โครงการธรรมศึกษาวิจัย

พระพุทธวจนะแสดงการพัฒนาคุณธรรมมนุษย์

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

  การศึกษา พระพุทธวจนะแสดงการพัฒนาคุณธรรมมนุษย์

ช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อทำให้พระพุทธวจนะแสดงการพัฒนาคุณธรรมมนุษย์เป็นที่เข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บทที่  ๑

พระพุทธวจนะแสดงการพัฒนาคุณธรรมมนุษย์

 

  ความหมายและกระบวนการพัฒนาตามแนวพุทธ

  คำว่า  “พัฒนา”  หมายถึง  ความเจริญ,  ทำให้เจริญ[1]

  คำว่า  “วัฒนา”  หมายถึง  ความเจริญ,  ความงอกงาม[2]

  เมื่อพิจารณาคำว่า  “พัฒนา”  หรือ  “วัฒนา”  ตามแนวคิดทางพุทธศาสตร์ พบว่า  หมายถึง  การเจริญ  การเติบโต  เช่นต้นไม้งอก  เป็นการเติบโตที่ไม่มีการควบคุม  อาจยั่งยืน  หรือไม่ยั่งยืนก็ได้  เดิมนั้นพระพุทธศาสนาไม่ได้ใช้คำว่า  พัฒนาในยุคปัจจุบันใช้กันมาก  มีคำหนึ่งคือ  คำว่า  “ภาวนา”  ถ้าแปลกันในภาษาไทยง่าย ๆ  ว่าเจริญ  เป็นความเจริญที่ยั่งยืน[3]  ดังนั้นคำว่า  “พัฒนา”  ในภาษาไทยปัจจุบันมีความหมายตรงกับคำภาษาบาลีว่า  “ภาวนา”  การพัฒนาตนของบุคคลตามแนวพุทธต้องตั้งอยู่บนหลักภาวนา  ๔  คือ  กายภาวนา  ศีลภาวนา  จิตภาวนา  และปัญญาภาวนา  ถ้าเป็นคุณสมบัติของท่านผู้พัฒนาตนแล้ว  เป็นรูปคุณนาม  เป็นคุณสมบัติของบุคคลท่านใช้ว่า  ภาวิตกาโย  ภาวิตสีโล  ภาวิตจิตโต  และภาวิตปัญโญ[4]

  การพัฒนา  หมายถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ  ภายในชีวิตของตนเองจากสภาพหนึ่ง  ไปสู่อีกสภาพหนึ่งที่ดีกว่า

  ในทางพระพุทธศาสนานั้น  คำว่าพัฒนา  ถ้าว่าตามแนวของพุทธศาสตร์แล้วคำว่าพัฒนาน่าจะแยกได้เป็น  ๒  ส่วน  ส่วนหนึ่งก็คือพัฒนาคน  การพัฒนาคนนี้ตามศัพท์ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า  ภาวนา  ภาวนาหมายถึง  การพัฒนามนุษย์  การพัฒนาคนนั้นไม่ว่าจะเป็นทางด้านกายหรือจิตใจก็ตาม  อีกส่วนหนึ่งคือ  การพัฒนาสิ่งแวดล้อมภายนอก  เช่น  เทคโนโลยี  การศึกษา  การสื่อสาร  พัฒนาสังคม  พัฒนาบ้านเมือง  พัฒนากิจการต่าง ๆ  เป็นต้น

.  แนวทางการพัฒนามนุษย์ตามหลักภาวนา  ๔  ในพระพุทธศาสนา

  ในการพัฒนาชีวิตเพื่อความสงบสุขในปัจจุบันหรืออนาคตก็ตาม  เราจะต้องพัฒนาคนให้มีคุณภาพ  ชีวิตจะมีคุณภาพได้ก็ต้องมีคุณธรรม  ดังนั้นคุณธรรมย่อมจะมีขึ้นได้ก็ด้วยการฝึกฝนอบรมนี้  เรียกว่า  หลักภาวนา  ๔  นั้นได้แก่  กายภาวนา  ศีลภาวนา  จิตภาวนา  และปัญญาภาวนา[5]

  .  กายภาวนา  คือ  การทำกายให้เจริญ  มีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ  หมายถึง  การพัฒนากายให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง  ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ  และยังรวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอกอย่างถูกต้องดีงาม  ในทางที่เป็นคุณประโยชน์  ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  เพราะไม่เพียงหมายถึงสิ่งแวดล้อมทางสังคม  แต่ยังหมายถึงสิ่งอื่น ๆ  ที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์  เช่น  รู้จักการบริโภคปัจจัย  ๔  อันได้แก่  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  การใช้การบริโภคยา  และรู้จักใช้อินทรีย์  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย[6]  ในการเสพหรือใช้สอยวัสดุอุปกรณ์ในทางที่เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิต  การมีความสัมพันธ์กับปัจจัย  ๔  อย่างถูกต้องนั้นหมายถึงการจัดสรรให้มีปัจจัย  ๔  เพียงพอที่จะเลี้ยงชีวิตให้ดำรงอยู่ได้อย่างดี  และใช้ปัจจัย  ๔  นั้นตามคุณค่าแท้  เช่น  รับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย  เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง  ไม่ใช่รับประทานอาหารตามคุณค่าเทียม  คือรับประทานอาหารเพื่อความเอร็ดอร่อยโดยไม่คำนึงถึงโทษที่จะตามมา  นอกจากปัจจัย  ๔  แล้ว  ในการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ  ก็ต้องพิจารณาถึงความถูกต้องเหมาะสม  ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น  รวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์กับธรรมชาติให้เป็นไปในทางเกื้อกูลกันมากกว่าจะเป็นการทำลาย  เพื่อประโยชน์ของมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว  เพราะในที่สุดโทษที่เกิดจากการทำลายสิ่งต่าง ๆ  ย่อมจะย้อนกลับมาทำความเสียหายให้แก่มนุษย์เองด้วย  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของการพัฒนากาย  และคนที่พัฒนาตนแล้ว  เรียกว่า  ภาวิตกาย

  ในพระพุทธศาสนากล่าวถึงหลักธรรมตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ[7]  ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตเอาไว้  ทั้งนี้ก็เพื่อให้มนุษย์เราบริโภคปัจจัยพื้นฐานนั้นอย่างถูกต้อง  ถูกจุดประสงค์  เรียบง่าย  และคุ้มค่าอย่างที่สุด  ปัจจัย  ๔  ได้แก่เครื่องยังชีพทางร่างกายในการดำรงชีวิตซึ่งมีดังนี้

  ๑.  อาหาร  โดยมีจุดมุ่งหมายในการบริโภคอาหารก็คือ

-  เพื่อให้กายดำรงอยู่ได้

-  เพื่อกำจัดความหิวอาหาร

-  เพื่อจะอนุเคราะห์การปฏิบัติธรรม

๒.  เครื่องนุ่งห่ม

-  เพื่อบรรเทาความหนาว

-  เพื่อบรรเทาความร้อน

-  เพื่อป้องกันพวกแมลงสัตว์ร้ายมารบกวน  เช่น  ยุง เป็นต้น

-  เพื่อปกปิดอวัยวะที่ทำให้เกิดความละอาย

๓.  ที่อยู่อาศัย

-  เพื่อบรรเทาความหนาว

-  เพื่อบรรเทาความร้อน

-  เพื่อป้องกันสัตว์ร้าย  รวมทั้งคนร้ายด้วย

-  เพื่อป้องกันอันตรายจากฤดูกาลต่าง ๆ  เช่น  พายุ  ฝน  เป็นต้น

๔.  ยารักษาโรค

-  เพื่อบรรเทาเวทนา  เป็นการระงับโรคต่าง ๆ  ให้บรรเทาเบาบางลง  หรือให้โรคหายไปในที่สุด

-  เพื่อความเป็นผู้ไม่มีอาพาธหรือโรคต่าง ๆ 

เพราะฉะนั้น  การบริโภคปัจจัย  ๔  นี้จะต้องไม่ใช่เพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

-  เพื่อเล่น

-  เพื่อมัวเมา

-  เพื่อประดับ

-  เพื่อตบแต่งประเทืองผิว

นอกจากนี้ในพระพุทธศาสนายังได้กล่าวถึงหลักจรณะหรือข้อปฏิบัติของผู้ฝึกอบรม

ตนเพื่อบรรลุวิชชาหรือปัญญา  ผู้ที่ต้องพัฒนาตนในที่นี้หมายถึง  ปุถุชน  โสดาบัน  สกทาคามี  และอนาคามีบุคคล  อาจกล่าวได้ว่า  กิจกรรมทางการพัฒนากาย  คือ  การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  การสำรวมอินทรีย์  การรู้จักประมาณในการบริโภค  เป็นต้น  ดังพุทธพจน์ว่า

  แม้ข้อที่อริยสาวกเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลนี้  ก็เป็นจรณะของเธออีกประการหนึ่ง  แม้ข้อที่อริยสาวกเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายนี้  ก็เป็นจรณะของเธอประการหนึ่ง  แม้ข้อที่อริยสาวกเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ  ก็เป็นจรณะของเธอประการหนึ่ง  แม้ข้อที่อริยสาวกเป็นผู้ประกอบความเพียรเครื่องตึ่นนี้  ก็เป็นจรณะของเธอประการหนึ่ง  แม้ข้อที่อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วย  สัปปุริสธรรม  ๗  ประการนี้  ก็เป็นจรณะของเธอประการหนึ่ง  แม้ข้อที่อริยสาวกเป็นผู้ได้ฌานทั้ง  ๔  อันเป็นธรรมอาศัยซึ่งจิตอันยิ่ง  เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมตามความปรารถนา  เป็นผู้ได้โดยไม่ยาก  ไม่ลำบากนี้  ก็เป็นจรณะของเธอประการหนึ่ง[8]

  จรณะหรือข้อปฏิบัติของผู้ฝึกอบรม  ๖  ประการนี้  ปรากฏในหลายที่ต่างกรรมต่างวาระ  เช่น  เสขปฏิปทา  ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาและการปฏิบัติ (ฝึกฝนอบรม)  เป็นต้น  โดยทั่วไปกิจกรรมนี้เรียงตามลำดับด้วย  คือเริ่มจาก  ๑)  ความถึงพร้อมด้วยศีล  ๒)  คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย  ๓)  ประมาณในการบริโภค  ๔)  ประกอบความเพียรเครื่องตื่น  ๕)  ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม  ๖)  ปฏิบัติเพื่อบรรลุฌาน  ๔  ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากาย  ดังนี้ 

.  อินทรีย์สังวร  หรือคุ้มครองทวารอินทรีย์  หมายถึง  การสำรวมอินทรีย์  คือ  ระวัง

ไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำจิตใจเมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์  ๖  ในชั้นนี้เป็นการควบคุมการรับรู้เมื่อติดต่อเกี่ยวข้องกับโลกทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  และใจ  เป็นการควบคุมตามกฏเกณฑ์หรือมาตราฐานภายนอก  การควบคุมที่ว่านี้โดยสาระแล้วเป็นการระมัดระวังในขณะที่ตาเห็นรูป  หูได้ยินเสียง  จมูกได้กลิ่น  ลิ้นได้ลิ้มรส  กายได้สัมผัส  และจิตใจคิดสิ่งต่าง ๆ  อย่างใดอย่างหนึ่งหรือพร้อมกันหลาย ๆ  อย่างก็ได้  โดยระมัดระวังไม่ให้หมายรู้หรือยึดถือเป็นสาระไม่ว่าโดยการตีความเอาจากลักษณะทั่วไปหรือลักษณะเฉพาะ  เพราะถ้าไม่ระมัดระวังแล้วถ้าหมายรู้เอาว่าเป็นตัวตน  ก็จะเผลอใจไปตามความชอบความชังก็จะทำให้ความดีใจ  เสียใจครอบงำจิตใจเอาได้  ที่ต้องระมัดระวังก็เพราะว่าผู้ฝึกฝนยังไม่รู้แจ้งวิชชา การระมัดระวังนี้อาจทำได้โดยตั้งสติกำหนดรู้อารมณ์  แล้วนำหลักการที่ช่วยไม่ให้เผลอตัวดังกล่าว  หลักการสำคัญในกิจกรรมนี้คือ  ไม่ถือนิมิต  ไม่ถืออนุพยัญชนะ[9]

  ๑.  ประมาณในการบริโภค  คือ  รู้จักพิจารณาในการรับประทานอาหารว่า  เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายเพื่อใช้ทำกิจกรรมให้เกิดความผาสุก  มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา[10]  เช่นคะเนในการบริโภคอาหารให้พอเหมาะพอควรแก่ฐานะของผู้ฝึกฝน  แล้วผู้บริโภคเพื่อให้ได้ประโยชน์ที่เป็นคุณค่าแ้ไม่ใช่ประโยชน์จากค่านิยมหรือคุณค่าเทียม  การประมาณในการบริโภคเช่นนี้  ทำให้การยึดติดในการบริโภคลดลง จิตใจก็สงบขึ้นในการแสวงหาสิ่งบริโภคการพัฒนาก็จะเป็นไปด้วยดี  อีกทั้งยังป้องกันไม่ให้ความไม่สบายกายต่าง ๆ  เช่น  ความหิวที่เกิดขึ้น  ผู้ฝึกฝนก็จะมีวิถีชีวิตแห่งการพัฒนาตนได้อย่างสมบูรณ์

.  ศีลภาวนา  พัฒนาศีล  เจริญศีล  คือมีพฤติกรรมทางสังคมที่พัฒนาแล้ว ไม่เบียดเบียนก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น  แก่สังคม  และประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อสังคม  มีระเบียบวินัย  ประกอบอาชีพสุจริต  เป็นการฝึกตนให้อยู่ในสังคมด้วยดีและเป็นประโยชน์[11]  ระดับต้นคือ  ความมีระเบียบวินัยในการเป็นอยู่  ในการดำเนินชีวิต  โดยไม่ให้มีการเบียดเบียนกัน  ศีล  ๕  ซึ่งเป็นศีลขั้นพื้นฐาน  จะเห็นได้ว่ามุ่งที่การไม่เบียดเบียนกันกล่าวคือ  ไม่เบียดเบียนต่อกันในทางชีวิตร่างกาย  ในทางทรัพย์สิน  ในทางคู่ครอง  ในทางใช้วาจา  ตลอดจนไม่เบียดเบียนสติสัมปชัญญะของตนเอง  เมื่อไม่เบียดเบียนกันแล้วก็ขยายออกไปถึงความสุจริต

  การอบรมกายวาจาให้อยู่ในศีล  ก็คือความประพฤติที่ดีงาม  มีมารยาทงดงาม  และน่าเคารพนับถือ  เป็นที่ไว้วางใจโดยมีคุณธรรมเป็นเครื่องอยู่  ซึ่งได้แก่เบญจศีล  เป็นคุณธรรมพื้นฐานสำหรับมนุษย์  ซึ่งอาจเรียกคุณธรรมนี้ว่า  มนุษยธรรม  อีกทั้งยังทำให้สังคมมนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขด้วย  ได้แก่

  ๑.  งดเว้นจากการฆ่าสัตว์  แต่ควรมีเมตตา  กรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง

  ๒.  งดเว้นจากการลักทรัพย์  หรือแสวงหาทรัพย์ในทางมิชอบ  แต่ควรประกอบสัมมาอาชีพที่สุจริตถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

  ๓. งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม  แต่ควรมีความสันโดษพอใจเฉพาะในคู่ครองของตน

  ๔.  งดเว้นจาการพูดเท็จ  แต่ควรพูดแต่ความจริง

  ๕.  งดเว้นจากการเสพของมึนเมาอันเป็นเหตุให้ขาดสติ-สัมปชัญญะ  ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท  แต่ควรเจริญสติ-สัมปชัญญะ  ให้บริบูรณ์[12]

.  ความสัมพันธ์ของมรรคมีองค์  ๘ กับศีลภาวนา

ระบบการฝึกฝนอบรมตามหลักภาวนา  เป็นการพัฒนาจากภายนอกเข้าไปภายใน  เมื่อเริ่มแรกการฝึกฝนต้องอาศัยความเห็นชอบ  หรือความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง  เรียกว่า  สัมมาทิฏฐิ  ในระหว่างฝึกฝนพัฒนาส่วนหยาบภายนอกในขั้นศีล  ช่วยเป็นรากฐานให้แก่การฝึกฝนพัฒนาในส่วนละเอียดภายในคือ  ขั้นจิตและขั้นปัญญา  ผลส่งกลับออกมาช่วยให้การดำเนินชีวิตด้านนอก  ทำให้มีความเป็นปกติธรรมดาของมนุษย์คือ  การรักษากาย  วาจา  และอาชีวะ  ไม่ว่าชีวิตของมนุษย์จะกำลังพัฒนาอยู่ในขั้นตอนใดของภาวนา  การทำหน้าที่ขององค์มรรคหรือการปฏิบัติตามมรรคมีองค์  ๘  ก็มีการดำเนินไปตลอดเวลา

  มรรค  คืออริยสัจจ์ข้อสุดท้ายเป็นหลักความประพฤติปฏิบัติ  หรือเป็นระบบจริยธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา  เป็นคำสอนภาคปฏิบัติที่จะช่วยให้ชีวิตมนุษย์ดำเนินไปสู่จุดหมายสูงสุดคือความพ้นจากทุกข์  อริยมรรคนี้มีองค์ประกอบที่เป็นเนื้อหาหรือรายละเอียดของการปฏิบัติ  ๘  ประการตามที่แสดงไว้ในพระบาลีดังนี้  คือ

  ภิกษุทั้งหลาย  ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ  คืออริมรรคมีองค์  ๘  คือ  สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นชอบ)  สัมมาสังกัปปะ(ความดำริชอบ)  สัมมาวาจา(การพูดชอบ)  สัมมากัมมันตะ(การกระทำชอบ)  สัมมาอาชีวะ(การเลี้ยงชีพชอบ)  สัมมาวายามะ(ความพยายามชอบ)  สัมมาสติ(ความระลึกชอบ)  สัมมาสมาธิ(ความมีจิตตั้งมั่นชอบ)[13]

 

..  หลักศีลภาวนา  ในอริยมรรค

  ศีลภาวนาในมรรคมีองค์  ๘  จัดเป็นการฝึกฝนอบรมควบคุมกายและวาจา  เพื่อสร้างความมีระเบียบวินัยให้กับตัวเอง  อันจะเป็นกรอบให้มนุษย์กระทำสิ่งที่ดีงาม  เพื่อขจัดกิเลสอย่างหยาบ  ซึ่งปรากฏความสัมพันธ์กับหลักอริยมรรค  ดังนี้

 

  สัมมาวาจา 

สัมมาวาจา  หมายถึงวาจาชอบ  วาจาหมายถึงคำพูดหรือการพูด  คือการไม่กล่าววาจาประกอบด้วยคำเท็จ  ไม่กล่าววาจาส่อเสียดทำให้แตกสามัคคี  ไม่กล่าววาจามุ่งการชนะอันทำให้เกิดการแข่งดี  แต่กล่าววาจาที่อาศัยปัญญา  และเหมาะสมตามกาลสมัย[14]ให้พูดคำที่อ่อนหวาน  ประสานสามัคคี  เกิดผลดีมีประโยชน์ต่อผู้อื่น  พูดด้วยเมตตาจิต  เป็นการพัฒนาตนด้านคำพูด  สัมมาวาจาในพระบาลีมีความหมายดังนี้

  ภิกษุทั้งหลาย สัมมาวาจาเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ  เจตนางดเว้นจากการพูดส่อเสียด  เจตนางดเว้นจากการพูดคำหยาบ  เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ  นี้เรียกว่าสัมมาวาจา[15]

  ในอภัยราชกุมารสูตร  ได้แสดงวาจาที่ควรพูดและไม่ควรพูดโดยมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการพูด  ๕  ประการจัดเป็นวาจาที่ควรพูด  ๒  ประการและไม่ควรพูด  ๓  ประการดังนี้

  ๑.  วาจาใด  ไม่จริงไม่แท้  ประกอบด้วยประโยชน์  และไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจของคนอื่น  วาจานั้นไม่ควรพูด

  ๒.  วาจาใด  จริงแท้  ไม่ประกอบด้วยประโยชน์  และไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจของคนอื่นวาจานั้นไม่ควรพูด

  ๓.  วาจาใด  จริงแท้  ประกอบด้วยประโยชน์  และไม่เป็นที่รักเป็นที่พอใจของคนอื่น  วาจานั้นต้องรู้กาลเวลาเสียก่อนแล้วจึงกล่าววาจานั้น

  ๔.  วาจาใด  ไม่จริงไม่แท้  ไม่ประกอบด้วยประโยชน์  และไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจของคนอื่น  วาจานั้นไม่ควรพูด

  ๕.  วาจาใด  จริงแท้  ประกอบด้วยประโยชน์  และเป็นที่รักเป็นที่พอใจของคนอื่น  วาจานั้นต้องรู้กาลเวลาเสียก่อนแล้วจึงกล่าว[16]

  สัมมาวาจาตามนัยพระสูตรนี้  มีองค์ประกอบ  ๔  ประการคือ  จริงหรือแท้  มีประโยชน์  เป็นที่รักเป็นที่พอใจของคนอื่น  เหมาะกับกาลเวลา  ในองค์ประกอบของสัมมาวาจาทั้งหมดนี้  ข้อมีประโยชน์มีความสำคัญมากที่สุด ส่วนประกอบอื่นมีความสำคัญรองลงไป  ถึงอย่างไรก็ตาม  วาจาแม้จะเป็นคำจริง  มีประโยชน์  เป็นที่พอใจของคนอื่นแล้วก็ตาม  แต่ต้องคำนึงถึงกาลเวลาด้วยซึ่งนับได้ว่าเป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้การพูดนั้นเกิดผลหรือประโยชน์ได้อย่างเต็มเปลี่ยมสมบุรณ์

  สัมมาวาจา  คือการเจรจาชอบ  โดยการเว้นวจีทุจริต  ๔  แต่ให้พูดด้วยปัญญารู้ว่าเจรจาอย่างไรเป็นโทษ  เจรจาอย่างไรเป็นคุณ  แล้วงดเว้นคำพูดที่เป็นโทษ  มาพูดคำที่เป็นคุณ

  องค์ประกอบของวจีทุจริต  ๔  คือ

  ๑.  คำเท็จ  คือการกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง  ทั้ง ๆ  ที่รู้ความจริงนั้นอยู่  คือพูดไม่ตรงตามที่ตนได้เห็น  ได้ยิน  ได้ทราบ  ได้รู้มา  มุสาวาทมีองค์ประกอบ  ๔  อย่างคือ

  ๑.  เรื่องไม่จริง

  ๒.  ตนรู้อยู่ว่า  เป็นเรื่องไม่จริง  และคิดจะกล่าวให้คลาดเคลื่อน

  ๓.  มีความพยายามในการกล่าวให้คลาดเคลื่อน

  ๔.  ผู้ฟังรู้เรื่องและเข้าใจตามที่บุคคลผู้นั้นพูด

๒.  คำส่อเสียด  คือคำพูดยุยง  โดยการนำความข้างนี้ไปบอกข้างโน้น  นำเอาความข้างโน้นไปบอกข้างนี้  เพื่อให้เขาแตกกัน  หรือด้วยความหวังว่าตนจักเป็นที่รักของผู้นั้นด้วยอาการอย่างนี้  คำส่อเสียดประกอบด้วยองค์  ๔  คือ

  ๑.  คนอื่นที่พึ่งทำให้แตกกันได้

  ๒.  มีเจตนาที่ทำให้เขาแตกกัน

  ๓.  ความพยายามอันเนื่องมาจากเจตนานั้น

  ๔.  ผู้อื่นรู้ความนั้น

๓.  คำหยาบ  มีหลายลักษณะดังนี้ 

  ๑.  คำด่า  คือกดให้เขาต่ำกว่าที่เป็นจริง

  ๒.  คำประชด  คือ  ยกให้เขาสูงกว่าที่เป็นจริง

    คำกระแทกแดกดัน  คือเสียดสี 

  ๔.  คำกระทบ  คือพูดถึงสิ่งหนึ่งเพื่อกระทบบุคคลหนึ่ง

๔.  คำเพ้อเจ้อ  คือ  คำพูดไร้สาระ  พูดเล่น  สรวลเส  เฮฮา  เหลวไหล  มีองค์ประกอบ  ๒  ประการคือ

  ๑.  ความต้องการพูดเรื่องที่หาประโยชน์มิได้

  ๒.  การได้พูดเรื่องอย่างนั้นออกมา[17]

ตามพระสูตรนี้  สัมมาวาจา  ก็คือ  การพูดหรือการแสดงออกทางวาจาที่สุจริต  ไม่ทำร้ายผู้อื่น  ตรงตามความเป็นจริง  ไม่โกหกหลอกลวง  ไม่ส่อเสียด  ไม่ให้ร้ายป้ายสีไม่หยาบคาย  ไม่เหลวไหล  ไม่เพ้อเจ้อเลื่อนลอย  แต่มีสภาพนิ่มนวลชวนให้เกิดไมตรีสามัคคีกัน  เป็นถ้อยคำที่มีเหตุผล  เป็นไปในทางสร้างสรรค์ก่อประโยชน์นี้เรียกว่าสัมมาวาจา(วาจาชอบ)

  สัมมากัมมันตะ

  สัมมากัมมันตะ  หมายถึง  การงานชอบหรือการกระทำชอบ 

  ภิกษุทั้งหลาย  สัมมากัมมันตะเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  การละเว้นจากปาณาติบาต การละเว้นจากอทินนาทาน  การละเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร  นี้เรียกว่าสัมมากัมมันตะ[18] 

  สัมมากัมมันตะหรือการงานชอบ  นั้นอาจแบ่งเป็น  ๒  ระดับ  คือ

  ๑.  โลกิยสัมมากัมมันตะ  การงานชอบระดับโลกีย  หมายถึงการละเว้นจากปาณาติบาต  เว้นการทำลายชีวิต  รวมถึงการกระทำที่ช่วยเหลือเกื้อกูล  ละเว้นจากอทินนาทาน  เว้นการถือเอาของที่เจ้าของเขามิได้ให้  เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร  เว้นความประพฤติผิดในกาม  ซึ่งยังจัดเป็นฝ่ายบุญ  ยังอำนวยกิริยาวิบากขันธ์อยู่

  ๒.  โลกุตตรสัมมากัมมันตะ  การงานชอบในระดับที่เป็นโลกุตตระ  หมายถึงการงดเว้นกายทุจริต  ๓  ดังที่กล่าวแล้วลงได้อย่างเด็ดขาดของพระอริยะ  ซึ่งมีจิตหลุดพ้นจากกิเลสาสวะได้แล้ว[19]

  องค์แห่งปาณาติบาตมี  ๕  องค์คือ  สัตว์มีชีวิต  รู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต  จิตคิดจะฆ่า  มีความพยายาม  และสัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น[20]  ส่วนโทษของปาณาติบาตจะมีโทษมากหรือน้อนนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่อไปนี้คือ  ความใหญ่หรือเล็กของสัตว์ที่ถูกฆ่า  ความมีคุณมากหรือน้อย  ความพยายามในการฆ่า  บุคคลที่ทำปาณาติบาตเนือง ๆ  กระทำเป็นอาจิณ  ยังต้องประสบกับโทษอีกหลายอย่างเช่น

๑.  ทำตนให้เป็นที่หวาดหวั่นของคนอื่น  สัตว์อื่น  ไม่เป็นที่เย็นใจแก่ผู้เข้าใกล้

  ๒.  สั่งสมอกุศลธรรม  หมักหมมด้วยอาสวะ[21]

  องค์แห่งอทินนาทานมี  ๕  องค์คือ  ของผู้อื่นหวงแหน  รู้ว่าเขาหวงแหน  จิตคิดจะลัก  มีความพยายาม  และลักของมาด้วยความพยายามนั้น[22]  วัตถุประสงค์ของการเว้นจากอทินนาทานก็เพื่อให้มีความซื่อสัตย์  ประกอบอาชีพสุจริต  เคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น  เกิดความมั่นใจในกรรมสิทธิ์ของตนให้เกียรติแก่ตนเอง  และเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

  องค์แห่งกาเมสุมิจฉาจารมี  ๔  คือ  สตรีหรือบุรุษที่ไม่ควรละเมิด  จิตคิดจะเสพ  มีความพยายามในการเสพ  และยังอวัยวะสืบพันธ์ให้ถึงกัน[23]สำหรับบุคคลไม่ควรละเมิดนั้นได้แก่  สตรีที่มารดารักษา  บิดารักษา  ท่านทั้งสองรักษา  พี่สาวน้องสาวดูแล  ญาติรักษา  ตระกูลรักษา  ธรรมเนียมรักษา  เช่น  ชี  นักบวชสตรีประเภทต่าง ๆ[24]โทษของกาเมสุมิจฉาจารจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบและจะส่งผลให้แก่ผู้ประพฤติ  ดังนี้  นำผู้ประพฤติไปสู่อบายภูมิ  ถูกบัณฑิตติเตียน  สังคมไม่ไว้วางใจ  นำมาซึ่งการประทุษร้ายชีวิตผู้อื่น 

  จึงอาจสรุปได้ว่าสัมมากัมมันตะ  หมายถึงการกระทำที่ดีงาม  สุจริตเป็นไปในทางสร้างสรรค์  ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ไม่เบียดเบียนไม่ทำร้ายกัน  สร้างความสัมพันธ์ที่ดีงามทำให้อยู่ร่วมกันด้วยดี  ทำให้สังคมสงบสุขคือ  การกระทำหรือทำการต่าง ๆ  ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่เป็นไปเพื่อการทำลายชีวิต  ร่างกาย  ทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น  การไม่ล่วงละเมิดสิทธิ์ในคู่ครองหรือของรักหวงแหนของผู้อื่น  เป็นต้น

 



[1]ราชบัณฑิตยสถาน,  พจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ๑๕๒๕,  (กรุงเทพฯ  :  สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์,  ๒๕๓๑.), หน้า  ๕๘๘.

[2]เรื่องเดียวกัน, หน้า  ๗๔๖.

[3]พระธรรมปิฎก(ป.อ.  ปยุตฺโต),  พุทธธรรมกับการพัฒนาชีวิต,  (กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์ธรรมสภา  ๒๕๔๐),  หน้า  ๓.

[4]องฺ.ปญฺจก.๒๒/๗๙/๑๐๔–๑๐๖,ขุ.จู.๓๐/๑๔๘/๕๒–๕๓.

[5]ที.ปา.  ๑๑/๒๒๘/๒๐๐,  องฺ.ปญฺจก.  ๒๒/๗๙/๑๐๔.

[6]พระธรรมปิฎก  (ประยุทธ์  ปยุตฺโต),  พุทธธรรมกับการพัฒนาชีวิต,  (กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์ธรรมสภา,  ๒๕๔๐),  หน้า  ๙.

[7]สมเด็จพระสังฆราช  (ปุสฺสเทว),  หนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง,  (กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ,  ๒๔๗๒),  หน้า  ๑๑๔–๑๑๕.

[8]ม.ม.  ๑๓/๓๓/๒๘.

[9]ม.ม.  ๑๓/๒๘/๒๓.

[10]ม.ม.  ๑๓/๒๙/๒๔.

[11] พระธรรมปิฎก  (ประยุทธ์  ปยุตฺโต),  พุทธธรรมกับการพัฒนาชีวิต,  อ้างแล้ว,  หน้า  ๑๐.

[12]สํ.สฬา.  ๑๘/๔๘๓/๒๘๐.

[13]วิ.มหา.  ๔/๑๓/๑๖.

[14]ที.ปา.๑๑/๘๓/๙๖,  ๘๔/๙๖.

[15]ที.มหา.๑๐/๒๙๙/๒๗๔–๒๗๖,ม.อุ.๑๔/๗๐๔/๓๘๔–๓๘๖,อภิ.วิ.๓๕/๑๖๕/๑๒๒ ,๑๗๘/๑๒๔.

[16]ม.ม.๑๓/๙๔/๗๒ -๗๓.

[17]ที.ส.๙/๔/๔,  องฺ.ทสก.๒๔/๑๖๕/๒๗๑–๒๗๓,ม.มู.๑๒/๔๕๕/๓๔๔,ม.ม.๑๓/๑๒/๙.

[18]ที.มหา.  ๑๐/๒๙๙/๒๗๕. 

[19]ม.อุ.  ๑๔/๒๗๑–๒๗๓/๑๖๒.

[20]อิติ.อ.  ๒๙๙–๓๐๔.

[21]วศิน  อินทสระ,  หนังสือประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา,  พิมพ์ครั้งที่  ๔,  (กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์มหา มุฏราชวิทยาลัย,  ๒๕๓๔),  หน้า  ๑๖๑–๑๖๒.

[22]อิติ.อ.  ๒๙๙–๓๐๔.

[23]เรื่องเดียวกัน.

[24]พระราชธรรมนิเทศ  (ระแบบ  ฐิตญาโณ),  หนังสือโลกและชีวิต,  (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ศิวการพิมพ์  ๒๕๔๑),  หน้า  ๑๑๕.