี , WTO , FTA
- เรื่องการเงินเสรี อัตราแลกเปลี่ยน
- บทบาทของจีน อินเดียและลาตินอเมริกา
- เรื่องอิทธิพลของประชาธิปไตย และ human right
- เรื่อง Global warming , ภัยธรรมชาติ
- เรื่องสงคราม และการก่อการร้าย
- เรื่องน้ำมันหมดโลกและพลังงานทดแทน
- เรื่อง Bird Flu หรือไข้หวัดนก
เรื่องใหญ่คือเรื่องมาตรฐานประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนของตะวันตก
จริงอยู่การศึกษากำหนดมาตรฐานต่างๆ ต้องเน้นทฤษฎี 2 R's ของผมซี่งเน้นว่าจะวิเคราะห์อะไรต้องประกอบด้วย :
Reality ความจริง
Relevance ตรงประเด็น
ประชาธิปไตยภายใต้ระบอบทักษิณเป็นเรื่องไม่ปกติหากปกติคงจะไม่มีการขัดแย้ง ไม่มีคดียุบพรรค ไม่มีคดีฉ้อราษฎร์บังหลวงความแตกแยกในสังคมไทย ขาดคุณธรรม จริยธรรม
ดังนั้นคนไทยจะต้องอธิบายว่า ปฏิวัติเกิดขึ้นเพราะอะไร ความจริงคืออะไร และแสดงให้เห็นว่ามาแก้ไขเพื่อไปประชาธิปไตยที่ดีในอนาคต ไม่ใช่เห็นรถถังก็กลัว คล้ายว่าถอยหลัง 1 ก้าว เพื่อไปข้างหน้า 2 ก้าวอย่างมั่นคงและยั่งยืน
การอธิบายต่อสังคมโลกเป็นสิ่งสำคัญอย่าให้มาตรฐานของตะวันตกเป็นมาตรฐานโลกมากำหนดตัวเราเท่านั้นสหรัฐอเมริกายังไม่เห็นพูดถึงประชาธิปไตยในปากีสถาน บางครั้งอเมริกาก็มี Double Standard ด้วย จึงขอเรียนว่า อย่าตกใจไปกับข่าวทางลบของต่างประเทศมากเกินไปผมคิดว่าอธิบายได้ ผมเป็นคนหนึ่งที่อธิบายให้เพื่อนต่างประเทศทุกวัน
หวังว่าข่าวรัฐประหารจะค่อยๆ จางไป แต่จะขอฝากท่านนายกฯ คนใหม่คือเรื่องปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปให้คนไทยคิดเป็น เป็นสังคมการเรียนรู้ อยากรู้อยากมีทุนทางปัญญา ไม่ใช่เห็นแก่ใบปริญญาเท่านั้น โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือประชากรส่วนมาก รอให้รัฐบาลช่วยเหลือ จะทำอย่างไรให้เขาพึ่งตัวเองได้มากขึ้นเพราะงานของรัฐบาลชั่วคราวที่สำคัญ ต้องปรับอุปนิสัยแบมือขอที่รัฐบาลไทยรักไทยทำอย่างต่อเนื่องมา 6 ปีเต็ม อบต.หรือองค์กรปกครองท้องถิ่นต่างๆจะมองการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชาวชนบทอย่างไร การจะให้อะไรแบบประชานิยมก็ต้องแน่ใจว่าระยะยาวอยู่รอดและเข้มแข็งขึ้น
หนังสือพิมพ์ Herald Tribune เขียนว่าการทำให้ชาวบ้านพอใจนั้น พรรคไทยรักไทยเก่งมาก เขาเน้นการตลาดการคิดนอกกรอบ การมีนวัตกรรมทางนโยบาย การใช้พลังทุกอย่างซึ่งรัฐบาลชุดใหม่จะต้องมีความเข้าใจ และปรับนโยบายระยะยาวต้องพิจารณาประเด็นเหล่านี้ด้วย
ขอจบด้วยการเล่าถึงโครงการต่อเนื่องที่ผมทำอยู่ 2 โครงการคือ
โครงการ Learning Forum ที่ Ho Chi Minh ที่ได้จัดไปเมื่อวันศุกร์ที่ 29 กันยายน ซึ่งได้เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีคุณค่าต่อผู้นำทางภาคเกษตรของเวียดนามมากเขาศึกษาอย่างละเอียด และมีบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนความคิดที่น่าสนใจ ยิ่งกว่านั้นเวียดนามจะขอมาดูงานที่ประเทศไทยด้วย ต้องถือโอกาสขอบคุณท่านกงสุลใหญ่ คุณสมปองสงวนบรรพ์ และเจ้าหน้าที่ของสถานกงสุล คุณปาริฉัตร ลื้อไพบูลย์พันธ์ คุณพิมพ์พิรีไพรามาน การทูตภาคประชาชนต้องมีรัฐบาลมาเป็นแนวร่วมด้วย
กงสุลใหญ่ท่านเป็นคนใฝ่รู้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศมากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานกงสุลมานั่งฟังตลอดได้เห็นวิธีการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม
ผมได้กลับไปที่โรงเรียนบ้านแพง จังหวัดมหาสารคาม เป็นครั้งที่ 3 ในช่วง 3 ปีกลับไปสร้างสังคมการเรียนรู้กับเด็กนักเรียนกว่า 400 คน ผอ.วาสนา เลื่อมเงินเป็นลูกศิษย์ผม และเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่ทำงานนอกกรอบ สนใจการสร้างแนวร่วม Network ลูกศิษย์ก็กระตือรือร้น เช่น กลุ่มมัธยมศึกษา บอกว่า จะให้ผมและมูลนิธิฯช่วยสนับสนุนให้มาดูอุทยานวิทยาศาสตร์ในจังหวัดปทุมธานีการศึกษาในอนาคตไม่สามารถจะใช้แบบการบริหารในกล่อง รอให้รัฐบาลมาช่วยต้องกระโดดออกนอกกล่อง พึ่งตัวเอง และให้นักเรียนเป็นผู้ได้ประโยชน์ไม่ใช่ผู้อำนวยการโรงเรียนวิ่งหาตำแหน่ง เพื่อจะได้ C8 ตลอดเวลา
จีระ หงส์ลดารมภ์[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ/สมาชิกสมาคมรองผู้อำนวยการสถานศึกษาฯ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
เช้านี้ วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ผมหาความรู้ ทาง internet และค้นหาอ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่องว่า ขอต้อนรับ :พลเอกสุรยุทธ์[1]ในบทความนี้ ศ.ดร. จีระเขียนถึงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ และท่านได้เล่าเรื่องสำคัญที่ท่านได้ทำประโยชน์แก่สังคมไว้อย่างน่าสนใจเช่นกันผมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยใช้ข้อความข้างล่างนี้แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียนส่วนสีดำเป็นความเห็นของผมซึ่งมีดังนี้ ครับ
สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 ประเด็นนี้ แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยะภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ในการตัดสินพระทัยโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี งานนี้ ถ้าไม่ใช่คนดี มีคุณธรรม และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย จนเป็นที่ประจักษ์ แก่ราษฎรอย่างท่านองคมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ ก็อาจจะทำให้มีประท้วงครั้งใหญ่และอาจนำไปสู่การปฏิวัติซ้อนได้ เป็นแบบอย่างที่ดีในการตัดสินใจแก้ไขปัญหา เหมือนให้ยาที่ถูกกับโรคที่เกิดขึ้น ในองค์กรถ้ามีปัญหาแล้วคิดให้รอบคอบ มองการณ์ไกล รองรับปัญหาที่คาดว่าน่าจะเกิด แล้วตัดสินใจบนหลักการและเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ เป็นใหญ่ การตัดสินใจแก้ไขปัญหานั้นก็จะบรรลุวัตถุประสงค์ ผมชื่นชม และขอสรรเสริญคณะองคมนตรีด้วยความเคารพและนับถืออย่างสูง ที่พวกท่านคอยถวายการดูแล ช่วยเหลือภารกิจ ต่าง ๆ ของพระองค์ท่าน เป็นอย่างดี เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานเป็นทีม ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ท่านเป็นคนสมถะประหยัดและดำรงชีวิตแบบพอเพียงมาตลอดอุปนิสัยจะช่วยให้บทบาทของท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นตัวอย่างที่ดี " Role Model " ของคนไทยคือ หลังจากรับตำแหน่ง ท่านได้ไปกราบสมเด็จพระสังฆราชและไปพบผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพนับถือ คือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
อีกเรื่องหนึ่งภาพของนายกฯ สุรยุทธ์ จะนำไปสู่ภาพของความพอเพียงและเป็นภาพที่สร้างความจริงของสังคมไทย คือจะเจริญทางด้านวัตถุไม่พอ ต้องมี
Heritage รากเหง้า
Head คิดเป็น
Heart มีคุณธรรม
Happiness มีความสุข ความสมดุลในชีวิตสิ่งที่ ศ.ดร.จีระ กล่าวในประเด็นนี้ ผมคิดว่า เป็นรูปแบบของการดำเนินชีวิตที่ยั่งยืน การดำเนินชีวิต จะเจริญแต่วัตถุนิยมอย่างเดียวนั้นไม่ยั่งยืน ต้องเจริญด้วย ศีล สมาธิ สติปัญญา เจริญด้วยทุนที่เกี่ยวกับมนุษย์ ตามทฤษฎี 8K’s ของ ศ.ดร.จีระ เป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศ ควรต้องมียุทธ์ศาสตร์ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ให้เจริญตามแนวคิดที่ ศ.ดร.จีระ กล่าวถึงไว้อยู่เสมอ ผมยังอยากให้ ศ.ดร.จีระ เข้าไปช่วยรัฐบาลชุดนี้ ในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงานฯ หรือเป็นที่ปรึกษาขอรัฐบาลชุดนี้ เพื่อกู้วิกฤตทางด้านทรัพยากรมนุษย์ ของชาติซึ่งยากที่จะหาคนที่มีสายตาแหลมคม มองเห็นปัญหาเรื่องทรัพยากมนุษย์ได้ลึก กว้างและไกลได้เช่นนี้
สิ่งหนึ่งที่ผมได้เขียนไปแล้วช่วงแรกคือ การสร้างความเข้าใจกับประชาคมโลกเพราะโลกาภิวัตน์ มีหลายเรื่องที่กระทบเรา เช่น
- Information Technology เทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่นๆ เช่น Nanotechnology , Biotechnology
- เรื่องการค้าเสรี , WTO , FTA
- เรื่องการเงินเสรี อัตราแลกเปลี่ยน
- บทบาทของจีน อินเดียและลาตินอเมริกา
- เรื่องอิทธิพลของประชาธิปไตย และ human right
- เรื่อง Global warming , ภัยธรรมชาติ
- เรื่องสงคราม และการก่อการร้าย
- เรื่องน้ำมันหมดโลกและพลังงานทดแทน
- เรื่อง Bird Flu หรือไข้หวัดนก
เรื่องใหญ่คือเรื่องมาตรฐานประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนของตะวันตก
จุดเด่นของพรรคไทยรักไทย คือทำให้ชาวบ้านพอใจโดยใช้ระบอบประชานิยม ในการบริหารนโยบายสาธารณะ มีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี ดีคือสามารถสนองความต้องการของลูกค้า(ประชาชนได้) รัฐฯควรมองประชาชนเป็นลูกค้า และสนองความต้องการของลูกค้าได้ One stop service ในหน่วยงานราชการหลายแห่ง เกิดขึ้นในยุครัฐบาลของท่านทักษิณ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี รัฐบาลอิเล็คโทรนิค ก็เช่นกัน
อย่างไรก็ตามจุดอ่อนคือขาดการวิเคราะห์ผลกระทบระยะยาวในนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายการบริหารกิจการบ้านเมือง ยังขาดหลักการแห่งความยั่งยืน รัฐบาลยุคท่านทักษิณ เป็นครูที่ดี แก่ผู้นำและสัจจะธรรมชีวิต ทุกอย่างในโลกล้วนมีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีอะไรแน่นอนในโลกนี้ เมื่อมีมา ย่อม มีไป เมื่อมีเกิด ย่อมมีแก่ มีเจ็บและตาย
ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน
ยม
นักศึกษา ปริญญาเอก
รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต