สรุปพระพุทธศาสนาได้แสดงประโยชน์ของสมาธิลงในประเด็นที่สำคัญไว้ ๔ ประการคือ
๑. สมาธิที่เจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
๒. สมาธิที่เจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ญาณทัสสนะ
๓. สมาธิที่เจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ
๔. สมาธิที่เจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย[1]
การปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาเรียกว่า การเจริญสมาธิ ซึ่งมีอยู่ ๒ วิธีคือ
๑. สมถภาวนา คือการฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ ทำให้จิตตั้งมั่น ละราคะได้ สมถภาวนานี้เป็นทางปฏิบัติเพื่อทำให้เกิดสมาธิโดยตรง
๒. วิปัสสนาภาวนา คือการฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริง ทำให้เกิดปัญญาสามารถละอวิชชาได้ วิปัสสนาภาวนานั้นต้องอาศัยสมาธิขั้นต้นเป็นฐาน สำหรับใช้พิจารณาสภาวธรรมตามหลักของวิปัสสนา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุถึงจุดหมายคือความหลุดพ้นจากกิเลสาสวะได้
การพัฒนาจิตขึ้นสู่สมาธิในระดับต่าง ๆ เป็นขั้นตอนของการปฏิบัติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในระหว่างปฏิบัติ ผลที่เกิดจากการปฏิบัติ และรวมทั้งตัวสมาธิเอง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และเป็นไปตามเหตุปัจจัยเกิดจากการกระทำของมนุษย์เองอย่างแท้จริง หาใช่เป็นเรื่องเพ้อฝันหรือรอให้มันเกิดหรือเป็นไปของมันเองไม่ การเจริญสมาธิอาจสรุปเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
๑. ตัดปลิโพธ ๑๐ คือตัดความกังวล ได้แก่ที่อยู่ ตระกูล ลาภ หมู่คณะ การงาน การเดินทาง ญาติ ความเจ็บป่วย การศึกษา และอำนาจ
๒. ชำระศีลให้บริสุทธิ์
๓. เข้าหากัลยาณมิตรหรือครูอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถให้กรรมฐานได้
๔. รับเอากรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเหมาะแก่อุปนิสัยของตน จากกรรมฐานทั้งหมด ๔๐ ชนิด
๕. หาสถานที่เหมาะสมแก่การเจริญสมาธิ แล้วลงมือปฏิบัติตามวิธีเจริญสมาธิ
๔. ปัญญาภาวนา การพัฒนาปัญญา คือ การทำปัญญาให้เจริญงอกงาม ในเบื้องต้นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในศิลปวิทยาการ ทางวิชาชีพ ต่อมาต้องพัฒนาปัญญาให้มีการรับรู้ เรียนรู้ อย่างถูกต้องของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง คือ เข้าใจสิ่งนั้นทั้งหลายตามสภาวะหรือตามที่มันเป็น ไม่เอนเอียงด้วยอคติหรือฉันทาคติ ที่จะทำให้การรับรู้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ขั้นต่อไปคือวินิจฉัยด้วยการใช้ปัญญาบริสุทธิ์ ไม่ใช่ด้วยกิเลส เป็นปัญญาที่รู้จักเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง เข้าใจความเจริญและความเสื่อมของโลกและชีวิตตามความเป็นจริงและตามเหตุปัจจัย รู้จักทางแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์ความสำเร็จให้ตนพัฒนายิ่งขึ้น ๆ ขึ้นไป รู้เท่าทันโลกและชีวิตทำให้เป็นอิสระหลุดพ้นจากความทุกข์โดยสมบูรณ์ พัฒนาไปจนถึงขั้นวิมุติ คือหลุดพ้นเป็นอิสระที่แท้จริง จิตใจไม่ถูกยึดมั่นในสิ่งทั้งหลาย ไม่ถูกครอบงำ ผู้ที่ฝึกฝนอบรมพัฒนาทางปัญญาแล้วเรียกว่า ภาวิตปัญญา
การอบรมปัญญา ก็คือการอบรมจิตนั่นเองให้มีปัญญา ให้รู้ชัดว่าควรทำอะไร ควรเว้นอะไร ได้แก่การอบรมปัญญาให้รู้เห็นตามความเป็นจริง เช่นเห็นไตรลักษณ์ แยกสมมติออกจากความเป็นจริง ได้แล้วจะทำให้จิตใจไม่ติดสมมติ กล่าวคือ รู้ว่าแม้จะรับสิ่งสมมติ แต่ก็รู้ว่าสิ่งนี้เป็นเพียงสิ่งสมมติเท่านั้น แล้วจิตก็ไม่ไปติดอยู่ในสิ่งนั้น แต่ถ้าเข้าใจไม่ชัดเจนก็ทำให้เกิดการสับสนซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพตามความเป็นจริง ดังนั้น พระพุทธศาสนาสอนให้รู้จักแยกสัจจะ (ความจริง) เป็นสองระดับ สัจธรรม ๒ อย่าง คือ สมมติสัจจะ และปรมัคถสัจจะ
๑. สมมติสัจจะ คือความจริงอย่างสมมติ สมมติว่าเป็นนั่นว่าเป็นนี่ ว่าอย่างนั้นว่าอย่างนี้ เป็นของสมมติจึงไม่ใช่ของจริง เป็นจริงตามที่มีความเห็นร่วมกัน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารในการยังประโยชน์ให้สำเร็จในชีวิตประจำวัน เช่น คน สัตว์ สิ่งของ คนดี คนชั่ว โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น
๒. ปรมัตถสัจจะ คือความจริงโดยปรมัตถ์ เป็นความจริงตามความหมายอันแท้จริงตรงตามสภาวะ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเท่าทันตามความเป็นจริงของสรรพสิ่ง เพื่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุด ซึ่งได้แก่ การหยั่งรู้สัจธรรม เพื่อจะทำลายการยึดมั่นถือมั่นที่เป็นสาเหตุของการทำให้หลงผิด ให้สลายหายไป ทำให้หลุดพ้นจากกิเลส และความทุกข์ มีจิตใจที่ผ่องใสบริสุทธิ์ มีความสุขตามความเป็นจริง สิ่งที่เป็นจริงโดยปรมัตถ์ เช่น นามธรรม รูปธรรม เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ฯลฯ
การที่มนุษย์ประพฤติปฏิบัติตามหลักภาวนา ๔ ประการที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบนี้ มีคุณประโยชน์อย่างมหาศาลโดยทำให้บุคคลสามารถเข้าใจในชีวิตของมนุษย์ได้มากมาย ตลอดจนใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเพื่อเข้าสู่สภาวะบุคคลในอุดมคติระดับชั้นอริยบุคคล อันเป็นจุดหมายสูงสุดตามหลักพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี ในการพัฒนาจิตตามหลักพระพุทธศาสนานั้นทำให้เกิดปัญญาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
๔.๑ หลักปัญญาภาวนา ในอริยมรรค
การดำเนินชีวิตพอดี หรือการปฏิบัติพอดี ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า หลักมัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งมีความหมายเป็นอันเดียวกับการดำเนินชีวิตที่ดีงาม กล่าวคืออริยมรรค แปลว่า มรรคาอันประเสริฐ คือทางดำเนินชีวิตที่ดีงาม ปราศจากพิษภัยไร้โทษ นำสู่เกษมศานต์และความสุขที่สมบูรณ์
พุทธธรรม แสดงหลักการว่า การที่จะดำเนินชีวิตให้ถูกต้องหรือมีชีวิตดีงามได้นั้น จะต้องมีการฝึกฝนพัฒนา ซึ่งได้แก่กระบวนการที่เรียกว่า ภาวนา กล่าวคือมรรคจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นตัวนำของชีวิตที่ดีงาม และมรรคมีองค์ ๘ ก็สามารถแก้ปัญหาดับทุกข์ได้ดียิ่งขึ้นตามลำดับจนถึงที่สุด
ปัญญาภาวนา เป็นการฝึกฝนอบรมหรือพัฒนาในด้านปัญญา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริงจนถึงความหลุดพ้น เป็นการฝึกฝนทางด้านปัญญาอย่างสูง ที่ทำให้เกิดความรู้แจ้งสามารถชำระจิตให้บริสุทธิ์หลุดพ้นเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ รู้จักวางใจวางท่าทีและปฏิบัติต่อโลกและชีวิตได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ในทางที่เป็นไปเพื่อแผ่ขยายผลประโยชน์สุขแก่ตนเองและสังคม คิดพิจารณาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และการทำกิจทั้งหลายโดยการใช้ปัญญาที่บริสุทธิ์ไม่มีกิเลสแอบแฝง ซึ่งหลักการพัฒนานี้มีความสัมพันธ์กับหลักอริยมรรคในประเด็นต่อไปนี้
สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นถูกต้อง ความรู้ถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง หมายความว่า การเห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง เห็นตรงตามสภาวะของธรรมชาติซึ่งเริ่มจากการรู้จักคิดใคร่ครวญและพิจารณาอันเป็นองค์ประกอบภายในตัวบุคคลเรียกว่า โยนิโสมนสิการ ประกอบปัจจัยภายนอกคือกัลยาณมิตร ได้แก่สิ่งแวดล้อมที่ดีงามถูกต้อง ช่วยชักจูงให้เกิดสัมมาทิฏฐิ โดยจะช่วยให้มองสิ่งแวดล้อมในเชิงวิเคราะห์ส่วนประกอบที่มาประชุมกัน และเป็นกระบวนการของเหตุปัจจัย จนทำให้เกิดปัญญาในการพัฒนาตนเอง ทำให้มีการตัดสินใจที่มีการใคร่ครวญการกระทำต่าง ๆ เป็นไปด้วยความถูกต้องดีงาม มีพระพุทธพจน์ที่แสดงถึงความสำคัญของสัมมาทิฏฐิ ไว้ดังนี้
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อนคือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อนแห่งการตรัสรู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง คือ สัมมาทิฏฐิ ฉะนั้นเหมือนกัน อันภิกษุผู้มีความเห็นชอบ พึงหวังข้อนี้ว่า จักรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์…….นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา[2]
บรรดามรรค ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือภิกษุรู้จักมิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ รู้จักสัมมาทิฏฐิว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฏฐิ[3]
สัมมาทิฏฐิ แบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ
ภิกษุทั้งหลาย สัมมทิฏฐิเป็นไฉน เรากล่าวว่าสัมมาทิฏฐิมี ๒ อย่าง คือสัมมทิฏฐิยังมีอาสวะ ซึ่งจัดเป็นฝ่ายบุญ อำนวยวิบากขันธ์ อย่างหนึ่งกับ สัมมาทิฏฐิเป็นอริยะ เป็นโลกุตตระ และเป็นองค์มรรคอย่างหนึ่ง[4]
๑. สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกียะ คือสัมมาทิฏฐิเบื้องต้นที่เป็นฝ่ายบุญ เช่น ความเห็นว่า การทำบุญมีผล การให้ทานแล้วมีผล กรรมที่ทำไว้ย่อมมีผล ซึ่งความเห็นในระดับนี้สามารถกำจัดความเห็นผิดในขั้นหยาบได้ เป็นแรงชักนำให้เกิดกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมที่เป็นกุศล สัมมาทิฏฐิขั้นนี้อาจเรียกได้ว่า การเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม
๒. สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ คือสัมมาทิฏฐิเบื้องสูงเป็นองค์มรรค เป็นตัววิชชา ปัญญาของพระอริยเจ้า ซึ่งความเห็นในระดับนี้สามารถกำจัดความเห็นผิดขั้นอนุสัยคืออวิชชา เป็นต้นได้ สัมมาทิฏฐิประเภทนี้เกิดจาก โยนิโสมนสิการ และไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงปรโตโฆสะทีดีหรือกัลยาณมิตรด้วยการรับฟังแล้วเชื่อตามคนอื่นด้วยศรัทธา เพราะสัมมาทิฏฐิประเภทนี้ต้องเป็นการรู้จักที่ตัวสภาวะ ต้องเอาธรรมชาตินั่นเองมาเป็นข้อพิจารณาโดยตรง จึงเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตถูกต้องตามความเป็นจริง หรือรู้เข้าใจตามสภาวะของธรรมชาติ
พระพุทธศาสนา ถือว่าสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เกิดสัมมาทิฏฐินั้น คือความเห็นคลาดเคลื่อน ไม่ตรงตามความเป็นจริง เรียกว่าวิปปัลลาส มี ๓ อย่างคือ ๑)สัญญาวิปปัลลาส ความจำได้หมายรู้คลาดเคลื่อนจากความจริงว่าในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสิ่งที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ๒) จิตวิปปัลลาส ความคิดคลานเคลื่อนไปจากความจริงว่าในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสิ่งที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ๓) ทิฏฐิวิปปัลลาส ความเห็นคลาดเคลื่อนไปจากความจริงว่า ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสิ่งที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม[5]
ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ มีข้อความที่แสดงไว้ในพระไตรปิฎก ว่าเป็นหลักการสร้างเสริมความเห็นถูกต้อง คือ
ภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ มี ๒ ประการดังนี้ คือ ปรโตโฆสะ และโยนิโสมนสิการ[6]
๑. ปรโตโฆสะ เป็นองค์ประกอบภายนอก ได้แก่เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก เช่น การสั่งสอน แนะนำ การถ่ายทอด การโฆษณา คำบอกเล่า ข่าวสาร คำชี้แจง ข้อเขียน การเรียนรู้จากผู้อื่น ในที่นี้หมายเอาเฉพาะส่วนที่ดีงามถูกต้อง เฉพาะอย่างยิ่งการรับฟังธรรม ความรู้หรือคำแนะนำจากบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร
๒. โยนิโสมนสิการ เป็นองค์ประกอบภายใน ได้แก่การทำในใจโดยแยบคาย การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น หรือคิดอย่างมีระเบียบ หมายถึงรู้จักมอง รู้จักพิจารณาสิ่งทั้งหลาย โดยมองตามที่สิ่งนั้น ๆ มันเป็นของมัน และโดยวิธีหาเหตุผล สืบค้นถึงเค้า สืบสาวให้ตลอดสาย แยกแยะสิ่งนั้น ๆ หรือปัญหานั้น ๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะ และตามความสัมพันธ์สืบทอดแห่งเหตุปัจจัย โดยไม่เอาความรู้สึกด้วยตัณหาอุปาทานของตนเข้าจับ[7]
สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ หมายความว่า ความนึกคิดที่ปลอดโปร่ง ผ่องใสเป็นอิสระแก่ตัวเอง ไม่แอบแฝงไปด้วยความชอบใจหรือไม่ชอบใจ ไม่มีความคิดยึดติดถือมั่น ความดำริชอบนี้เป็นผลมาจากสัมมาทิฏฐิ เมื่อบุคคลมีความนึกคิดที่ถูกต้อง คือคิดว่าชีวิตนี้ไม่ถาวรมั่นคง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หาความสุขที่แท้จริงได้ยาก ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายและคิดจะออกจากความสุขแบบทางโลก ในพระบาลีได้แสดงความหมายของสังกัปปะไว้ดังนี้
สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน ความดำริในการออกจากกาม(เนกขัมมสังกัปปะ) ความดำริในการไม่ปองร้าย (อพยาบาทสังกัปปะ) ความดำริในการไม่เบียดเบียน (อวิหิงสาสังกัปปะ) นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ[8]
สัมมาสังกัปปะ เป็นความคิดหรือแนวคิดที่จะทำอะไรที่ถูกต้อง เป็นความคิดที่มีสัมมาทิฏฐิเป็นมูลมี ๓ ประการคือ
๑. เนกขัมมสังกัปปะ คือความคิดหรือแนวคิดที่จะออกไปจากกามทั้งที่เป็นวัตถุกามและกิเลสกาม วัตถุกามนั้นคือ วัตถุหรือสิ่งที่น่าใคร่ น่าพอใจ อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันน่าใคร่น่าพอใจเรียกว่ากามคุณ ๕ ส่วนกิเลสกามก็คือกิเลสเหตุใคร่ ได้แก่ราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น เพราะเห็นว่า การหมกมุ่นแสวงหาพัวพันอยู่กับกามทั้ง ๒ เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์
๒. อพยาปาทสังกัปปะ คือความคิดหรือแนวคิดในทางไม่พยาบาท ไม่มีความชิงชัง เคียดแค้นที่เป็นเหตุให้ตัดรอนหรือทำร้ายคนอื่นหรือสัตว์อื่นให้ต้องเดือดร้อน แต่เป็นความคิดที่เกิดจากความเมตตา มีความปรารถนาดีมุ่งประโยชน์สุขต่อคนอื่นและสัตว์อื่น
๓. อวิหิงสาสังกัปปะ คือความคิดหรือแนวคิดไม่เบียดเบียน ไม่กระทบกระทั่ง ไม่แสวงหาความสนุกสนานให้แก่ตน โดยไม่คำนึงถึงความลำบากของคนอื่นและสัตว์อื่น แต่เป็นความคิดที่มุ่งช่วยเหลือคนอื่นด้วยอำนาจความกรุณาในอันที่จะให้คนอื่นหรือสัตว์อื่นพ้นจากความทุกข์เดือดร้อนเป็นต้น
พระพุทธศาสนา แสดงให้เห็นว่า สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะนั้นมีความสัมพันธ์กันในเชิงปฏิบัติ กล่าวคือ มนุษย์เมื่อจะคิดอย่างไร มักจะเป็นไปตามความเห็น หรือความรู้ของตนคือทิฏฐิ และจะพูด จะทำอย่างไรต่อไปก็ต่อเนื่องมาจากความคิด ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ทิฏฐิหรือความเห็นเป็นรากฐานที่สำคัญของสังกัปปะหรือความคิด
อริยมรรคมีองค์ ๘ และภาวนาต่างก็เป็นแนวทางการปฏิบัติเพื่อความพ้นจากทุกข์เหมือนกัน และมีจุดหมายร่วมกันเพราะมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกันแบบครบวงจร เพียงแต่สิกขาเชิงทฤษฎีจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์แยกแยะ เพื่อให้เป็นระบบระเบียบ สะดวกชัดเจนในการศึกษาเรียนรู้ แต่เมื่อกล่าวถึงการฝึกฝนอบรมและพัฒนาตามหลักมรรคมีองค์ ๘ ในเชิงปฏิบัติแล้วต้องนำมาปฏิบัติพร้อมกันทั้ง ๘ ข้อโดยตลอด จึงจะถือว่าเป็นการพัฒนาชีวิตที่ถูกต้องโดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวชักนำ พร้อมทั้งคอยควบคุมมรรคองค์อื่น ๆ ให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง เหมาะสมและดำเนินไปพร้อม ๆ กันเหมือนเชือกเส้นเล็ก ๆ ๘ เส้นที่ฟั่นเข้าเป็นเชือกเส้นเดียวกัน เพราะเมื่อมนุษย์มีความเห็นในสิ่งต่าง ๆ ถูกต้องเหมาะสมตามความเป็นจริง การแสดงออกทางพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งทางกาย ทางวาจาหรือทางความคิดก็ย่อมจะถูกต้องตามสภาพความเป็นจริงเช่นกัน
จึงกล่าวได้ว่า หลักการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนาประกอบไปด้วยความศรัทธาเป็นตัวเกื้อกูล คือเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพที่พัฒนาตนได้ เชื่อในแหล่งที่มาของความรู้จากสิ่งแวดล้อมที่ดีงามถูกต้องจากปัจจัยภายนอก (ปรโตโฆสะ) ร่วมกับจากปัจจัยภายใน (โยนิโสมนสิการ) คือการคิดเป็น รู้จักคิดโดยแยบคาย การใช้ความคิดถูกวิธี พร้อมทั้งมีทัศนะที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) เป็นเบื้องต้น ตลอดจนมีการพัฒนากาย พัฒนาศีล พัฒนาจิต และพัฒนาปัญญาตามแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักภาวนา ซึ่งการฝึกฝนอบรมตามแนวนี้ย่อมส่งผลให้เกิดการพัฒนาคนได้อย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน เป็นการพัฒนาการดำเนินชีวิตอย่างสมบูรณ์ อันจะส่งผลต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในด้านอื่น ๆ ของมนุษย์ด้วย เพราะหลักการพัฒนาตามแนวพระพุทธศาสนามิได้หมายถึงเพียงแต่การทำให้วัตถุเจริญเติบโตอย่างเดียว และดูเหมือนว่าการฝึกอบรมนี้จะเน้นปัจเจกชน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่แยกคนออกจากสังคม นั่นคือ การฝึกคนแต่ละคนให้พร้อม เพื่อสร้างสรรค์ช่วยเหลือสังคม เป็นการพัฒนาคนเพื่อสังคม
การพัฒนาทั้ง ๔ ด้านตามหลักภาวนาที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นถึงหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์โดยตรงคือร่างกายและจิตใจรวมถึงปัญญา แต่ในขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล และแนวทางการปฏิบัติตนที่สอดคล้องกันทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ ปัญญา ให้มีความแข็งแรง มั่นคง เบิกบาน มีความรู้เท่าทันในชีวิต จึงกล่าวได้ว่าการพัฒนาตามหลักพระพุทธศาสนาเป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกด้านของชีวิตมนุษย์
๓ คุณลักษณะของมนุษย์ที่พัฒนาตนแล้วตามหลักพระพุทธศาสนา
เป้าหมายของพุทธธรรม หรืออุคมคติของพระพุทธศาสนาคือ พระนิพพานซึ่งก่อนจะถึงพระนิพพานได้นั้น ก็จะต้องพัฒนาตนขึ้นไปเป็นลำดับ คือการพัฒนาตนให้มีชีวิตที่ดีงามมีความสุขจากกัลยาณปุถุชนไปจนถึงพระอรหันต์ ความสุขมีความสำคัญมากในการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนา อาจกล่าวได้ว่าหลักพุทธธรรมไม่ได้แยกต่างหากจากความสุข เริ่มตั้งแต่ขั้นต้นในการทำความดีทั่ว ๆ ไปที่เรียกว่าบุญ ก็มีพุทธพจน์ตรัสว่า บุญเป็นชื่อของความสุข[9] ชีวิตจะมีความสุขประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองมั่นคง และสังคมจะร่มเย็นเกษมศานต์ ด้วยปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาคนซึ่งจะทำให้คนเป็นคนดีมีความสุข และเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพ ชีวิตจะมีคุณภาพได้ก็ต้องมีพุทธจริยธรรม ดังนั้นพุทธจริยธรรมย่อมจะมีขึ้นได้ก็ด้วยการพัฒนาฝึกฝนอบรมตน เริ่มตั้งแต่หลักจริยธรรมเบื้องต้นเพื่อตนเองและสังคม ไปจนถึงหลักพุทธจริยธรรมเพื่อพัฒนาตนให้ไปสู่ความหลุดพ้น
มนุษย์ที่พัฒนาตนแล้ว หมายถึงบุคคลผู้ประเสริฐได้บรรลุสัจธรรม คืออริยมรรค ตามความเป็นจริงได้บรรลุธรรมตั้งแต่ขั้นโสดาบันเป็นต้นไปโดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นบรรพชิต หรือฆราวาส มีทั้งเพศชายและเพศหญิง สภาวะความเป็นมนุษย์นั้น พระพุทธศาสนาถือว่ามีความเหมาะสมที่สุดต่อการขัดเกลาพัฒนาจิต เพื่อให้บรรลุถึงความดีงามสูงสุด กล่าวคือหมดกิเลสอันเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวงได้ โดยการพัฒนานั้นก็มีลำดับขั้นตอนเป็นขั้น ๆ ตามสภาวะจิตของแต่ละบุคคลตั้งแต่ปุถุชนจนถึงอริยบุคคล โดยอาศัยการปฏิบัติในหลักธรรมคือ ภาวนา ๔ เพื่อบรรลุความเป็นอริยบุคคลในระดับต่าง ๆ เพราะความแตกต่างกันในหลายระดับดังกล่าว พระพุทธเจ้าได้ทรงจัดบุคคลไว้ ๙ ประเภทด้วยกันในปุคคลสูตร ดังนี้
๑. บุคคลปุถุชนธรรมดาทั่ว ๆ ไป
๒. บุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติมรรค
๓. บุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผล
๔. บุคคลผู้บรรลุสกทาคามิมรรค
๕. บุคคลผู้บรรลุสกทาคามิผล
๖. บุคคลผู้บรรลุอนาคามิมรรค
๗. บุคคลผู้บรรลุอนาคามิผล
๘. บุคคลผู้บรรลุอรหัตมรรค
๙. บุคคลผู้บรรลุอรหัตผล[10]
๔.๓.๑ มนุษย์ที่พัฒนาตนแล้วหรืออริยบุคคลในพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาถือว่า การพัฒนาจิตด้วยหลักภาวนา ๔ คือ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตภาวนา และปัญญาภาวนา เป็นสิ่งสำคัญมาก จิตที่ได้รับการพัฒนาหรือฝึกฝนอบรมแล้วย่อมส่งผลให้สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ของชีวิตเป็นไปในทางที่ดีขึ้น สติปัญญาจากการพัฒนาจิตแล้วย่อมนำไปสู่การดับทุกข์ได้ ปุถุชนที่ยังมีกิเลสอยู่เมื่อปฏิบัติตามหลักภาวนา ก็ย่อมจะพบทางสว่างของชีวิตในหลาย ๆ ระดับชั้นตามแต่ผลของการปฏิบัติ อาจกล่าวได้ว่าการปฏิบัติธรรมย่อมส่งผลให้การดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
ปุถุชน คือ คนที่ยังมีกิเลสหนา[11] หมายถึงบุคคลทั่วไปที่มีกิเลสมากมายอยู่ในใจ พระพุทธศาสนาถือว่า คนธรรมดาทั่วไปที่เรียกว่า ปุถุชนนี้เป็น เวไนยสัตว์ หมายความว่า แม้คนธรรมดามีกิเลสมากมายอยู่ในตัวก็สามารถลดและละกิเลสได้ และเพิ่มพูนความดีงามไว้ในตนมากขึ้น ๆ ได้ด้วย บุคคลที่เป็นปุถุชน ถ้าเปิดโอกาสให้ตนเองได้พัฒนาจิตตามหลักพระพุทธศาสนา สภาพจิตก็สามารถเปลี่ยนไปเป็นกัลยาณปุถุชน ย่อมยังผลให้บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติยกระดับฐานะจากคนธรรมดา เป็นบุคคลในอุดมคติ ในขั้นปุถุชนคือเป็นมนุษย์ผู้มีใจสูง อีกทั้งยังประโยชน์ต่อสัตว์โลกอื่น ๆ อีกด้วย หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นคนดีทั้งต่อตนเองและสังคม ซึ่งเรียกบุคคลผู้มีคุณสัปปุริสธรรม[12]ในขั้นนี้ว่า สัปปุรุษ[13]
สัปปุรุษ คนดีมีศีลธรรม[14] หมายถึง คนดีมีอุปนิสัยบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์แก่คนจำนวนมาก คือเพื่อประโยชน์แก่มารดา บิดา บุตร ภรรยา ลูกจ้างกรรมกร มิตรสหาย ญาติ อำมาตย์ พระราชา สมณพราหมณ์ แก่เทวดาด้วย สัปปุรุษเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก เป็นผู้ไม่มีบาป ไม่มีมลทินคือความตระหนี่[15]
อริยบุคคล หมายถึงบุคคลผู้ประเสริฐได้บรรลุสัจธรรม ได้บรรลุธรรมตั้งแต่ขั้นโสดาบันเป็นต้นไปซึ่งเป็นผู้เข้าสู่กระแสพระนิพพาน พระพุทธศาสนาถื่อว่าสภาวะความเป็นมนุษย์มีความเหมาะสมที่สุดต่อการขัดเกลาพัฒนาจิตใจ เพื่อให้บรรลุถึงความสุขหรือประโยชน์สูงสุดของชีวิต กล่าวคือความหมดกิเลสอันเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวงได้ ซึ่งคุณสมบัติด้านการเพิ่มพูนกุศลในจิตใจของอริยบุคคลโดยการศึกษาและปฏิบัติตามหลักพุทธธรม ที่เรียกว่าภาวนา อันเป็นหลักครองชีวิตของผู้พัฒนาตน ผู้รู้เท่าทันชีวิตไม่หลงงมงาย มุ่งผลสำเร็จคือความสุข มีดังนี้ คือ
๑. โสดาบัน เป็นผู้ทำศีลให้บริบูรณ์ เป็นผู้ทำสมาธิและปัญญาได้พอประมาณ
๒. สกทาคามี เป็นผู้ทำศีลให้บริบูรณ์ เป็นผู้ทำสมาธิและปัญญาได้พอประมาณ และสามารถทำกิเลสให้เบาบางลงได้มากกว่า โสดาบัน
๓. อนาคามี เป็นผู้ทำศีลและสมาธิให้บริบูรณ์ เป็นผู้ทำปัญญาได้พอประมาณ
๔. อรหันต์ เป็นผู้ทำศีล สมาธิ และปัญญาให้บริบูรณ์[16]
คุณสมบัติด้านการเพิมพูนความดีของอริยบุคคลเป็นการแสดงออกถึงสภาวะจิตใจว่า อริยบุคคลแต่ละระดับนั้น มีความเกี่ยวข้องกัน ถ้าความดีมีมากแสดงให้เห็นว่าความชั่วถูกกำจัดทำลายไปได้มาก ในทางตรงข้ามถ้าความชั่วมีมาก แสดงให้เห็นว่าการบำเพ็ญความดีมีน้อย แต่สำหรับอรหันต์นั้น ความชั่วถูกกำจัดได้อย่างหมดสิ้น นั่นย่อมแสดงให้รู้ว่าท่านมีความดีอยู่ในจิตใจอย่างเต็มเปี่ยม กล่าวคือท่านได้ทำไตรสิกขาให้บริบูรณ์
[1]องฺ.จตุก.๒๑/๔๑/๕๒, ที.ปา.๑๑/๒๓๓/๒๐๕.
[2]สํ.มหา.๑๙/๑๗๒๐/๔๓๗.
[3] ม.อุ.๑๔/๒๕๔/๑๕๘.
[4]ม.อุ.๑๔/๒๕๘/๑๕๙.
[5]มหาวงศ์ ชาญบาลี, พระวิสุทธิมรรค เล่มเดียวจบ, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลียงเซียง, ๒๔๗๘) หน้า ๘๑๘.
[6]องฺ.ทุก.๒๐/๓๗๑/๙๘.
[7]พระธรรมปิฎก (ป.อ. ประยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๖๒๑.
[8] ที.มหา.๑๐/๒๙๙/๒๗๔.
[9]ขุ.อิติ.๒๕/๒๐๐/๒๐๘.
[10]องฺ.อฏฺฐ. ๒๓/๒๑๒/๓๔๑.
[11]ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๒๕, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ อักษรเจริญทัศน์ ๒๕๓๑), หน้า ๕๓๗.
[12]ที.ปา.๑๑/๓๓๑/๒๕๕.
[13]องฺ.สตฺตก.๒๓/๖๕/๑๐๔,ม.อุ.๑๔/๑๔๓/๙๕.
[14]พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๓๒๒.
[15]องฺ.อฏฺฐ. ๒๓/๑๒๘/๒๑๙.
[16]องฺ.ติก.๒๐/๕๒๖/๒๖๒.