สัมมาอาชีวะ

  สัมมาอาชีวะ  หมายถึงการเลี้ยงชีพชอบ  คำว่าอาชีวะคือ  การเลี้ยงชีวิต  การดำเนินชีวิต  การทำมาหากิน  พระพุทธศาสนามองว่าการดำเนินชีวิตนั้น  ต้องเป็นการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง  และไม่เห็นด้วยกับการดำเนินชีวิตที่จะทำอย่างไรก็ได้ขอแต่เพียงให้ได้ในสิ่งที่ตนปรารถนามา แต่พระพุทธศาสนามีทัศนะว่าการที่จะได้อะไรมานั้น  ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความถูกต้องเท่านั้น

  ภิกษุทั้งหลาย  สัมมาอาชีวะเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  อริยสาวกในศาสนานี้  เว้นมิจฉาอาชีวะแล้ว  เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ  นี้เรียกว่าสัมมาอาชีวะ[1]

  พระพุทธศาสนาเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัย  ๔[2]ซึ่งเป็นพื้นฐานของชีวิตและมีความจำเป็นต่อชีวิตคือ  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  และยารักษาโรค  ส่วนปัจจัยอย่างอื่นนอกจากนี้  ถือว่าเป็นเพียงปัจจัยประกอบเท่านั้น  พระพุทธศาสนาเน้นว่าการที่จะได้ปัจจัย  ๔  และปัจจัยที่เป็นส่วนประกอบเหล่านั้นมาต้องด้วยวิธีการที่ถูกต้อง  และการใช้สอยปัจจัยเหล่านั้นไปในทางที่ถูกต้องด้วย 

  การที่จะได้มาซึ่งทรัพย์  ต้องเกิดจากความขยันหมั่นเพียร  ไม่เกียจคร้าน  เมื่อได้ทรัพย์มาแล้วต้องรู้จักรักษาและใช้สอยทรัพย์นั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์  รู้จักคบหากัลยาณมิตรที่จะเกื้อกูลในทางที่ดีงาม  ให้ดำเนินชีวิตแต่พอดีกับทรัพย์ที่หามาได้  พระพุทธศาสนาได้แสดงวิธีใช้จ่ายทรัพย์ที่ถูกต้องว่า  ใช้เลี้ยงตนเองให้เป็นสุข  เลี้ยงบิดามารดา  เลียงภรรยา  บุตรธิดา  และคนใช้คนงานให้เป็นสุข  ใช้บำบัดอันตรายที่เกิดจากเหตุการต่าง ๆ  เป็นต้น

มนุษย์เราเกลียดทุกข์ชอบสุขด้วยกันทุก ๆ  คน  การแสวงหาความสุขหรือการแสวงหาความเจริญก้าวหน้าให้กับชีวิตนั้น  มนุษย์มักจะกระทำด้วยวิธีเอาความทุกข์มาทับถมตนเอง  เช่นการทำงานแต่น้อยแต่กลับอยากได้ค่าตอบแทนมาก ๆ  หรือโดยการกระทำในสิ่งที่ผิดศีลธรรมและผิดกฎหมายบ้านเมือง  เช่น  ฉ้อ  โกง  คอรัปชั่น  เล่นการพนัน  ปล้น  จี้  ชิงทรัพย์  วิ่งราว  เป็นต้น  เมื่อได้ทรัพย์มาแล้วก็นำไปใช้จ่ายเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบ  เพื่อเบียดเบียนข่มเหงคนอื่นเป็นต้น  ในพระสุตตันตปิฎก  เทวทหสูตร  ได้กล่าวถึงลักษณะการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องไว้  ๓  ประการดังนี้  ๑)  ไม่เอาทุกข์มาทับถมตน  ๒)  ไม่ละทิ้งความสุขที่ชอบธรรม  ๓)  ไม่หมกมุ่นสยบติดอยู่กับความสุขนั้น[3] 

  สัมมาอาชีวะสำหรับบุคคลโดยทั่วไป  พระพุทธศาสนาได้แสดงแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดีไว้หลายนัยในระดับต่าง ๆ  เพื่อความเหมาะสมของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน  เช่น  ไม่ควรค้าขายของ  ๕  อย่างคือ  ๑)  ค้าขายอาวุธ  ๒)  ค้าขายมนุษย์  ๓)  ค้าขายสัตว์ที่มีชีวิตสำหรับฆ่าเป็นอาหาร  ๔)  ค้าขายน้ำเมา  และ  ๕)  ค้าขายยาพิษ[4]  เป็นต้น  ส่วนบรรพชิตซึ่งต้องอาศัยปัจจัยที่ชาวบ้านบริจาคให้ในการดำเนินชีวิต  การกระทำตนต้องเป็นคนมักน้อยสันโดษ  เป็นคนเลี้ยงง่าย  ยินดีในปัจจัยตามมีตามได้ไม่ว่าจะเศร้าหมองหรือปราณีต  จึงเป็นการเลี้ยงชีพที่ถูก  ต้อง[5]

  กล่าวโดยสรุปหลักคำสอนพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องดีงาม  ของฝ่ายคฤหัสถ์หรือชาวบ้านควรเว้นอกุศลกรรมบถ  ๑๐  และปฏิบัติตามทางแห่งกุศลกรรมบถ  ๑๐  คือ  กายกรรม  ๓  วจีกรรม  ๔  และมโนกรรม  ๓  ได้แก่

  เว้นการทำชั่ว  ๑๐  อย่าง  คือ  ฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  ประพฤติผิดทางกาม  พูดเท็จ  พูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ  พูดเพ้อเจ้อ โลภอยากได้ของเขา  พยาบาทปองร้าย  เห็นผิดจากคลอง  ธรรม[6]  และดำเนินชีวิตด้วยการกระทำความดี  ๑๐  อย่างซึ่งมีความหมายในทางตรงกันข้ามกับการทำชั่วดังกล่าวแล้ว

  ส่วนบรรพชิตควรดำเนินชีวิตตามปาริสุทธิศีล  ๔  ดังนี้

  ๑.  ปาฏิโมกขสังวร  คือสำรวมในพระปาฏิโมกข์  เว้นจากข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม  ปฏิบัติตามข้อที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต

  ๒.  อินทรียสังวร  คือสำรวมอินทรีย์  ๖  ได้แก่  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  และใจ  ไม่ให้ยินดีินร้ายในเวลาเห็นรูป  ได้ยินเสียง  ดมกลิ่น  ลิ้มรส  ถูกต้องโผฏฐัพพะ  และรู้อารมณ์ทางใจ

  ๓.  อาชีวปาริสุทธิ  คือเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ  ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิตเป็นต้น

  ๔. ปัจจยสันนิสิตต  คือการพิจารณาเสียก่อนบริโภคใช้สอยปัจจัย  ๔  คือ  จีวร  บิณฑบาต  เสนาสนะ  และเภสัช  ไม่บริโภคใช้สอยด้วยอำนาจแห่งตัณหาเป็นต้น[7]

เมื่อดำรงชีวิตอยู่ในสังคม  อยู่ร่วมกับคนอื่น  โดยมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันแล้ว  ต่อจากนั้นก็มีอีกระดับหนึ่ง  คือ  การฝึกฝนควบคุมตนในทางกายวาจา  เพื่อเป็นพื้นฐานของการฝึกจิตใจหรือพัฒนาจิตใจ  เช่นศีลของพระ  ศีลของอุบาสกที่ไปรักษาศีลอุโบสถ  เป็นศีลที่ต้องมีการฝึกกาย  วาจา  เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาจิตใจ  เช่น  ต้องรู้จักควบคุมบังคับใจตนเองให้ดีขึ้น  เป็นการประพฤติปฏิบัติตามกฏเกณฑ์  หรือข้อกำหนดที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อจะฝึกฝนตนเองในการที่จะเจริญขึ้นในคุณธรรมต่าง ๆ  ในทางจิตใจยิ่ง ๆ  ขึ้นไป  โดยสัมพันธ์กับการพัฒนาข้อต่อไปที่เรียกว่าการพัฒนาจิตใจ  ผู้ที่พัฒนาทางศีลแล้วเรียกว่า  ภาวิตสีโล

.  จิตภาวนา  พัฒนาจิต  ในการพัฒนาจิตตามหลักพระพุทธศาสนานั้นเป็นการฝึกอบรมให้จิตมีคุณสมบัติครบ  ๓  ด้านคือ

  คุณภาพจิต  คือมีคุณธรรมต่าง ๆ  เสริมสร้างจิตใจให้ดีงาม  เป็นจิตใจที่สูง  ประณีต  มีเมตตา  มีความเป็นมิตร  ปรารถนาประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น  มีความกรุณา  คืออยากช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์  มีจาคะคือมีใจเผื่อแผ่โอบอ้อมอารี  มีคารวะ  คือเห็นความสำคัญของผู้อื่น  มีมัทวะคือความอ่อนโยน  กตัญญูคือรู้คุณค่าแห่งการกระทำของผู้อื่น

  สมรรถภาพจิต  หรือความสามารถของจิต  เช่น  ความมีสติดี  มีวิริยะ  คือความเพียรในการทำงาน  มีขันติ  คือความอดทน  มีสมาธิแน่วแน่  มีสัจจะจริงจัง  มีอธิษฐาน  คือความเด็ดเดี่ยวต่อความมุ่งหมาย  มีความหนักแน่นมั่นคงเข้มแข็งของจิตใจ  ที่จะทำงานให้ได้ผลสมบูรณ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานทางปัญญา  คือการคิดพิจารณาให้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงอย่างแจ่มชัด

  สุขภาพจิต  คือ  มีจิตที่มีสุขภาพดี  เป็นสุข  สดชื่นร่าเริงเบิกบาน  ปรอดโปร่ง  มีปีติ  ความอิ่มเอิบใจ  มีความผ่อนคลายไม่ขุ่นมัว  ไม่หม่นหมองหดหู่  เป็นต้น  ลักษณะต่าง ๆ  ของจิตใจที่มีความสุขนี้เป็นสิ่งสำคัญมากในพระพุทธศาสนา  การขาดสุขภาพจิตเป็นปัญหาสำคัญของสังคมในยุคปัจจุบัน  จึงจะต้องเน้นเรื่องสุขภาพจิตให้มากด้วย  ผู้ที่ฝึกฝนอบรมจิตแล้วเรียกว่า  ภาวิตจิตโต

.  หลักจิตภาวนา  ในอริยมรรค

หลักจิตภาวนา  ในมรรคมีองค์  ๘  เป็นหลักปฏิบัติเดียวกันคือ  เป็นหลักปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์  หลักภาวนาจัดวางขึ้นไว้โดยอาศัยหลักปฏิบัติที่เรียกว่า  คุณธรรมของอารยชนเป็นพื้นฐาน  คุณธรรมของอารยชนนี้  เรียกตามคำบาลีว่า  อริยมรรค  แปลว่า  ทางดำเนินสู่ความดับทุกข์ทำให้เป็นอารยชน  หรือวิธีดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ  การจัดวางหลักภาวนาโดยมุ่งให้ผลเกิดขึ้นตามหลักปฏิบัติแห่งอริยมรรคคือ  เป็นการฝึกอบรมพัฒนาให้องค์ทั้ง  ๘  แห่งมรรคนั้นเกิดมีและเจริญงอกงามยิ่งขึ้น  แก้ปัญหาของอารยชนได้ตามลำดับจนถึงความหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด

  จิตตภาวนา  เป็นเรื่องของการฝึกฝนในด้านจิต  หรือระดับของจิตใจ  คือการพัฒนาคุณสมบัติต่าง ๆ  ของจิตให้มีสุขภาพจิตที่ดี  สร้างสติสัมปชัญญะให้รู้จักยั้งคิด  และรู้จักกระตุ้นเตือนตัวเองให้สำนึกในความรับผิดชอบต่อหน้าที่  ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลักอริยมรรคในประเด็นต่อไปนี้

  สัมมาวายามะ  คือความเพียรชอบ  ความหมายของสัมมาวายามะตามนัยที่แสดงไว้ในพระสูตรมีดังนี้

  ภิกษุทั้งหลาย  สัมมาวายามะเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  สร้างฉันทะพยายาม  ระดมความเพียรคอยเร้าจิตไว้  มุ่งมั่นเพื่อป้องกันอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น….  เพื่อละอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดแล้ว…..เพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น….เพื่อความดำรงอยู่  ไม่เลือนหาย  เพื่อภิญโญภาพ  เพื่อความไพบูลย์  เจริญเต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่เกิดแล้ว[8]

  สัมมาวายามะ  ความพยายามชอบ  หมายถึงสัมมัปปธาน  ๔  อันเป็นความเพียรที่เป็นคุณธรรมสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา  เหตุผลก็คือพระพุทธเจ้าทรงพากเพียรจึงสามารถค้นพบสัจธรรมได้  มิใช่เป็นผลสำเร็จจากการอ้อนวอนหรือการครุ่นคิดคำนึงเอาเท่านั้น  ความเพียรพยายามจึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน  พระองค์จะไม่เข้าไปก้าวก่ายในเรื่องของการเพียรพยายามของมนุษย์เอง  ดังมีพุทธพจน์ว่า  ความเพียรเป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลายต้องทำเอง  ตถาคตเป็นแต่ผู้บอก(ทาง)ให้[9] 

  สัมมัปปธาน  หรือความเพียรชอบ  ๔  อย่าง  คือ

  ๑.  สังวรปธาน  เพียรระวังประคองจิตไว้เพื่อไม่ให้อกุศลธรรมเกิดขึ้น

  ๒.  ปหานปธาน  เพียรประคองจิตไว้เพื่อละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว

  ๓.  ภาวนาปธาน  เพียรประคองจิตไว้เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิด

  ๔. อนุรักขณาปธาน  เพียรประคองจิตไว้เพื่อความตั้งมั่นเจริญยิ่งแห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว[10]

    ๑.  สังวรปธาน  คำว่าสังวระ  แปลว่า  สำรวม  ระวัง  และคำว่าปธาน  แปลว่า  เพียร  พากเพียร  ตั้งใจ  ดังนั้นคำว่า  สังวรปธาน  จึงหมายถึงเพียรระวัง  ในที่นี้คือการสำรวมระวังเมื่อตาเห็นรูป  หูได้ยินเสียง  จมูกได้กลิ่น  ลิ้นได้ลิ้มรส  กายได้ถูกต้องโพฏฐัพพะ  ใจได้รู้ธรรมอารมณ์  ไม่ให้บาปธรรมหรืออกุศลธรรมเกิดขึ้นภายในจิตใจ  สังวรปธาน  เป็นธรรมเครื่องกำจัดความเกียจคร้าน  สนับสนุนกำลังกาย  ใจให้เข้มแข็งอดทน

  ๒.  ปหานปธาน  หมายถึงเพียรละ  บาปธรรมหรืออกุศลธรรมมี  กามวิตก  พยาบาทวิตก  วิหิงสาวิตก  และอกุศลธรรมอื่น ๆ  ที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดสิ้นไปเสีย

  ๓.  ภาวนาปธาน  หมายถึงเพียรสร้าง  หรือเพียรเจริญ  ในกุศลธรรมหรือความดี  เช่นกุศลกรรมบถ  ๑๐  ความไม่โลภ  ไม่โกรธ  ไม่หลง  และโพชฌงค์  ๗  มี  สติ  ธรรมวิจัย  วิริยะ  ปีติ  ปัสสทธิ  สมาธิ  อุเบกขา  ให้เกิดขึ้น

  ๔.  อนุรักขนาปธาน  หมายถึงเพียรรักษาและส่งเสริม  ในกุศลธรรมหรือความดีที่เกิดขึ้นแล้วในจิตใจ  คอยถนอมสมาธิที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น  และกระทำในความดีให้เจริญงอกงาม

ไพบูลย์ยิ่ง ๆ  ขึ้นไป[11]

  สัมมาวายามะ  หรือความเพียรชอบตามนัยของมรรคมีองค์  ๘  นั้น  มีความหมายควรพิจารณาดังนี้  คือ  เพียรกำจัดบาปหรืออกุศล  ในที่นี้หมายถึง  บาป  ความชั่ว  ทุจริต  ความที่จิตเศร้าหมอง  และเพียรที่จะกระทำหรือเจริญบำเพ็ญสิ่งที่ดีหรือกุศล ในที่นี้หมายถึง  บุญ  ความดี  สุจริต  สะอาดบริสุทธิ์  มีพระพุทธพจน์ที่เน้นถึงความเพียรดังนี้คือ

  ภิกษุทั้งหลาย  เรารู้ชัดถึงคุณธรรม  ๒  ประการ  คือ  ๑)  ความเป็นผู้ไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย  ๒)  ความเป็นผู้ไม่ยอมถอยหลังให้การบำเพ็ญเพียร…. เพราะฉะนั้น  เธอทั้งหลายพึงศึกษาดังนี้ว่า  เราจักตั้งความเพียรอันไม่ถอยหลัง  ถึงจะเหลือแต่หนัง  เอ็น  กระดูก  เนื้อ  และเลือดในสรีระจะเหือดแห้งไปก็ตามที  ยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุถึงด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ  ด้วยความเพียรของบุรุษ  ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว  ข้อที่จะหยุดยั้งความเพียรเสียเป็นอันไม่มี  เธอทั้งหลายพึงศึกษาดังนี้แล[12]

  องค์ประกอบของความเพียร  ที่จะกระทำให้ได้ผลดีมีดังนี้

  ๑.  คุณสมบัติของผู้ประกอบความเพียร

  ๒.  สมัยที่ควรประกอบความเพียร  และสมัยที่ไม่ควรประกอบความเพียร

  ๓.  สัปปายะคือความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ[13] 

  สัมมาสติ  คือการระลึกชอบ  มีสติกำกับตน  ควบคุมจิตใจไว้และให้อยู่กับสิ่งที่กำลังกระทำหรือที่เกี่ยวข้องในเวลานั้น ๆ  ใจอยู่กับกิจ  จิตอยู่กับงาน  ระลึกได้ถึงสิ่งที่ดีงาม  เกื้อกูลเป็นประโยชน์  ไม่หลงไหลเลื่อนลอย  ไม่ละเลยหรือปล่อยตัวเผลอเรอ  โดยเฉพาะสติที่กำกับตนให้ทันต่อพฤติกรรมของร่างกาย  ความรู้สึก  สภาพจิตใจ  และความนึกคิดของตน  ไม่ปล่อยให้อารมณ์ที่เย้ายวนหรือยุยงมาฉุดกระซากให้หลุดหลงเลื่อนลอยไปเสีย

  ภิกษุทั้งหลาย  สัมมาสติเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  พิจารณาเห็นกายในกาย  มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้  พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย  มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้  พิจารณาเห็นจิตในจิต  มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้  พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย  มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้[14] 

  สัมมาสติ  ความระลึกชอบ  เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐาน  ซึ่งถือว่าเป็นการฝึกฝนอบรมพัฒนาจิตตามหลักพระพุทธศาสนา  การพัฒนาสัมมาสติได้แก่  การเจริญสติปัฏฐาน  ๔  มีพระพุทธพจน์ว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย  หนทางสายนี้เป็นทางสายเอก  เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย  เพื่อล่วงความโศกและปริเทวนาการ  เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส  เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน  หนทางสายนี้คือสติปัฏฐาน  ๔  ประการคือ

๑.  กายานุปัสสนา  ใช้สติตามดูโดยมีปัญญารู้เท่าทันสภาพร่างกาย

๒. เวทนานุปัสสนา  ใช้สติตามดูโดยมีปัญญารู้เท่าทันความรู้สึกสุข  ทุกข์  หรือไม่สุขไม่ทุกข์ที่เกิดขึ้น

๓.  จิตตานุปัสสนา  ใช้สติตามดูโดยมีปัญญารู้เท่าทันสภาพจิตใจ

๔.  ธัมมานุปัสสนา  ใช้สติตามดูโดยมีปัญญารู้เท่าทันเรื่องราวทั้งหลายที่รู้  ที่คิด  ที่เกิดขึ้นในใจ  [15]

  กายานุปัสสนา  การพิจารณาเห็นกาย  ในสติปัฏฐานได้แสดงขั้นตอนไว้  ๖  ตอนคือ

  อานาปานสติ  คือการตั้งสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก 

  อิริยาบถ  คือการตั้งสติกำหนดรู้อริยาบถต่าง ๆ  คือ  ยืน  เดิน  นั่ง  นอน  เป็นต้น  ก็ให้ตามรู้ชัดในอาการที่เป็นอยู่อย่างนั้น

  สัมปชัญญะ  คือให้มีความรู้ตัวพร้อมในการกระทำทุกอย่าง  และในการเคลื่อนไหวทุกอย่าง  เช่น  การทรงจีวร  การทรงบาตร  การฉัน  การดื่ม  เป็นต้น

  ปฏิกูลมนสิการ  คือการพิจารณาร่างกายว่าประกอบด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ  และเต็มไปด้วยความไม่สะอาดโดยประการทั้งปวงของร่างกาย

  ธาตุมนสิการ  คือพิจารณาร่างกายของตนโดยความเป็นธาตุ  ๔  คือ  ธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุลม  และธาตุไฟ  โดยความเป็นของไม่เที่ยง

  นวสีวถิกา  คือพิจารณาซากศพในสภาพต่าง ๆ  โดยกำหนดเป็น  ๙  ระยะ  ตั้งแต่ตายใหม่ ๆ  ไปจนถึงกระดุกผุ

  เวทนานุปัสสนา  การพิจารณาตามเห็นเวทนา  คือเมื่อเกิดสุขเวทนาคือความรู้สึกเป็นสุขก็ดี  ทุกขเวทนาคือความรู้สึกเป็นทุกข์ก็ดี  อุเบกขาเวทนาคือความรู้สึกเฉย ๆ  ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ดี  ก็ให้ตามรู้ชัดตามที่เป็นอยู่ในขณะนั้น

  จิตตานุปัสสนา  การพิจารณาตามเห็นจิต  คือการตามดูจิตของตนในขณะนั้น ไม่ว่าจิตเป็นอย่างไร  เช่นจิตมีราคะ  จิตไม่มีราคะ  จิตมีโทสะ  จิตไม่มีโทสะ  จิตมีโมหะ  จิตไม่มีโมหะ  จิตหดหู่  จิตฟุ้งซ่าน  จิตเป็นสมาธิ  จิตไม่เป็นสมาธิเป็นต้น  ก็รู้ชัดตามที่มันเป็นอยู่

  ธัมมานุปัสสนา  การตามพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดขึ้นกับตน  ทั้งส่วนที่เป็นกุศลและอกุศลที่เกิดขึ้นในจิตตน  ใช้สติกำหนดพิจารณาดูธรรมที่เป็นปัจจุบัน  จนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ  และเกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งภายนอก  ทั้งภายใน  มีสติปรากฏอยู่ที่ธรรม  โดยความรู้ชัดว่า  ธรรมนี้สักว่าธรรม  มิใช่สัตว์  บุคคล  ตัว  ตน  เรา  เขา  บรรเทาความยึดมั่นในธรรมให้สิ้นไปเสียได้  ซึ่งในพระพุทธศาสนาได้แสดงหลักธรรมที่เกิดกับตนไว้หลายอย่าง  เช่น

  ๑.  นิวรณ์  ๕  คือรู้ชัดว่าในขณะนั้น ๆ  มีนิวรณ์  ๕  แต่ละอย่างเกิดมีขึ้นในจิตใจตนหรือไม่  ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นได้อย่างไร  ที่เกิดขึ้นแล้วละได้อย่างไร  ก็ตามพิจารณารู้ตามที่เป็นอยู่ขณะนั้น

  ๒.  อุปาทานขันธ์  ๕  คือกำหนดรู้ความยึดติดถือมั่นในขันธ์  ๕  คือ  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณ  ว่าอุปาทานขันธ์ไหนเกิดขึ้นได้อย่างไร  ดับไปได้อย่างไร 

  ๓.  อายตนะ  คือกำหนดรู้อายตนะภายนอกและอายตนะภายในแต่ละอย่าง ๆ  โดยกำหนดรู้ว่าสังโยชน์ที่เกิดพร้อมกับอายตนะได้อย่างไร  สังโยชน์ที่เกิดแล้วพร้อมกับอายตนะดับได้อย่างไร  สังโยชน์ที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร

  ๔.  โพชฌงค์  ๗  คือตามรู้ในขณะนั้น ๆ  ว่า  โพชฌงค์  ๗  อันได้แก่  สติ  ธรรมวิจัย  วิริยะ  ปีติ  ปัสสัทธิ  สมาธิ  และอุเบกขา  มีอยู่ในจิตใจหรือไม่  ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นได้อย่างไร  ที่เกิดขึ้นแล้วเจริญเต็มบริบูรณ์ได้อย่างไร

  ๕.  อริยสัจ  ๔  คือรู้ชัดอริยสัจ  ๔  แต่ละอย่างตามความเป็นจริงว่า  นี้คือทุกข์  นี้เหตุให้เกิดทุกข์  นี้ความดับทุกข์  นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์[16]

  พระพุทธศาสนา  ได้ให้ความสำคัญแก่สติและถือว่าสติเป็นอุปการธรรมในขั้นของศีล  ขั้นสมาธิ  และขั้นปัญญา  การดำเนินชีวิตที่มีสติคอยกำกับนั้น  พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการดำเนินชีวิตที่ไม่ประมาท  หรือมีอัปปมาทธรรม  ซึ่งใน  ปทสูตร  สังยุตตนิกาย  มหาวารวรรคได้แสดงความยกย่องสติและอัปปมาทธรรมไว้ดังนี้

  ภิกษุควรบำเพ็ญความไม่ประมาท  คือการคุมครองรักษาใจด้วยสติด้วยตนเองในฐานะ  ๔  คือ  จิตของเราอย่างติดใจในธรรมที่ชวนให้เกิดความติดใจ  จิตของเราอย่างขัดเคืองในธรรมที่ชวนให้เกิดความขัดเคือง  จิตของเราอย่างหลงไหลในธรรมที่ชวนให้เกิดความหลงไหล  และจิตของเราอย่างมัวเมาในธรรมที่ชวนให้เกิดความมัวเมา[17] 

  สัมมาสมาธิ  คือความตั้งใจมั่นชอบ  ได้แก่  การฝึกฝนอบรมจิตในขั้นที่ลึกซึ้ง  เพื่อให้จิตมีความสงบ  ตั้งมั่นแน่วแน่ต่ออารมณ์ที่กำลังกำหนดพิจารณา  จิตที่มีสมาธิย่อมเป็นจิตที่มีคุณภาพและสมรรถภาพสูง  ประโยชน์สูงสุดของสมาธิคือ  การปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายได้แก่  การรู้เห็นตามความเป็นจริง

  ภิกษุทั้งหลาย  สัมมาสมาธิเป็นไฉน  ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  สงัดจากกามทั้งหลาย  สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  บรรลุปฐมฌานอันมี  วิตก  วิจาร  ปิติ  และสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่  เพราะความสงัดระงับไปแห่งวิตก  วิจาร  จึงบรรลุทุติยฌาน  มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน  มีภาวะแห่งจิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น  ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร  มีแต่ปิติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่  เมื่อคลายปิติได้  เธอจึงมีอุเบกขา  มีสติสัมปชัญญะ  เสวยสุขด้วยกาย  บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า  เป็นผู้มีอุเบกขา  มีสติ  อยู่เป็นสุข  เพราะละสุขและทุกข์เสียได้  เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไป  เธอจึงบรรลุจตุตถฌาน  อันไม่มีทุกข์  ไม่มีสุข  มีอุเบกขาและสติบริสุทธิ์อยู่[18]

  สมาธิ  หมายถึงภาวะแห่งจิตที่แน่วแน่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง  ไม่ฟุ้งซ่าน  ไม่ซัดส่ายไปมา  สามารถแบ่งได้เป็น  ๓  ระดับ  คือ

  ๑.  ขณิกสมาธ  สมาธิชั่วขณะ  เป็นสมาธิขั้นต้น

  ๒.  อุปจารสมาธิ  สมาธิเฉียด ๆ  เป็นสมาธิขั้นระงับนิวรณ์  ๕

  ๓.  อัปปนาสมาธิ  สมาธิแน่วแน่  เป็นสมาธิระดับสูงสุด  จัดเป็นสมาธิในฌาน[19]

สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อสมาธิ

 

พระพุทธศาสนาถือว่า  นิวรณ์  ๕  เป็นปฏิปักษ์ธรรมที่ขัดขวาง  ปิดกั้น  ไม่ให้จิตมีสมาธิ  ทำให้จิตมืดบอด  ทำให้ปัญญาดับ  ทำให้เกิดความคับแค้น  ปุถุชนผู้ยังมีกิเลสอยู่ครบถ้วนไม่ว่าบุคคลนั้นจะรู้หรือไม่ก็ตาม  แต่สภาวะของจิตก็ยังซึมซับด้วยกิเลสอยู่  มนุษย์จะประสบผลสำเร็จในการพัฒนาชีวิตตนหรือไม่  ข้อสำคัญที่สุดคือมนุษย์จะปฏิบัติหรือทำอย่างไรต่อกิเลส  หากปฏิบัติต่อกิเลสโดยการประหาณได้ถูกวิธีก็จะประสบความสำเร็จ  ในทางตรงกันข้ามหากปฏิบัติผิดวิธีชีวิตก็จะเป็นทาสของกิเลสเรื่อยไป  นิวรณ์ทั้ง  ๕  ประการมีพระพุทธพจน์แสดงไว้ดังนี้  คือ

  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ธรรม  ๕  ประการ(นิวรณ์)  เหล่านี้เป็นเครื่องปิดกั้น(กุศลธรรม)  เป็นเครื่องห้าม(ความเจริญงอกงาม)  กดทับจิตไว้  ทำให้ปัญญาอ่อนกำลัง[20]

  ๑)  กามฉันท์  ความรักใคร่ในทางกาม  ๒)  พยาบาท  ความปองร้ายความอาฆาต  ๓)  ถีนมิทธะ  ความท้อแท้และความง่วงซึม  ๔)  อุทธัจจกุกกุจจะ  ความฟุ้งซ่านและความรำคาญ  ๕)  วิจิกิจฉา  ความสงสัยลังเลใจไม่อาจตัดสินใจได้  จะเห็นได้ว่า  ในขณะที่บำเพ็ญสมาธิอยู่นั้น  จะมีุศลธรรมที่เกิดพร้อมกับจิตเพื่อทำหน้าที่ประหาณหรือข่มนิวรณ์  ๕  ซึ่งเป็นสิ่งขัดขวางไม่ให้สมาธิเกิดขึ้นได้  ขณะที่สมาธิจิตปรากฏขึ้นกุศลธรรมคือ  วิตก  วิจาร  ปิติ  สุข  และเอกัคคตาทำหน้าที่ประหาณหรือข่มนิวรณ์  ๕  โดยวิตกประหาณถีนมิทธะ  วิจารประหาณวิจิกิจฉา  ปิติประหาณพยาบาท  สุขประหาณอุทธัจจกุกกุจจ  และเอกัคคตาประหาณกามฉันท์

  เมื่อนิวรณ์ถูกประหาญให้หมดไป  สมาธิก็เกิด  จิตที่เป็นสมาธิเป็นจิตที่ตั้งมั่น  แน่วแน่  สงบ  ใสกระจ่าง  มีพลัง  และควรแก่การงาน  ใน  ภยเภรวสูตร  มัชฌิมนิกาย  มูลปัณณาสถ์ได้แสดงลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิไว้  ๘  ประการดังนี้

  ๑)  ตั้งมั่น(สมาหิตะ)  ๒)  บริสุทธิ์(ปาริสุทธะ)  ๓)  ผ่องใส(ปริโยทาตะ)  ๔)  ปรอดโปร่งไร้กังวล(อนังคณะ)  ๕)  ปราศจากสิ่งมัวหมอง(วัคตูปกิเลสะ)  ๖)  นุ่มนวล(มุทุภูตะ)  ๗)  ควรแก่การงาน(กัมมนียะ)  ๘)  ไม่หวั่นไหว(อาเนญชัปปัตตะ)[21] 

  คัมภีร์วิสุทธิมรรค  ได้แสดงลักษณะพิเศษของสมาธิไว้ดังนี้

  ๑.  มีความไม่ซัดส่ายเป็นลักษณะ

  ๒.  มีการกำจัดความซัดส่ายเป็นกิจ

  ๓.  มีความไม่หวั่นไหวเป็นผล

  ๔.  มีความสุขเป็นเหตุใกล้[22]

  สมาธิ  มีความสำคัญและมีประโยชน์มาก  เป็นธรรมมีอุปการะมากในงานทุกงาน  ทั้งในการประกอบกิจทางโลกและการปฏิบัติในทางธรรม  การมีสมาธิก็เพื่ออบรมปัญญา  การเจริญสมาธิให้จิตบริสุทธิ์มีจุดหมายคือเพื่อความเห็นความเข้าใจให้ถูกต้องสมบูรณ์  ภิกษุพึงอบรมสมาธิ  เพราะเมื่อใจมีสมาธิหรือมั่นคงแล้ว  ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง[23]สมาธิเป็นสิกขาหนึ่งในไตรสิกขา  คือ  ศีล  สมาธิ  และปัญญา  แต่ละสิกขานั้นดำรงอยู่ในฐานะที่สัมพันธ์กัน  คือศีลเป็นพื้นฐานของสมาธิ  และสมาธิเป็นพื้นฐานของปัญญา  ในมหาปรินิพพานสูตร  ได้แสดงไว้ว่า  สมาธิที่บ่มอบรมโดยศีล  ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก  ปัญญาที่บ่มอบรมโดยสมาธิ  ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก  จิตที่บ่มอบรมโดยปัญญาแล้วย่อมหลุดพ้นโดยชอบจากอาสวะทั้งหลาย  คือ  กามาสวะ  ภวาสวะ  อวิชชาสวะ[24]



[1]ที.มหา.  ๑๐/๒๙๙/๒๗๕,  ม.มู.  ๑๒/๑๔๙/๘๖,  ม.อุ.  ๑๔/๗๐๔/๓๘๔,  อภิ.วิ.  ๓๕/๑๖๗/๑๒๒. 

[2]วิ.มหา.  ๔/๘๗/๘๐.

[3]ม.อุ.  ๑๔/๑๒/๑๒.

[4]องฺ.ปญจก.  ๒๒/๑๗๗/๒๑๑.

[5]อง.จตุก.  ๒๑/๒๘/๓๑–๓๓,  ที.ปา.  ๑๑/๒๓๗/๒๐๙–๒๑๐,  ขุ.จูฬ.  ๓๐/๖๙๑/๒๗๑.

[6]ที.ปา.  ๑๑/๓๕๙-๓๖๐/๒๘๒-๒๘๓.

[7]มหามกุฏราชวิทยาลัย,  วิสุทธิมรรคแปล, ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย,ภาค  ๑  ตอน  ๑, หน้า  ๓๔.

[8]ที.มหา.  ๑๐/๒๙๙/๒๗๕,  ม.มู.  ๑๒/๑๔๙/๘๖,  ม.อุ.  ๑๔/๗๐๔/๓๘๔.

[9]ขุ.ธ.  ๒๕/๓๐/๔๓–๔๔.

[10]ขุ.ปาฏิ.  ๓๑/๘๕/๓๘,  สํ.มหา.  ๑๙/๑๐๙๐–๙๑/๒๖๓.

[11]พระสังวาลย์  สิริจันโทการศึกษาเชิงวิเคราะห์อริยมรรค  :  กรณีการดำเนินชีวิตในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท,  วิทยานิพนธ์ปริญญาศาสนศาสตรมหาบัณฑิต  สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา  มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย,. ๒๕๔๔.

[12]องฺ.ทุก.๒๐/๒๕๑/๕๘. 

[13]องฺ.ปญฺจก.  ๒๒/๕๓/๖๕,  ที.ปา.  ๑๑/๔๑๑/๒๙๕,  องฺ.ทสก.๒๔/๑๑/๑๗. 

[14]ที.มหา.๑๐/๒๘๘/๒๖๓. 

[15]ที.มหา.๑๐/๒๗๓/๒๕๗.

[16]พระธรรมปิฎก  (ป.อ.  ปยุตฺโต),  พุทธธรรม  ฉบับปรับปรุงและขยายความ,  (กรุงเทพฯ  :  โรงพิม์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ๒๕๓๘),  หน้า  ๘๑๒.

[17]สํ.มหา.๑๙/๒๕๓/๖๕,  องฺ.ทสก.๒๔/๑๕/๒๕.

[18]ที.มหา.๑๐/๒๙๙/๒๗๔,  ม.อุปริ.๑๔/๗๐๔/๓๘๔,  อภ