มหาธี
อาจารย์ ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

ศึกษาสติปัฎฐาน๔ จากคัมภีร์


โครงการธรรมศึกษาวิจัย

มหาสติปัฏฐานสูตร

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

มหาสติปัฏฐานสูตร

กถาว่าด้วยอุทเทสวาร

[๒๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ในหมู่ชนชาวกุรุนิคม

ของหมู่ชนชาวกุรุชื่อกัมมาสทัมมะในกาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายดังนี้. ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นทูลรับพระพุทธพจน์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพระเจ้าข้าดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายทางนี้เป็นที่ไปอันเอกเพื่อความหมดจดวิเศษ

ของสัตว์ทั้งหลายเพื่อความก้าวล่วงซึ่งความโศกและความร่ำไรเพื่ออัสดงค์

ดับไปแห่งทุกข์และโทมนัสเพื่อบรรลุญายธรรมเพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง

ทางนี้คือสติปัฏฐาน (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ) ๔อย่าง. สติปัฏฐาน๔อย่าง

เป็นไฉน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณาเห็นกายใน

กายเนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌา

และโทมนัส (ความยินดียินร้าย) ในโลกเสียให้พินาศเธอย่อมพิจารณาเห็น

เวทนาในเวทนาเนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสติ

นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียให้พินาศเธอย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิต

๑. พระศาสนโศภน (แจ่มจตฺตสลฺโล) วัดมกุฏกษัตริยารามแปล.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 210

เนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌา

และโทมนัสในโลกเสียให้พินาศเธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ

อยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌาและโทมนัส

ในโลกเสียให้พินาศ.จบกถาว่าด้วยอุทเทสวาร

กายานุปัสสนาอานาปานบรรพ

[๒๗๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย

เนืองๆอยู่อย่างไรเล่า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ไปแล้วสู่ป่าก็ดีไปแล้วสู่

โคนไม้ก็ดีไปแล้วสู่เรือนว่างเปล่าก็ดีนั่งคู้บัลลังก์ (ขัดสมาธิ) ตั้งกายให้ตรง

ดำรงสติเฉพาะหน้า. เธอย่อมหายใจเข้าย่อมมีสติหายใจออกเมื่อหายใจ

เข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาวหรือเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเรา

หายใจออกยาวเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้นหรือเมื่อหายใจ

ออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้นยอมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนด

รู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้าย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนด

รู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจออกย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกาย

สังขาร (คือลมอัสสาสะปัสสาสะ) หายใจเข้าย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับ

กายสังสารหายใจออก.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายแม้ฉันใดนายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่าง

กลึงผู้ฉลาดเมื่อชักเชือกกลึงยาวก็รู้ชัดว่าเราชักเชือกกลึงยาวหรือเมื่อชัก

เชือกกลึงสั้นก็รู้ชัดว่าเราชักเชือกกลึงสั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุก็ฉัน

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 211

นั้นนั่นแหละเมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาวหรือเมื่อหายใจ

ออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาวเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจ

เข้าสั้นหรือเมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้นย่อมสำเหนียกว่า

เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้าย่อมสำเหนียกว่า

เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจออกย่อมสำเหนียกว่า

เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้าย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร

หายใจออกดังนี้. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อม

พิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้ง

ภายในภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็น

ธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอ

ที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก

เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่

อย่างนี้.

จบข้อกำหนดว่าด้วยลมหายใจเข้าออก

อิริยาบถบรรพ

[๒๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเมื่อเดินอยู่ก็รู้ชัดว่าเราเดินหรือเมื่อยืนก็รู้ชัดว่าเรายืนหรือเมื่อนั่งก็รู้ชัดว่าเรานั่งหรือเมื่อนอนก็รู้ชัดว่าเรานอน. อนึ่งเมื่อเธอนั้นเป็นผู้ตั้งกายไว้แล้วอย่างใดๆก็ย่อมรู้ชัดอาการกายนั้นอย่างนั้นๆดังนี้. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อม

ไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่

อย่างนี้.

สัมปชัญญบรรพ

[๒๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุย่อมเป็นผู้ทำ

สัมปชัญญะ (ความเป็นผู้รู้พร้อม) ในการก้าวไปข้างหน้าและถอยกลับมาข้าง

หลังย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะในการแลไปข้างหน้าแลเหลียวไปข้างซ้าย

ข้างขวาย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะในการคู้อวัยวะเข้าเหยียดอวัยวะออก

ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะในการทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวรย่อมเป็นผู้

ทำสัมปชัญญะในการกินดมเคี้ยวและลิ้มย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะ

ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะในการเดินยืนนั่ง

หลับตื่นพูดและความเป็นผู้นิ่งอยู่ดังนี้

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภายนอก

บ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความคิดเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ

ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอตั้งมั่นอยู่

ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอเป็น

ผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

จบข้อกำหนดว่าด้วยสัมปชัญญะ

ปฏิกูลมนสิการบรรพ

[๒๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุย่อมพิจารณา

กายนี้นี่แลเบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไปเบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมามีหนังหุ้มอยู่

โดยรอบเต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆว่ามีอยู่ในกายนี้คือ

ผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกเยื่อในกระดูกม้ามหัวใจตับพังผืดไตปอดไส้ใหญ่ไส้น้อยอาหารใหม่อาหารเก่าน้ำดีน้ำเสลดน้ำเหลืองน้ำเลือดน้ำเหงื่อมันข้นน้ำตามันเหลวน้ำลายน้ำมูกไขข้อน้ำมูตร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายไถ้มีปาก๒ข้างเต็มด้วยธัญญชาติมีประการ

ต่างๆคือ.ข้าวสาลีข้าวเปลือกถั่วเขียวถั่วเหลืองงาข้าวสารบุรุษมีจักษุ

แก้ไถ้นั้นออกแล้วพึงเห็นได้ว่าเหล่านี้ข้าวสาลีเหล่านี้ข้าวเปลือกเหล่านี้

ถั่วเขียวเหล่านี้ถั่วเหลืองเหล่านี้งาเหล่านี้ข้าวสารฉันใดดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลายฉันนั้นนั่นแลภิกษุย่อมพิจารณากายนี้นี่แลเบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป

เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมามีหนังหุ้มอยู่โดยรอบเต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการ

ต่างๆว่ามีอยู่ในกายนี้คือ

ผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกเยื่อในกระดูกม้าม

หัวใจตับพังผืดไตปอดไส้ใหญ่ไส้น้อยอาหารใหม่อาหารเก่า

น้ำดีน้ำเสลดน้ำเหลืองน้ำเลือดน้ำเหงื่อมันข้นน้ำตามันเหลว

น้ำลายน้ำมูกไขข้อน้ำมูตรดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภาย

นอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ

ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า

กายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอเป็นผู้

อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่

อย่างนี้.จบข้อกำหนดว่าด้วยของปฏิกูล.

ธาตุมนสิการบรรพ

[๒๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุย่อมพิจารณา

กายอันตั้งอยู่ตามที่ตั้งอยู่ตามปกตินี้นี่แลโดยความเป็นธาตุว่ามีอยู่ในกายนี้

ธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายคนฆ่าโคหรือลูกมือคนฆ่าโคผู้ฉลาดฆ่าแม่โค

แล้วพึงแบ่งออกเป็นส่วนแล้วนั่งอยู่ที่หนทางใหญ่๔แพร่งแม้ฉันใด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุฉันนั้นนั่นแลย่อมพิจารณากายอันตั้งอยู่

ตามที่ตั้งอยู่ตามปกตินี้นี่แลโดยความเป็นธาตุว่ามีอยู่ในกายนี้ธาตุดิน

ธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมดังนี้. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายใน

บ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกาย

ในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิด

ขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือ

สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่

อาศัยระลึกเธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆ

ในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่

อย่างนี้.จบข้อกำหนดว่าด้วยธาตุ

นวสีวถิกาบรรพ

[๒๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะพึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าตายแล้ววันหนึ่งหรือตายแล้ว๒วันหรือตายแล้ว๓วันอันพองขึ้นสีเขียวน่าเกลียดเป็นสรีระมีน้ำเหลืองไหลน่าเกลียด. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภาย

นอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ

ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า

กายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอเป็นผู้อัน

ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าอันฝูงกาจิกกินอยู่บ้างฝูงแร้ง

จิกกินอยู่บ้างฝูงนกตระกรุมจิกกินอยู่บ้างหมู่สุนัขกัดกินอยู่บ้างหมู่สุนัข

จิ้งจอกกัดกินอยู่บ้างหมู่สัตว์ตัวเล็กๆต่างๆกัดกินอยู่บ้างเธอก็น้อมเข้ามา

สู่กายนี้นี่แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้

ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้ง

ภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา

คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่

ว่ากายมีอยู่. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอเป็นผู้

อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าเป็นร่างกระดูกยังมีเนื้อและ

เลือดอันเส้นเอ็นรัดรึงอยู่เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่า

ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้ง

ภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา

คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอตั้งมั่นอยู่

ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอย่อม

เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าเป็นร่างกระดูกเปื้อนด้วย

เลือดแต่ปราศจากเนื้อแล้วยังมีเส้นเอ็นรัดรึงอยู่เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่

แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วง

ความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภาย-

นอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นทั้งความเกิดขึ้น

ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้างก็หรือสติของเธอที่คงมั่นอยู่ว่ากายมีอยู่แต่เพียง

สักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิ

ไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้

[๒๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าเป็นร่างกระดูกปราศจาก

เนื้อและเลือดแล้วยังมีเส้นเอ็นรัดรึงอยู่เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่าถึง

ร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วงความเป็นอย่าง

นี้ไปได้ดังนี้ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณา

เห็นกายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้ง

ภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็

หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่า

เป็นที่อาศัยระลึกเธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่

ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกับว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าคือเป็น (ท่อน) กระดูก

ปราศจากเส้นเอ็นเครื่องรัดรึงแล้วกระจายไปแล้วในทิศน้อยและทิศใหญ่คือ

กระดูกมือ (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกเท้า (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกแข้ง (ไป

อยู่) ทางอื่นกระดูกขา (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกสะเอว (ไปอยู่ ) ทางอื่น

กระดูกหลัง (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกสันหลัง (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกซี่โครง

(ไปอยู่)ทางอื่นกระดูกหน้าอก (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกไหล่ (ไปอยู่) ทางอื่น

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 219

กระดูกแขน (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกคอ (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกคาง (ไปอยู่)

ทางอื่นกระดูกฟัน (ไปอยู่) ทางอื่นกระโหลกศีรษะ (ไปอยู่) ทางอื่น. เธอ

ก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็น

อย่างนี้ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภายนอก

บ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือทั้ง

ความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือว่าสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า

กายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอย่อม

เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าคือเป็น (ท่อน) กระดูกมี

สีขาวเปรียบด้วยสีสังข์เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็

มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้ง

ภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา

คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่

ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก. เธอย่อม

เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าคือเป็น (ท่อน) กระดูกเป็น

กองเรี่ยรายแล้วมีในภายนอก (เกิน) ปีหนึ่งไปแล้วเธอก็น้อมเข้ามาสู่กาย

นี้นี่แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วง

ความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอก

บ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็น

ธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือทั้ง

ความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากาย

มีอยู่. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย

อยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าคือเป็น (ท่อน) กระดูก

ผุละเอียดแล้ว. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่เล่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้

เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้ง

ภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา

คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือว่าสติของเธอที่ตั้งมั่น

อยู่ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก. เธอย่อม

เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

จบข้อกำหนดด้วยป่าช้าข้อจบกายานุปัสสนา

 

คำสำคัญ (Tags): #สติปัฎฐาน๔
หมายเลขบันทึก: 512790เขียนเมื่อ 20 ธันวาคม 2012 12:12 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 ธันวาคม 2012 12:12 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (10)

 

เวทนานุปัสสนา

[๒๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อย่างไรภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนา

(ความเสวยอารมณ์) ในเวทนาเนืองๆอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้เมื่อเสวยสุขเวทนาก็รู้ชัด

ว่าบัดนี้เราเสวยสุขเวทนาเมื่อเสวยทุกขเวทนาก็รู้ชัดว่าบัดนี้เราเสวย

ทุกขเวทนาเมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา (ไม่ทุกข์ไม่สุข) ก็รู้ชัดว่าบัดนี้

เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาหรือเมื่อเสวยสุขเวทนามีอามิส (คือเจือกามคุณ )

ก็รู้ชัดว่าบัดนี้เราเสวยสุขเวทนามีอามิสหรือเมื่อเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส

(คือไม่เจือกามคุณ) ก็รู้ชัดว่าบัดนี้เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิสหรือเมื่อเสวย

ทุกขเวทนามีอามิสก็รู้ชัดว่าบัดนี้เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิสหรือเมื่อ

เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิสก็รู้ชัดว่าบัดนี้เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส

หรือเมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิสก็รู้ชัดว่าบัดนี้เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา

มีอามิสหรือเมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิสก็รู้ชัดว่าบัดนี้เราเสวย

อทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิสดังนี้ .

ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณา

เห็นเวทนาในเวทนาเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้ง

ภายในทั้งภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในเวทนา

บ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในเวทนาบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในเวทนาบ้าง. ก็หรือสติ

ของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่าเวทนามีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่

อาศัยระลึกเธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถือ

อะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ

อยู่อย่างนี้แล.จบเวทนานุปัสสนา

จิตตานุปัสสนา

[๒๘๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อย่างไรภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิต

ในจิตเนืองๆอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้อนึ่งจิตมีราคะก็รู้ชัดว่า

จิตมีราคะหรือจิตไม่มีราคะก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีราคะหรือจิตมีโทสะก็รู้ชัดว่า

จิตมีโทสะหรือจิตไม่มีโทสะก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีโทสะหรือจิตมีโมหะก็รู้ชัดว่า

จิตมีโมหะหรือจิตไม่มีโมหะก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีโมหะหรือจิตหดหู่ก็รู้ชัดว่า

จิตหดหู่หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่านหรือจิตเป็นมหรคต (คือถึงความ

เป็นใหญ่หมายเอาจิตที่เป็นฌานหรือเป็นอัปปมัญญาพรหมวิหาร) ก็รู้ชัดว่า

จิตเป็นมหรคตจิตไม่เป็นมหรคตก็รู้ชัดว่าจิตไม่เป็นมหรคตหรือจิตเป็น

สอุตตระ (คือกามาวจรจิตซึ่งมีจิตอื่นยิ่งกว่าไม่ถึงอุปจารสมาธิ) ก็รู้ชัดว่าจิต

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 223

เป็นสอุตตระหรือจิตเป็นอนุตตระ (คือกามาวจรจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าหมาย

เอาอุปจารสมาธิ) ก็รู้ชัดว่าจิตเป็นอนุตตระหรือจิตตั้งมั่นก็รู้ชัดว่าจิตตั้งมั่น

หรือจิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ชัดว่าจิตไม่ตั้งมั่นหรือจิตวิมุตติ (คือหลุดพ้นด้วยตทังค-

วิมุตติและวิกขัมภนวิมุตติ) ก็รู้ชัดว่าจิตวิมุตติหรือจิตยังไม่วิมุตติก็รู้ชัด

ว่าจิตยังไม่วิมุตติดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็นจิต

ในจิตเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในจิตบ้างย่อมพิจารณาเห็น

ธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในจิตบ้าง. ก็หรือสติของเธอ

ที่ตั้งมั่นอยู่ว่าจิตมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก.

เธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆอยู่อย่างนี้แล.

จบจิตตานุปัสสนา

ธัมมานุปัสสนา

นีวรณบรรพ

[๒๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อย่างไรภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรม

ในธรรมเนืองๆอยู่ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณา

เห็นธรรมในธรรมคือนิวรณ์๕.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อย่างไรภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรม

คือนิวรณ์๕ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้เมื่อกามฉันท์

(ความพอใจในกามารมณ์) มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่ากามฉันท์มีอยู่ณ

ภายในจิตของเราหรือเมื่อกามฉันท์ไม่มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่ากามฉันท์

ไม่มีณภายในจิตของเราอนึ่งความที่กามฉันท์อันยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้น

ด้วยประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วยอนึ่งความละกามฉันท์ที่เกิดขึ้นแล้ว

เสียได้ด้วยประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วยอนึ่งความที่กามฉันท์อันตนละ

เสียแล้วไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วย

อนึ่งเมื่อพยาบาทมีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าพยาบาทมีอยู่ณ

ภายในจิตของเราหรือเมื่อพยาบาทไม่มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าพยาบาท

ไม่มีณภายในจิตของเราความที่พยาบาทอันยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นด้วย

ประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วยความละพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วย

ประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วยความที่พยาบาทอันตนละเสียแล้วไม่เกิดขึ้น

ต่อไปได้ด้วยประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วย.

อนึ่งถิ่นมิทธะมีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าถิ่นมิทธะมีอยู่ณภายใน

จิตของเราหรือเมื่อถิ่นมิทธะไม่มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าถิ่นมิทธะไม่มี

ณภายในจิตของเราความที่ถิ่นมิทธะอันยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นด้วย

ประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วยความละถิ่นมิทธะที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วย

ประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วยความละถิ่นมิทธะอันตนละเสียแล้วไม่

เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วย.

อนึ่งเมื่ออุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ) มีณภายใน

จิตย่อมรู้ชัดว่าอุทธัจจกุกกจจะมีอยู่ณภายในจิตของเราหรือเมื่อ

อุทธัจจกุกกุจจะไม่มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าอุทธัจจกุกกุจจะไม่มีณ

ภายในจิตของเราความที่อุทธัจจกุกกุจจะอันยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้น

ด้วยประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วยความละอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 225

เสียได้ด้วยประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วยความที่อุทธัจจกุกกุจจะอันตน

ละเสียแล้วไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วย.

อนึ่งเมื่อวิจิกิจฉา (ความเคลือบแคลงสงสัย) มีณภายในจิตย่อม

รู้ชัดว่าวิจิกิจฉามีอยู่ณภายในจิตของเราหรือเมื่อวิจิกิจฉาไม่มีณภายในจิต

ย่อมรู้ชัดว่าวิจิกิจฉาไม่มีณภายในจิตของเราความที่วิจิกิจฉาอันยัง

ไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วยความละ

วิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วยประการใดย่อมรู้ประการนั้นด้วยความ

ที่วิจิกิจฉาอันตนละเสียแล้วไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใดย่อมรู้ประการ

นั้นด้วยดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมในธรรมเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย

ทั้งภายในทั้งภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในธรรมบ้างย่อมพิจารณาเห็น

ธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในธรรมบ้าง. ก็หรือสติของเธอที่

ตั้งมั่นอยู่ว่าธรรมมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก.

เธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือนิวรณ์๕

อย่างนี้แล.จบข้อกำหนดนิวรณ์

ขันธบรรพ

[๒๙๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุย่อมพิจารณา

เห็นธรรมในธรรมคืออุปาทานขันธ์๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อย่างไรภิกษุ

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออุปาทานขันธ์๕.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ (ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า)

อย่างนี้รูป (สิ่งที่ทรุดโทรม) อย่างนี้ความเกิดขึ้นของรูปอย่างนี้

ความดับไปของรูปอย่างนี้เวทนา (ความเสวยอารมณ์) อย่างนี้ความเกิดขึ้นของ

เวทนาอย่างนี้ความดับไปของเวทนาอย่างนี้สัญญา (ความจำ) อย่างนี้ความ

เกิดขึ้นของสัญญาอย่างนี้ความดับไปของสัญญาอย่างนี้สังขาร (สภาพปรุงแต่ง)

อย่างนี้ความเกิดของสังขารอย่างนี้ความดับของสังขารอย่างนี้วิญญาณ

(ความรู้) อย่างนี้ความเกิดขึ้นของวิญญาณอย่างนี้ความดับไปของวิญญาณดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมในธรรมเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภาย

ในทั้งภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในธรรมบ้างย่อมพิจารณาเห็น

ธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในธรรมบ้าง. ก็หรือสติของเธอ

ที่ตั้งมั่นอยู่ว่าธรรมมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก.

เธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออุปา-

ทานขันธ์๕อย่างนี้แล.จบข้อกำหนดว่าด้วยขันธ์.

อายตนบรรพ

[๒๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุย่อมพิจารณา

ธรรมในธรรมคืออายตนะภายในและอายตนะภายนอก๖ (อย่างละ๖)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อย่างไรอายตนบรรพภิกษุย่อมพิจารณา

เห็นธรรมในธรรมคืออายตนะภายในและอายตนะภายนอก๖.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้จักตาด้วยย่อมรู้จัก

รูปด้วยอนึ่งสังโยชน์ (เครื่องผูก) ย่อมเกิดขึ้นอาศัยตาและรูปทั้ง๒นั้น

อันใดย่อมรู้จักอันนั้นด้วยอนึ่งความที่สังโยชน์อันยังไม่เกิดขึ้นย่อม

เกิดขึ้นด้วยประการใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วยอนึ่งความที่ละสังโยชน์

ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วยประการใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วยอนึ่งความ

ที่สังโยชน์อันตนละเสียแล้วย่อมไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใดย่อมรู้

จักประการนั้นด้วย.ย่อมรู้จักหูด้วยย่อมรู้จักเสียงด้วยอนึ่งสังโยชน์ย่อมเกิดขึ้นอาศัยหูและเสียงทั้ง๒นั้นอันใดย่อมรู้จักอันนั้นด้วยอนึ่งความที่สังโยชน์อันยัง

ไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วยอนึ่งความ

ละสังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วยประการใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วย

อนึ่งความที่สังโยชน์อันตนละเสียแล้วย่อมไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการ

ใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วย.

ย่อมรู้จักจมูกด้วยย่อมรู้จักกลิ่นด้วยอนึ่งสังโยชน์ย่อมเกิดขึ้น

อาศัยจมูกและกลิ่นทั้ง๒นั้นอันใดย่อมรู้จักอันนั้นด้วยอนึ่งความที่สังโยชน์

อันยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วยอนึ่งความ

ละสังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วยประการใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วย

อนึ่งความที่สังโยชน์อันตนละเสียแล้วย่อมไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการ

ใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วย.

ย่อมรู้จักลิ้นด้วยย่อมรู้จักรสด้วยอนึ่งสังโยชน์ย่อมเกิดขึ้นอาศัย

ลิ้นและรสทั้ง๒นั้นอันใดย่อมรู้จักอันนั้นด้วยอนึ่งความที่สังโยชน์อันยัง

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 228

ไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วยอนึ่งความ

ละสังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วยประการใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วย

อนึ่งความที่สังโยชน์อันตนละเสียแล้วย่อมไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการ

ใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วย.

ย่อมรู้จักกายด้วยย่อมรู้จักโผฏฐัพพะ (สิ่งที่พึงถูกต้องด้วยกาย) ด้วย

อนึ่งสังโยชน์ย่อมเกิดขึ้นอาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้ง๒นั้นอันใดย่อมรู้จัก

อันนั้นด้วยอนึ่งความที่สังโยชน์อันยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นด้วยประการ

ใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วยอนึ่งความละสังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วย

ประการใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วยอนึ่งความที่สังโยชน์อันตนละเสีย

แล้วย่อมไม่เกิดขึ้นด้วยประการใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วย.

ย่อมรู้จักใจด้วยย่อมรู้จักธรรมารมณ์ (สิ่งที่พึงรู้ได้ด้วยใจ) ด้วย

อนึ่งสังโยชน์ย่อมเกิดขึ้นอาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้ง๒นั้นอันใดย่อมรู้จัก

อันนั้นด้วยอนึ่งความที่สังโยชน์อันยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นด้วยประการ

ใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วยอนึ่งความละสังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ด้วย

ประการใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วยอนึ่งความที่สังโยชน์อันตนละเสียแล้ว

ย่อมไม่เกิดขึ้นต่อไปได้ด้วยประการใดย่อมรู้จักประการนั้นด้วยดังนี้ .

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมในธรรมเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายใน

ทั้งภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในธรรมบ้างย่อมพิจารณาเห็น

ธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในธรรมบ้าง. ก็หรือสติ

ของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่าธรรมมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่

อาศัยระลึก. เธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถือ

อะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออายตนะภายในและอายตนะภายนอก๖อย่างนี้แล.

จบข้อกำหนดว่าด้วยอายตนะ.

โพชฌงคบรรพ

[๒๙๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุย่อมพิจารณา

เห็นธรรมในธรรมคือโพชฌงค์ (องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้๗อย่าง).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อย่างไรภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือโพชฌงค์๗.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้เมื่อสติสัมโพชฌงค์ (องค์

แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือสติ) มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าสติสัมโพชฌงค์มีณภายในจิตของเราหรือเมื่อสติสัมโพชฌงค์ไม่มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าสติสัมโพชฌงค์ไม่มีณภายในจิตของเราอนึ่งความที่สติสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใดย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วยอนึ่งความเจริญบริบูรณ์ของสติสัมโพซฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใดย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย.

อนึ่งเมื่อธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้

คือความเลือกเฟ้นธรรม) มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

มีณภายในจิตของเราหรือเมื่อธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ไม่มีณภายในจิตย่อม

รู้ชัดว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ไม่มีณภายในจิตของเราอนึ่งความที่ธัมม-

วิจยสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใดย่อมรู้ชัด

ประการนั้นด้วยอนึ่งความเจริญบริบูรณ์ของธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่เกิด

ขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใดย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย.

อนึ่งเมื่อวิริยสัมโพชฌงค์. (องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือ

ความเพียร) มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าวิริยสัมโพชฌงค์มีณภายในจิต

ของเราหรือเมื่อวิริยสัมโพชฌงค์ไม่มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าวิริย

สัมโพชฌงค์ไม่มีณภายในจิตของเราอนึ่งความที่วิริยสัมโพชฌงค์อันยัง

ไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใดย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วยอนึ่งความ

เจริญบริบูรณ์ของวิริยสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใดย่อม

รู้ชัดประการนั้นด้วย.

อนึ่งเมื่อปิติสัมโพชฌงค์ (องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือปิติ

ความปลื้มใจ) มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าปิติสัมโพชฌงค์มีณภายใน

จิตของเราหรือเมื่อปิติสัมโพชฌงค์ไม่มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่า

ปิติสัมโพชฌงค์ไม่มีณภายในจิตของเราอนึ่งความที่ปิติสัมโพชฌงค์

อันยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใดย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วยอนึ่ง

ความเจริญบริบูรณ์ของปิติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใด

ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย.

อนึ่งเมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ( องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือ

ปัสสัทธิความสงบกายสงบจิต ) มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าปัสสัทธิ

สัมโพชฌงค์มีณภายในจิตของเราหรือเมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ไม่มีณ

ภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ไม่มีณภายในจิตของเราอนึ่ง

ความที่ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใดย่อม

รู้ชัดประการนั้นด้วยอนึ่งความเจริญบริบูรณ์ของปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่เกิด

ขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใดย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย.

อนึ่งเมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์ (องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือ

สมาธิมีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าสมาธิสัมโพชฌงค์มีณภายในจิตของเรา

หรือเมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์ไม่มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าสมาธิสัมโพชฌงค์

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 231

ไม่มีณภายในจิตของเราอนึ่งความที่สมาธิสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้น

ย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใดย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วยอนึ่งความเจริญ

บริบูรณ์ของสมาธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใดย่อม

รู้ชัดประการนั้นด้วย.

อนึ่งเมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ (องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือ

อุเบกขาความที่จิตมัธยัสถ์เป็นกลาง) มีณภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าอุเบกขา

สัมโพชฌงค์มีณภายในจิตของเราหรือเมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่มีณ

ภายในจิตย่อมรู้ชัดว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่มีณภายในจิตของเราอนึ่ง

ความที่อุเบกขาสัมโพชฌงค์อันยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นด้วยประการใดย่อม

รู้ชัดประการนั้นด้วยอนึ่งความเจริญบริบูรณ์ของอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่เกิด

ขึ้นแล้วย่อมเป็นด้วยประการใดย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วยดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมในธรรมเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้ง

ภายในทั้งภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในธรรมบ้างย่อมพิจารณาเห็น

ธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในธรรมบ้าง. ก็หรือสติของเธอ

ที่ตั้งมั่นอยู่ว่าธรรมมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก.

เธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือโพชฌงค์๗อย่างนี้แล.จบข้อกำหนดว่าด้วยโพชฌงค์.

สัจจบรรพ - ทุกขอริยสัจ

[๒๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุย่อมพิจารณา

เห็นธรรมในธรรมคืออริยสัจ๔ (ของจริงแห่งพระอริยเจ้า).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อย่างไรภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออริยสัจ๔.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ทุกข์ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ทุกขสมุทัย (เหตุที่เกิดทุกข์)ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ทุกขนิโรธ (ธรรมเป็นที่ดับทุกข์) ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมที่ดับทุกข์).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายของจริงแห่งพระอริยเจ้าคือทุกข์เป็นอย่างไรเล่า.

แม้ชาติก็เป็นทุกข์แม้ชราก็เป็นทุกข์แม้มรณะก็เป็นทุกข์

แม้โสกะปริเทวะ (ความร่ำไรรำพัน ) ทุกข์ (ความไม่สบายกาย) โทมนัส

(ความเสียใจ) และอุปายาส (ความคับแค้นใจ) ก็เป็นทุกข์ความประสบ

สัตว์และสังขารซึ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ความพลัดพรากจากสัตว์และ

สังขารซึ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์สัตว์ปรารถนาสิ่งใดย่อมไม่ได้แม้ข้อที่ไม่

สมประสงค์นั้นก็เป็นทุกข์โดยย่ออุปาทานขันธ์ (ขันธ์ประกอบด้วยอุปาทาน

ความถือมั่น) ๕เป็นทุกข์.

[๒๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายชาติเป็นอย่างไรความเกิดเกิดพร้อม

ความหยั่งลงเกิดเกิดจำเพาะความปรากฏขึ้นแห่งขันธ์ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆของเหล่าสัตว์นั้นๆอันใดดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้ที่กล่าวว่าชาติ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายชราเป็นอย่างไรความแก่ความคร่ำคร่า

ความที่ฟันหลุดความที่ผมหงอกความที่หนังหดเหี่ยวเป็นเกลียวความ

เสื่อมแห่งอายุความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้นๆของสัตว์นั้นๆ

อันใดดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าชรา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมรณะเป็นอย่างไรความจุติความเคลื่อนไป

ความแตกทำลายความหายไปมฤตยูความตายความทำกาละความแตก

แห่งขันธ์ความทิ้งซากศพไว้ความขาดไปแห่งชีวิตินทรีย์จากหมู่สัตว์นั้นๆ

ของเหล่าสัตว์นั้นๆอันใดดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่ามรณะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายโสกะ (ความแห้งใจ) เป็นอย่างไรเล่าดูก่อน

ภิกษุทั้งหลายความโสกความเศร้าใจความแห้งใจความผากณภายใน

ความโศกณภายในของสัตว์ผู้ประกอบด้วยความฉิบหายอันใดอันหนึ่งและ

ผู้มีความทุกข์อันใดอันหนึ่งมาถูกต้องแล้วอันใดเล่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อันนี้กล่าวว่าโสกะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายปริเทวะ (ความร่ำไรรำพัน ) เป็นอย่างไรเล่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายความคร่ำครวญความร่ำไรรำพันกิริยาที่คร่ำครวญ

ความที่ร่ำไรรำพันความที่สัตว์คร่ำครวญความที่สัตว์ร่ำไรรำพันของสัตว์

ผู้ประกอบด้วยความฉิบหายอันใดอันหนึ่งและผู้ที่มีความทุกข์อันใดอันหนึ่ง

มาถูกต้องแล้วอันใดเล่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าปริเทวะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายทุกข์ (ความไม่สบายกาย) เป็นอย่างไรเล่าดู

ก่อนภิกษุทั้งหลายความทุกข์เกิดในกายความไม่ดีเกิดในกายเวทนาไม่ดีเป็น

ทุกข์เกิดแต่สัมผัสทางกายอันใดเล่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าทุกข์.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 234

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายโทมนัส ( ความเสียใจ ) เป็นอย่างไรดูก่อน

ภิกษุทั้งหลายความทุกข์เกิดในใจความไม่ดีเกิดในใจเวทนาไม่ดีเป็นทุกข์

เกิดแต่สัมผัสทางใจอันใดดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าโทมนัส.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอุปายาส (ความคับแค้นใจ) เป็นอย่างไรดูก่อน

ภิกษุทั้งหลายความแค้นความคับแค้นความที่สัตว์แค้นความที่สัตว์คับแค้น

ของสัตว์ผู้ประกอบด้วยความฉิบหายอันใดอันหนึ่งและผู้ที่ความทุกข์อันใด

อันหนึ่งมาถูกต้องแล้วอันนี้กล่าวว่าอุปายาส.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายความประสบสัตว์และสังขารซึ่งไม่เป็นที่รัก

เป็นทุกข์อย่างไรดูก่อนภิกษุทั้งหลายอารมณ์เหล่าใดในโลกนี้ซึ่งไม่เป็นที่

ปรารถนาไม่เป็นที่รักใคร่ไม่เป็นที่ปลื้มใจคือรูปเสียงกลิ่นรสและ

โผฏฐัพพะย่อมมีแก่ผู้นั้นอนึ่งหรือชนเหล่าใดที่ใคร่ต่อความฉิบหาย

ใคร่สิ่งที่ไม่เกื้อกูลใคร่ความไม่สำราญและใคร่ความไม่เกษมจากเครื่อง

ประกอบแก่ผู้นั้นความไปร่วมความมาร่วมความประชุมร่วมความระคน

กับด้วยอารมณ์และสัตว์เหล่านั้นอันใดดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่า

ความประสบกับสัตว์และสังขารซึ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายความพลัดพรากจากสัตว์และสังขารซึ่งเป็นที่รัก

เป็นทุกข์อย่างไรดูก่อนภิกษุทั้งหลายอารมณ์เหล่าใดในโลกนี้ซึ่งเป็นที่

ปรารถนาเป็นที่รักใคร่เป็นที่ปลื้มใจคือรูปเสียงกลิ่นรสและโผฏฐัพพะ

ย่อมมีแก่ผู้นั้นอนึ่งหรือชนเหล่าใดที่ใคร่ต่อความเจริญใคร่ประโยชน์

เกื้อกูลใคร่ความสำราญและใคร่ความเกษมจากเครื่องประกอบแก่ผู้นั้นคือ

มารดาหรือบิดาพี่ชายน้องชายหรือพี่หญิงน้องหญิงมิตรหรืออำมาตย์

หรือญาติสาโลหิตความไม่ไปร่วมความไม่มาร่วมความไม่ประชุมร่วม

ความไม่ระคนกับด้วยอารมณ์และสัตว์เหล่านั้นอันใดดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อันนี้กล่าวว่าความพลัดพรากจากสัตว์และสังขารซึ่งเป็นที่รักเป็นทุกข์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสัตว์ปรารถนาสิ่งใดย่อมไม่ได้แม้ของที่ไม่สม-

ประสงค์นั้นเป็นทุกข์อย่างไรเล่า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ที่มี

ความเกิดเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า

โอหนอขอเราพึงเป็นผู้ไม่มีความเกิดเป็นธรรมดาเถิดอนึ่งขอความ

เกิดอย่ามีมาถึงแก่เราเลยหนอดังนี้ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้ตามความปรารถนา

โดยแท้แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าการไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาก็เป็นทุกข์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ที่มีความ

แก่เป็นธรรมดาอย่างนี้ว่าโอหนอขอเราพึงเป็นผู้ไม่มีความแก่เป็นธรรมดา

เถิดอนึ่งขอความแก่อย่ามีมาถึงแก่เราเลยหนาดังนี้ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้

ตามความปรารถนาโดยแท้แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าการไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาก็เป็นทุกข์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ที่มี

ความเจ็บๆไข้ๆเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า

โอหนอขอเราพึงเป็นผู้ไม่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาเถิดข้อนั้น

สัตว์ไม่พึงได้ตามความปรารถนาโดยแท้แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าการไม่ได้สิ่งที่

ปรารถนาก็เป็นทุกข์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ที่มีความ

ตายเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า

โอหนอขอเราพึงเป็นผู้ไม่มีความตายเป็นธรรมดาเถิดอนึ่งขอ

ความตายอย่ามีมาถึงแก่เราเลยหนอดังนี้สัตว์ไม่พึงได้ตามความปรารถนา

โดยแท้แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าการไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาก็เป็นทุกข์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ที่มีโสกะ

ปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า

โอหนอขอเราพึงเป็นผู้ไม่มีโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส

เป็นธรรมดาเถิดอนึ่งขอโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสอย่ามีมา

ถึงแก่เราเลยดังนี้ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้ตามความปรารถนาโดยแท้แม้ข้อนี้

ก็ชื่อว่าการไม่ได้สิ่งที่ปรารถนาก็เป็นทุกข์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง๕เป็นทุกข์อย่างไรนี้คือ

อุปาทานขันธ์คือรูปอุปาทานขันธ์คือเวทนาอุปาทานขันธ์คือสัญญา

อุปาทานขันธ์คือสังขารอุปาทานขันธ์คือวิญญาณ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายโดยย่อเหล่านี้กล่าวว่าอุปาทานขันธ์ทั้ง๕

เป็นทุกข์ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าอริยสัจคือทุกข์.

 

ทุกขสมุทัยอริยสัจ

[๒๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอริยสัจคือทุกขสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์)เป็นอย่างไร. ตัณหา (ความทะยานอยาก) นี้อันใดมีความเกิดขึ้นอีกเป็นปกติประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความเพลิดเพลินมักเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆนี้คือกามตัณหาภวตัณหาวิภวตัณหา.

[๒๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลตัณหานั้นนั่นเองเมื่อจะเกิดขึ้น

ย่อมเกิดขึ้นที่ไหนเมื่อจะตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน. ที่ใดเป็นที่รักใคร่เป็นที่

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 237

พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นในที่นั้นเมื่อจะตั้งอยู่

ก็ย่อมตั้งอยู่ในที่นั้น. ก็อะไรเล่าเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตาเป็นที่

รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ตานั้น

เมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ตานั้น. หูเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลก

ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่หูนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่หู

นั้น. จมูกเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อม

เกิดขึ้นที่จมูกนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่จมูกนั้น. ลิ้นเป็นที่รักใคร่

เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ลิ้นนั้นเมื่อจะ

ตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ลิ้นนั้น. กายเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่กายนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่กายนั้น.

ใจเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้น

ที่ใจนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ใจนั้น. รูปเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจ

ในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่รูปนั้นเมื่อจะตั้งอยู่

ก็ย่อมตั้งอยู่ที่รูปนั้น. เสียงเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อ

จะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่เสียงนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่เสียงนั้น. กลิ่น

เป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้น

ที่กลิ่นนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่กลิ่นนั้น. รสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจ

ในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่รสนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อม

ตั้งอยู่ที่รสนั้น. โผฏฐัพพะเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่โผฏฐัพพะนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่

โผฏฐัพพะนั้น. ธัมมารมณ์เป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ธัมมารมณ์เมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ธัมมารมณ์นั้น.จักขุวิญญาณเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่จักขุวิญญาณนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่จักขุวิญญาณนั้นโสตวิญญาณเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่โสตวิญญาณนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่โสตวิญญาณนั้นฆาณวิญญาณนั้นเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ฆานวิญญาณนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ฆานวิญญาณนั้นชิวหาวิญญาณเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ชิวหาวิญญาณนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ชิวหาวิญญาณนั้นกายวิญญาณเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่กายวิญญาณนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่กายวิญญาณนั้นมโนวิญญาณเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่มโนวิญญาณนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่มโนวิญญาณนั้น.

จักขุสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่จักขุสัมผัสนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่จักขุสัมผัสนั้นโสตสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่โสตสัมผัสนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่โสตสัมผัสนั้น.ฆานสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ฆานสัมผัสนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ฆานสัมผัสนั้นชิวหาสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้น

ก็ย่อมเกิดขึ้นที่ชิวหาสัมผัสนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ชิวหาสัมผัสนั้น

กายสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้น

ก็ย่อมเกิดขึ้นที่กายสัมผัสนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่กายสัมผัสนั้นมโน

สัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อม

เกิดขึ้นที่มโนสัมผัสนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่มโนสัมผัสนั้น.

เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลก

ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่เวทนาซึ่งเกิดแต่จักขุสัมผัสนั้น

เมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่เวทนาซึ่งเกิดแต่จักขุสัมผัสนั้นเวทนาซึ่งเกิดแต่

โสตสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้น

ก็ย่อมเกิดขึ้นที่เวทนาซึ่งเกิดแต่โสตสัมผัสนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่

เวทนาซึ่งเกิดแต่โสตสัมผัสนั้นเวทนาซึ่งเกิดแต่ฆานสัมผัสเป็นที่รักใคร่

เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่เวทนาซึ่งเกิด

แต่ฆานสัมผัสเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่เวทนาซึ่งเกิดแต่ฆานสัมผัสนั้น.

เวทนาซึ่งเกิดแต่ชิวหาสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลก

ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่เวทนาซึ่งเกิดแต่ชิวหาสัมผัสนั้น

เมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่เวทนาซึ่งเกิดแต่ชิวหาสัมผัสนั้นเวทนาซึ่งเกิด

แต่กายสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิด

ขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่เวทนาซึ่งเกิดแต่กายสัมผัสนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อม

ตั้งอยู่ที่เวทนาซึ่งเกิดแต่กายสัมผัสนั้นเวทนาซึ่งเกิดแต่มโนสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่เวทนาซึ่งเกิดแต่มโนสัมผัสนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่เวทนาซึ่งเกิดแต่มโนสัมผัสนั้น.

รูปสัญญาเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น. เมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่รูปสัญญานั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่รูปสัญญานั้นสัททสัญญาเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่สัททสัญญานั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่สัททสัญญานั้นคันธสัญญาเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่คันธสัญญานั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่คันธสัญญานั้นรสสัญญาเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิด

ขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่รสสัญญานั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่รสสัญญานั้น

โผฏฐัพพสัญญาเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้น

ก็ย่อมเกิดขึ้นที่โผฏฐัพพสัญญานั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่โผฏฐัพพ

สัญญานั้นธัมมสัญญาเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อ

จะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ธัมมสัญญานั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ธัมม

สัญญานั้น.

รูปสัญเจตนาเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะ

เกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่รูปสัญเจตนานั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่รูปสัญ-

เจตนานั้นสัททสัญเจตนาเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่สัททสัญเจตนานั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่

ที่สัททสัญเจตนานั้นคันธสัญเจตนาเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลก

ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่คันธสัญเจตนานั้นเมื่อจะตั้งอยู่

ก็ย่อมตั้งอยู่ที่คันธสัญเจตนานั้นรสสัญเจตนาเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจ

ในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่รสสัญเจตนานั้นเมื่อจะ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 241

ตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความคิดถึงรสนั้น. ความคิดถึงโผฏฐัพพะเป็นที่รักใคร่

เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความคิดถึง

โผฏฐัพพะนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอูยู่ที่ความคิดถึงโผฏฐัพพะนั้น. ความคิด

ถึงธัมมารมณ์เป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้น

ก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความคิดถึงธัมมารมณ์นั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความคิด

ถึงธัมมารมณ์นั้น.

ความอยากในรูปเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความอยากในรูปนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่

ที่ความอยากในรูปนั้น. ความอยากในเสียงเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลก

ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความอยากในเสียงนั้นเมื่อจะตั้งอยู่

ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความอยากในเสียงนั้น. ความอยากในกลิ่นเป็นที่รักใคร่เป็นที่

พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความอยากในกลิ่นนั้น

เมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความอยากในกลิ่นนั้น. ความอยากในรสเป็นที่รัก

ใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความอยาก

ในรสนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความอยากในรสนั้น. ความอยากใน

โผฏฐัพพะเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้น

ก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความอยากในโผฏฐัพพะนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความ

อยากในโผฏฐัพพะนั้น . ความอยากในธัมมารมณ์เป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจ

ในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความอยากในธัมมารมณ์นั้น

เมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความอยากในธัมมารมณ์นั้น.

ความตรึกถึงรูปเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความตรึกถึงรูปนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่

ที่ความตรึกถึงรูปนั้น. ความตรึกถึงเสียงเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลก

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 242

ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความตรึกถึงเสียงนั้น. เมื่อจะตั้งอยู่

ก็ย่อมจะตั้งอยู่ที่ความตรึกถึงเสียงนั้น. ความตรึกถึงกลิ่นเป็นที่รักใคร่เป็นที่

พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความตรึกถึงกลิ่นนั้น

เมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรึกถึงกลิ่นนั้น. ความตรึกถึงรสเป็นที่รัก

ใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความตรึก

ถึงรสนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรึกถึงรสนั้น. ความตรึกถึงโผฏ-

ฐัพพะเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อม

เกิดขึ้นที่ความตรึกถึงโผฏฐัพพะนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรึกถึง

โผฏฐัพพะนั้น. ความตรึกถึงธัมมารมณ์เป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลก

ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความตรึกถึงธัมมารมณ์นั้นเมื่อจะ

ตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรึกถึงธัมมารมณ์นั้น.

ความตรองถึงรูปเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความตรองถึงรูปนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่

ที่ความตรองถึงรูปนั้น. ความตรองถึงเสียงเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลก

ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความตรองถึงเสียงเมื่อจะตั้งอยู่

ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรองถึงเสียงนั้น. ความตรองถึงกลิ่นเป็นที่รักใคร่เป็นที่

พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความตรองถึงกลิ่นนั้น

เมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรองถึงกลิ่นนั้น. ความตรองถึงรสเป็นที่

รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความ

ตรองถึงรสนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรองถึงรสนั้น. ความตรอง

โผฏฐัพพะเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้น

ก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความตรองถึงโผฏฐัพพะนั้นเมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความ

ตรองถึงโผฏฐัพพะนั้น. ความตรองถึงธัมมารมณ์เป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 243

ในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่ความตรองถึงธัมมารมณ์นั้น

เมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่ความตรองถึงธัมมารมณ์นั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าอริยสัจคือทุกขสมุทัย (เหตุให้ทุกข์เกิด).

ทุกขนิโรธอริยสัจ

[๒๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอริยสัจคือทุกขนิโรธ (ธรรมเป็นที่ดับทุกข์) เป็นอย่างไร. คือความสำรอกและความดับโดยไม่มีเหลือความสละความส่งคืนความปล่อยวางความไม่อาลัยในตัณหานั้นนั่นแลอันใด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็ตัณหานั้นนั่นแลเมื่อบุคคลจะละเสียย่อมละเสียได้ใน

ที่ไหนเมื่อจะดับย่อมดับในที่ไหน. ที่ใดเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลก

ตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ในที่นั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับ

ในที่นั้น. ก็อะไรเล่าเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลก.

ตาเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสีย

ก็ย่อมละเสียได้ที่ตานั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ตานั้น.

หูเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ

เสียก็ย่อมละเสียได้ทีหูนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่หูนั้น.

จมูกเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะ

ละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่จมูกนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่จมูกนั้น.

ลิ้นเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะ

ละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ลิ้นนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ลิ้นนั้น.

กายเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะ

ละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่กายนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่กายนั้น .

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 244

ใจเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะ

ละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ใจนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ใจนั้น.

รูปเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะ

ละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่รูปนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่รูปนั้น.

เสียงเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจโนโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะ

ละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่เสียงนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่เสียงนั้น.

กลิ่นเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะ

ละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่กลิ่นนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่กลิ่นนั้น.

รสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละ

เสียก็ย่อมละเสียได้ที่รสนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่รสนั้นโผฏฐัพพะเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่โผฏฐัพพะนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่โผฏฐัพพะนั้น.

ธัมมารมณ์เป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ธัมมารมณ์นั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ธัมมารมณ์นั้น.

ความรู้ทางตาเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความรู้ทางตานั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความรู้ทางตานั้น.ความรู้ทางหูเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความรู้ทางหูนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความรู้ทางหูนั้น.ความรู้ทางจมูกเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความรู้ทางจมูกนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความรู้ทางจมูกนั้น.ความรู้ทางลิ้นเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความรู้ทางลิ้นนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความรู้ทางลิ้นนั้น.

ความรู้ทางกายเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความรู้ทางกายนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความรู้ทางกายนั้น.

ความรู้ทางใจเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความรู้ทางใจนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความรู้ทางใจนั้น.

ความกระทบทางตาเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความกระทบทางตานั้นเมื่อจะดับก็ย่อม

ดับที่ความกระทบทางตานั้น.

ความกระทบทางหูเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความกระทบทางหูนั้นเมื่อจะดับก็ย่อม

ดับที่ความกระทบทางหูนั้น.

ความกระทบทางจมูกเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความกระทบทางจมูกนั้นเมื่อจะดับ

ก็ย่อมดับที่ความกระทบทางจมูกนั้น.

ความกระทบทางลิ้นเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความกระทบทางลิ้นนั้นเมื่อจะดับก็ย่อม

ดับที่ความกระทบทางลิ้นนั้น.

ความกระทบทางกายเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความกระทบทางกายนั้นเมื่อจะดับ

ก็ย่อมดับที่ความกระทบทางกายนั้น.

ความกระทบทางใจเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความกระทบทางใจนั้นเมื่อจะดับก็ย่อม

ดับที่ความกระทบทางใจนั้น.

เวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหา

นั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่เวทนาซึ่งเกิดแต่จักษุสัมผัสนั้น

เมื่อจะดับก็ย่อมดับที่เวทนาซึ่งเกิดแต่จักษุสัมผัสนั้น.

เวทนาซึ่งเกิดแต่โสตสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหา

นั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่เวทนาซึ่งเกิดแต่โสตสัมผัสนั้น

เมื่อจะดับก็ย่อมดับที่เวทนาซึ่งเกิดแต่โสตสัมผัสนั้น.

เวทนาซึ่งเกิดแต่ฆานสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหา

นั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่เวทนาซึ่งเกิดแต่ฆานสัมผัสนั้น

เมื่อจะดับก็ย่อมดับที่เวทนาซึ่งเกิดแต่ฆานสัมผัสนั้น.

เวทนาซึ่งเกิดแต่ชิวหาสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหา

นั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่เวทนาซึ่งเกิดแต่ชิวหาสัมผัสนั้น

เมื่อจะดับก็ย่อมดับที่เวทนาซึ่งเกิดแต่ชิวหาสัมผัสนั้น.

เวทนาซึ่งเกิดแต่กายสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหา

นั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่เวทนาซึ่งเกิดแต่กายสัมผัสนั้น

เมื่อจะดับก็ย่อมดับที่เวทนาซึ่งเกิดแต่กายสัมผัสนั้น.

เวทนาซึ่งเกิดแต่มโนสัมผัสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหา

นั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่เวทนาซึ่งเกิดแต่มโนสัมผัสนั้น

เมื่อจะดับก็ย่อมดับที่เวทนาซึ่งเกิดแต่มโนสัมผัสนั้น.

ความจำรูปเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความจำรูปนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความจำรูปนั้น.

ความจำเสียงเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคล

จะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความจำเสียงนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความจำ

เสียงนั้นความจำกลิ่นเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคล

จะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความจำกลิ่นนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความจำ

กลิ่นนั้น.ความจำรสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคล

จะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความจำรสนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความจำรสนั้น

ความจำโผฏฐัพพะเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความจำโผฏฐัพพะเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความจำโผฏฐัพพะนั้น.

ความจำธัมมารมณ์เป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความจำธัมมารมณ์นั้นเมื่อจะดับก็ย่อม

ดับที่ความจำธัมมารมณ์นั้น.

ความคิดถึงรูปเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อ

บุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความคิดถึงรูปนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับ

ความคิดถึงรูปนั้น.

ความคิดถึงเสียงเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความคิดถึงเสียงนั้นเมื่อจะดับก็ย่อม

ดับที่ความคิดถึงเสียงนั้น.

ความคิดถึงกลิ่นเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั่นเมื่อ

บุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความคิดถึงกลิ่นนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับ

ความคิดถึงกลิ่นนั้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 248

ความคิดถึงรสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อ

บุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความคิดถึงรสนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่

ความคิดถึงรสนั้น.

ความคิดถึงโผฏฐัพพะเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความคิดถึงโผฏฐัพพะนั้นเมื่อจะดับ

ย่อมดับเสียได้ที่ความคิดถึงโผฏฐัพพะนั้น.

ความคิดถึงธัมมารมณ์เป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความคิดถึงธัมมารมณ์นั้นเมื่อจะดับ

ก็ย่อมดับเสียได้ที่ความคิดถึงธัมมารมณ์นั้น.

ความอยากในรูปเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อ

บุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความอยากในรูปนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับ

เสียได้ที่ความอยากในรูปนั้น.

ความอยากในเสียงเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความอยากในเสียงนั้นเมื่อจะดับก็ย่อม

ดับเสียได้ที่ความอยากในเสียงนั้น.

ความอยากในกลิ่นเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความอยากในกลิ่นนั้นเมื่อจะดับก็ย่อม

ดับที่ความอยากในกลิ่นนั้น.

ความอยากในรสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อ

บุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความอยากในรสนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่

ความอยากในรสนั้น.

ความอยากในโผฏฐัพพะเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความอยากในโผฏฐัพพะนั้นเมื่อจะดับ

ก็ดับได้ที่ความอยากในโผฏฐัพพะนั้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 249

ความอยากในธัมมารมณ์เป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมจะละเสียได้ที่ความอยากในธัมมารมณ์นั้นเมื่อจะดับ

ก็ย่อมดับที่ความอยากในธัมมารมณ์นั้น.

ความตรึกถึงรูปเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อ

บุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรึกถึงรูปนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับได้

ที่ความตรึกถึงรูปนั้น.

ความตรึกถึงเสียงเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อ

บุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรึกถึงเสียงนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่

ความตรึกถึงเสียงนั้น.

ความตรึกถึงกลิ่นเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรึกถึงกลิ่นนั้นเมื่อจะดับก็ย่อม

ดับที่ความตรึกถึงกลิ่นนั้น.

ความตรึกถึงรสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรึกถึงรสนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความตรึกถึงรสนั้น.

ความตรึกถึงโผฏฐัพพะเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรึกถึงโผฏฐัพพะนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความตรึกถึงโผฏฐัพพะนั้น.

ความตรึกถึงธัมมารมณ์เป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรึกถึงธัมมารมณ์นั้นเมื่อจะดับก็

ย่อมดับเสียได้ที่ความตรึกถึงธัมมารมณ์นั้น.

ความตรองถึงรูปเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อ

บุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรองถึงรูปนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับ

เสียได้ที่ความตรองถึงรูปนั้นความตรองถึงเสียงเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรองถึงเสียงนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความตรองถึงเสียงนั้นความตรองถึงกลิ่นเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรองถึงกลิ่นนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความตรองถึงกลิ่นนั้นความตรองถึงรสเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมจะละเสียได้ที่ความตรองถึงรสนั้นเมื่อจะดับก็ย่อมดับที่ความตรองถึงรสนั้น.

ความตรองถึงโผฏฐัพพะเป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรองถึงโผฏฐัพพะนั้นเมื่อจะดับ

ก็ย่อมดับเลียได้ที่ความตรองถึงโผฏฐัพพะนั้น.

ความตรองถึงธัมมารมณ์เป็นที่รักใคร่เป็นที่พอใจในโลกตัณหานั้น

เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่ความตรองถึงธัมมารมณ์นั้นเมื่อจะดับ

ก็ย่อมดับเสียได้ที่ความตรองถึงธัมมารมณ์นั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าอริยสัจคือทุกขนิโรธ (ธรรมเป็นที่ดับทุกข์).

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

[๒๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอริยสัจคือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา(ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์) เป็นอย่างไร. ทางอันประเสริฐประกอบด้วยองค์๘ทางเดียวนี้แลทางนี้เป็นอย่างไรคือความเห็นชอบความดำริชอบการเจรจาชอบการกระทำชอบการเลี้ยงชีพชอบความพยายามชอบความระลึกชอบความตั้งจิตมั่นชอบ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) เป็นอย่างไร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายความรู้ในทุกข์ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ความรู้

ในธรรมเป็นที่ดับทุกข์ความรู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์อันใดแล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าสัมมาทิฏฐิ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) เป็นอย่างไร

ความดำริในการออกบวช (คือออกจากกามารมณ์) ความดำริในความไม่พยาบาท

ความดำริในการไม่เบียดเบียน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าสัมมาสังกัปปะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสัมมาวาจา (การเจรจาชอบ) เป็นอย่างไร

การเว้นจากการกล่าวเท็จการเว้นจากวาจาส่อเสียดการเว้นจากวาจาหยาบคาย

การเว้นจากเจรจาเพ้อเจ้อดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าสัมมาวาจา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ) เป็นอย่างไร

การเว้นจากการฆ่าสัตว์การเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้การ

เว้นจากความประพฤติผิดในกามดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าสัมมา-

กัมมันตะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ) เป็นอย่างไร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพระอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ละความเลี้ยงชีพผิดเสีย

แล้วย่อมสำเร็จความเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพชอบดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้

กล่าวว่าสัมมาอาชีวะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสัมมาวายามะ (ความพยายามชอบ) เป็นอย่างไร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาป

ที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้นย่อมยังความพอใจให้บังเกิดย่อมพยายามย่อม

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 252

ปรารภความเพียรย่อมประ

ปรารภความเพียรย่อมประคองตั้งจิตไว้เพื่อจะละอกุศลธรรมอันเป็นบาป

ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมยังความพอใจให้บังเกิดย่อมพยายามย่อมปรารภความ

เพียรย่อมประคองตั้งจิตไว้เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น

ย่อมยังความพอใจให้บังเกิดย่อมพยายามย่อมปรารภความเพียรย่อมประคอง

ตั้งจิตไว้เพื่อความตั้งอยู่ไม่ใช่สาบศูนย์เจริญยิ่งไพบูลย์มีขึ้นเต็มเปี่ยม

แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมยังความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามย่อม

ปรารภความเพียรย่อมประคองตั้งจิตไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่า

สัมมาวายามะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสัมมาสติ (ความระลึกชอบ) เป็นอย่างไร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกาย

เนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌา

และโทมนัส (ความยินดีและความยินร้าย) ในโลกเสียให้พินาศย่อมเป็น

ผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมี

สัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียให้พินาศย่อมเป็นผู้พิจารณา

เห็นจิตในจิตเนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสติ

นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียให้พินาศย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมใน

ธรรมเนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌา

และโทมนัสในโลกเสียให้พินาศดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าสัมมาสติ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสัมมาสมาธิ (ความตั้งจิตมั่นชอบ) เป็นอย่างไร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกามารมณ์สงัดแล้ว

จากธรรมที่เป็นอกุศลเข้าถึงปฐมฌาน (ความเพ่งที่๑) ประกอบด้วยวิตก

และวิจารมีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกเพราะความที่วิตกและวิจาร (ทั้ง๒)

ระงับลงเข้าถึงทุติฌาน (ความเพ่งที่๒) เป็นเครื่องผ่องใสใจณภายใน

ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้นไม่มีวิตกไม่มีวิจารมีแต่ปีติและสุขที่

เกิดจากสมาธิอนึ่งเพราะความที่ปีติปราศไปย่อมเป็นผู้เพิกเฉยอยู่

และมีสติสัมปชัญญะและเสวยความสุขด้วยกายอาศัยคุณคืออุเบกขาสติ

สัมปชัญญะและเสวยสุขอันใดเล่าเป็นเหตุพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมกล่าว

สรรเสริญผู้นั้นว่าเป็นผู้อุเบกขามีสติอยู่เป็นสุขเข้าถึงตติยฌาน(ความเพ่ง

ที่๓) เพราะละสุขเสียได้เพราะละทุกข์เสียได้เพราะความที่โสมนัสและ

โทมนัส (ทั้ง๒) ในกาลก่อนอัสดงดับไปเข้าถึงจตุตถฌาน (ความเพ่งที่๔)

ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขมีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาดูก่อน

ภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าสัมมาสมาธิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่า

อริยสัจคือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมในธรรมเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายใน

ทั้งภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในธรรมบ้างย่อมพิจารณาเห็น

ธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในธรรมบ้าง. ก็หรือสติของ

เธอที่ตั้งอยู่ว่าธรรมมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก.

เธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลก

ด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออริยสัจ

๔อย่างนี้แล.

อานิสงส์การเจริญสติปัฏฐาน.

[๓๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน๔นี้

ว่าอย่างนั้นตลอด๗ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยังเหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๗ปียกไว้ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพึงเจริญสติ

ปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๖ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผลอันใดอันหนึ่ง

คือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยังเหลืออยู่ก็เป็นพระ-

อนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๖เปียกไว้ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งพึง

เจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๕ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผล

อันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๕ปียกไว้ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๔ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผล

อันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๔ปียกไว้ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งพึง

เจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๓ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผล

อันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๓ปียกไว้ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๒ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยังเหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๒ปียกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๑ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยังเหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายปีหนึ่งยกไว้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๗เดือนผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๗เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๖เดือนผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๖เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๕เดือนผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๕เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๔เดือนผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 256

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๔เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๓เดือนผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๓เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๒เดือนผู้นั้นพึงหวังผลใน๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๒เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๑เดือนผู้นั้นพึงหวังผลใน๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๑เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอดกึ่งเดือนผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายกึ่งเดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๗วันผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผล

อันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายทางนี้เป็นที่ไปอันเอกเพื่อความหมดจดวิเศษ

ของสัตว์ทั้งหลายเพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งความโสกและความร่ำไรเพื่ออัสดงดับไป

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 257

แห่งทุกข์และโทมนัสเพื่อบรรลุญายธรรมเพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง

ทางนี้คือสติปัฏฐาน๔อย่างด้วยประการฉะนี้.

คำอันใดที่กล่าวแล้วอย่างนี้คำอันนั้นเราอาศัยเอกายนมรรค

(คือสติปัฏฐาน๔) นี้กล่าวแล้วด้วยประการฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้จบแล้วภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดี

เพลิดเพลินนักซึ่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยประการฉะนี้แล.

อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร

มหาสติปัฏฐานสูตรมีคำเริ่มต้นว่าข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้. ใน

มหาสติปัฏฐานสูตรนั้นมีพรรณนาตามลำดับบทดังต่อไปนี้.

มูลกำเนิดมหาสติปัฏฐานสูตร

เพราะเหตุไรพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระสูตรนี้ว่าดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลายหนทางนี้เป็นทางเดียวก็เพราะชนชาวแคว้นกุรุสามารถรับเทศนาที่

ลึกซึ้งได้.เล่ากันว่าชาวแคว้นกุรุไม่ว่าเป็นภิกษุภิกษุณีและอุบาสกอุบาสิกา

มีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์อยู่เป็นนิจด้วยเสพปัจจัยคือฤดูเป็นที่สบายเพราะ

แคว้นนั้นสมบูรณ์ด้วยสัปปายะมีอุตุสัปปายะเป็นต้น. ชาวกุรุนั้นมีกำลัง

ปัญญาอันร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์อุดหนุนแล้วจึงสามารถรับเทศนาที่ลึก

ซึ้งนี้ได้. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงเห็นความเป็นผู้สามารถรับ

เทศนาที่ลึกซึ้งอันนี้จึงทรงยกกัมมัฏฐาน๒๑ฐานะใส่ลงในพระอรหัตตรัส

มหาสติปัฏฐานสูตรที่มีอรรถอันลึกซึ้งนี้แก่ชาวกุรุเหล่านั้น. เปรียบเสมือน

บุรุษได้ผอบทองแล้วพึงบรรจงใส่ดอกไม้นานาชนิดลงในผอบทองนั้นหรือว่า

บุรุษได้หีบทองแล้วพึงใส่รตนะ๗ลงฉันใดแม้พระผู้มีพระภาคเจ้าฉันนั้น

ทรงได้บริษัทชาวกุรุแล้วจึงทรงวางเทศนาที่ลึกซึ้ง. ด้วยเหตุนั้นแลในข้อนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงพระสูตรอื่นๆอีกมีอรรถอันลึกซึ้งในคัมภีร์

ทีฆนิกายนี้ก็คือมหานิทานสูตรในคัมภีร์มัชฌิมนิกายก็คือสติปัฏฐานสูตร

สาโรปมสูตรรุกโขปมสูตรรัฏฐปาลสูตรมาคัณฑิยสูตรอาเนญชสัปปายสูตร.

อนึ่งบริษัท๔ในแคว้นกุรุนั้นต่างประกอบเนืองๆในการเจริญสติ

ปัฏฐานอยู่โดยปกติโดยที่สุดคนรับใช้และคนงานทั้งหลายก็พูดกันแต่เรื่อง

ที่เกี่ยวด้วยสติปัฏฐานกันทั้งนั้นแม้แต่ในที่ท่าน้ำที่กรอด้ายเป็นต้นก็ไม่มี

การพูดกันถึงเรื่องที่ไร้ประโยชน์เลย. ถ้าสตรีบางท่านถูกถามว่าคุณแม่จ๊ะคุณ

แม่ใสใจสติปัฎฐานข้อไหนนางจะไม่ตอบว่าอะไรชาวกุรุจะติเตียนเขาว่าน่า

ตำหนิชีวิตของเจ้าจริงๆเจ้าถึงเป็นอยู่ก็เหมือนตายแล้วต่อนั้นก็จะสอนเขาว่า

อย่าทำอย่างนี้อีกต่อไปนะแล้วให้เขาเรียนสติปัฏฐานข้อใดข้อหนึ่ง. แต่สตรี

ผู้ใดพูดว่าดิฉันใส่ใจสติปัฏฐานข้อโน้นเจ้าค่ะชาวกุรุก็จะกล่าวรับรองว่าสาธุ

สาธุแก่นางสรรเสริญด้วยถ้อยคำต่างๆเป็นต้นว่าชีวิตของเจ้าเป็นชีวิตดีสม

กับที่เจ้าเกิดมาเป็นมนุษย์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติมาเพื่อประโยชน์แก่เจ้า

แท้ๆ. ในข้อนี้มิใช่ชาวกุรุที่เกิดมาเป็นมนุษย์ประกอบด้วยการใส่ใจสติปัฏฐาน

แต่พวกเดียวเท่านั้นแม้แต่สัตว์ดิรัจฉานที่อาศัยชาวกุรุอยู่ก็ใส่ใจเจริญสติ

ปัฏฐานด้วยเหมือนกัน. ในข้อนั้นมีเรื่องสาธกดังต่อไปนี้.

เรื่องลูกนกแขกเต้า

เขาเล่าว่านักฟ้อนรำผู้หนึ่งจับลูกนกแขกเต้าได้ตัวหนึ่งฝึกสอน

มันพูดภาษาคน ( ตัวเองเที่ยวไปแสดงการฟ้อนรำในที่อื่นๆ). นักฟ้อนรำผู้นั้น

อาศัยสำนักของนางภิกษุณีอยู่เวลาไปในที่อื่นๆลืมลูกนกแขกเต้าเสียสนิท

แล้วไป. เหล่าสามเณรีก็จับมันมาเลี้ยงตั้งชื่อมันว่าพุทธรักขิต. วันหนึ่งพระมหา

เถรี. เห็นมันจับอยู่ตรงหน้าจึงเรียกมันว่าพุทธรักขิต. ลูกนกแขกเต้าจึงขาน

ถามว่าอะไรจ๊ะแม่เจ้า. พระมหาเถรีจึงถามว่าการใส่ใจภาวนาอะไรๆของเจ้า

มีบ้างไหม. มันตอบว่าไม่มีจ๊ะแม่เจ้า. พระมหาเถรีจึงสอนว่าขึ้นชื่อว่าผู้อยู่ใน

สำนักของพวกนักบวชจะปล่อยตัวอยู่ไม่สมควรควรปรารถนาการใส่ใจบาง

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 260

อย่างแต่เจ้าไม่ต้องสำเหนียกอย่างอื่นดอกจงท่องว่าอัฏฐิอัฏฐิก็พอ. ลูกนก

แขกเต้านั้นก็อยู่ในโอวาทของพระเถรีท่องว่าอัฏฐิอัฏฐิอย่างเดียวแล้วเที่ยว

ไป. วันหนึ่งตอนเช้ามันจับอยู่ที่ยอดประตูผึ่งแดดอ่อนอยู่แม่เหยี่ยวตัวหนึ่งก็

เฉี่ยวมันไปด้วยกรงเล็บ. มันส่งเสียงร้องกิริๆ. เหล่าสามเณรีก็ร้องว่าแม่เจ้า

พุทธรักขิตถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไปเราจะช่วยมันต่างคว้าก้อนดินเป็นต้นไล่ตาม

จนเหยี่ยวปล่อย. เหล่าสามเณรีนำมันมาวางไว้ตรงหน้าพระมหาเถรีๆถามว่า

พุทธรักขิตขณะถูกเหยี่ยวจับไปเจ้าคิดอย่างไร. ลูกนกแขกเต้าตอบว่าแม่เจ้าไม่

คิดอะไรๆดอกคิดแต่เรื่องกองกระดูกเท่านั้นจะแม่เจ้าว่ากองกระดูกพากอง

กระดูกไปจักเรี่ยราดอยู่ในที่ไหนหนอ. พระมหาเถรีจึงให้สาธุการว่าสาธุสาธุ

พุทธรักขิตนั้นจักเป็นปัจจัยแห่งความสิ้นภพของเจ้าในกาลภายภาคหน้าแล.

แม้สัตว์ดิรัจฉานในแคว้นกุรุนั้นก็ประกอบเนืองๆซึ่งสติปัฏฐานด้วยประการ

ฉะนี้เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึงความเจริญแพร่หลายแห่ง

สติปัฏฐานของชาวกุรุเหล่านั้นจึงได้ตรัสพระสูตรนี้.

อธิบายความตามลำดับบท

ในพระสูตรนั้นข้อว่าเป็นทางเดียวคือเป็นทางเอก. แท้จริง

ทางมีมากชื่อคือ

มัคคะปันถะปถะปัชชะอัญชสะ

วฏุมะอยนะนาวาอุตตรเสตุกุลละภิสิสังกมะ

ทางนี้นั้นในที่นี้ท่านกล่าวโดยชื่อว่าอยนะเพราะฉะนั้นในข้อที่ว่าดูก่อน

ภิกษุทั้งหลายหนทางนี้เป็นทางเดียวนี้จึงควรเห็นความย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายหนทางนี้เป็นทางเอกมิใช่ทางสองแพร่ง.

อีกนัยหนึ่งชื่อว่าเอกายนะเพราะอรรถวิเคราะห์ว่าเป็นทางที่บุคคลพึงไปผู้เดียว.

คำว่าผู้เดียวคือคนที่ละการคลุกคลีด้วยหมู่ปลีกตัวไปสงบสงัด.

ข้อว่าพึงไปคือพึงดำเนินไป. อีกนัยหนึ่ง

ชื่อว่าอยนะเพราะอรรถวิเคราะว่าเป็นเครื่องไปอธิบายว่าไปจากสังสารวัฏสู่พระนิพพาน. หนทางไปของบุคคลผู้เป็นเอกชื่อว่าเอกายนะ.

บทว่าเอกสฺสคือของบุคคลผู้ประเสริฐสุดแห่งสรรพสัตว์. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงประเสริฐกว่าสรรพ-สัตว์

เพราะฉะนั้นท่านจึงอธิบายว่าหนทางของพระผู้มีพระภาคเจ้า. แม้สัตว์

เหล่าอื่นถึงจะเดินไปด้วยหนทางนั้นก็จริงแม้เช่นนั้นหนทางนั้นก็เป็นทาง

เดินของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นเพราะเป็นทางที่พระองค์ทรงทำให้เกิดขึ้น.

เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ (ในโคปกโมคคัลลานสูตร) ว่าดูก่อนพราหมณ์พระผู้มี

พระภาคเจ้านั้นเป็นผู้ทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นดังนี้เป็นต้น . อีกนัยหนึ่ง

ทางย่อมไปเหตุนั้นจึงชื่อว่าอยนะอธิบายว่าไปคือเป็นไป. หนทางไป

ในธรรมวินัยอันเดียวชื่อว่าเอกายนะท่านอธิบายว่าหนทางเป็นไปในธรรม

วินัยนี้เท่านั้นไม่เป็นไปในธรรมวินัย (ศาสนา) อื่น. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้

(ในมหาปรินิพพานสูตร) ว่าดูก่อนสุภัททะมรรคมีองค์๘ที่เป็นอริยะบุคคล

จะได้ก็แต่ในธรรมวินัยนี้แลดังนี้. ก็มรรคนั้นต่างกันโดยเทศนาแต่โดย

อรรถก็อันเดียวกันนั้นเอง.

อีกนัยหนึ่งหนทางย่อมไปครั้งเดียวเหตุนั้นหนทางนั้นจึงชื่อ

เอกายนะ (ทางไปครั้งเดียว). ท่านอธิบายว่าหนทางแม้เป็นไปโดยมุขคือ

ภาวนามีนัยต่างๆกันเบื้องต้นในเบื้องปลายก็ไปสู่พระนิพพานอันเดียวกัน

นั่นเอง. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าท้าว

สหัมบดีพรหมกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 262

เอกายนํชาติขยนฺตทสฺสี

มคฺคํปชานาติหิตานุกมฺปี

เอเตนมคฺเคนตรึสุปุพฺเพ

ตริสฺสเรเจวตรนฺติใจฆํ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นธรรม

เป็นที่สิ้นชาติทรงพระกรุณาอนุเคราะห์

ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทรงทราบชัด

เอกายนมรรคพระพุทธะทั้งหลายในอดีต

พากันข้ามโอฆะ(โอฆะ) ด้วยมรรคนั้น

มาแล้วพระพุทธะทั้งหลายในอนาคตก็

จักข้ามโอฆะด้วยมรรคนั้นและพระพุทธะ

ทั้งในปัจจุบันก็ข้ามโอฆะด้วยมรรคอย่าง

เดียวกันนั้นแล.

แต่เกจิอาจารย์กล่าวตามนัยแห่งคาถาที่ว่าชนทั้งหลายไม่ไปสู่ฝั่ง

(พระนิพพาน) สองครั้งดังนี้ว่าเพราะเหตุบุคคลไปพระนิพพานได้คราวเดียว

ฉะนั้นหนทางนั้นจึงชื่อว่าเอกายนะไปคราวเดียว. คำนั้นไม่ถูก. เพราะอรรถนี้

จะพึงมีพยัญชนะอย่างนี้ว่าสกึอยโนไปคราวเดียว. ก็ถ้าหากว่าจะพึงประกอบ

อรรถะกล่าวอย่างนี้ว่าการไปครั้งเดียวคือการดำเนินครั้งเดียวของมรรคนั้น

เป็นไปอยู่ดังนี้พยัญชนะก็น่าจะถูก. แต่อรรถะไม่ถูกทั้งสองประการ. เพราะ

เหตุไร. ก็เพราะในที่นี้ท่านประสงค์แต่มรรคที่เป็นส่วนเบื้องต้น. เป็นความจริง

ในที่นี้ท่านประสงค์เอาแต่มรรคที่มีสติปัฏฐานเป็นส่วนเบื้องต้นซึ่งเป็นไป

โดยอารมณ์๔มีกายเป็นต้น. มิได้ประสงค์เอามรรคที่เป็นโลกุตตระ. ด้วยว่า

มรรคที่เป็นส่วนเบื้องต้นนั้นย่อมดำเนินไปแม้มากครั้งทั้งการดำเนินไปของ

มรรคนั้นก็มิใช่มีครั้งเดียว.

ธรรมสากัจฉาของพระมหาเถระ

ในข้อนี้แต่ก่อนพระมหาเถระทั้งหลายก็ได้เคยสนทนากันมาแล้ว.

ท่านพระจุลลนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกกล่าวว่าสติปัฏฐานเป็นมรรค

เบื้องต้น (บุพภาค). ส่วนท่านจุลลสุมนเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกอาจารย์

ของท่านพระจุลลนาคเถระกล่าวว่าเป็นมรรคผสม (มิสสกะ). ศิษย์ว่าเป็น

ส่วนเบื้องต้นขอรับ. อาจารย์ว่าเป็นมรรคผสมนะเธอ. แต่เมื่ออาจารย์พูดบ่อยๆ

เข้าศิษย์ก็ไม่ค้านกลับนิ่งเสีย. ทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ตกลงปัญหากันไม่ได้

ต่างก็ลุกไป. ภายหลังพระเถระผู้เป็นอาจารย์เดินไปโรงสรงน้ำคิดใคร่ครวญว่า

เรากล่าวว่าเป็นมรรคผสมส่วนท่านจุลลนาคยึดหลักกล่าวว่าเป็นส่วนเบื้องต้น

ข้อวินิจฉัยในข้อนี้เป็นอย่างไรกันหนอเมื่อทบทวนสวดพระสูตร (มหาสติ

ปัฏฐานสูตร) ตั้งแต่ต้นก็กำหนดได้ตรงนี้ที่ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐาน๔เหล่านี้ถึง๗ปีก็รู้ว่าโลกุตตมรรคเกิดขึ้นแล้วชื่อว่า

ตั้งอยู่ถึง๗ปีไม่มีที่เรากล่าวว่าเป็นมรรคผสมย่อมไม่ได้ (ไม่ถูก) ส่วน

ที่ท่านจุลลนาคเห็นว่าเป็นมรรคส่วนเบื้องต้นย่อมได้ (ถก) เมื่อเขาประกาศ

การฟังธรรมวัน๘ค่ำท่านก็ไป.

เล่ากันว่าพระเถระเก่าๆเป็นผู้รักการฟังธรรมครั้นได้ยินเสียง

ประกาศก็เปล่งเสียงเป็นอันเดียวกันว่าผมก่อนผมก่อน. วันนั้นเป็นวาระ

ของท่านพระจุลลนาคเถระ. ท่านนั่งบนธรรมาสน์จับพัดกล่าวคาถาเบื้องต้น

พระเถระผู้อาจารย์อยู่หลังอาสนะก็คิดว่าจะนั่งลับๆไม่พูดจาละ. แท้จริง

พระเถระเก่าๆไม่ริษยากันไม่หยิบยกเอาความชอบใจของตนขึ้นเป็นภาระ

อย่างแบกท่อนอ้อยถือเอาแต่เหตุ (ที่ควร) เท่านั้นที่มิใช่ก็สละไปเพราะ

ฉะนั้นท่านพระจุลลสุมนเถระจึงเรียกท่านจุลลนาคเบาๆท่านจุลลนาคเถระ

ได้ยินเหมือนเสียงอาจารย์เรียกจึงหยุดธรรมกถาถามว่าอะไรขอรับ .

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 264

อาจารย์กล่าวว่าท่านจุลลนาคที่เรากล่าวว่าเป็นมรรคผสมนั้นไม่ถูกดอก

ส่วนที่เธอกล่าวว่าสติปัฏฐานเป็นมรรคเบื้องต้นถูกแล้ว. ท่านพระจุลลนาคเถระ

คิดว่าอาจารย์ของเราทรงปริยัติธรรมไว้ทั้งหมดเป็นสุตพุทธะทางพระไตรปิฎก

ภิกษุเห็นปานนี้ยังวุ่นวายกับปัญหามากต่อไปภายภาคหน้าพระธรรมกถึก

ทั้งหลายจักวุ่นวายกับปัญหาชนิดนี้เพราะฉะนั้นเราจักยึดพระสูตรเป็นหลัก

ทำปัญหาชนิดนี้ไม่ให้วุ่นวายต่อไปละ. สติปัฏฐานเป็นมรรคเบื้องต้นแต่

ปฏิสัมภิทามรรคเรียกว่าเอกายนมรรค. ท่านจึงนำพระสูตร (ในธรรมบท

ขุททกนิกาย) ตั้งเป็นบทอุเทศว่า

มคฺคานฏฐงฺคิโกเสฏฺโฐสจฺจานํจตุโรปทา

วิราโคเสฏฺโฐธมฺมานํทิปทานญฺจจกฺขุมา

เอเสวมคฺโคนตฺถญฺโญทสฺสนสฺสวิสุทฺธิยา

เอตญฺหิตุมฺเหปฏิปชฺชถมารเสนปฺปมทฺทนํ

เอตญฺหิตุมฺเหปฏิปนฺนาทุกขสฺสสนฺตํกริสฺสถ

บรรดาทางทั้งหลายทางมีองค์

ประเสริฐสุดบรรดาสัจจะทั้งหลายบท

ทั้ง (อริยสัจ) ประเสริฐสุดบรรดาธรรม

ทั้งหลายวิราคธรรมประเสริฐสุดบรรดา

สัตว์สองเท้าทั้งหลายพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุ

ประเสริฐสุดทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมด

จดแห่งทรรศนะทางอื่นไม่มีท่านทั้งหลาย

จงเดินทางนี้ที่เป็นเครื่องกำจัดกองทัพมาร

ท่านทั้งหลายเดินทางนี้แล้วจักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ดังนี้.

ในข้อว่ามรรคที่ชื่อว่ามรรคเพราะอรรถว่าอะไร. เพราะอรรถว่า

เป็นเครื่องเดินไปสู่พระนิพพานอย่างหนึ่งเพราะอรรถว่าอันผู้ต้องการ

พระนิพพานพึงค้นหาอย่างหนึ่ง.

ข้อว่าเพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลายหมายความว่าเพื่อประโยชน์แก่ความหมดจดของสัตว์ทั้งหลายผู้มีจิตเศร้าหมองเพราะมลทินทั้งหลายมีราคะเป็นต้นและเพราะอุปกิเลสทั้งหลายมีอภิชฌาวิสมโลภะเป็นต้นเป็นความจริงสัตว์เหล่านี้คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอเนกตั้งต้นแต่พระพุทธเจ้าพระนามว่าตัณหังกรเมธังกรสรณังกรทีปังกรซึ่งปรินิพพานในกัปเดียวเท่านั้นเบื้องต้นแต่๔อสงไขยแสนกัปป์แต่กัปป์นี้ลงมาจนถึงพระพุทธเจ้าพระนามว่าศากยมุนีเป็นที่สุดพระปัจเจกพุทธเจ้าหลายร้อยแลพระอริยสาวกทั้งหลายอีกนับไม่ถ้วนต่างลอยมลทินทางจิตทั้งหมดถึงความหมดจดอย่างยิ่งด้วยทางนี้เท่านั้น. การบัญญัติความเศร้าหมองและผ่องแผ้วโดยมลทินทางรูปอย่างเดียวไม่มีสมจริงดังคำที่กล่าวไว้ว่า

รูเปนสงฺกิลิฏฺเฐนสํกิลิสฺสนฺติมาณวา

รูเปสุทฺเธวิสุชฺฌนฺติอนกฺขาตํมเหสินา

จิตฺเตนสงฺกิลิฏฺเฐนสํกิลิสฺสนฺติมาณวา

จิตฺเตสุทฺเธวิสุชฺฌนฺติอิติวุตฺตํมเหสินา.

พระพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่ง

ใหญ่มิได้ตรัสสอนว่าคนทั้งหลายมีรูป

เศร้าหมองแล้วจึงเศร้าหมองมีรูปหมดจด

แล้วจึงหมดจดแต่พระผู้ทรงแสวงหาคุณ

อันยิ่งใหญ่ทรงสอนว่าคนทั้งหลายมีจิต

เศร้าหมองแล้วจึงเศร้าหมองมีจิตหมด

จดแล้วจึงหมดจดดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 266

เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายขันธวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองเพราะจิตเศร้าหมองย่อมบริสุทธิ์เพราะจิต

ผ่องแผ้วดังนี้. ก็ความผ่องแผ้วแห่งจิตนั้นย่อมมีได้ด้วยมรรคคือสติปัฏฐานนี้.

เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย.

ข้อว่าเพื่อก้าวล่วงโสกะและปริเทวะหมายความว่าเพื่อก้าว

ล่วงคือละโสกะและปริเทวะ. จริงอยู่มรรคนี้อันบุคคลเจริญแล้ว

ย่อมเป็นไปเพื่อก้าวล่วงโสกะเหมือนอย่างโสกะของสันตติมหาอำมาตย์เป็นต้น

เพื่อก้าวล่วงปริเทวะเหมือนอย่างปริเทวะของนางปฏาจาราเป็นต้นเพราะ

เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเพื่อก้าวล่วงโสกะและปริเทวะ. แท้จริง

สันตติมหาอำมาตย์ฟังคาถาที่ว่า

ยํปุพฺเพตํวิโสเธหิปจฺฉาเตมาหุกิญฺจนํ

มชฺเฌเจโนคเหสฺสสิอุปสนฺโตจริสฺสสิ

ท่านจงทำความโศกในกาลก่อนให้

เหือดแห้งท่านอย่ามีความกังวลใจในกาล

ภายหลังถ้าท่านจักไม่ยึดถือในท่ามกลาง

ก็จักเป็นผู้สงบเที่ยวไปดังนี้

แล้วก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทานางปฏาจาราฟังพระคาถานี้ว่า

สนฺติปุตฺตาตาณายปิตานปิพนฺธวา

อนฺตเกนาธิปนฺนสฺสนตฺถิญาตีสุตาณตา

มีบุตรไว้เพื่อช่วยก็ไม่ได้บิดาก็ไม่ได้

พวกพ้องก็ไม่ได้เมื่อความตายมาถึงตัว

แล้วญาติทั้งหลายก็ช่วยไม่ได้ดังนี้

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 267

แล้วก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลก็เพราะเหตุว่าชื่อว่าการไม่ถูกต้องธรรมบางอย่าง

ในกายเวทนาจิตธรรมทั้งหลายแล้วภาวนาไม่มีเลยฉะนั้นสันตติมหา-

อำมาตย์กับนางปฏาจาราแม้นั้นจึงควรทราบว่าเป็นผู้ก้าวล่วงโสกะและปริเทวะ

ด้วยมรรคนี้เอง.

ข้อว่าเพื่อดับทุกข์และโทมนัสความหมายว่าเพื่อตั้งอยู่ไม่ได้

คือดับทั้งสองนี้คือทุกข์ทางกายและโทมนัสทางใจ. ด้วยว่ามรรคนี้

บุคคลเจริญแล้วย่อมเป็นไปเพื่อดับทุกข์เหมือนทุกข์ของพระติสสเถระเป็นต้น

ดับโทมนัสเหมือนอย่างโทมนัสของท้าวสักกะเป็นต้น. ในเรื่องทั้งสองนั้น

แสดงความดังต่อไปนี้.

 

 

เรื่องทุกข์ของพระติสสเถระ

เล่ากันว่าในกรุงสาวัตถีบุตรของกุฏุมภีชื่อติสสะทรัพย์๔๐โกฏิ

ออกบวชโดดเดี่ยวอยู่ในป่าที่ไม่มีบ้าน. ภริยาของน้องชายท่านส่งโจร๕๐๐ให้

ไปฆ่าท่านเสีย. พวกโจรไปล้อมท่านไว้. ท่านจึงถามว่าท่านอุบาสกมาทำไมกัน

พวกโจรตอบว่ามาฆ่าท่านนะซิ. ท่านจึงพูดขอร้องว่าท่านอุบายสกทั้งหลาย

โปรดรับประกันอาตมาให้ชีวิตอาตมาสักคืนหนึ่งเถิด. พวกโจรกล่าวว่าสมณะ

ใครจักประกันท่านในฐานะอย่างนี้ได้. พระเถระก็จับหินก้อนใหญ่ทุบกระดูกขา

ทั้งสองข้างแล้วกล่าวว่าประกันพอไหม. เหล่าโจรพวกนั้นก็ยังไม่หลบไป

กลับก่อไฟนอนเสียที่ใกล้จงกรมพระเถระข่มเวทนาพิจารณาศีลอาศัยศีล

ที่บริสุทธิ์ก็เกิดปีติและปราโมช. ลำดับต่อจากนั้นก็เจริญวิปัสสนาทำสมณ

ธรรมตลอดคืนในยามทั้งสามพออรุณขึ้นก็บรรลุพระอรหัตจึงเปล่งอุทานว่า

อุโภปาทานิภินฺทิตฺวาสญฺญมิสฺสามิโวอหํ

อฏฺฏิยามิหรายามิสราคมรเณอหํ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 268

เอวาหํจินฺตยิตฺวานยถาภูตํวิปสฺสิสํ

สมฺปตฺเตอรุณุคฺคมฺหิอรหตฺตํอปาปุณึ

เราทุบเท้าสองข้างป้องกันท่าน

ทั้งหลายเราเอือมระอาในความตายทั้งที่

ยังมีราคะเราคิดอย่างนี้แล้วก็เห็นแจ้ง

ตามเป็นจริงพอรุ่งอรุณมาถึงเราก็บรรลุ

พระอรหัตดังนี้.

เรื่องทุกข์ของภิกษุ๓๐รูป

ภิกษุ๓๐รูปอีกกลุ่มหนึ่งเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระผู้มี

พระภาคเจ้าแล้วจำพรรษาในวัดป่าทำกติกากันว่าผู้มีอายุเราควรทำสมณ-

ธรรมตลอดคืนในยามทั้งสามเราไม่ควรมายังสำนักของกันและกันแล้วต่าง

คนต่างอยู่. เมื่อภิกษุเหล่านั้นทำสมณธรรมตอนใกล้รุ่งก็โงกหลับเสือตัวหนึ่ง

ก็มาจับภิกษุไปกินทีละรูปๆ. ภิกษุไรๆก็มิได้เปล่งแม้วาจาว่าเสือคาบผมแล้ว.

ภิกษุถูกเสือกินไป๑๕รูปด้วยอาการอย่างนี้ถึงวันอุโบสถภิกษุที่เหลือ

ก็ถามว่าท่านอยู่ที่ไหนและรู้เรื่องแล้วก็กล่าวว่าถูกเสือคาบควรบอกว่าบัดนี้

เราถูกเสือคาบไปๆแล้วก็อยู่กันต่อไป. ต่อมาเสือก็จับภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งโดย

นัยก่อน. ภิกษุหนุ่มก็ร้องว่าเสือขอรับ. ภิกษุทั้งหลายก็ถือไม้เท้าและคบ

เพลิงติดตามหมายว่าจะให้มันปล่อยเสือก็ขึ้นไปยังเขาขาดทางที่ภิกษุทั้งหลาย

ไปไม่ได้เริ่มกินภิกษุนั้นตั้งแต่นิ้วเท้า. ภิกษุทั้งหลายนอกนั้นก็ได้แต่กล่าวว่า

สัปบุรุษบัดนี้กิจที่พวกเราจะต้องทำไม่มีขึ้นชื่อว่าความวิเศษของภิกษุทั้งหลาย

ย่อมปรากฏในฐานะเช่นนี้. ภิกษุหนุ่มนั้นนอนอยู่ในปากเสือข่มเวทนา

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 269

เจ็บปวดแล้วเจริญวิปัสสนาตอนเสือกินถึงข้อเท้าเป็นพระโสดาบันตอนกิน

ไปถึงหัวเข่าเป็นพระสกทาคามีตอนเสือกินไปถึงท้องเป็นพระอนาคามี

ตอนเสือกินไปยังไม่ถึงหัวใจก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาจึงเปล่ง

อุทานดังนี้ว่า

สีลวาวตฺตสมฺปนฺโนปญฺญวาสุสมาหิโต

มุหุตฺตํปมาทมนฺวายพฺยคฺเฆโนรุทฺธมานโส

ปญฺชรสฺมึโสคเหตฺวาสิลายอุปรีกโต

กามํขาทตุมํพฺยคฺโฆอฏฺฐิยานฺหารุสฺส

กิเลเสเขปยิสฺสามิผุสิสฺสามิวิมุตฺติยํ

เรามีศีลถึงพร้อมด้วยวัตรมีปัญญา

มีใจมั่นคงดีแล้วอาศัยความประมาทครู่

หนึ่งทั้งที่มีใจไม่คิดร้ายในเสือมันก็จับ

ไว้ในกรงเล็บพาไปไว้บนก้อนหินเสือ

จงกินเราถึงกระดูกและเอ็นก็ตามทีเราจัก

ทำกิเลสให้สิ้นไปจักสัมผัสวิมุตติดังนี้.

เรื่องทุกข์ของพระปีติมัลลเถระ

ภิกษุอีกรูปหนึ่งชื่อปีติมัลลเถระครั้งเป็นคฤหัสถ์ท่านถือธงมา

เกาะลังกาถึง๓รัชกาลเข้าเฝ้าพระราชาแล้วได้รับพระราชานุเคราะห์

วันหนึ่งเดินทางไปประตูศาลาที่มีที่นั่งปูด้วยเสื่อลำแพนได้พึงนตุมหากวรรค

(ในสังยุตตนิกายขันธวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายรูปไม่ใช่ของท่าน

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 270

ท่านจงละรูปนั้นเสียรูปนั้นท่านละได้แล้วจักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อ

ความสุขตลอดกาลนานดั่งนี้แล้วก็คิดว่ามิใช่รูปเท่านั้นเวทนาก็ไม่ใช่ของ

ตน. เขาทำพระบาลีนั้นให้เป็นหัวข้อแล้วออกไปยังมหาวิหารขอบวช

บรรพชาอุปสมบทแล้วกระทำมาติกาให้ทั้งสองคล่องแคล่วพาภิกษุ๓๐รูป

ไปยังลานณตำบลควปรปาลีกระทำสมณธรรม. เมื่อเท้าเดินไม่ไหวก็คุก

เข่าเดินจงกรม. ในคืนนั้นพรานเนื้อผู้หนึ่งสำคัญว่าเนื้อก็พุ่งหอกออกไป

หอกก็แล่นถูกท่านถึงทะลุท่านก็ให้เขาชักหอกออกเอาเกลียวหญ้าอุดปากแผล

ให้เขาจับตัวนั่งบนหลังแผ่นหินให้เขาเปิดโอกาสเจริญวิปัสสนาก็บรรลุ

พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาพยากรณ์แก่ภิกษุทั้งหลายที่พากันมาโดยให้

เสียงไอจามเปล่งอุทานดังนี้ว่า

ภาสิตํพุทฺธเสฏฺฐสฺสสพฺพโลกคฺควาทิโน

ตุมฺหากมิทํรูปํตํชเหยฺยาถภิกฺขโว

อนิจฺจาวตสงฺขาราอุปฺปาทวยธมฺมิโน

อุปฺปชฺชิตฺวานิรุชฺฌนฺติเตสํวูปสโมสุโข

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดที่สรร-

เสริญกันว่าเลิศทุกแหล่งล้าทรงภาษิตไว้

ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายรูปนี้มิใช่ของท่าน

ท่านทั้งหลายพึงละรูปนั้นเสีย

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอมีเกิด

และเสื่อมไปเป็นธรรมดาเกิดแล้วก็ดับ

ความสงบระงับแห่งสังขารเหล่านั้นเป็น

สุขดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 271

มรรคนี้ย่อมเป็นไปเพื่อดับทุกข์เหมือนอย่างทุกข์ของพระติสสเถระ

เป็นต้นเพียงเท่านี้ก่อน.

เรื่องโทมนัสของท้าวสักกะ

ก็ท้าวสักกะจอมเทพทรงเห็นบุพนิมิต๕ประการของพระองค์

ถูกมรณภัยคุกคามเกิดโทมนัสเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถามปัญหา.

ท้าวเธอก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตตผลพร้อมด้วยเทวดาแปดหมื่นองค์ด้วยอำนาจการ

วิสัชนาอุเบกขาปัญหา. เรื่องการอุบัติของท้าวเธอจึงกลับเป็นปกติอีก.

เรื่องโทมนัสของสุพรหมเทพบุตร

แม้สุพรหมเทพบุตรอันนางเทพอัปสรพันหนึ่งห้อมล้อมก็เสวย

สวรรคสมบัติ. ในจำพวกนางเทพอัปสรพันหนึ่งนั้นนางเทพอัปสรห้าร้อย

มัวเก็บดอกไม้จากต้นก็จุติไปเกิดในนรกสุพรหมเทพบุตรรำพึงว่าทำไมเทพ

อัปสรเหล่านี้จึงชักช้าอยู่ก็รู้ว่าพวกนางไปเกิดในนรกจึงหันมาพิจารณาดู

ตัวเองว่าอายุเท่าไรแล้วหนอก็รู้ว่าตนจะสิ้นอายุจะไปเกิดในนรกนั้นด้วย

ก็หวาดกลัวเกิดโทมนัสอย่างยิ่งเห็นว่าพระบรมศาสดาเท่านั้นจะยังความ

โทมนัสของเรานี้ให้พินาศไปไม่มีผู้อื่นแล้วก็พานางเทพอัปสรห้าร้อยที่เหลือ

เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถามปัญหาว่า

นิจฺจุตฺรสฺตมิทํจิตฺตํนิจฺจุพฺพิคฺคมิทํมโน

อนุปฺปนฺเนสุกิจฺเจสุอโถอุปฺปตฺติเตสุ

สเจอตฺถิอนุตฺรสฺตํตํเมอกฺขาหิปุจฺฉิโต

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 272

จิตนี้สะดุ้งอยู่เป็นนิตย์จิตใจนี้หวาด

อยู่เป็นนิตย์ทั้งในกิจที่ยังไม่เกิดทั้งในกิจ

ที่เกิดแล้วถ้าหากว่าความไม่หวาดสะดุ้ง

มีอยู่ขอพระองค์ที่ถูกทูลถามแล้วโปรด

บอกความไม่หวาดสะดุ้งนั้นแก่ข้าพระ-

องค์ด้วยเถิด. ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาค-

เจ้าจึงได้ตรัสบอกสุพรหมเทพบุตร

(ในสังยุตตนิกายสคาถวรรค) ว่า

นาญฺญตฺรโพชฺฌาตปสานาญฺญตฺรอินฺทฺริยสํวรา

นาญฺญตฺรสพฺพปฏินิสฺสคฺคาโสตฺถึปสฺสามิปาณินํ

นอกจากปัญญาเครื่องรู้ตปะเครื่อง

เผาความชั่วนอกจากความสำรวมอินทรีย์

นอกจากความสละคืนทุกสิ่งทุกอย่างเราก็

มองไม่เห็นความสวัสดีของสัตว์ทั้งหลาย  ดังนี้.

ในที่สุดเทศนาสุพรหมเทพบุตรก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมด้วย

นางเทพอัปสรห้าร้อยทำสมบัตินั้นให้ถาวรแล้วกลับไปยังเทวโลก.

มรรคนี้อันบุคคลเจริญแล้วบัณฑิตพึงทราบว่าย่อมเป็นไปเพื่อดับ

โทมนัสเหมือนอย่างโทมนัสของท้าวสักกะเป็นต้นดังกล่าวมานี้.

มรรคมีองค์๘ที่เป็นอริยะเรียกว่าญายธรรมในข้อที่ว่าญายสฺสอธิคมายเพื่อบรรลุญายธรรมท่านอธิบายว่าเพื่อบรรลุคือเพื่อถึงญายธรรมนั้น. จริงอยู่มรรคคือสติปัฏฐานที่เป็นโลกิยะเบื้องต้นนี้อันบุคคลเจริญแล้วย่อมเป็นไปเพื่อบรรลุมรรคที่เป็นโลกุตตร. เพราะเหตุนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเพื่อบรรลุญายธรรม.

ข้อว่าเพื่อให้แจ้งพระนิพพานท่านอธิบายว่าเพื่อทำให้แจ้ง

คือเพื่อประจักษ์ด้วยตนเองซึ่งอมตธรรมที่ได้ชื่อว่านิพพานเพราะเว้นจาก

ตัณหาเครื่องร้อยรัด. จริงอยู่มรรคนี้อันบุคคลเจริญแล้วย่อมยังการทำ

ให้แจ้งพระนิพพานให้สำเร็จไปตามลำดับ. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสว่าเพื่อทำให้แจ้งพระนิพพานดังนี้.

ในพระสูตรนั้นถึงเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลายแล้วข้อที่ว่าเพื่อก้าวล่วงโสกะและปริเทวะเป็นต้น

ก็เป็นอันสำเร็จใจความได้ก็จริงแต่ยกเวนผู้ฉลาดรู้ข้อยุติของคำสั่งสอนเสียแล้ว

ก็ไม่ปรากฏแก่คนอื่นๆได้แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าหาได้ทรงทำให้ชนผู้ฉลาด

รู้ข้อยุติของคำสั่งสอนเสียก่อนแล้วทรงแสดงธรรมในภายหลังไม่หากแต่ทรง

ยังชนทั้งหลายให้รู้อรรถะนั้นๆด้วยสูตรนั้นๆเลยทีเดียวเพราะฉะนั้นในที่นี้

เอกายนมรรคจะยังอรรถใดๆให้สำเร็จได้ก็ทรงแสดงอรรถนั้นๆให้ปรากฏ

จึงตรัสข้อว่าเพื่อก้าวล่วงโสกะและปริเทวะเป็นต้น. หรืออีกนัยหนึ่ง

ความหมดจดของสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปได้ด้วยเอกายนมรรคความหมดจด

นั้น. ย่อมมีได้ด้วยความก้าวล่วงโสกะและปริเทวะความก้าวล่วงโสกะและ

ปริเทวะย่อมมีได้ด้วยความดับทุกข์และโทมนัสความดับทุกข์และโทมนัส

ย่อมมีได้ด้วยการบรรลุญายธรรมการบรรลุญายธรรมย่อมมีได้ด้วยการทำ

ให้แจ้งพระนิพพานเพราะฉะนั้นเมื่อจะทรงแสดงลำดับการอันนี้จึงตรัสว่า

เพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย

แล้วตรัสข้อว่าเพื่อก้าวล่วงโสกะและปริเทวะเป็นต้นไป.

อีกนัยหนึ่งคำที่กล่าวมานี้เป็นการพรรณนาคุณของเอกายนมรรค. 0

เปรียบเหมือนอย่างว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคุณด้วยบททั้ง๘ด้วย

ฉฉักกเทศนา (ฉฉักกสูตรมัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์) ว่าดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลายเราจักแสดงแก่ท่านทั้งหลายถึงธรรมอันงามในเบื้องต้นงามใน

ท่ามกลางงามในเบื้องปลายจักประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์

สิ้นเชิงพร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะคือฉฉักกธรรม๖ดังนี้ฉันใด

และตรัสคุณด้วยบททั้ง๙ด้วยอริยวังสเทศนา (อังคุตตรนิกายจตุกกนิบาต)

ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายอริยวงศ์๔เหล่านี้รู้กันว่าเลิศมีมานานเป็นวงศ์

พระอริยะเป็นของเก่าในอดีตก็ไม่มีใครรังเกียจไม่เคยรังเกียจในปัจจุบัน

ก็ไม่รังเกียจกันในอนาคตก็จักไม่รังเกียจกันสมณพราหมณ์ผู้รู้ก็ไม่เกลียด

แล้วดังนี้ฉันใดพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสคุณของเอกายนมรรคแม้อันนี้

ด้วยบททั้ง๗มีว่าเพื่อหมดจดของสัตว์ทั้งหลายเป็นต้นก็ฉันนั้น. ถ้าจะถามว่า

เพราะเหตุใดก็ตอบได้ว่าเพื่อให้เกิดอุตสาหะแก่ภิกษุเหล่านั้น. จริงอยู่

ภิกษุเหล่านั้นฟังการตรัสคุณ(ของเอกายนมรรค) รู้ว่ามรรคนี้นำไปเสียซึ่ง

อุปัททวะ๔คือโสกะอันเป็นเครื่องเผาใจปริเทวะอันเป็นการพิไรรำพัน

ทุกขะอันเป็นความไม่สำราญทางกายโทมนัสอันเป็นความไม่สำราญทางใจ

นำมาซึ่งคุณวิเศษ๓คือวิสุทธิญายธรรมพระนิพพานดังนี้แล้วก็เกิด

อุตสาหะสำคัญเทศนานี้ว่าควรเล่าควรเรียนควรทรงจำควรบอกกล่าว

และจักสำคัญมรรคอันนี้ว่าควรเจริญ. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้

ตรัสคุณ (ของเอกายนมรรค) เพื่อให้เกิดอุตสาหะแก่ภิกษุเหล่านั้นเหมือน

พ่อค้าผ้ากัมพลเป็นต้นโฆษณาคุณภาพของผ้ากัมพลเป็นต้นฉะนั้น.

เหมือนอย่างว่าแม้ว่าพ่อค้าผ้ากัมพลอันมีค่านับแสนโฆษณาว่าโปรด

ซื้อผ้ากัมพลมนุษย์ทั้งหลายก็ยังไม่ทราบก่อนดอกว่าผมคนก็มีผ้ากัมพล

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 275

ทำด้วยขนสัตว์ก็มีเป็นต้นมันมีกลิ่นสาบสัมผัสหยาบแต่ก็เรียกว่าผ้ากัมพล

เหมือนกันต่อเมื่อใดพ่อค้านั้นโฆษณาว่าผ้ากัมพลสีแดงทำในแคว้นคันธาระ

ละเอียดสดใสสัมผัสละมุนเมื่อนั้นถ้ามีเงินพอก็จะซื้อเอามีไม่พอก็อยาก

จะชมฉันใดแม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายหนทางนี้

เป็นทางเดียวดังนี้ก็ยังไม่ปรากฏก่อนดอกว่าหนทางไหนด้วยว่าแม้หนทาง

ที่ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์มีประการต่างๆก็เรียกกันว่าหนทางเหมือนกันแต่

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลายดังนี้เป็นต้น

ภิกษุทั้งหลายก็ทราบว่าหนทางนี้นำมาซึ่งอุปัทวะ๔นำมาซึ่งคุณวิเศษ๓

แล้วก็เกิดอุตสาหะสำคัญเทศนานี้ว่าควรเล่าควรเรียนควรทรงจำ

ควรบอกกล่าวและจักสำคัญมรรคอันนี้ว่าควรเจริญเพราะฉะนั้นพระผู้มี

พระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสคุณ (ของเอกายนมรรค) จึงตรัสว่าเพื่อความหมดจด

ของสัตว์ทั้งหลายเป็นต้น.

อนึ่งข้ออุปมาว่าด้วยพ่อค้าผ้ากัมพลสีเหลืองอันมีค่าแสนนำมา

เปรียบฉันใดในข้อนี้ก็ควรนำข้ออุปมาว่าด้วยพ่อค้าทองชมพูนุทสีสุกแก้วมณี

กรองน้ำให้ใสแก้วมุกดาที่บริสุทธิ์ผ้าขนสัตว์และแก้วประพาฬเป็นต้น

เอามาเปรียบฉันนั้น.

คำว่ายทิทํเป็นศัพท์นิบาต. ศัพท์นิบาตนั้นมีความดังนี้ว่า

เหล่านี้ใด (เยอิเม). คำว่าจตฺตาโร(๔) เป็นศัพท์กำหนดจำนวนด้วย

จำนวนนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการกำหนดจำนวนสติปัฏฐานว่าไม่

ต่ำกว่านั้นไม่สูงกว่านั้นคำว่าสติปัฏฐานทั้งหลายได้แก่สติปัฏฐาน๓คือ

อารมณ์แห่งสติก็มีความที่พระบรมศาสดาทรงล่วงเลยความยินร้ายและยินดีใน

พระสาวกทั้งหลายผู้ปฏิบัติ๓อย่างก็มีตัวสติก็มี. อารมณ์แห่งสติเรียกว่า

สติปัฏฐานได้ในบาลีเป็นต้น (สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลายเราจักแสดงความเกิดและความดับไปแห่งสติปัฏฐาน๔ท่านทั้งหลาย

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 276

จงฟังฯลฯดูก่อนภิกษุทั้งหลายความเกิดแห่งกายเป็นอย่างไรความเกิดแห่ง

กายก็เพราะอาหารก่อให้เกิดดังนี้. อีกอย่างหนึ่งชื่อว่าสติปัฏฐานได้ในบาลี

(ขุททกนิกายปฏิสัมภิทามรรค) เป็นต้นว่ากายเป็นที่ปรากฏมิใช่สติสติ

เป็นที่ปรากฏด้วยเป็นตัวสติด้วย. คำนั้นมีความดังนี้. ชื่อว่าปัฏฐานเพราะ

อรรถวิเคราะห์ว่าเป็นที่ตั้งในที่นี้. ถามว่าอะไรตั้ง. ตอบว่าสติ. ที่ตั้งอยู่

แห่งสติชื่อว่าสติปัฏฐาน. อีกนัยหนึ่งความตั้งเป็นประธานเหตุนั้น

จึงชื่อว่าปัฏฐาน. ความตั้งแห่งสติชื่อว่าสติปัฏฐานเหมือนอย่าง

การยืนของช้างการยืนของม้าเป็นต้น. ความที่พระบรมศาสดาทรง

ล่วงเลยความยินร้ายและความยินดีในพระสาวกทั้งหลายผู้ปฏิบัติ๓อย่าง

เรียกว่าสติปัฏฐานได้ในบาลี (สฬายตนวิภังสูตรมัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์)

นี้ว่าสติปัฏฐาน๓พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระอริยะทรงเสพสติปัฏฐาน

ไรเล่าเมื่อทรงเสพสติปัฏฐานไรเล่าจึงเป็นพระศาสดาสมควรสอนพระสาวก

ดังนี้. คำนั้นมีความดังนี้ชื่อว่าปัฏฐานเพราะเป็นธรรมที่ควรตั้งไว้อธิบายว่า

ควรให้เป็นไป. ถามว่าเพราะเป็นธรรมที่ควรตั้งไว้ด้วยอะไร. ตอบว่าด้วยสติ.

การตั้งไว้ด้วยสติชื่อว่าสติปัฏฐานก็สติเท่านั้นเรียกว่าสติปัฏฐานได้ในบาลี

(สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) เป็นต้นว่าสติปัฏฐาน๔อันบุคคลเจริญแล้ว

ทำให้มากแล้วย่อมยังสัมโพชฌงค์๗ให้บริบูรณ์ดังนี้ . คำนั้นมีความดังนี้

ธรรมชาติใดตั้งอยู่ทั่วอธิบายว่าเข้าไปตั้งมั่นคือแล่นเป็นไปเหตุนั้น

ธรรมชาตินั้นชื่อว่าปัฏฐาน. สตินั้นเองชื่อว่าสติปัฏฐาน. อีกนัยหนึ่งที่ชื่อว่าสติ

เพราะอรรถว่าระลึกได้ที่ชื่อว่าปัฏฐานเพราะอรรถว่าเข้าไปตั้งไว้. เพราะ

ฉะนั้นสตินั้นด้วยปัฏฐานด้วยเพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสติปัฏฐาน. ในที่นี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาสติปัฏฐานอันนี้.

ถามว่าหากเป็นเช่นนั้นเหตุไรคำว่าสติปัฏฐานทั้งหลายจึงเป็นคำพหูพจน์.

ตอบว่าเพราะต้องมีสติมากเป็นความจริงสติเหล่านั้นมีมากเพราะต่างแห่งอารมณ์.

ถามว่าแต่เหตุไร

คำว่ามรรคจึงเป็นเอกวจนะ. อบว่าเพราะมีทางเดียวด้วยอรรถว่า

เป็นมรรค. เป็นความจริงสติเหล่านั้นแม้มี๔ก็นับว่าทางเดียวด้วย

อรรถว่าเป็นมรรค. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่าถามว่าในคำว่ามรรคที่ชื่อว่า

มรรคเพราะอรรถว่าอะไรตอบว่าเพราะอรรถว่าเป็นเครื่องไปสู่พระนิพพาน

ด้วยเพราะอรรถว่าผู้ต้องการพระนิพพานจะพึงค้นหาด้วย. สติทั้ง๔นั้น

ทำกิจให้สำเร็จในอารมณ์ทั้งหลายมีกายเป็นต้นจึงถึงพระนิพพานในภายหลัง

แต่ผู้ต้องการพระนิพพานทั้งหลายจำต้องดำเนินไปตั้งแต่ต้นมาเพราะฉะนั้น

สติทั้ง๔จึงเรียกว่าหนทางเดียว. เทศนาพร้อมด้วยอนุสนธิย่อมมีด้วย

การอนุสนธิคำว่าสติเหมือนดังในบาลีทั้งหลาย (สังยุตตนิกายมหาวารวรรค)

เป็นต้นว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงมรรคเป็นเครื่องกำจัดกองทัพมาร

เธอจงฟังมรรคนั้นเป็นเครื่องกำจัดกองทัพมารเป็นอย่างไรคือสัมโพชฌงค์๗

ดังนี้. คำว่ามรรคเป็นเครื่องกำจัดกองทัพมารและคำว่าสัมโพชฌงค์๗โดย

อรรถก็เป็นอันเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้นฉันใดคำว่าเอกายนมรรค

กับคำว่าสติปัฏฐาน๔โดยอรรถก็เป็นอันเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น

ก็ฉันนั้นเพราะฉะนั้นบัณฑิตพึงทราบว่าเป็นเอกวจนะก็เพราะเป็นทาง

เดียวด้วยอรรถว่าเป็นมรรคเป็นพหุวจนะก็เพราะมีสติมากโดยความ

ต่างแห่งอารมณ์.

ถามว่าก็เพราะเหตุไรพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสติปัฏฐานว่ามี๔

ไม่หย่อนไม่ยิ่ง. ตอบว่าก็เพราะจะทรงให้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เวไนยสัตว์.

แท้จริงในจำพวกเวไนยสัตว์ที่เป็นตัณหาจริตทิฏฐิจริตผู้เป็นสมถยานิก

(ผู้มีสมถะเป็นยาน) และวิปัสสนายานิก (ผู้มีวิปัสสนาเป็นยาน) ที่เป็นไปโดย

ส่วนทั้งสองคือปัญญาอ่อนและปัญญากล้ากายานุปัสสนาสติปัฏฐานมีอารมณ์

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 278

หยาบเป็นทางหมดจดสำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีตัณหาจริตมีปัญญาอ่อนเวทนา

นุปัสสนาสติปัฏฐานมีอารมณ์ละเอียดเป็นทางหมดจดสำหรับเวไนยสัตว์ผู้มี

ตัณหาจริตมีปัญญากล้าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานที่มีอารมณ์ไม่แยกออกมากนัก

เป็นทางหมดจดสำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีทิฏฐิจริตมีปัญญาอ่อนธัมมานุปัสสนา

สติปัฏฐานที่มีอารมณ์แยกออกมากเป็นทางหมดจดสำหรับเวไนยสัตว์ผู้มี

ทิฏฐิจริตมีปัญญากล้าอนึ่งสติปัฏฐานข้อ๑ที่มีนิมิตอันจะพึงบรรลุได้โดย

ไม่ยากเป็นทางหมดจดสำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นสมถยานิกมีปัญญาอ่อนสติ

ปัฏฐานข้อที่๒เพราะไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์อย่างหยาบจึงเป็นทางหมดจด

สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นสมถยานิกมีปัญญากล้าสติปัฏฐานข้อที่๓มีอารมณ์

ที่แยกออก. ไม่มากนักเป็นทางหมดจดสำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นวิปัสสนายานิก

มีปัญญาอ่อนสติปัฏฐานข้อที่๔มีอารมณ์ที่แยกออกมากเป็นทางหมดจด

สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นวิปัสสนายานิกมีปัญญากล้าเพราะเหตุดังนั้นจึงกล่าวว่า

สติปัฏฐานมี๔เท่านั้นไม่หย่อนไม่ยิ่ง. อีกอย่างหนึ่งที่ตรัสว่าสติปัฏฐานมี๔

ก็เพื่อละเสียซึ่งวิปัลลาสความสำคัญผิดว่างามสุขเที่ยงและเป็นตัวตน. แท้จริง

กายเป็นอสุภะไม่งามแต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังสำคัญว่างามในกายนั้น. ด้วยทรง

แสดงความไม่งามในกายนั้นแก่สัตว์เหล่านั้นจึงตรัสสติปัฏฐานข้อที่๑เพื่อละ

วิปัลลาสนั้นเสีย. และในเวทนาเป็นต้นที่สัตว์ยึดถือว่าสุขเที่ยงเป็นตัวตน

เวทนาก็เป็นทุกข์จิตไม่เที่ยงธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา. แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยัง

สำคัญว่าสุขเที่ยงเป็นตัวตนในเวทนาจิตธรรมนั้นด้วยทรงแสดงความเป็น

ทุกข์เป็นต้นในเวทนาจิตธรรมนั้นแก่สัตว์เหล่านั้นจึงตรัสสติปัฏฐาน๓ที่เหลือ

เพื่อละวิปัลลาสเหล่านั้นเสียเพราะฉะนั้นบัณฑิตพึงทราบว่าที่ตรัสว่าสติ

ปัฏฐาน๔ไม่หย่อนไม่ยิ่งก็เพื่อละความสำคัญผิดว่างามสุขเที่ยงและตัวตน

เสียดังที่กล่าวมานี้. มิใช่เพื่อละวิปัลลาสอย่างเดียวเท่านั้นบัณฑิตพึงทราบว่า

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 279

ที่ตรัสสติปัฏฐาน๔ก็เพื่อละโอฆะโยคะอาสวะคัณฐะอุปาทานและ

อคติอย่างละ๔ด้วยเพื่อกำหนดรู้อาหาร๔อย่างด้วยพึงทราบในที่มาใน

ปกรณ์ (บาลี) เท่านี้ก่อน.

ส่วนในอรรถกถาท่านกล่าวว่าสติปัฏฐานมีอันเดียวเท่านั้นโดยเป็น

ความระลึกและโดยเป็นที่ประชุมลงเป็นอันเดียวกันมี๔ด้วยอำนาจอารมณ์.

เปรียบเหมือนพระนครมี๔ประตูคนที่มาแต่ทิศตะวันออกนำสิ่งของที่อยู่ทาง

ทิศตะวันออกมาเข้าพระนครทางประตูทิศตะวันออกคนที่มาแต่ทิศใต้ทิศ

ตะวันตกก็เหมือนกันคนที่มาแต่ทิศเหนือก็นำสิ่งของที่อยู่ทางทิศเหนือมาเข้า

พระนครทางประตูทิศเหนือฉันใดข้ออุปไมยนี้ก็ฉันนั้น. จริงอยู่นิพพาน

เปรียบเหมือนนครโลกุตตรมรรคมีองค์แปดเปรียบเหมือนประตูพระนครสติ

ปัฏฐานมีกายเป็นต้นเปรียบเหมือนทิศทั้งหลายมีทิศตะวันออกเป็นต้น. ก็คน

ที่มาแต่ทิศตะวันออกนำสิ่งของที่อยู่ทางทิศตะวันออกมาเข้าพระนครทางประตู

ทิศตะวันออกฉันใดผู้ปฏิบัติโดยมุขแห่งกายานุปัสสนาเจริญกายานุปัสสนา

๑๔วิธีย่อมหยั่งลงสู่พระนิพพานอันเดียวกันนั่นเองด้วยอริยมรรคที่เกิดจาก

อานุภาพแห่งการเจริญกายานุปัสสนาก็ฉันนั้น. คนที่มาแต่ทิศใต้นำสิ่งของที่อยู่

ทางทิศใต้ย่อมเข้ามาสู่พระนครทางประตูทิศใต้ฉันใดผู้ปฏิบัติโดยมุขแห่งเวทนา

นุปัสสนาเจริญเวทนานุปัสสนา๙วิธีย่อมหยั่งลงสู่พระนิพพานอันเดียวกันนั่นเอง

ด้วยอริยมรรคที่เกิดจากอานุภาพแห่งการเจริญเวทนานุปัสสนาก็ฉันนั้น. คนที่มา

แต่ทิศตะวันตกนำสิ่งของที่อยู่ทางทิศตะวันตกย่อมเข้ามาสู่พระนครทางประตู

ทิศตะวันตกฉันใดผู้ปฏิบัติโดยมุขแห่งจิตตานุปัสสนาเจริญจิตตานุปัสสนา

๑๖วิธีย่อมหยั่งลงสู่พระนิพพานอันเดียวกันนั้นเองด้วยอริยมรรคที่เกิดจาก

อานุภาพแห่งการเจริญจิตตานุปัสสนาฉันนั้น. คนที่มาแต่ทิศเหนือนำสิ่งของที่

อยู่ทางทิศเหนือย่อมเข้ามาสู่พระนครทางประตูทิศเหนือฉันใดผู้ปฏิบัติโดยมุข

แห่งธัมมานุปัสสนาเจริญธัมมานุปัสสนา๕วิธีย่อมหยั่งลงสู่พระนิพพาน

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 280

อันเดียวกันนั้นเองด้วยอริยมรรคที่เกิดจากอานุภาพแห่งการเจริญธัมมานุ-

ปัสสนาก็ฉันนั้น. บัณฑิตพึงทราบว่าที่ท่านกล่าวว่าสติปัฏฐานมีอันเดียวเท่านั้น

ก็ด้วยอำนาจความระลึกได้อย่างหนึ่งด้วยอานุภาพประชุมลงสู่ความเป็นอันเดียว

กันหนึ่งที่กล่าวว่ามี๔ก็โดยจัดตามอารมณ์ดังกล่าวมาฉะนี้.

คำว่ามีเป็นอย่างไรเป็นคำถามด้วยหมายจะตอบ (ถามเอง

ตอบเอง). คำว่าในธรรมวินัยนี้คือในพระศาสนานี้. คำว่าภิกฺขเว

นั้นเป็นคำเรียกบุคคลผู้รับธรรม. คำว่าภิกษุนั้นเป็นคำแสดงถึงบุคคล

ผู้ถึงพร้อมด้วยข้อปฏิบัติ. เทวดาและมนุษย์แม้เหล่าอื่นก็ดำเนินการ

ปฏิบัติให้พร้อมเหมือนกัน. แต่ที่ตรัสว่าภิกษุก็เพราะเป็นผู้ประเสริฐ

อย่างหนึ่งเพราะทรงแสดงภาวะของภิกษุด้วยการปฏิบัติอย่างหนึ่ง. เป็น

ความจริงในบุคคลทั้งหลายผู้รับคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าภิกษุ

เป็นผู้ประเสริฐเพราะเป็นประหนึ่งภาชนะรองรับคำสั่งสอนมีประการต่างๆ

เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่าภิกษุเพราะเป็นผู้ประเสริฐ. แต่เมื่อทรงถือเอาภิกษุ

แล้วคนทั้งหลายที่เหลือก็เป็นอันทรงถือเอาด้วยเหมือนอย่างในการเสด็จพระ-

ราชดำเนินเป็นต้นเหล่าราชบริพารนอกนั้นก็เป็นอันท่านรวมไว้ด้วยศัพท์

ว่าราช. ผู้ใดปฏิบัติข้อปฏิบัตินี้ผู้นั้นย่อมชื่อว่าภิกษุเพราะฉะนั้นพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าภิกษุก็เพราะจะทรงแสดงภาวะของภิกษุด้วยการปฏิบัติ.

เป็นความจริงผู้ปฏิบัติจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตามย่อมนับได้ว่าเป็น

ภิกษุทั้งนั้น. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ (ในธรรมบทขุททกนิกาย) ว่า

อลงฺกโตฺเจปิสมํจเรยฺย

สนฺโตทนฺโตนิยโตพฺรหฺมจารี

สพฺเพสุภูเตสุนิธายทณฺฑํ

โสพฺราหฺมโณโสสมโณภิกฺขุ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 281

หากว่าบุคคลมีธรรมประดับแล้วเป็น

ผู้สงบแล้วฝึกแล้วเป็นคนแน่เป็น

พรหมจารีเลิกอาชญากรรมในสัตว์ทั้งปวง

พึงประพฤติสม่ำเสมออยู่ไซร้ผู้นั้นก็ชื่อว่า

พราหมณ์ผู้นั้นก็ชื่อว่าสมณะผู้นั้นก็

ชื่อว่าภิกษุดังนี้.

คำว่าในกายคือในรูปกาย. จริงแล้วรูปกายในที่นั้นท่านประสงค์

เอาว่ากายเพราะอรรถว่าเป็นที่รวมแห่งอวัยวะน้อยใหญ่และธรรมทั้งหลายมี

ผมเป็นต้นเหมือนตัวของช้างตัวของรถเป็นต้น. ที่ชื่อว่ากายเพราะอรรถว่า

เป็นที่รวมฉันใดที่ชื่อว่ากายเพราะอรรถว่าเป็นแหล่งที่มาของสิ่งที่น่ารังเกียจ

ฉันนั้น. จริงแล้วกายนั้นเป็นแหล่งที่มาของสิ่งน่ารังเกียจคือน่าเกียจอย่างยิ่ง

แม้เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่ากาย. คำว่าเป็นแหล่งที่มาคือเป็นถิ่นเกิดใจความของคำ

ในคำว่าเป็นแหล่งที่มานั้นมีดังนี้ธรรมชาติทั้งหลายมาแต่กายนั้นเหตุนั้น

กายนั้นจึงชื่อว่าเป็นแหล่งที่มา. อะไรมา. สิ่งอันน่าเกลียดทั้งหลายมีผมเป็นต้น

ย่อมมา. ชื่อว่าอายะเพราะเป็นแหล่งมาแห่งสิ่งน่าเกลียดทั้งหลายด้วย

ประการฉะนี้. คำว่าพิจารณาเห็นกายหมายความว่ามีปกติพิจารณา

เห็นในกายหรือพิจารณาเห็นกาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้จะตรัสว่าในกาย

แล้วบัณฑิตพึงทราบว่าทรงกระทำศัพท์ว่ากายครั้งที่สองว่าพิจารณาเห็น

กายอีกครั้งหนึ่งเพื่อทรงแสดงการกำหนดและการแยกออกจากก้อนเป็นต้น

โดยไม่ปนกัน. ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในกายหรือพิจารณาเห็นจิตในกาย

หรือพิจารณาเห็นธรรมในกายหามิได้ที่แท้พิจารณาเห็นกายในกายต่างหาก

เพราะฉะนั้นจึงเป็นอันทรงแสดงการกำหนดไม่ปนกันด้วยทรงแสดงอาการ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 282

คือพิจารณาเห็นกายในวัตถุที่นับว่ากาย. มิใช่พิจารณาเห็นธรรมอย่างหนึ่งที่

พ้นจากอวัยวะน้อยใหญ่ในกายทั้งมิใช่พิจารณาเห็นเป็นหญิงหรือเป็นชายที่พ้น

จากผมขนเป็นต้น. จริงอยู่ในข้อนั้นกายแม้อันใดที่นับว่าเป็นที่รวมของ

ภูตรูปและอุปาทายรูปมีผมขนเป็นต้นมิใช่พิจารณาเห็นธรรมอย่างหนึ่งที่

พ้นจากภูตรูปและอุปาทายรูปที่แท้พิจารณาเห็นกายเป็นที่รวมอวัยวะน้อยใหญ่

ในกายแม้อันนั้นเหมือนพิจารณาเห็นส่วนประกอบของรถฉะนั้นพิจารณา

เห็นกายเป็นที่รวมของผมขนเป็นต้นเหมือนพิจารณาเห็นส่วนน้อยใหญ่

ของพระนครพิจารณาเห็นกายเป็นที่รวมของภูตรูปและอุปาทายรูปเหมือน

แยกใบและก้านของต้นกล้วยและเหมือนแบกำมือที่ว่างเปล่าฉะนั้นเพราะ

ฉะนั้นจึงเป็นอันทรงแสดงการแยกออกจากก้อนด้วยทรงแสดงวัตถุที่นับ

ได้ว่ากายโดยเป็นที่รวมโดยประการต่างๆนั่นแล้ว. ความจริงกายหรือ

ชายหญิงหรือธรรมไรๆอื่นที่พ้นจากกายอันเป็นที่รวมดังกล่าวแล้วหาปรากฏ

ในกายนั้นไม่แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยึดมันผิดๆโดยประการนั้นๆในกายที่สักว่า

เป็นที่รวมแห่งธรรมดังกล่าวแล้วอยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้นพระโบราณาจารย์

ทั้งหลายจึงกล่าวว่า

ยํปสฺสติตํทิฏฺฐํยํทิฏฺฐํ

 

ยํปสฺสติตํทิฏฺฐํยํทิฏฺฐํตํปสฺสติ

อปสฺสํพชฺฌเตมูฬฺโหพชฺฌมาโนมุจฺจติ

บุคคลเห็นสิ่งใดสิ่งนั้นก็ไม่ได้เห็น

สิ่งใดเห็นแล้วก็ไม่เห็นสิ่งนั้นเมื่อไม่เห็น

ก็หลงติดเมื่อติดก็ไม่หลุดพ้นดังนี้.

ท่านกล่าวคำนี้ก็เพื่อแสดงการแยกออกจากก้อนเป็นต้น. ด้วยศัพท์ว่า

อาทิเป็นต้นในคำนี้บัณฑิตพึงทราบความดังนี้. ก็ภิกษุนี้พิจารณาเห็นกาย

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 283

ในกายนี้เท่านั้นท่านอธิบายว่ามิใช่พิจารณาเห็นธรรมอย่างอื่น. คนทั้งหลาย

แลเห็นน้ำในพยับแดดแม้ที่ไม่มีน้ำฉันใดภิกษุพิจารณาเห็นกายอันนี้ว่า

เป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวตนไม่สวยงามว่าเป็นของเที่ยงเป็นสุข

เป็นตัวตนและสวยงามฉันนั้นหามิได้ที่แท้พิจารณาเห็นกายท่าน

อธิบายว่าพิจารณาเห็นกายเป็นที่รวมของอาการคือไม่เที่ยงเป็นทุกข์

มิใช่ตัวตนและไม่สวยงามต่างหาก.

อีกอย่างหนึ่งก็กายอันนี้ใดที่ท่านกล่าวไว้ข้างหน้าว่ามีลมอัสสาสะ

ปัสสาสะเป็นต้นมีกระดูกที่ป่นเป็นที่สุดตามนัยพระบาลีเป็นต้นว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ไปป่าก็ดีฯลฯเธอมีสติหายใจ

เข้าดังนี้และกายอันใดที่ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรค(ขุททกนิกาย) ว่า

ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นกายคือดินกายคือน้ำกายคือไฟ

กายคือลมกายคือผมกายคือขนกายคือผิวหนังกายคือหนึ่งกายคือเนื้อ

กายคือเลือดกายคือเอ็นกายคือกระดูกกายคือเยื่อในกระดูกโดยความเป็น

ของไม่เที่ยงดังนี้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความของกายนั้นทั้งหมดแม้อย่างนี้ว่า

ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายโดยพิจารณาเห็นในกายอันนี้เท่านั้น.

อีกอย่างหนึ่งพึงทราบความอย่างนี้ว่าพิจารณาเห็นกายที่นับว่า

เป็นที่รวมแห่งธรรมมีผมเป็นต้นในกายโดยไม่พิจารณาเห็นส่วนใดส่วนหนึ่ง

ที่พึงถือว่าเป็นเราเป็นของเราในกายแต่พิจารณาเห็นกายนั้นๆเท่านั้นเป็น

ที่รวมแห่งธรรมต่างๆมีผมขนเป็นต้น.

อนึ่งพึงทราบความอย่างนี้ว่าพิจารณาเห็นกายในกายแม้โดยพิจารณา

เห็นกายที่นับว่าเป็นที่รวมแห่งอาการมีลักษณะไม่เที่ยงเป็นต้นทั้งหมดทีเดียว

ซึ่งมีนัยที่มาในปฏิสัมภิทามรรคตามลำดับบาลีเป็นต้นว่าพิจารณาเห็นใน

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 284

กายนี้โดยความเป็นของไม่เที่ยงไม่ใช่โดยเป็นของเที่ยงดังนี้. จริงอย่างนั้น

ภิกษุผู้ปฏิบัติปฏิปทาคือพิจารณาเห็นกายในกายรูปนี้ย่อมพิจารณาเห็นกาย

อันนี้โดยเป็นของไม่เที่ยงไม่ใช่เห็นโดยเป็นของเที่ยงพิจารณาเห็นโดยเป็น

ทุกข์ไม่ใช่เห็นโดยเป็นสุขพิจารณาเห็นโดยมิใช่ตัวตนไม่ใช่เห็นเป็นตัวตน

ด้วยอำนาจอนุปัสสนา (การพิจารณาเห็น) ๗ประการมีพิจารณาเห็นความ

ไม่เที่ยงเป็นต้นย่อมเบื่อหน่ายมิใช่ยินดีย่อมคลายกำหนัดมิใช่กำหนัดย่อม

ดับทุกข์มิใช่ก่อทุกข์ย่อมสละมิใช่ยึดถือ. ภิกษุนั้นเมื่อพิจารณาเห็นกายอันนี้

โดยความเป็นของไม่เที่ยงย่อมละนิจจสัญญาความสำคัญว่าเที่ยงเสียได้เมื่อ

พิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ย่อมละทุกขสัญญาความสำคัญว่าเป็นสุขเสียได้

เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่ใช่ตัวตนย่อมละอัตตสัญญาความสำคัญว่า

เป็นตัวตนเสียได้เมื่อเบื่อหน่ายย่อมละความยินดีเสียได้เมื่อคลายกำหนัด

ย่อมละความกำหนัดเสียได้เมื่อดับทุกข์ย่อมละเหตุเกิดทุกข์เสียได้เมื่อสละ

ย่อมละความยึดถือเสียได้ดังนี้พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้.

คำว่าอยู่คือเป็นไปอยู่. คำว่ามีเพียรมีอรรถว่าสภาพใดย่อม

แผดเผากิเลสทั้งหลายในภพทั้ง๓เหตุนั้นสภาพนั้นชื่อว่าอาตาปะแผดเผา

กิเลสคำนี้เป็นชื่อของความเพียร. ความเพียรของผู้นั้นมีอยู่เหตุนั้นผู้นั้น

ชื่อว่าอาตาปีมีความเพียร. คำว่ามีสัมปชัญญะคือผู้ประกอบด้วยความรู้

ที่นับว่าสัมปชัญญะ. คำว่ามีสติคือประกอบด้วยสติกำกับกาย. ก็ภิกษุรูปนี้

กำหนดอารมณ์ด้วยสติพิจารณาเห็นด้วยปัญญาธรรมดาว่าปัญญาพิจารณา

เห็นของผู้เว้นจากสติย่อมมีไม่ได้ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส

(สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่าสติแล

จำปรารถนาในที่ทั้งปวงเพราะฉะนั้นในที่นี้จึงตรัสว่าย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายอยู่ดังนี้. กายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นอันทรงอธิบายด้วย

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 285

ประการฉะนี้. อีกอย่างหนึ่งความท้อแท้ภายในย่อมทำอันตรายแก่ผู้ไม่มี

ความเพียรผู้ไม่มีสัมปชัญญะย่อมหลงลืมในการกำหนดอุบายในการงดเว้น

สิ่งที่มิใช่อุบายผู้มีสติหลงลืมแล้วย่อมไม่สามารถในการกำหนดอุบายและ

ในการสละสิ่งที่ไม่ใช่อุบายด้วยเหตุนั้นกัมมัฏฐานนั้นของภิกษุนั้นย่อม

ไม่สำเร็จเพราะฉะนั้นกัมมัฏฐานนั้นย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งธรรม

เหล่าใดเพื่อทรงแสดงธรรมเหล่านั้นพึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

มีเพียรมีสัมปชัญญะมีสติ. ทรงแสดงกายานุปัสสนาสติปัฏฐานและองค์

แห่งสัมปโยคะบัดนี้เพื่อจะทรงแสดงองค์แห่งการละจึงตรัสว่านำออกเสีย

ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก.

บรรดาคำเหล่านั้นคำว่านำออกเสียหมายความว่านำออกเสีย

ด้วยการนำออกชั่วขณะหรือด้วยการนำออกด้วยการข่มไว้. คำว่าในโลกก็คือ

ในกายอันนั้นแหละ. จริงอยู่กายในที่นี้ทรงหมายถึงโลกเพราะอรรถ

ว่าชำรุดชุดโทรม. อภิชฌาและโทมนัสมิใช่พระโยคาวจรนั้นละได้ในอารมณ์

เพียงกายเท่านั้นแม้ในเวทนาเป็นต้นก็ละได้เหมือนกันเพราะฉะนั้น

ท่านจึงกล่าวไว้ในวิภังค์ (สติปัฏฐานวิภังค์) ว่าอุปาทานขันธ์๕ก็ชื่อว่าโลก.

คำนั้นท่านกล่าวตามนัยแห่งการขยายความเพราะธรรมเหล่านั้นนับ

ได้ว่าเป็นโลก. แต่ท่านกล่าวคำอันใดไว้ว่าโลกเป็นอย่างไรโลกก็คือกาย

อันนั้นแหละความในคำนั้นมีดังนี้แล. พึงเห็นการเชื่อมความดังนี้ว่านำออก

เสียซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลกนั้น . ก็เพราะในที่นี้กามฉันท์รวมเข้ากับ

ศัพท์ว่าอภิชฌาพยาบาทรวมเข้ากับศัพท์ว่าโทมนัสฉะนั้นจึงควรทราบว่า

ทรงอธิบายการละนิวรณ์ด้วยการทรงแสดงธรรมอันเป็นคู่ที่มีกำลังนับเนื่องใน

นิวรณ์. แต่โดยพิเศษในที่นี้ตรัสการละความยินดีที่มีกายสมบัติเป็น

มูลด้วยการกำจัดอภิชฌาตรัสการละความยินร้ายที่มีกายวิบัติเป็นมูลด้วยการ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 286

กำจัดโทมนัสตรัสการละความยินดียิ่งในกายด้วยการกำจัดอภิชฌาตรัส

การละความไม่ยินดียิ่งในการเจริญกายานุปัสสนาด้วยการกำจัดโทมนัสตรัส

การละกายของผู้ใส่ซึ่งภาวะว่างามเป็นสุขเป็นต้นที่ไม่มีจริงในกายด้วยการ

กำจัดอภิชฌาและตรัสการละการเอาออกไปซึ่งภาวะที่ไม่งามเป็นทุกข์เป็นต้น

ที่มีอยู่จริงในกายด้วยการกำจัดโทมนัส. ด้วยพระดำรัสนั้นเป็นอันทรงแสดง

อานุภาพของความเพียรและความเป็นผู้สามารถในการประกอบความเพียรของ

พระโยคาวจร. แท้จริงอานุภาพของความเพียรนั้นก็คือเป็นผู้หลุดพ้นจากความ

ยินดียินร้ายครอบงำความไม่ยินดีและความยินดีและเว้นจากใส่สิ่งที่ไม่

มีจริงและนำออกซึ่งสิ่งที่มีจริงก็พระโยคาวจรนั้นเป็นผู้หลุดพ้นจากความยินดี

ยินร้ายเป็นผู้ครอบงำความไม่ยินดีและความยินดีไม่ใส่สิ่งที่ไม่มีจริงไม่

นำออกซึ่งสิ่งที่มีจริงจึงชื่อว่าเป็นผู้สามารถในการประกอบความเพียรด้วย

ประการฉะนั้น.

อีกนัยหนึ่ง. ตรัสกัมมัฏฐานด้วยอนุปัสสนาในคำที่ว่ากาเยกายา

นุปสฺสีพิจารณาเห็นกายในกาย. ตรัสการบริหารกายของพระโยคาวจรบำเพ็ญ

กัมมัฏฐานด้วยวิหารธรรมที่กล่าวไว้แล้วในคำนี้ว่าวิหรติอยู่. ก็ในคำเป็น

ต้นว่าอาตาปีมีความเพียรพึงทราบว่าตรัสความเพียรชอบด้วยอาตาปะ

ความเพียรเครี่องเผากิเลสตรัสกัมมัฏฐานที่ให้สำเร็จประโยชน์ทั่วๆไปหรือ

อุบายเครื่องบริหารกัมมัฏฐานด้วยสติสัมปชัญญะหรือตรัสสมถะที่ได้

มาด้วยอำนาจกายานุปัสสนาตรัสวิปัสสนาด้วยสัมปชัญญะตรัสผลแห่งภาวนา

ด้วยการกำจัดซึ่งอภิชฌาและโทมนัสฉะนี้.

บาลีวิภังค์

ส่วนในบาลีวิภังค์กล่าวความของบทเหล่านั้นไว้อย่างนี้ว่าบทว่า

อนุปสฺสีความว่าอนุปัสสนาในคำนั้นเป็นอย่างไรความรอบรู้ความรู้ทั่ว

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 287

ฯลฯความเห็นชอบนี้เรียกอนุปัสสนาบุคคลได้ประกอบแล้วประกอบพร้อม

แล้วเข้าไปแล้วเข้าไปพร้อมแล้วเข้าถึงแล้วเข้าถึงพร้อมแล้วมาตามพร้อม

แล้วด้วยอนุปัสสนานี้เหตุนั้นบุคคลนั้นจึงเรียนว่าอนุปสฺสี. บทว่าวิหรติ

แปลว่าเป็นอยู่เป็นไปอยู่รักษาอยู่ดำเนินไปอยู่ให้อัตตภาพดำเนินไปอยู่

เที่ยวไปอยู่เหตุนั้นจึงเรียกว่าวิหรติ. บทว่าอาตาปีผู้มีเพียรความว่า

อาตาปะความเพียรในคำนั้นเป็นอย่างไรการปรารภความเพียรเป็นไปทางใจ

ฯลฯสัมมาวายามะใดนี้เรียกว่าอาตปะบุคคลผู้ประกอบด้วยอาตาปะนี้เหตุนั้น

บุคคลนั้นจึงเรียกว่าอาตาปี. บทว่าสมฺปชาโนความว่าสัมปชัญญะในคำ

นั้นเป็นอย่างไรความรอบรู้ความรู้ทั่วฯลฯความเห็นชอบนี้เรียกว่าสัมปชัญญะ

บุคคลใดประกอบแล้วฯลฯมาตามพร้อมแล้วด้วยสัมปชัญญะนี้เหตุนั้น

บุคคลนั้นจึงเรียกว่าสมฺปชาโน. บทว่าสติมาความว่าสติในคำนั้น

เป็นอย่างไรความระลึกได้ความระลึกถึงฯลฯความระลึกชอบนี้เรียกว่า

สติบุคคลใดประกอบแล้วฯลฯมาตามพร้อมแล้วด้วยสตินี้เหตุนั้นบุคคล

นั้นจึงเรียกว่าสติมา. ข้อว่าวิเนยฺยโลเกอภิชฺฌาโทมนสฺสํความว่า

โลกในคำนั้นเป็นอย่างไรกายนั้นแลชื่อว่าโลกอุปาทานขันธ์แม้ทั้ง๕ก็ชื่อ

ว่าโลกนี้เรียกว่าโลก. อภิชฌาในคำนั้นเป็นอย่างไรความกำหนัดความ

กำหนัดนักความดีใจความยินดีความเพลิดเพลินความกำหนัดด้วยอำนาจ

ความเพลิดเพลินความกำหนัดนักแห่งจิตนี้เรียกว่าอภิชฌาโทมนัสในคำนั้น

เป็นอย่างไรความไม่สำราญทางใจทุกข์ทางใจฯลฯเวทนาที่ไม่สำราญเป็น

ทุกข์อันเกิดแก่สัมผัสทางใจนี้เรียกว่าโทมนัสอภิชฌาและโทมนัสนี้

เป็นอันพระโยคาวจรกำจัดเสียแล้วนำออกไปแล้วสงบแล้วให้สงบแล้วให้

ระงับแล้วให้ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้แล้วให้ถึงความสาบศูนย์แล้วให้ถึงความ

ไม่มีแล้วให้ถึงความย่อยยับแล้วให้เหือดแห้งแล้วให้แห้งผากแล้ว

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 288

ทำให้ถึงที่สุดแล้วเหตุนั้นจึงตรัสว่าวิเนยฺยโลเกอภิชฺฌาโทมนสฺสํ

ดังนี้. นัยที่มาในอรรถกถานี้กับบาลีวิภังค์นั้นบัณฑิตพึงทราบได้โดยการ

เทียบกัน.

พรรณนาความแห่งอุทเทสที่ว่าด้วยกายานุปัสสนาสติปัฏฐานมีเพียง

เท่านี้ก่อน.

อุทเทสวารแห่งเวทนาจิตตธัมมานุปัสสนา

บัดนี้จะวินิจฉัยในคำว่าภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้ง

หลายจิตในจิตธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ฯลฯกำจัดอภิชฌาและโทมนัส

ในโลกดังนี้ประโยชน์ในอันจะกล่าวซ้ำเวทนาเป็นต้นในคำซึ่งมีอาทิอย่าง

นี้ว่าเวทนาสุเวทนานุปสฺสีพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายพึงทราบ

โดยนัยที่กล่าวมาแล้วในกายานุปัสสนานั่นแล. อนึ่งในข้อที่ว่าพิจารณาเห็น

เวทนาในเวทนาทั้งหลายพิจารณาเห็นจิตในจิตพิจารณาเห็นธรรมในธรรม

ทั้งหลายนี้มีวินิจฉัยดังนี้เวทนาได้แก่เวทนา๓ก็เวทนา๓นั้นเป็น

โลกิยะอย่างเดียวแม้จิตก็เป็นโลกิยะธรรมทั้งหลายก็เป็นโลกิยะเหมือนกัน. การ

จำแนกเวทนาจิตธรรมนั้นจักปรากฏในนิทเทสวาร. ส่วนในอุทเทสวารนี้

ภิกษุผู้พิจารณาเวทนา๓นั้นโดยประการที่คนพึงพิจารณาเห็นก็พึงทราบว่า

เป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย. แม้ในจิตและธรรมก็นัยนี้เหมือน

กัน.

ถามว่าจะพึงพิจารณาเห็นเวทนาอย่างไร. ตอบว่าพึงพิจารณาเห็น

สุขเวทนาโดยความเป็นทุกข์เห็นทุกข์เวทนาโดยเป็นดุจลูกศรเห็นอทุกขม

สุขเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง. ดังที่ตรัสไว้ว่า

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 289

โยสุขํทุกฺขโตอทฺททุกฺขมทฺทกฺขิสลฺลโต

อทุกฺขมสุขํสนฺตํอทฺทกฺขินํอนิจฺจโต

เวสมฺมทฺทโสภิกฺขุอุปสนฺโตจริสฺสติ

ภิกษุใดเห็นสุขเวทนาโดยความเป็น

ทุกข์เห็นทุกขเวทนาโดยความเป็นดังลูก

ศรเห็นอทุกขมสุขเวทนาที่มีอยู่โดยความ

เป็นของไม่เที่ยงภิกษุนั้นแลเป็นผู้เห็น

ชอบจักเป็นผู้สงบเที่ยวไปดังนี้.

อนึ่งพระโยคาวจรพึงพิจารณาเห็นเวทนาทั้งหมดนั้นแหละโดยความ

เป็นทุกข์ด้วย. สมจริงดังที่ตรัสไว้ดังนี้ว่าเรากล่าวเวทนาทุกอย่างบรรดามี

อยู่ในทุกข์ทั้งนั้น. พึงพิจารณาเห็นเวทนาโดยความเป็นสุขเป็นทุกข์ (เปลี่ยน

เวียนกันไป). ดังที่ตรัสไว้ว่าสุขเวทนาเป็นสุขเมื่อเกิดขึ้นเมื่อตั้งอยู่

เป็นทุกข์เมื่อแปรไปดังนี้คำทั้งหมดผู้ศึกษาพึงเข้าใจให้กว้างขวาง.

อนึ่งพระโยคาวจรพึงพิจารณาเห็นแม้ด้วยอำนาจอนุปัสสนา๗มี

อนิจจานุปัสสนาเป็นต้น. ข้อควรกล่าวนี้ยังเหลือจักปรากฏในนิทเทสวารแล.

ก่อนอื่นบรรดาจิตและธรรมจิตอันพระโยคาวจรพึงพิจารณา

เห็นด้วยอำนาจประเภทแห่งจิตอันต่างๆกันมีอารัมมณจิตอธิปติจิตสหชาตจิต

ภูมิจิตกัมมจิตวิปากจิตและกิริยาจิตเป็นต้นและด้วยอำนาจประเภทแห่ง

จิตมีจิตมีราคะเป็นต้นซึ่งมาในนิทเทสวารแห่งอนุปัสสนามีอนิจจานุปัสสนา

เป็นต้น. ธรรมอันพระโยคาวจรพึงพิจารณาเห็นด้วยอำนาจแห่งลักษณะเฉพาะ

ตนและลักษณะทั่วไปและแห่งธรรมที่เป็นสภาพว่างเปล่าและด้วยอำนาจ

ประเภทแห่งธรรมมีธรรมอันมีสงบเป็นต้นซึ่งมาในนิทเทสสวารแห่งอนุปัสสนา

๗มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวมาแล้วทั้งนั้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 290

อภิชฌาและโทมนัสในโลกคือกายอันพระโยคาวจรใดละได้แล้ว

ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้แม้อภิชฌาและโทมนัสในโลกคือเวทนาเป็นต้น

ก็เป็นอันพระโยคาวจรนั้นละได้แล้วเหมือนกันก็จริงอยู่ถึงดังนั้นพระผู้มี-

พระภาคเจ้าก็ยังตรัสการละอภิชฌาและโทมนัสไว้ในสติปัฏฐานทุกข้อด้วย

อำนาจแห่งบุคคลต่างๆกันและด้วยอำนาจแห่งสติปัฏฐานภาวนาอันเป็นไป

ในขณะจิตต่างกัน. อีกนัยหนึ่งเพราะอภิชฌาและโทมนัสที่ละได้ในสติปัฏฐาน

ข้อหนึ่งถึงในสติปัฏฐานที่เหลือทั้ง๓ข้อก็เป็นอันละได้เหมือนกัน. เพราะ

ฉะนั้นแลจึงควรทราบว่าการละอภิชฌาและโทมนัสนี้ตรัสไว้เพื่อทรง

แสดงการละในสติปัฏฐานเหล่านั้นของภิกษุนั้นฉะนั้นแล.

จบอุทเทสวารกถา

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 291

นิทเทสวารกถา

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

สัมมาสติมีอารมณ์

นายช่างจักสานผู้ฉลาดประสงค์จะทำเครื่องใช้เช่นเสื่อหยาบ

เสื่ออ่อนเตียบลุ้งและฝาชีเป็นต้นได้ไม้ไผ่ลำใหญ่มาลำหนึ่งตัดเป็น๔ท่อน

แล้วพึงเอาท่อนๆหนึ่งแต่๔ท่อนนั้นมาผ่าออกทำเป็นเครื่องใช้นั้นๆแม้

ฉันใดพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกันบัดนี้ทรงประสงค์จะทำสัตว์

ทั้งหลายให้บรรลุคุณวิเศษต่างๆด้วยการทรงแสดงสติปัฏฐานจำแนกสัมมาสติ

อย่างเดียวเท่านั้นออกเป็น๔ส่วนด้วยสามารถแห่งอารมณ์โดยนัย

เป็นต้นว่าสติปัฏฐาน๔เป็นอย่างไรภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็น

กายในกายอยู่ดังนี้ทรงถือเอาสติปัฏฐานแต่ละอย่างจาก๔อย่างนั้นเมื่อจะ

ทรงจำแนกกายจึงทรงเริ่มตรัสนิทเทสวารโดยนัยเป็นต้นว่ากถญฺจภิกฺขเว.

อธิบายศัพท์ในปุจฉวา

ในนิทเทสวารนั้นคำว่ากถญฺจอย่างไรเล่าเป็นต้นเป็นคำถาม

ด้วยหมายจะขยายให้กว้างขวาง. ก็แลความย่อในปุจฉวารนี้มีดังนี้ว่าดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลายภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายโดยประการไรเล่า. ในปุจฉวารทุกข้อ

ก็นัยนี้. ข้อว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้คือภิกษุใน

พระศาสนานี้. ก็อิธศัพท์ในคำนี้เป็นเครื่องแสดงศาสนาอันเป็นที่อาศัยอย่างดี

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 292

ของบุคคลผู้บำเพ็ญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานทุกประการให้เกิดขึ้นแล้วและ

เป็นเครื่องปฏิเสธความไม่เป็นจริงของศาสนาอื่น. สมจริงดังที่ตรัสไว้ (ในจูฬ-

สีหนาทสูตรมัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายสมณะที่

๑-๒-๓-๔มีอยู่ในศาสนานี้เท่านั้นศาสนาอื่นว่างเปล่าจากสมณะผู้เป็น

พระอรหันต์ทั้งหลายเพราะฉะนั้นจึงตรัสว่าภิกษุในศาสนานี้.

อานาปานบรรพ

คำว่าภิกษุไปป่าก็ดีไปที่โคนไม้ก็ดีไปยังเรือนว่างก็ดีนี้

เป็นเครื่องแสดงการกำหนดเอาเสนาสนะอันเหมาะแก่การเจริญสติปัฏฐานของ

ภิกษุนั้น. เพราะจิตของเธอซ่านไปในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นมานาน

ย่อมไม่ประสงค์จะลงสู่วิถีแห่งกัมมัฏฐานคอยแต่จะแล่นออกนอกทางท่าเดียว

เหมือนเกวียนที่เทียมด้วยโคโกงฉะนั้น. เพราะฉะนั้นภิกษุผู้จะเจริญสติปัฏฐานนี้

ประสงค์จะทรมานจิตที่ร้ายที่เจริญมาด้วยการดื่มรสมีรูปารมณ์เป็นต้น

มานานพึงพรากออกจากอารมณ์เช่นรูปารมณ์เป็นต้นแล้วเข้าไปป่าก็ได้

โคนไม้ก็ได้เรือนว่างก็ได้แล้วเอาเชือกคือสติผูกเข้าไว้ที่หลักคืออารมณ์

ของสติปัฏฐานนั้นจิตของเธอนั้นแม้จะดิ้นรนไปทางนั้นทางนี้เมื่อไม่ได้

อารมณ์ที่คุ้นเคยมาก่อนไม่อาจตัดเชือกคือสติให้ขาดแล้วหนีไปได้ก็จะแอบ

แนบสนิทเฉพาะอารมณ์นั้นอย่างเดียวด้วยอำนาจเป็นอุปจารภาวนาและ

อัปปนาภาวนาเหมือนอย่างคนเลี้ยงโคต้องการจะทรมานลูกโคโกงที่ดื่มนม

แม่โคตัวโกงจนเติบโตพึงพรากมันไปเสียจากแม่โคแล้วปักหลักใหญ่ไว้หลัก

หนึ่งเอาเชือกผูกไว้ที่หลักนั้นครั้งนั้นลูกโคของเขานั้นก็จะดิ้นไปทางโน้น

ทางนี้เมื่อไม่อาจหนีไปได้ก็หมอบหรือนอนแนบหลักนั้นนั้นแลฉะนั้น.

เหตุนั้นพระโบราณาจารย์จึงกล่าวว่า

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 293

ยถาถมฺเภนิพนฺเธยฺยวจฺฉํทมํนโรอิธ

พนฺเธยฺเยวํสกํจิตฺตํสติยารมฺมเณทฬฺหํ

นรชนในพระศาสนานี้พึงผูกจิต

ของตนไว้ในอารมณ์ให้มั่นด้วยสติเหมือน

คนเลี้ยงโคเมื่อจะฝึกกลูกโคพึงผูกมันไว้

ที่หลักฉะนั้น.

เสนาสนะนี้ย่อมเหมาะแก่การเจริญสติปัฏฐานของภิกษุผู้เจริญสติปัฏ-

ฐานนั้นด้วยประการฉะนี้. เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงกล่าวว่าคำนี้เป็นเครื่อง

แสดงการกำหนดเสนาสนะอันเหมาะแก่การเจริญสติปัฏฐานของภิกษุนั้นดังนี้.

เสนาสนะที่เหมาะแก่การเจริญอานาปานสติ

อีกอย่างหนึ่งเพราะพระโยคาวจรไม่ละละแวกบ้านอันอื้ออึงด้วยเสียง

หญิงชายช้างม้าเป็นต้นจะบำเพ็ญอานาปานสติกัมมัฏฐานอันเป็นยอดใน

กายานุปัสสนาเป็นปทัฏฐานแห่งการบรรลุคุณวิเศษและธรรมเครื่องอยู่เป็น

สุขในปัจจุบันของพระพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งปวงนี้ให้

สำเร็จไม่ใช่ทำได้ง่ายๆเลยเพราะฌานมีเสียงเป็นข้าศึกแต่พระโยคาวจร

กำหนดกัมมัฏฐานนี้แล้วให้จตุตถฌานมีอานาปานสติเป็นอารมณ์เกิดขึ้น

ทำฌานนั้นนั่นแลให้เป็นบาทพิจารณาสังขารทั้งหลายแล้วบรรลุพระอรหัต

ซึ่งเป็นผลอันยอดจะทำได้ง่ายก็แต่ในป่าที่ไม่มีบ้านฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

เมื่อจะทรงแสดงเสนาสนะอันเหมาะแก่ภิกษุโยคาวจรนั้นจึงตรัสว่าอรญฺญ-

คโตวาไปป่าก็ดีเป็นต้น.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเปรียบเหมือนอาจารย์ผู้รู้ชัยภูมิ. อาจารย์ผู้รู้ชัยภูมิ

เห็นพื้นที่ควรสร้างนครแล้วใคร่ครวญถี่ถ้วนแล้วก็ชี้ว่าท่านทั้งหลาย

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 294

จงสร้างนครตรงนี้เมื่อเขาสร้างนครเสร็จโดยสวัสดีแล้วย่อมได้รับลาภ

สักการะอย่างใหญ่จากราชสกุลฉันใดพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นก็ฉันนั้น

ทรงใคร่ครวญถึงเสนาสนะอันเหมาะแก่พระโยคาวจรแล้วทรงชี้ว่าเสนาสนะ

ตรงนี้พระโยคาวจรควรประกอบกัมมัฏฐานเนืองๆต่อแต่นั้นพระโยคีเจริญ

กัมมัฏฐานเนืองๆในเสนาสนะนั้นได้บรรลุพระอรหัตตามลำดับย่อมทรงได้

รับสักการะอย่างใหญ่ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นผู้ตรัสรู้เอง

โดยชอบจริงหนอ.

ก็ภิกษุนี้ท่านกล่าวว่าเป็นเช่นเดียวกับเสือเหลือง. เหมือนอย่างพระยา

เสือเหลืองขนาดใหญ่อาศัยพงหญ้าป่าชัฏหรือเทือกเขาในป่าซ่อนตัวคอยจับ

หมู่มฤคมีกระบือป่าละมังหมูป่าเป็นต้นฉันใดภิกษุนี้ผู้มีเพียรประกอบ

เนืองๆซึ่งกัมมัฏฐานในป่าเป็นต้นย่อมถือเอาซึ่งมรรค๔และอริยผล๔ได้

ตามลำดับฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะเหตุนั้นพระโบราณาจารย์จึงกล่าวว่า.

ยถาปิทีปิโกนามนิลียิตฺวาคณฺหตีมิเค

ตเถวายํพุทฺธปุตฺโตยุตฺตโยโควิปสฺสโก

อรญฺญํปวิสิตฺวานคณฺหติผลมุตฺตมํ

อันเสือเหลืองซ่อนตัวคอยจับหมู่

มฤคฉันใดภิกษุผู้เป็นพุทธบุตรนี้ก็ฉันนั้น

เหมือนกันเข้าไปสู่ป่าแล้วประกอบ.

ความเพียรเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้ง (เจริญ

วิปัสสนา) ย่อมถือไว้ได้ซึ่งผลอันสูงสุด

ได้.

เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงเสนาสนะป่าอัน

เป็นภูมิที่เหมาะแก่ชวนปัญญาอันเป็นเครื่องบากบั่นของพระโยคาวจรนั้น

จึงตรัสว่าอรญฺญคโตวาไปป่าก็ดีเป็นต้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 295

ต่อแต่นี้ไปก่อนอื่นคำที่ควรจะกล่าวในอานาปานบรรพนี้ท่านกล่าว

ไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแล้วทั้งนั้น.

กำหนดลมอัสสาสปัสสาสะ

ก็คำว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนนายช่างกลึงหรือลูกมือ

ของนายช่างกลึงผู้ขยันนี้เป็นเพียงคำอุปมาเท่านั้น. คำว่าในกายภายในก็ดีนี้

เป็นเพียงอัปปนาเท่านั้น. แต่อัปปนานั้นก็ย่อมไม่มาในคำนั้น. มาแต่อุปจาร

กัมมัฏฐานที่เหลือ. แต่ก็ยังมาไม่ถึงคำว่าผู้ขยันหมายถึงผู้ฉลาด (ผู้ชำนาญ).

คำว่าชักเชือกกลึงยาวก็ดีความว่าเหยียดมือเหยียดเท้าชักเชือกยาวใน

เวลากลึงกลองช่องพิณเป็นต้นซึ่งเป็นของใหญ่. คำว่าชักเชือกสั้นก็ดี

ความว่าชักเชือกสั้นๆในเวลากลึงของเล็กๆน้อยๆเช่นงาและลิ่มสลัก

เป็นต้น. คำว่าฉันนั้นเหมือนกันแลความว่าแม้ภิกษุนี้ก็ฉันนั้นเมื่อ

หายใจเข้ายาวโดยลมอัสสาสะและปัสสาสะที่เป็นไปโดยระยะยาวและระยะสั้น

ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาวฯลฯคอยสำเหนียกอยู่ว่าเราหายใจออกยาวดังนี้.

เมื่อเธอสำเหนียกอยู่อย่างนี้ฌาน๔ย่อมเกิดในนิมิตแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ.

เธอออกจากฌานแล้วจะกำหนดลมอัสสาสะปัสสาสะหรือองค์ฌานได้.

ในการกำหนดลมอัสสาสะปัสสาสะนั้นภิกษุประกอบกัมมัฏฐานในลม

อัสสาสะปัสสาสะย่อมกำหนดรูปอย่างนี้ว่าลมอัสสาสะปัสสาสะเหล่านี้

อาศัย

อะไรอาศัยวัตถุกรัชกายชื่อว่าวัตถุมหาภูตรูป๔กับอุปาทายรูปชื่อว่า

กรัชกายต่อแต่นั้นจึงกำหนดในนามธรรมซึ่งมีผัสสะเป็นที่๕ (๑. เวทนา

๒. สัญญา๓. เจตนา๔. วิญญาณ๕. ผัสสะ) มีรูปนั้นเป็นอารมณ์. ครั้น

กำหนดนามรูปนั้นอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้แล้วค้นหาปัจจัยแห่งนามรูปนั้น

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 296

อยู่เห็นปฏิจจสมุปบาทมีอวิชชาเป็นต้นแล้วข้ามพ้นความสงสัยเสียได้ว่า

นี้เป็นเพียงปัจจัยและธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยเท่านั้นไม่ใช้สัตว์หรือบุคคล

จึงยกนามรูปกับทั้งปัจจัยขึ้นสู่พระไตรลักษณ์เจริญวิปัสสนาอยู่ย่อมบรรลุ

พระอรหัตโดยลำดับ. นี้เป็นทางปฏิบัติออกจากทุกข์จนถึงพระอรหัตของภิกษุ

รูปหนึ่ง.

ภิกษุผู้เจริญฌานกัมมัฏฐานกำหนดนามรูปว่าองค์ฌานเหล่านี้อาศัย

อะไรอาศัยวัตถุรูปกรัชกายชื่อว่าวัตถุรูปองค์ฌานจัดเป็นนามกรัชกายจัด

เป็นรูปเมื่อจะแสวงหาปัจจัยแห่งนามรูปนั้นจึงเห็นปัจจยาการมีอวิชชา

เป็นต้นจึงข้ามความสงสัยเสียได้ว่านี้เป็นเพียงปัจจัยและธรรมอาศัยปัจจัย

เกิดขึ้นไม่ใช่สัตว์หรือบุคคลจึงยกนามรูปพร้อมทั้งปัจจัยขึ้นสู่ไตรลักษณ์

เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตโดยลำดับ. นี้เป็นมุขของการออกจากทุกข์

จนถึงพระอรหัตของภิกษุรูปหนึ่ง.

คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาในกายภายในความว่าพิจารณาเห็นกายใน

กายคือลมอัสสาสะปัสสาสะของตนอยู่อย่างนี้. คำว่าหรือภายนอกความว่า

หรือพิจารณาเห็นกายในกายคือลมอัสสาสะปัสสาสะของคนอื่นอยู่. คำว่าทั้ง

ภายในทั้งภายนอกความว่าหรือในกายคือลมอัสสาสะปัสสาสะของตนตามกาล

ของคนอื่นตามกาลด้วยคำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกาลที่ภิกษุนั้นไม่หยุด

กัมมัฏฐานที่คล่องแคล่วให้กายคือลมอัสสาสะปัสสาสะสัญจรไปมาอยู่ก็กิจ

ทั้งสองนี้ย่อมไม่ได้ในเวลาเดียวกัน.

คำว่าพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดความว่าลมอาศัยสูบ

ของช่างทอง๑ลูกสูบ๑ความพยายามอันเกิดแต่ลูกสูบนั้น๑จึงจะสัญจรไป

มาได้ฉันใดกายคือลมอัสสาสะปัสสาสะก็อาศัยกรัชกาย๑ช่องจมูก๑จิต๑

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 297

ของภิกษุจึงสัญจรไปมาได้ฉันนั้น. ภิกษุเห็นธรรมมีกายเป็นต้นซึ่งมีความ

เกิดเป็นธรรมดาท่านเรียกว่าพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดในกาย. คำว่า

พิจารณาธรรมคือความเสื่อมก็ดีความว่าเมื่อสูบถูกนำออกไปแล้ว

เมื่อลูกสูบแตกแล้วเมื่อความพยายามอันเกิดแต่ลูกสูบนั้นไม่มีลมนั้นย่อมเป็น

ไปไม่ได้ฉันใดเมื่อกายแตกแล้วเมื่อช่องจมูกถูกกำจัดเสียแล้วและเมื่อจิต

ดับแล้วชื่อว่ากายคือลมอัสสาสะปัสสาสะก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ฉันนั้น

เหมือนกัน. ภิกษุผู้เห็นอยู่อย่างนี้ว่าลมอัสสาสะปัสสาสะดับเพราะกายเป็นต้น

ดับดังนี้ท่านเรียกว่าพิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกาย. คำว่า

พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดและความเสื่อมหมายความว่า

พิจารณาเห็นความเกิดตามกาลความเสื่อมตามกาล.

คำว่าสติของเธอปรากฏชัดว่ากายมีอยู่ความว่าสติของภิกษุนั้น

เข้าไปตั้งเฉพาะอย่างนี้ว่ากายแลมีอยู่ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลไม่ใช่หญิง

ไม่ใช่ชายไม่ใช่ตนไม่ใช่ของตนไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราไม่ใช่ใครไม่ใช่

ของใคร. คำว่าเพียงเท่านั้นนี้เป็นเครื่องกำหนดเขตแห่งประโยชน์. ท่าน

อธิบายว่าสติที่เข้าไปตั้งอยู่นั้นหาใช่เพื่อประโยชน์อย่างอื่นไม่ที่แท้ก็เพียง

เพื่อประโยชน์สักว่าความรู้คือประมาณแห่งความรู้ยิ่งๆขึ้นไปและประ-

มาณแห่งสติเท่านั้นอธิบายว่าเพื่อความเจริญแห่งสติสัมปชัญญะ. คำว่าไม่

ถูกกิเลสอาศัยอยู่ความว่าไม่ถูกกิเลสอาศัยด้วยอำนาจแห่งกิเลสเป็น

ที่อาศัยคือตัณหาและทิฏฐิอยู่. คำว่าไม่ยึดถือสิ่งไรในโลกด้วย

ความว่าไม่ถือสิ่งไรๆในโลกคือรูปฯลฯหรือวิญญาณว่านี้เป็นตัวของ

เรานี้มีในตัวของเรา. ปิอักษรในคำว่าเอวํปิลงในอรรถคืออาศัยความ

ข้างหน้าประมวลมา. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมอบเทศนาคืออานาปาน

บรรพแสดงแล้วด้วยบทนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 298

อานาปานสติเป็นอริยสัจ

ในอานาปานบรรพนั้นสติที่กำหนดลมอัสสาสะปัสสาสะเป็นอารมณ์

เป็นทุกขสัจตัณหามีในก่อนอันยังทุกขสัจนั้นให้ตั้งขึ้นเป็นสมุทัยสัจความไม่

เป็นไปแห่งสัจจะทั้งสองเป็นนิโรธสัจอริยมรรคที่กำหนดรู้ทุกขสัจละสมุทัย

สัจมีนิโรธสัจเป็นอารมณ์เป็นมรรคสัจ. ภิกษุโยคาวจรขวนขวายด้วยอำนาจ

สัจจะ๔อย่างนี้ย่อมบรรลุความดับทุกข์ได้ฉะนี้. นี้เป็นทางปฏิบัตินำออกจาก

ทุกข์จนบรรลุพระอรหัตของภิกษุผู้ตั้งมั่นแล้วด้วยอำนาจแห่งลมอัสสาสะ

ปัสสาสะรูปหนึ่งฉะนั้นแล.

จบอานาปานบรรพ

 

อิริยาบถบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกกายานุปัสสนาโดยทางแห่ง

ลมอัสสาสะปัสสาสะอย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดยทางแห่งอิริยาบถ

จึงตรัสว่าปุนจปรํอีกอย่างหนึ่งดังนี้เป็นต้น. ในอิริยาบถนั้นพึงทราบความ

ว่าแม้สัตว์ดิรัจฉานเช่นสุนัขบ้านสุนัขจิ้งจอกเป็นต้นเมื่อเดินไปก็รู้ว่า

ตัวเดินก็จริงอยู่แต่ในอิริยาบถนั้นมิได้ตรัสหมายเอาความรู้เช่นนั้น. เพราะ

ความรู้เช่นนั้นละความเห็นว่าสัตว์ไม่ได้เพิกถอนความเข้าใจว่าสัตว์ไม่ได้.

ไม่เป็นกัมมัฏฐานหรือสติปัฏฐานภาวนาเลย. ส่วนการรู้ของภิกษุ (ผู้เจริญ

กายานุปัสสนา) นี้ย่อมละความเห็นว่าสัตว์เพิกถอนความเข้าใจว่าสัตว์ได้.

เป็นทั้งกัมมัฏฐานและเป็นสติปัฏฐานภาวนา. และคำที่ตรัสหมายถึงความรู้ชัด

อย่างนี้ว่าใครเดินการเดินของใครเดินได้เพราะอะไรแม้ในอิริยาบถ

อื่นมีการยืนเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน .

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 299

จะวินิจฉัยในปัญหาเหล่านั้นคำว่าใครเดินความว่าไม่ใช่สัตว์

หรือบุคคลไรๆเดิน. คำว่าการเดินของใครความว่าไม่ใช่การเดินของ

สัตว์หรือบุคคลไรๆเดิน. คำว่าเดินได้เพราะอะไรความว่าเดินได้เพราะ

การแผ่ไปของวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิต. เพราะฉะนั้นภิกษุนั้นย่อม

รู้ชัดอย่างนี้คือจิตเกิดขึ้นว่าเราจะเดินจิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆก็ทำให้

เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหวการนำสกลกายให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความ

ไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิตเรียกว่าเดิน. แม้ในอิริยาบถอื่น

มียืนเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็ในอิริยาบถยืนเป็นต้นนั้นจิตเกิดขึ้นว่าเรา

จะยืนจิตนั้นทำให้เกิดวาโยธาตุๆทำให้เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหวการทรง

สกลกายตั้งขึ้นแต่พื้นเท้าเป็นที่สุดด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การ

ทำของจิตเรียกว่ายืน. จิตเกิดขึ้นว่าเราจะนั่งจิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆ

ก็ทำให้เกิดวิญญัติความเคลื่อนไหวความคู้กายเบื้องล่างลงทรงกายเบื้องบน

ตั้งขึ้นด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิตเรียกว่านั่ง

จิตเกิดขึ้นว่าเราจะนอนจิตนั้นก็ทำให้เกิดวาโยธาตุๆทำให้เกิดวิญญัติความ

เคลื่อนไหวการเหยียดกายทั้งสิ้นเป็นทางยาวด้วยความไหวตัวแห่งวาโยธาตุ

อันเกิดแต่การทำของจิตเรียกว่านอน. เมื่อภิกษุนั้นรู้ชัดอยู่อย่างนี้ย่อมมี

ความคิดเห็นอย่างนี้ว่าเขากล่าวกันว่าสัตว์เดินสัตว์ยืนแต่โดยอรรถ

แล้วสัตว์ไรๆที่เดินที่ยืนไม่มีประดุจคำที่กล่าวกันว่าเกวียนเดิน

เกวียนหยุดแต่ธรรมดาว่าเกวียนไรๆที่เดินได้หยุดได้เองหามีไม่ต่อเมื่อ

นายสารถีผู้ฉลาดเทียมโค๔ตัวแล้วขับไปเกวียนจึงเดินจึงหยุดเพราะ

ฉะนั้นคำนั้นจึงเป็นเพียงบัญญัติสมมุติเรียกกันฉันใดกายเปรียบเหมือน

เกวียนเพราะอรรถว่าไม่รู้ลมที่เกิดจากจิตเปรียบเหมือนโคจิตเปรียบ

เหมือนสารถีเมื่อจิตเกิดขึ้นว่าเราจะเดินเราจะยืนวาโยธาตุที่ทำให้เกิด

ความเคลื่อนไหวก็เกิดขึ้นอิริยาบถมีเดินเป็นต้นย่อมเป็นไปเพราะความไหวตัว

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 300

แห่งวาโยธาตุอันเกิดแต่การทำของจิตต่อแต่นั้นสัตว์ก็เดินสัตว์ก็ยืนเราเดิน

เรายืนเพราะเหตุนั้นคำนั้นจึงเป็นเพียงบัญญัติสมมุติเรียกกันฉันนั้น

เหมือนกัน. ด้วยฉะนั้นพระโบราณาจารย์จึงกล่าวว่า

นาวามาลุตเวเคนชิยาเวเคนเตชนํ

ยถายาติตถากาโยยาติวาตาหโตอยํ

ยนฺตํสุตฺตวเสเนวจิตฺตสุตฺตวเสนิทํ

ปยุตฺตํกายยนฺตมฺปิยาติฐาตนิสีทติ

โกนามเอตฺถโสสตฺโตโยวินาเหตุปจฺจเย

อตฺตโนอานุภาเวนติฏฺเฐวายทิวาวเช

เรือแล่นไปได้ด้วยกำลังลมลูกธนู

แล่นไปด้วยกำลังสายธนูฉันใดกายนี้อัน

ลมนำไปจึงเดินไปได้ฉันนั้นแม้ยนต์

คือกายนี้อันปัจจัยประกอบแล้วเดิน

ยืนและนั่งได้ด้วยอำนาจสายชักคือจิต

เหมือนเครื่องยนต์หมุนไปได้ด้วยอำนาจ

สายชักฉะนั้นนั่นแหละในโลกนี้สัตว์ใด

เว้นเหตุปัจจัยเสียแล้วยังยืนได้เดินได้

ด้วยอานุภาพของตนเองสัตว์นั้นชื่อไร

เล่าจะมีดังนี้.

เพราะฉะนั้นพึงทราบว่าภิกษุนี้กำหนดอิริยาบถมีเดินเป็นต้นซึ่งเป็นไปได้

ด้วยอำนาจเหตุปัจจัยเท่านั้นอย่างนี้เมื่อเดินก็รู้ว่าเราเดินเมื่อยืนก็รู้ว่าเรายืน

เมื่อนั่งก็รู้ว่าเรานั่งเมื่อนอนก็รู้ว่าเรานอนดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 301

คำว่าก็หรือกายของเธอตั้งอยู่โดยอาการใดก็รู้กายนั้น

โดยอาการนั้นนี้เป็นคำกล่าวรวมอิริยาบถทั้งปวง. มีคำอธิบายว่าหรือกาย

ของเธอดำรงอยู่โดยอาการใดๆก็รู้ชัดกายนั้นโดยอาการนั้นๆคือกายนั้นดำรง

อยู่โดยอาการเดินก็รู้ชัดว่าเราเดินกายดำรงอยู่โดยอาการยืนนั่งนอน

ก็รู้ชัดว่าเรายืนเรานั่งเรานอน.

อิริยาบถภายในภายนอก

คำว่าภายในหรือดังนี้ความว่าพิจารณาเห็นกายในกายด้วยการ

กำหนดอิริยาบถของตนเองอย่างนี้อยู่. คำว่าหรือภายนอกความว่าด้วย

การกำหนดอิริยาบถสี่ของคนอื่นอยู่. คำว่าหรือทั้งภายในทั้งภายนอกความ

ว่าพิจารณาเห็นกายในกายด้วยการกำหนดอิริยาบถ๔ของตนเองตามกาลของ

คนอื่นตามกาลอยู่. ก็ในคำบาลีเป็นต้นว่าพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิด

คือพึงนำความเกิดและความเสื่อมแห่งรูปขันธ์ออกแสดงโดยอาการทั้ง๕ตาม

นัยบาลีเป็นต้นว่ารูปเกิดเพราะอวิชชาเกิดดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงหมายเอาความเกิดและความเสื่อมนั้นแลตรัสว่าพิจารณาเห็นธรรมคือ

ความเกิดดังนี้เป็นต้นในที่นี้.

คำบาลีเป็นต้นว่าสติของเธอก็ปรากฏชัดว่ากายมีอยู่ดังนี้

ก็มีข้อความเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.

สติกำหนดอิริยาบถเป็นอริยสัจ

แม้ในอิริยาบถบรรพนี้สติที่กำหนดอิริยาบถ๔เป็นอารมณ์เป็น

ทุกขสัจตัณหาที่มีในก่อนอันยังสติที่กำหนดอิริยาบถ๔นั้นให้ตั้งขึ้น

เป็นสมุทัยสัจการหยุดทุกขสัจและสมุทัยสัจทั้งสองเป็นนิโรธสัจอริยมรรค

ที่กำหนดรู้ทุกข์ละสมุทัยมีนิโรธเป็นอารมณ์เป็นมรรคสัจภิกษุผู้โยคาวจร

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 302

ขวนขวายโดยทางสัจจะ๔อย่างนี้ย่อมบรรลุพระนิพพานดับทุกข์. นี้เป็นทาง

ปฏิบัตินำออกจากทุกข์จนถึงพระอรหัตของภิกษุผู้กำหนดอิริยาบถ๔รูปหนึ่ง

ฉะนี้แล.

จบอิริยาบถบรรพ

สัมปชัญญบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกกายานุปัสสนาโดยทาง

อิริยาบถ๔อย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดยทางสัมปชัญญะ๔

จึงตรัสว่ายังมีอีกข้อหนึ่งเป็นต้นในสัมปชัญญบรรพนั้นคำว่าก้าวไป

ข้างหน้าเป็นต้นทรงพรรณนาไว้แล้วในสามัญญผลสูตร. คำว่าหรือภายใน

ความว่าพิจารณาเห็นกายในกายของตนหรือในกายของคนอื่นหรือในกาย

ของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลโดยกำหนดสัมปชัญญะ๔อย่างนี้อยู่.

ความเกิดและความเสื่อมของรูปขันธ์นั้นแลพึงนำออกแสดงในคำว่าพิจารณา

เห็นธรรมคือความเกิดเป็นต้นแม้ในสัมปชัญญบรรพนี้. คำนอกจากนี้ก็

เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.

สติกำหนดสัมปชัญญะเป็นอริยสัจ

ในสัมปชัญญบรรพนี้สติกำหนดสัมปชัญญะ๔เป็นทุกขสัจตัณหา

ที่มีในก่อนอันยังสติกำหนดสัมปชัญญะ๔นั้นให้ตั้งขึ้นเป็นสุมทัยสัจการ

ไม่เกิดทุกขสัจและสมุทัยสัจทั้งสองเป็นนิโรธสัจอริยมรรคมีประการดังกล่าว

มาแล้วเป็นมรรคสัจภิกษุโยคาวจรขวนขวายโดยทางสัจจะ๔อย่างนี้ย่อม

บรรลุนิพพานดับทุกข์ได้แล. นี้เป็นทางปฏิบัตินำทุกข์ออกจนถึงพระอรหัตของ

ภิกษุผู้กำหนดสัมปชัญญะ๔รูปหนึ่งฉะนี้แล.

จบสัมปชัญญบรรพ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 303

ปฏิกูลมนสิการบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกกายานุปัสสนาโดยทางสัมปชัญญะ

๔อย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกการใส่ใจถึงกายโดยความเป็นของปฏิกูล

จึงตรัสว่ายังมีอีกข้อหนึ่งเป็นต้น. ในปฏิกูลมนสิการบรรพนั้นคำใดที่ควร

กล่าวในบาลีเป็นต้นว่ากายนี้นี่แลคำนั้นทั้งหมดท่านกล่าวไว้แล้วในกายคตา-

สติกัมมัฏฐานคัมภีร์วิสุทธิมรรคโดยพิสดารด้วยอาการทั้งปวง. คำว่ามีปาก

สองข้างความว่าประกอบด้วยปากทั้งสองทั้งข้างล่างข้างบน. คำว่ามีอย่าง

ต่างคือมีชนิดต่างๆ. ในข้อนั้นมีคำเทียบเคียงอุปมาดังต่อไปนี้. ก็กายอัน

ประกอบด้วยมหาภูตรูป๔พึงทราบเปรียบเหมือนไถ้มีปากสองข้างอาการ

๓๒มีผมเป็นต้นเปรียบเหมือนธัญญชาติต่างชนิดที่เขาใส่ปนกันลงไปในไถ้

นั้นพระโยคาวจรเปรียบเหมือนบุรุษมีจักษุอาการปรากฏชัดแห่งอาการ๓๒

ของพระโยคาวจรพึงทราบเหมือนอาการที่ธัญญชาติต่างชนิดปรากฏแก่บุรุษผู้

แก้ไถ้นั้นออกแล้วพิจารณาดูอยู่.

คำว่าภายในก็ดีความว่าพิจารณาเห็นกายในกายของตนหรือ

ในกายของคนอื่นหรือในกายของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลด้วยการ

กำหนดอาการ๓๒มีผมเป็นต้นอย่างนี้อยู่. ข้อต่อไปจากนี้ก็มีนัยดังที่กล่าว

มาแล้ว. ในปฏิกูลมนสิการบรรพนี้ต่างกันอย่างเดียวก็คือควรประกอบ

ความอย่างนี้ว่าสติกำหนดอาการ๓๒เป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจแล้วพึงทราบ

ว่าเป็นทางปฏิบัตินำออกจากทุกข์จนถึงพระอรหัตของภิกษุผู้กำหนดอาการ

๓๒รูปหนึ่ง. คำนอกจากนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วนั้นแล.

จบปฏิกูลมนสิการบรรพ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 304

ธา____________ตุมนสิการบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกกายานุปัสสนาโดยทางการใส่ใจ

ถึงกายโดยเป็นของปฏิกูลอย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดยทางการใส่ใจ

ถึงกายโดยความเป็นธาตุจึงตรัสธาตุมนสิการบรรพว่ายังมีอีกข้อหนึ่งเป็นต้น.

ในธาตุมนสิการบรรพนั้นมีการพรรณนาอรรถพร้อมด้วยข้อเทียบเคียงอุปมา

ดังต่อไปนี้. คนฆ่าโคบางคนหรือลูกมือของเขาที่เขาเลี้ยงดูด้วยอาหาร

และค่าจ้างฆ่าโคแล้วชำแหละแบ่งออกเป็นส่วนๆแล้วนั่งณที่ทางใหญ่๔

แพร่งคือที่ชุมทางย่านกลางทางใหญ่ซึ่งไปได้ทั้ง๔ทิศฉันใดภิกษุ (ผู้

บำเพ็ญธาตุกัมมัฏฐาน) ก็ฉันนั้นนั่นแลย่อมพิจารณากายซึ่งชื่อว่าตั้งอยู่

ตามที่เพราะตั้งอยู่ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งอิริยาบถทั้ง๔และซึ่ง

ชื่อว่าดำรงอยู่ตามที่เพราะตั้งอยู่ตามที่อย่างนี้ว่าในกายนี้มีปฐวีธาตุอาโป-

ธาตุเตโชธาตุวาโยธาตุ.

กายสักว่าธาตุ

ท่านอธิบายไว้อย่างไร. ท่านอธิบายไว้ว่าเมื่อคนฆ่าโคเลี้ยงโคอยู่ก็ดี

นำโคไปยังที่ฆ่าก็ดีนำมาผูกไว้ที่ฆ่าก็ดีกำลังฆ่าก็ดีมองดูโคที่ฆ่าตายแล้วก็ดี

ความสำคัญว่าโคยังไม่หายไปตราบเท่านี้เขายังไม่ได้ชำแหละโคนั้นออกเป็น

ส่วนๆต่อเมื่อเขาชำแหละแบ่งออกแล้วความสำคัญว่าโคก็หายไปกลับสำคัญ

เนื้อโคไปเขามิได้คิดว่าเราขายโคคนเหล่านี้ซื้อไปที่แท้เขาคิดว่าเรา

ขายเนื้อโคคนเหล่านี้ซื้อเนื้อโคเปรียบฉันใดแม้ภิกษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

เมื่อครั้งเป็นปุถุชนผู้เขลาเป็นคฤหัสก็ดีบรรพชิตก็ดีความสำคัญว่าสัตว์

หรือบุคคลยังไม่หายไปก่อนตราบเท่าที่ยังไม่พิจารณาเห็นกายนี้นี่แลตามที่

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 305

ตั้งอยู่ตามที่ดำรงอยู่แยกออกจากก้อนโดยความเป็นธาตุต่อเมื่อเธอ

พิจารณาเห็นโดยความเป็นธาตุความสำคัญว่าสัตว์จึงหายไปจิตก็ตั้งอยู่ด้วยดี

โดยความเป็นธาตุอย่างเดียว. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ภิกษุพิจารณาเห็นกายอันนี้นี่แลตามที่ตั้งอยู่ตามที่ดำรงอยู่โดยความเป็น

ธาตุว่ามีอยู่ในกายนี้ปฐวีธาตุอาโปธาตุเตโชธาตุวาโยธาตุดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลายเปรียบเหมือนคนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ขยันฯลฯวาโย-

ธาตุดังนี้ฉันนั้น. ก็พระโยคาวจรเปรียบเหมือนคนฆ่าโคความสำคัญว่า

สัตว์เปรียบเหมือนความสำคัญว่าโคอิริยาบถทั้ง๔เปรียบเหมือนทางใหญ่๔

แพร่งความพิจารณาเห็นโดยความเป็นธาตุเปรียบเหมือนการที่คนฆ่าโคนั่ง

แบ่งออกเป็นส่วนๆนี้เป็นการพรรณนาบาลีในธาตุมนสิการบรรพนี้. ส่วน

กถาว่าด้วยกัมมัฏฐานท่านพรรณนาไว้พิสดารในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแล้ว.

คำว่าหรือภายในความว่าพิจารณาเห็นกายในกายของตนหรือ

ในกายของคนอื่นหรือในกายของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลด้วยการ

กำหนดธาตุ๔ด้วยอาการอย่างนี้อยู่. ข้อต่อไปจากนี้ก็มีนัยที่กล่าวมาแล้ว

ทั้งนั้น. แต่ในที่นี้มีข้อต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบความอย่างนี้ว่าสติ

กำหนดธาตุ๔เป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจเป็นต้นแล้วพึงทราบว่านี้เป็นทาง

ปฏิบัตินำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดธาตุ๔ดังนี้. ส่วนคำที่เหลือก็เช่นกับ

ที่กล่าวมาแล้วแต่ก่อนนั่นแล.

จบธาตุมนสิการบรรพ

นวสีวถิกาบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกกายานุปัสสนาโดยทางธาตุมนสิ-

การอย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกด้วยนวสีวัฏฐิกาบรรพข้อกำหนดว่า

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 306

ด้วยป่าช้า๙ข้อจึงตรัสว่ายังมีอีกข้อหนึ่งเป็นต้น. บรรดาเหล่านั้นบทว่า

เหมือนอย่างว่าเห็นคือเหมือนอย่างว่าพบ. บทว่าสรีระคือสรีระของ

คนตาย. บทว่าที่เขาทิ้งไว้ที่ป่าช้าคือที่เขาปล่อยทิ้งไว้ที่สุสาน. ซากศพที่ชื่อว่า

ตายแล้ววันเดียวเพราะเป็นซากศพที่ตายแล้วได้๑วัน. ที่ชื่อว่าตายแล้ว๒

วันเพราะเป็นซากศพที่ตายแล้วได้๒วัน. ที่ชื่อว่าตายแล้ว๓วันเพราะ

ซากศพที่ตายแล้วได้๓วัน. ที่ชื่อว่าศพที่พองขึ้นเพราะเป็นศพที่พองขึ้นโดย

เป็นศพที่ขึ้นอืดตามลำดับตั้งแต่สิ้นชีพไปเหมือนลูกสูบช่างทองอันพองขึ้นด้วย

ลม. ศพที่พองขึ้นนั่นแลชื่อว่าอุทธุมาตกะ. อีกนัยหนึ่งศพที่พองขึ้นน่าเกลียด

เพราะเป็นของปฏิกูลเพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอุทธุมาตกะ. ศพที่มีสีต่างๆ

เจือเขียวเรียกว่าศพที่มีสีเขียวเจือ. ศพที่มีสีเขียวเจือนั่นแลชื่อว่าวินีลกะ.

อีกนัยหนึ่งศพที่มีสีเขียวน่าเกลียดเพราะเป็นของปฏิกูลเพราะเหตุนั้นจึง

ชื่อว่าวินีลกะ. คำว่าวินีลกะนี้เป็นชื่อของซากศพมีสีแดงในที่เนื้อนูนหนา

มีสีขาวในที่อันบ่มหนองโดยมากมีสีเขียวในที่ควรเขียวคล้ายผ้าห่มสีเขียว.

ศพที่มีน้ำเหลืองไหลออกจากที่ปริแตกทางปากแผลทั้ง๙บ้างชื่อว่าศพมีน้ำ

เหลืองไหล. ศพมีน้ำเหลืองไหลนั่นแลชื่อว่าวิบุพพกะ. อีกนัยหนึ่งศพมี

น้ำเหลืองไหลน่าเกลียดเพราะเป็นของปฏิกูลเพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า

วิบุพพกะ. ศพที่เป็นวิบุพพกะเกิดแล้วคือถึงความเป็นซากศพมีน้ำเหลือง

ไหลอย่างนั้นเพราะเหตุนั้นชื่อว่าวิบุพพกชาตะ. ข้อว่าโสอิมเมวกายํ

ความว่าภิกษุนั้นใช้ญาณนั้นแหละน้อมนำกายของตนนี้ไปเปรียบกับกายอันนั้น

(ซากศพ). เปรียบอย่างไร. เปรียบว่ากายนี้แลมีอย่างนั้นเป็นธรรมดา

ต้องเป็นอย่างนั้นไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนั้นไปได้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 307

กายที่ปราศจากอายุไออุ่นวิญญาณเป็นซากศพ

ท่านอธิบายไว้ว่ากายนี้ยังทนยืนเดินเป็นต้นอยู่ได้ก็เพราะมี

ธรรม๓อย่างนี้คืออายุไออุ่นและวิญญาณแต่เพราะธรรม๓อย่างนี้พราก

จากกันแม้กายนี้จึงต้องมีอย่างนั้นเป็นธรรมดาคือมีสภาพเปื่อยเน่าอย่าง

นั้นเหมือนกันต้องเป็นอย่างนั้นคือจักเป็นประเภทศพขึ้นพองเป็นต้นอย่าง

นั้นเหมือนกันไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนั้นไปได้คือไม่ล่วงพ้นความเป็นศพ

พองขึ้นเป็นต้นอย่างนั้นไปได้.

ข้อว่าหรือภายในความว่าพิจารณาเห็นกายในกายของตนใน

กายของคนอื่นหรือในกายของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลด้วยการ

กำหนดซากศพที่ขึ้นพองเป็นต้นอย่างนี้อยู่.

เทียบกายด้วยซากศพ

บทว่าขชฺชมานํอันสัตว์กัดกินอยู่ได้แก่ศพอันสัตว์มีแร้งกา

เป็นต้นจับที่อวัยวะเช่นท้องเป็นต้นแล้วดึงเนื้อท้องเนื้อปากเบ้าตา

เป็นต้นจิกกินอยู่. บทว่าสมํสโลหิตํยังมีเนื้อและเลือดคือศพที่มีเนื้อ

และเลือดยังเหลืออยู่. บทว่านิมฺมํสโลหิตมกฺขิตํที่ปราศจากเนื้อแต่

เปื้อนเลือดคือเมื่อเนื้อหมดไปแล้วแต่เลือดยังไม่แห้ง. พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงหมายเอาศพประเภทนั้นจึงตรัสว่านิมฺมํสโลหิตมกฺขิตํ. บทว่า

อญฺเญนคือศพไปทางทิศอื่น. บทว่าหตฺถฏฺฐิกํกระดูกมือความว่ากระดูก

มือมีประเภทถึง๖๔ชิ้นกระจัดกระจายแยกกันไป. แม้กระดูกเท้าเป็นต้น

ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่าเตโรวสฺสิกานิเกินปีหนึ่งขึ้นไปคือล่วงปีไปแล้ว.

บทว่าปูตีนิเป็นของผุความว่ากระดูกอันตั้งอยู่กลางแจ้งย่อมผุเปื่อย

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 308

เพราะกระทบลมแดดและฝนส่วนกระดูกที่อยู่ใต้พื้นดินย่อมตั้งอยู่ได้

นานกว่า. บทว่าจุณฺณกชาตานิเป็นผงคือแหลกเป็นผงกระจัดกระจาย

ไป. พึงประกอบความเข้าในข้อทั้งปวงโดยบทว่าขชฺชมานํอันสัตว์กัดกิน

เป็นต้นโดยนัยที่กล่าวมาแล้วว่าเธอก็น้อมกายอันนี้นี่แลเข้าไปเทียบกับศพ

เป็นต้น.

ข้อว่าหรือภายในเป็นต้นความว่าพิจารณาเห็นกายในกาย

ของตนในกายของคนอื่นหรือในกายของตนตามกาลของคนอื่นตามกาล

ด้วยการกำหนดซากศพอันสัตว์กัดกินเป็นต้นจนถึงเป็นกระดูกอันแหลกเป็น

ผงอย่างนี้อยู่.

จัดเป็นบรรพ

ป่าช้า๙ข้อที่อยู่ในนวสีวถิกาบรรพนี้บัณฑิตพึงจัดประมวลมาดังนี้คือ

๑. ข้อที่ตรัสโดยนัยเป็นต้นว่าศพที่ตายแล้วได้วันหนึ่งบ้างแม้ทั้ง

หมดเป็นบรรพอันหนึ่ง.

๒. ข้อที่ว่าศพที่ฝูงกาจิกกินบ้างเป็นต้นเป็นบรรพอันหนึ่ง.

๓. ข้อที่ว่าร่างกระดูกที่ยังมีเนื้อและเลือดมีเส้นเอ็นรัดรึงอยู่

เป็นบรรพอันหนึ่ง.

๔. ข้อว่าปราศจากเนื้อแต่เปื้อนเลือดมีเส้นเอ็นรัดรึงอยู่เป็นบรรพ

อันหนึ่ง.

๕. ข้อที่ว่าปราศจากเนื้อและเลือดมีเส้นเอ็นรัดรึงอยู่เป็นบรรพ

อันหนึ่ง.

๖. ข้อที่ว่ากระดูกทั้งหลายที่ปราศจากเส้นเอ็นรัดรึงแล้วเป็นต้น

เป็นบรรพอันหนึ่ง.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 309

๗. ข้อที่ว่ากระดูกทั้งหลายขาวคล้ายสีสังข์เป็นบรรพอันหนึ่ง.

๘. ข้อที่ว่ากระดูกทั้งหลายที่กองเรี่ยรายเกินหนึ่งปีขึ้นไปเป็นบรรพ

อันหนึ่ง.

๙. ข้อที่ว่ากระดูกทั้งหลายที่ผุแหลกเป็นผงเป็นบรรพอันหนึ่ง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงป่าช้าทั้ง๙แล้วจะทรงจบกายา-

นุปัสสนาจึงตรัสคำนี้ว่าเอวํโขภิกฺขเวอย่างนี้แลภิกษุทั้งหลายเป็นต้น.

สติกำหนดซากศพเป็นอริยสัจ

ในนวสีวถิกาบรรพนั้นสติอันกำหนดป่าช้าทั้ง๙ข้อเป็นทุกขสัจ

ตัณหาที่มีในก่อนที่ยังสตินั้นให้เกิดขึ้นเป็นสมุทัยสัจการหยุดทุกขสัจและ

สมุทัยสัจทั้งสองเป็นนิโรธสัจอริยมรรคอันกำหนดทุกข์ละสมุทัยมีนิโรธ

เป็นอารมณ์เป็นมรรคสัจภิกษุผู้โยคาวจรขวยขวายด้วยอำนาจสัจจะอย่างนี้

ย่อมบรรลุพระนิพพานดับทุกข์ได้ดังนี้. อันนี้เป็นทางปฏิบัตินำออกจากทุกข์

จนถึงพระอรหัตของเหล่าภิกษุผู้กำหนดป่าช้าทั้ง๙ข้ออย่างนี้แล.

จบนวสีวถิกาบรรพ.

ก็กายานุปัสสนา๑๔บรรพคืออานาปานบรรพ๑อิริยาบถบรรพ๑

จตุสัมปชัญญบรรพ๑ปฏิกูลมนสิการบรรพ๑ธาตุมนสิการบรรพ๑สีวถิกา๙

บรรพเป็นอันจบลงด้วยคำพรรณนามีประมาณเพียงเท่านี้.

ใน๑๔บรรพนั้นอานาปานบรรพกับปฏิกูลมนสิการบรรพ๒บรรพ

นี้เท่านั้นเป็นอัปปนากัมมัฏฐานส่วน๑๒บรรพที่เหลือเป็นอุปจารกัมมัฏ-

ฐานอย่างเดียวเพราะตรัสไว้โดยการพิจารนาเห็นโทษแห่งกายอันเกี่ยวด้วย

ป่าช้าดังนี้แล.

จบกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 310

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน๑๔วิธีอย่างนี้

แล้วบัดนี้เพื่อจะตรัสเวทนานุปัสสนา๙วิธีจึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเวทนาเป็นอย่างไรเล่าเป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้นบทว่าสุขเวทนาความว่าภิกษุกำลังเสวย

เวทนาที่เป็นสุขทางกายก็ดีทางใจก็ดีก็รู้ชัดว่าเราเสวยสุขเวทนา. จะ

วินิจฉัยในคำนั้นแม้เด็กทารกที่ยังนอนหงายเมื่อเสวยสุขในคราวดื่มน้ำนม

เป็นต้นก็รู้ชัดว่าเราเสวยสุขเวทนาก็จริงอยู่. แต่คำว่าสุขเวทนาเป็นต้นนี้

มิได้ตรัสหมายถึงความรู้ชัดอย่างนั้น. เพราะความรู้ชัดเช่นนั้นไม่ละความเห็น

ว่าสัตว์ไม่ถอนความสำคัญว่าเป็นสัตว์ไม่เป็นกัมมัฏฐานหรือสติปัฏฐาน

ภาวนาเลย. ส่วนความรู้ชัดของภิกษุนี้ละความเห็นว่าสัตว์ถอนความสำคัญ

ว่าเป็นสัตว์ได้ทั้งเป็นกัมมัฏฐานเป็นสติปัฏฐานภาวนา. ก็คำนี้ตรัสหมายถึง

ความเสวยสุขเวทนาพร้อมทั้งที่รู้ตัวอยู่อย่างนี้ว่าใครเสวยความเสวยของ

ใครเสวยเพราะเหตุไร.

สักว่าเวทนาไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

จะวินิจฉัยในปัญหาเหล่านั้นถามว่าใครเสวยตอบว่ามิใช่สัตว์

หรือบุคคลไรๆเสวย. ถามว่าความเสวยของใครตอบว่ามิใช่ความเสวยของ

สัตว์หรือบุคคลไรๆ. ถามว่าเสวยเพราะเหตุไรตอบว่าก็เวทนาของภิกษุ

นั้นมีวัตถุเป็นอารมณ์อย่างเดียวเหตุนั้นเธอจึงรู้อย่างนี้ว่าสัตว์ทั้งหลาย

เสวยเวทนาเพราะทำวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งเวทนามีสุขเวทนาเป็นต้นนั้นๆ

ให้เป็นอารมณ์ก็คำว่าเราเสวยเวทนาเป็นเพียงสมมติเรียกกันเพราะยึดถือ

ความเป็นไปแห่งเวทนานั้น. เธอกำหนดว่าสัตว์ทั้งหลายเสวยเวทนาเพราะ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 311

ทำวัตถุให้เป็นอารมณ์อย่างนี้พึงทราบว่าเธอย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยสุขเวทนา

เหมือนพระเถระรูปหนึ่งซึ่งสำนักอยู่ที่จิตตลบรรพต.

พระเถระผู้เสวยทุกขเวทนา

ได้ยินว่าพระเถระทุรนทุรายกลิ้งเกลือกอยู่ด้วยเวทนากล้าแข็งคราว

อาพาธไม่ผาสุก. ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเรียนถามว่าท่านเจ็บตรงไหนขอรับ. ท่าน

ตอบว่าบอกที่เจ็บไม่ได้ดอกเธอฉันทำวัตถุเป็นอารมณ์เสวยเวทนา. ถามว่า

ตั้งแต่เวลารู้ชัดอย่างนั้นท่านอดกลั้นไว้ไม่ควรหรือขอรับ. ตอบว่าฉันจะ

อดกลั้นนะเธอ. ภิกษุหนุ่มกล่าวว่าอดกลั้นได้ก็ดีนะสิขอรับ. พระเถระก็อดกลั้น

(ทุกขเวทนา). โรคลมก็ผ่าแล่งจนถึงหัวใจไส้ของพระเถระก็ออกมากองบนเตียง.

พระเถระชี้ให้ภิกษุหนุ่มดูถามว่าอดกลั้นขนาดนี้ควรไหม. ภิกษุหนุ่มก็นิ่ง.

พระเถระก็ประกอบความเพียรสม่ำเสมอบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา

ทั้งหลายเป็นพระอรหัตสมสีสีปรินิพพานแล้ว.

อนึ่งภิกษุผู้เจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้นเสวยทุกขเวทนาฯลฯ

อทุกขมสุขเวทนาปราศจากอามิสอยู่ก็รู้ชัดว่าเราเสวยทุกขเวทนาฯลฯอทุกขสุข-

เวทนาปราศจากอามิสเหมือนเมื่อเธอเสวยสุขเวทนาแล.

เวทนาเป็นอรูปกัมมัฏฐาน

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสรูปกัมมัฏฐานด้วยประการฉะนี้แล้วเมื่อ

จะตรัสอรูปกัมมัฏฐานแต่เพราะที่ตรัสด้วยอำนาจผัสสะหรือด้วยอำนาจจิต

กัมมัฏฐานไม่ปรากฏชัดปรากฏเหมือนมืดมัวส่วนความเกิดขึ้นแห่งเวทนา

ทั้งหลายปรากฏชัดกัมมัฏฐานปรากฏชัดด้วยอำนาจเวทนาฉะนั้นจึงตรัส

อรูปกัมมัฏฐานด้วยอำนาจเวทนาแม้ในพระสูตรนี้เหมือนอย่างในสักกปัญห-

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 312

สูตร. กถามรรคในพระสูตรนี้นั้นพึงทราบโดยนัยที่ตรัสไว้ในสกกปัญหสูตร

แล้วนั่นแลว่าก็กัมมัฏฐานมี๒อย่างคือรูปกัมมัฏฐานและอรูปกัมมัฏฐาน

ดังนี้เป็นต้น.

พึงทราบวินิจฉัยในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้นในคำว่าสุขเวทนา

ดังนี้เป็นต้นมีปริยาย (ทาง ) แห่งความรู้ชัดอีกอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้. ข้อว่า

สุขํเวทนํเวทิยามีติปชานาติรู้ชัดว่าเราเสวยสุขเวทนาความว่า

เมื่อเสวยสุขเวทนาเพราะขณะเสวยสุขเวทนาไม่มีทุกขเวทนาก็รู้ชัดว่าเรา

เสวยสุขเวทนาดังนี้. เพราะฉะนั้นขึ้นชื่อว่าเวทนาไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนมีความ

แปรปรวนเป็นธรรมดาเพราะในขณะที่ไม่มีทุกขเวทนาที่เคยมีมาก่อนและ

เพราะก่อนแต่นี้ก็ไม่มีสุขเวทนานี้. เธอรู้ตัวในสุขเวทนานั้นอย่างนี้. สมจริง

ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ (ในทีฆนขสูตรมูลปัณณาสก์มัชฌิมนิกาย)

ดังนี้ว่าดูก่อนอัคคิเวสสนะสมัยใดเสวยสุขเวทนาสมัยนั้นหาเสวย-

ทุกขเวทนาไม่หาเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่ย่อมเสวยสุขเวทนาเท่านั้นสมัยใด

เสวยทุกขเวทนาฯลฯเสวยอทุกขมสุขเวทนาสมัยนั้นหาเสวยสุขเวทนาไม่

หาเสวยทุกขเวทนาไม่เสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาเท่านั้นดูก่อนอัคคิเวสสนะ

แม้สุขเวทนาแลไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่งอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้น

ไปเป็นธรรมดามีความเสื่อมไปเป็นธรรมดามีความจางไปเป็นธรรมดามี

ความดับไปเป็นธรรมดาแม้ทุกขเวทนาเล่าฯลฯแม้อทุกขมสุขเวทนาเล่า

ไม่เที่ยงฯลฯมีความดับไปเป็นธรรมดาดูก่อนอัคคิเวสสนะอริยสาวกสดับ

แล้วเห็นอยู่อย่างนี้ย่อมหน่ายแม้ในสุขเวทนาแม้ในทุกขเวทนาแม้ใน

อทุกขมสุขเวทนาเมื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัดเพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น

เมื่อหลุดพ้นย่อมหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้วย่อมรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์

อยู่จบแล้วกิจที่ควรทำก็ทำเสร็จแล้วกิจอย่างอื่นเพื่อเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 313

เวทนาที่เป็นสามิสและนิรามิส

จะวินิจฉัยในข้อว่าสามิสํวาสุขํหรือสุขเวทนาที่มีอามิสเป็นต้น

โสมนัสสเวทนาอาศัยอามิสคือกามคุณ๕อาศัยเรือน๖ชื่อว่าสามิสสุขเวทนา

โสมนัสสเวทนาอาศัยเนกขัมมะ๖ชื่อว่านิรามิสสุขเวทนาโทมนัสสเวทนา

อาศัยเรือน๖ชื่อว่าสามิสทุกขเวทนาโทมนัสสเวทนาอาศัยเนกขัมมะ๖

ชื่อว่านิรามิสทุกขเวทนาอุเบกขาเวทนาอาศัยเรือน๖ชื่อว่าสามิสอทุกขม-

สุขเวทนาอุเบกขาอันอาศัยเนกขัมมะ๖ชื่อว่านิรามิสอทุกขมสุขเวทนา.

อนึ่งการจำแนกเวทนาแม้เหล่านั้นท่านกล่าวไว้ในสักกปัญหสูตรแล้วแล.

เวทนาในเวทนานอก

ข้อว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในความว่าพิจารณาเห็น

เวทนาในเวทนาทั้งหลายของตนในเวทนาทั้งหลายของคนอื่นหรือใน

เวทนาทั้งหลายของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลด้วยการกำหนดสุขเวทนา

เป็นต้นอย่างนี้อยู่. ส่วนในข้อว่าสมุทยธมฺมานุปสฺสีวาพิจารณาเห็น

ธรรมคือความเกิด (ในเวทนาทั้งหลาย) นี้มีวินิจฉัยว่าภิกษุเมื่อเห็นความ

เกิดและความเสื่อมแห่งเวทนาทั้งหลายด้วยอาการอย่างละ๕ว่าเพราะ

อวิชชาเกิดจึงเกิดเวทนาดังนี้เป็นต้นพึงทราบว่าเธอพิจารณาเห็นธรรม

คือความเกิดในเวทนาทั้งหลายอยู่พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในเวทนา

ทั้งหลายอยู่หรือพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดในเวทนาทั้งหลายตามกาล

อยู่พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในเวทนาทั้งหลายตามกาลอยู่. ข้อต่อ

จากนี้ไปก็มีนัยดังที่กล่าวมาแล้วในกายานุปัสสนานั่นแล.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 314

สติกำหนดเวทนาเป็นอริยสัจ

แต่ในเวทนานุปัสสนานี้มีข้อต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบความ

อย่างนี้ว่าสติที่กำหนดเวทนาเป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจเป็นต้นแล้วพึงทราบว่า

เป็นทางปฏิบัตินำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดเวทนาเป็นอารมณ์. คำที่เหลือ

ก็มีความเช่นนั้นเหมือนกัน.

จบเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน๙. วิธีอย่าง

นี้แล้วบัดนี้เพื่อจะตรัสจิตตานุปัสสนา๑๖วิธีจึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจิตตานุปัสสนาเป็นอย่างไรเล่

 

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน๙. วิธีอย่าง

นี้แล้วบัดนี้เพื่อจะตรัสจิตตานุปัสสนา๑๖วิธีจึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจิตตานุปัสสนาเป็นอย่างไรเล่าเป็นต้น.

จำแนกอารมณ์ของจิต

บรรดาบทเหล่านี้บทว่าจิตมีราคะคือจิตที่เกิดพร้อมด้วยโลภะ๘

อย่าง. บทว่าจิตปราศจากราคะคือจิตที่เป็นกุศลแลอพยากฤตฝ่าย

โลกิยะ. แต่ข้อนี้เป็นการพิจารณามิใช่เป็นการชุมนุมธรรมเพราะฉะนั้นใน

คำว่าจิตมีราคะนี้จึงไม่ได้โลกุตตรจิตแม้แต่บทเดียว. อกุศลจิต๔ดวง

ที่เหลือจึงไม่เข้าบทต้นไม่เข้าบทหลัง. บทว่าจิตมีโทสะได้แก่จิต๒

ดวงที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัส. บทว่าจิตปราศจากโทสะได้แก่จิตที่เป็น

กุศลและอพยากฤตฝ่ายโลกิยะ. อกุศลจิต๑๐ดวงที่เหลือไม่เข้าบทต้นไม่

เข้าบทหลัง. บทว่าจิตมีโมหะได้แก่จิต๒ดวงคือจิตที่เกิดพร้อมด้วย

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 315

วิจิกิจฉาดวง๑ที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะดวง๑. แต่เพราะโมหะย่อมเกิดได้ใน

อกุศลจิตทั้งหมดฉะนั้นแม้อกุศลจิตที่เหลือก็ควรได้ในบทว่าจิตมีโมหะนี้

โดยแท้. จริงอยู่อกุศลจิต๑๒ (โลภมูล๘โทสมูล๒โมหมูล๒) ท่าน

ประมวลไว้ในทุกกะ (หมวด๒) นี้เท่านั้น. บทว่าจิตปราศจากโมหะ

ได้แก่จิตที่เป็นกุศลและอพยากฤตฝ่ายโลกิยะ. บทว่าจิตหดหู่ได้แก่จิตที่

ตกไปในถิ่นมิทธะ. ก็จิตที่ตกไปในถิ่นมิทธะนั้นชื่อว่าจิตหดหู่บทว่า

ฟุ้งซ่านได้แก่จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะจิตที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะนั้น

ชื่อว่าจิตฟุ้งซ่าน. บทว่าจิตเป็นมหัคคตะได้แก่จิตที่เป็นรูปาวจรและ

อรูปาวจร. บทว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะได้แก่จิตที่เป็นกามาวจร. บทว่า

สอุตฺตรํจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าได้แก่จิตที่เป็นกามาวจร. บทว่าอนุตฺตรํจิต

ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าได้แก่จิตที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจร. แม้ในจิตเหล่านั้น

จิตที่ชื่อว่าสอุตตระได้แก่จิตเป็นรูปาวจรจิตชื่อว่าอนุตตระได้แก่จิตที่เป็น

อรูปาวจร. บทว่าสุมาหิตํจิตตั้งมั่นแล้วได้แก่อัปปนาสมาธิหรืออุปจาร

สมาธิ. บทว่าอสมาหิตํจิตไม่ตั้งมั่นได้แก่จิตที่เว้นจากสมาธิทั้งสองบทว่า

วิมุตฺตํจิตหลุดพ้นได้แก่จิตหลุดพ้นด้วยตทังควิมุตติและวิกขัมภนวิมุตติ.

บทว่าอวิมุตฺติจิตไม่หลุดพ้นได้แก่จิตที่เว้นจากวิมุตติทั้งสอง. ส่วนสมุจ-

เฉทวิมุตติปฏิปัสสัทธิวิมุตติและนิสสรณวิมุตติไม่มีโอกาสในบทนี้เลย.

จิตในจิตนอก

คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในความว่าภิกษุโยคาวจร

กำหนดจิตที่เป็นไปในสมัยใดๆด้วยการกำหนดจิตมีราคะเป็นต้นอย่างนี้

ชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตของตนหรือในจิตของคนอื่นในจิตของตน

ตามกาลหรือในจิตของคนอื่นตามกาลอยู่. ก็ในคำว่าพิจารณาเห็นธรรม

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 316

คือความเกิดนี้พึงนำความเกิดและความเสื่อมแห่งวิญญาณออกเทียบเคียงด้วย

อาการอย่างละ๕ว่าเพราะเกิดอวิชชาวิญญาณจึงเกิดดังนี้เป็นต้น. ข้อต่อ

ไปจากนี้ก็มีนัยดังกล่าวมาแล้วแล.

สติกำหนดจิตเป็นอริยสัจ

แต่ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้มีข้อแตกต่างกันอย่างเดียวคือพึง

ประกอบความว่าสติที่กำหนดจิตเป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจดังนี้เป็นต้น

แล้วพึงทราบว่าเป็นทางปฏิบัตินำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดจิตเป็น

อารมณ์. คำที่เหลือก็เช่นเดียวกันนั่นแล.

จบจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน๑๖วิธีอย่าง

นี้แล้วบัดนี้เพื่อจะตรัสธัมมานุปัสสนา๕วิธีจึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธัมมานปัสสนาเป็นอย่างไรเล่าเป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการกำหนดรูปกัมมัฏฐานล้วน

ด้วยกายานุปัสสนาตรัสการกำหนดอรูปกัมมัฏฐานล้วนๆด้วยเวทนานุปัสสนา

และจิตตานุปัสสนา. บัดนี้เพื่อจะตรัสการกำหนดรูปกัมมัฏฐานกับอรูปกัมมัฏ-

ฐานผสมกันจึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเวดูก่อนภิกษุทั้งหลายธัมมานุปัสสนา

เป็นอย่างไรเล่าเป็นต้น.

อนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการกำหนดรูปขันธ์ด้วยกายานุปัสสนา

ตรัสการกำหนดเวทนาขันธ์ด้วยเวทนานุปัสสนาตรัสการกำหนดวิญญาณขันธ์

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 317

ด้วยจิตตานุปัสสนา. บัดนี้เพื่อจะตรัสแม้การกำหนดสัญญาขันธ์และ

สังขารขันธ์จึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเวดูก่อนภิกษุทั้งหลายธัมมานุปัสสนา

เป็นอย่างไรเล่าเป็นต้น.

นีวรณบรรพ

บรรดาบทเหล่านั้นบทว่าสนฺตํมีอยู่คืออยู่พร้อมด้วยอำนาจฟุ้ง

ขึ้นเนืองๆ. บทว่าอสนฺตํไม่มีอยู่คือไม่มีอยู่พร้อมเพราะไม่ฟุ้งขึ้นหรือ

เพราะละได้แล้ว. บทว่าก็โดยประการใดความว่ากามฉันท์เกิดขึ้น

เพราะเหตุใด. บทว่าตญฺจปชานาติก็รู้ชัดประการนั้นคือรู้ชัดเหตุนั้น.

ทุกๆบทพึงทราบความโดยนัยนี้นี่แล.

เหตุเกิดกามฉันท์

ในนิมิตทั้งสองนั้นกามฉันท์ย่อมเกิดขึ้นเพราะมนสิการโดยไม่แยบคาย

ในสุภนิมิต. สิ่งที่งามก็ดีอารมณ์ที่งามก็ดีชื่อว่าสุภนิมิต. การใส่ใจโดยไม่มีอุบาย

การใส่ใจนอกทางการใส่ใจในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยงในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าสุข

ในสิ่งที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตนหรือในสิ่งที่ไม่งามว่างามชื่อว่าอโยนิโสมนสิการ

(การใส่ใจโดยไม่แยบคาย). เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการนั้นให้เป็นไปมากๆ

ในสุภนิมิตนั้นกามฉันท์ย่อมเกิดขึ้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายสุภนิมิต

มีอยู่การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในสุภนิมิตนั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความ

เกิดขึ้นแห่งกามฉันท์ที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อทำให้กามฉันท์ที่เกิดแล้วให้กำเริบ

ยิ่งขึ้นดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 318

เหตุละกามฉันท์

ส่วนกามฉันท์นั้นจะละได้ก็ด้วยโยนิโสมนสิการ (การใส่ใจโดย

แยบคาย) ในอสุภนิมิต. สิ่งที่ไม่งามก็ดีอารมณ์ที่ไม่งามก็ดี. ชื่อว่าอสุภนิมิต.

การใส่ใจโดยอุบายการใส่ใจถูกทางการใส่ใจในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยงใน

สิ่งที่เป็นทุกข์ว่าทุกข์ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าไม่ใช่ตัวตนหรือในสิ่งที่ไม่งามว่าไม่

งามชื่อว่าโยนิโสมนสิการ. เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการนั้นให้เป็นไปมากๆ

ในอสุภนิมิตนั้นย่อมละกามฉันท์เสียได้. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายอสุภนิมิต

มีอยู่การทำให้มากๆซึ่งโยนิโสมนสิการในอสุภนิมิตนั้นนี้เป็นอาหารเพื่อ

ความไม่เกิดแห่งกามฉันท์ที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละกามฉันท์ที่เกิดแล้ว.

ธรรมสำหรับละกามฉันท์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละกามฉันท์คือ๑.

การถืออสุภนิมิตเป็นอารมณ์๒. การประกอบเนืองๆซึ่งอสุภภาวนา๓. การ

รักษาทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย๔. ความรู้จักประมาณในโภชนะ๕. ความมี

กัลยาณมิตร๖. พูดแต่เรื่องที่เป็นสัปปายะ (เป็นที่สบาย). จริงอยู่เมื่อภิกษุ

กำหนดอสุภนิมิต๑๐อย่างอยู่ก็ละกามฉันท์ได้. เมื่อเจริญอสุภ๑๐ก็ดีเมื่อ

ปิดทวารในอินทรีย์ทั้งหลายก็ดีรู้จักประมาณในโภชนะเพราะเมื่อมีโอกาสจะ

บริโภค๔-๕คำมีอยู่ก็ดื่มน้ำยังอัตตภาพให้เป็นไปได้ก็ย่อมละกามฉันท์ได้.

เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ (ในขุททกนิกายเถรคาถา) ว่า

จตฺตาโรปญฺจอาโลเปอภุตฺวาปิเว

อลํผาสุวิหารายปหิตตฺตสฺสภิกฺขุโน

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 319

ภิกษุพึงเว้นคำข้าวเสีย-คำเลิก

ฉันแล้วดื่มน้ำเสียนี้เป็นข้อปฏิบัติอัน

สมควรสำหรับภิกษุผู้มีตนอันส่งไปแล้ว.

แม้ภิกษุผู้เสพกัลยาณมิตรซึ่งเป็นผู้ยินดีในการเจริญอสุภเช่น

พระติสสเถระผู้เจริญอสุภกัมมัฏฐานก็ย่อมละกามฉันท์ได้. แม้ด้วยการเจรจา

ปรารภเรื่องเป็นที่สบายอันอาศัยอสุภ๑๐ในอิริยาบถยืนและนั่งเป็นต้นก็ย่อม

ละกามฉันท์ได้. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการย่อมเป็นไป

เพื่อละกามฉันท์ดังนี้. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าก็กามฉันท์ที่ละได้แล้วด้วยธรรม

๖ประการนี้ย่อมไม่เกิดอีกต่อไปด้วยอรหัตมรรค.

เหตุเกิดพยาบาท

ส่วนพยาบาทย่อมเกิดเพราะอโยนิโสมนสิการในปฏิฆนิมิต. ปฏิฆะ

(ความขุ่นใจ) ก็ดีอารมณ์อันช่วยให้เกิดปฏิฆะก็ดีชื่อว่าปฏิฆนิมิตในคำว่า

ปฏิฆนิมิตเป็นต้นนั้น. อโยนิโสมนสิการมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันในธรรม

ทั้งปวง. เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการนั้นให้เป็นไปมากๆใน (ปฏิฆะ) นิมิตนั้น

พยาบาทย่อมเกิด. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกาย

มหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายปฏิฆนิมิตมีอยู่การไม่ทำให้มากซึ่ง

โยนิโสมนสิการในปฏิฆนิมิตนั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งพยาบาทที่ยัง

ไม่เกิดหรือเพื่อทำให้พยาบาทที่เกิดแล้วกำเริบเสิบสานขึ้นดังนี้ .

เหตุละพยาบาท

แต่พยาบาทนั้นจะละได้ก็ด้วยการใส่ใจโดยแยบคายในเมตตาเจโต-

วิมุตติ. ในคำว่าเมตตาเจโตวิมุตินั้นเมื่อพูดกันถึงเมตตาย่อมควรทั้งอัปปนา

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 320

ทั้งอุปจาระ. บทว่าเมตตาเจโตวิมุตติได้แก่อัปปนาโยนิโสมนสิการมีลักษณะ

ดังกล่าวแล้ว. เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการให้เป็นไปมากๆในเมตตาเจโตวิมุตติ

นั้นย่อมละพยาบาทได้. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุต-

กายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมตตาเจโตวิมุตติมีอยู่การทำให้

มากซึ่งโยนิโสมนสิการในเมตตาเจโตวิมุตตินั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความไม่เกิด

แห่งพยาบาทที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละพยาบาทที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมสำหรับละพยาบาท

อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละพยาบาทคือ๑.

การกำหนดนิมิตในเมตตาเป็นอารมณ์๒. การประกอบเนืองๆซึ่งเมตตาภาวนา

๓. การพิจารณาถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆตน๔. การทำให้มากซึ่งการ

พิจารณา๕. ความมีกัลยาณมิตร๖. การพูดแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย.

จริงอยู่แม้เมื่อภิกษุกำหนดเมตตากัมมัฏฐานด้วยการแผ่เมตตาไปทั่ว

ทิศโดยเจาะจงหรือไม่เจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมละพยาบาทได้. เมื่อภิกษุ

เจริญเมตตาโดยแผ่ไปทั่วทิศโดยเจาะจงไม่เจาะจงก็ดีเมื่อพิจารณาถึงความ

ที่ตนและคนอื่นมีกรรมเป็นของๆตนอย่างนี้ว่าท่านโกรธคนนั้นจะทำอะไร

เขาได้ท่านอาจจักทำศีลเป็นต้นของเขาให้พินาศได้หรือท่านมาแล้วด้วยกรรม

ของตนจักไปด้วยกรรมของตนนั่นแลขึ้นชื่อว่าการโกรธผู้อื่นก็เป็นเช่น

เดียวกับผู้ปรารถนาจะจับถ่านไฟที่คุโชนซี่เหล็กอันร้อนจัดและอุจจาระเป็นต้น

ประหารผู้อื่นฉะนั้นหรือถึงคนนั้นโกรธท่านจักทำอะไรได้เขาจักอาจทำศีล

เป็นต้นของท่านให้พินาศได้หรือเขามาด้วยกรรมของตนก็จักไปตามกรรมของ

เขานั่นแหละความโกรธนั้นจักตกลงบนกระหม่อมของเขานั่นเองเหมือนประหาร

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 321

ผู้ไม่ประหารตอบและเหมือนนำธุลีซัดไปในที่ทวนลมฉะนั้นดังนี้ก็ดีเมื่อ

พิจารณากัมมัสสกตาทั้งสองหยุดอยู่ในการพิจารณาก็ดีคบกัลยาณมิตรผู้ยินดีใน

การเจริญเมตตาเช่นท่านพระอัสสคุตตเถระก็ดีย่อมละพยาบาทได้. แม้ด้วย

การเจรจาเรื่องที่เป็นที่สบายซึ่งอาศัยเมตตาในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้น

ก็ละพยาบาทได้. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการย่อมเป็นไป

เพื่อละพยาบาทดังนี้. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าก็พยาบาทที่ละได้แล้วด้วยธรรม๖

ประการนี้ย่อมไม่เกิดต่อไปด้วยอนาคามิมรรค.

เหตุเกิดถีนมิทธะ

ถีนมิทธะย่อมเกิดด้วยอโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลายมีอรติ

เป็นต้นความไม่ยินดีด้วยกับเขา (ริษยา) ชื่อว่าอรติ. ความคร้านกายชื่อว่า

ตันที. ความบิดกาย (บิดขี้เกียจ) ชื่อว่าวิชัมภิตา. ความมึนเพราะอาหาร

ความกระวนกระวายเพราะอาหารชื่อว่าภัตตสัมมทะ. อาการคือความย่อหย่อน

แห่งจิตชื่อว่าความย่อหย่อนแห่งจิต. เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการให้เป็นไป

มากๆในอรติเป็นต้นนี้ถีนมิทธะย่อมเกิด. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสไว้ ( ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายความไม่

ยินดีความคร้านกายความบิดกายความเมาอาหารความหดหู่แห่งจิตมีอยู่

การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านี้นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิด

แห่งถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อทำถีนมิทธะที่เกิดแล้วให้กำเริบเสิบสาน

ยิ่งขึ้นดังนี้.

เหตุละถีนมิทธะ

แต่ถีนมิทธะนั้นจะละได้ด้วยโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลายมี

อารภธาตุเป็นต้น. ความเพียรเริ่มแรกชื่อว่าอารภธาตุ. ความเพียรที่มีกำลังกว่า

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 322

อารภธาตุนั้นเพราะออกไปพ้นจากความเกียจคร้านแล้วชื่อว่านิกกมธาตุ-

ความเพียรที่มีกำลังยิ่งกว่านิกกมธาตุแม้นั้นเพราะล่วงฐานอื่นๆชื่อว่า

ปรักกมธาตุ (ก้าวไปข้างหน้า. บากบั่น). เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการให้เป็นไป

มากๆในความเพียร๓ประเภทนี้ย่อมละถีนมิทธะได้. เพราะฉะนั้นพระผู้มี-

พระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ธาตุคือความเริ่มความเพียรธาตุคือความออกพ้นไปจากความเกียจคร้านธาตุ

คือความก้าวไปข้างหน้ามีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโมนสิการในธาตุเหล่านั้น

นี้เป็นอาหารเพื่อความไม่เกิดแห่งถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละถีนมิทธะ

ที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมสำหรับละถีนมิทธะ

อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละถีนมิทธะคือ

๑. การกำหนดนิมิตในโภชนะส่วนเกิน๒. การผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ๓. การ

ใส่ใจถึงอาโลกสัญญา (คือความสำคัญว่าสว่างๆ) ๔. การอยู่กลางแจ้ง

๕. ความมีกัลยาณมิตร๖. การเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย

เพราะว่าเมื่อภิกษุบริโภคโภชนะเหมือนพราหมณ์ที่ชื่ออาหารหัตถกะ

ที่ชื่อตัตรวัฏฏกะที่ชื่ออลังสาฏกะที่ชื่อกากมาสกะและที่ชื่อภุตตวมิตกะนั่งใน

ที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันกระทำสมณธรรมอยู่ถีนมิทธะย่อมมา

ท่วมทับได้เหมือนช้างใหญ่แต่ถีนมิทธะนั้นจะไม่มีแก่ภิกษุที่เว้นโอกาสบริโภค

๔- ๕คำแล้วดื่มน้ำดื่มยังอัตตภาพให้เป็นไปเป็นปกติเพราะเหตุนั้นเมื่อ

ภิกษุกำหนดนิมิตในโภชนะส่วนเกินอย่างนี้ย่อมละถีนมิทธะได้เมื่อภิกษุเข้าสู่

ถีนมิทธะในอิริยาบถใดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นอย่างอื่นจากอิริยาบถนั้นเสียก็

ละถีนมิทธะได้. เมื่อภิกษุใส่ใจแสงจันทร์แสงประทีปแสงคบเพลิงในเวลา

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 323

กลางคืนแสงอาทิตย์เวลากลางวันก็ดีอยู่ในที่กลางแจ้งก็ดีเสพกัลยาณมิตร

ผู้ละถีนมิทธะได้เช่นท่านพระมหากัสสปเถระก็ดีก็ละถีนมิทธะได้. แม้ด้วยการ

เจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบายที่อาศัยธุดงค์ในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้น

ก็ละถีนมิทธะได้. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการนี้ย่อมเป็น

ไปเพื่อละถีนมิทธะ. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าถีนมิทธะที่ละได้ด้วยธรรม๖ประการ

จะไม่เกิดต่อไปด้วยอรหัตมรรคดังนี้.

เหตุเกิดอุทธัจจกุกกุจจะ

อุทธัจจกุกกุจจะย่อมเกิดด้วยอโยนิโสมนสิการในความไม่สงบ

แห่งใจ. อาการที่ไม่สงบชื่อว่าความไม่สงบ. คำนี้โดยอรรถก็คืออุทธัจจกุกกุจจะ

นั่นเอง. เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการให้เป็นไปมากๆในความไม่สงบแห่งใจนั้น

อุทธัจจกุกกุจจะย่อมเกิด. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ใน

สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายความไม่สงบแห่งใจ

มีอยู่การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในความไม่สงบแห่งใจนั้นนี้เป็น

อาหารเพื่อความเกิดแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อทำอุทธัจจกุกกุจจะ

ที่เกิดแล้วให้กำเริบเสิบสานยิ่งขึ้นดังนี้.

เหตุละอุทธัจจกุกกุจจะ

แต่อุทธัจจกุกกุจจะนั้นจะละได้ก็ด้วยโยนิโสมนสิการในความสงบ

แห่งใจกล่าวคือสมาธิ. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้(ใน

สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายความสงบแห่งใจมีอยู่

การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในความสงบแห่งใจนั้นนี้เป็นอาหารเพื่อ

ความไม่เกิดแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิด

แล้วดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 324

ธรรมสำหรับละอุทธัจจกุกกุจจะ

อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละอุทธัจจกุกกุจจะ

คือ๑. ความสดับมาก๒. ความสอบถาม๓. ความชำนาญในวินัย๔. ความ

คบผู้เจริญ๕. ความมีกัลยาณมิตร๖. การเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย.

จริงอยู่เมื่อภิกษุแม้ร่ำเรียนทั้งบาลีทั้งอรรถกถานิกายหนึ่งสอง-

สาม-สี่นิกายหรือ๕นิกายย่อมละอุทธัจจกุกกุจจะได้. แม้ด้วยความเป็น

พหูสูต (พาหุสัจจะความเป็นผู้สดับมาก). ภิกษุผู้มากด้วยการสอบถามสิ่งที่

ควรและไม่ควรก็ดีผู้ชำนาญเพราะมีความชำนาญอันสั่งสมไว้ในวินัยบัญญัติ

ก็ดีผู้เข้าหาพระเถระผู้แก่ผู้เฒ่าก็ดีคบกัลยาณมิตรผู้ทรงวินัยเช่นท่าน

พระอุบาลีเถระก็ดีย่อมละอุทธัจจกุกกุจจะได้. แม้ด้วยการเจรจาแต่เรื่องที่

เป็นที่สบายอันอาศัยสิ่งที่ควรและไม่ควรในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่ง

เป็นต้นก็ละอุทธัจจกุกกุจจะได้. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการ

นี้ย่อมเป็นไปเพื่อละอุทธัจจกุกกุจจะภิกษุย่อมรู้ชัดว่าเมี่ออุทธัจจกุกกุจจะ

ละได้แล้วด้วยธรรม๖ประการนี้อุทธัจจะจะไม่เกิดต่อไปด้วยอรหัตมรรค

กุกกุจจะไม่เกิดต่อไปด้วยอนาคามิมรรค.

เหตุเกิดวิจิกิจฉา

วิจิกิจฉาย่อมเกิดได้ด้วยอโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลายอันเป็น

ที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉา. ความเคลือบแคลงเพราะเป็นเหตุแห่งความสงสัยบ่อยๆ

ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉา. เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการให้เป็นไปมากๆ

ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉานั้นวิจิกิจฉาย่อมเกิด. เพราะเหตุนั้นพระผู้มี-

พระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉามีอยู่การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรม

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 325

เป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉานั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด

หรือเพื่อทำวิจิกิจฉาที่เกิดแล้วให้กำเริบเสิบสานยิ่งขึ้นดังนี้.

เหตุละวิจิกิจฉา

แต่วิจิกิจฉานั้นจะละได้ก็ด้วยโยนิโสมนสิการในธรรมมีกุศล

เป็นต้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกาย

มหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมที่เป็นกุศลอกุศลธรรมที่มีโทษ

ไม่มีโทษธรรมที่ควรเสพไม่ควรเสพธรรมที่ทรามประณีตธรรมที่เทียบ

ด้วยของดำของขาวมีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น

นี้เป็นอาหารเพื่อความไม่เกิดแห่งวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละวิจิกิจฉา

ที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมสำหรับละวิจิกิจฉา

อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละวิจิกิจฉาคือ๑.

ความสดับมาก๒. ความสอบถาม๓. ความชำนาญในวินัย๔. ความมากด้วย

ความน้อมใจเชื่อ๕. ความมีกัลยาณมิตร๖. การเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย.

จริงอยู่แม้เมื่อภิกษุร่ำเรียนทั้งบาลีทั้งอรรถกถานิกายหนึ่งสอง-

สาม-สี่หรือห้านิกายย่อมละวิจิกิจฉาได้ด้วยความเป็นพหูสูต. เมื่อภิกษุ

มากด้วยการปรารภพระรัตนตรัยสอบถามก็ดีมีความชำนาญอันสั่งสมไว้ใน

วินัยก็ดีมากไปด้วยความน้อมใจเชื่อกล่าวคือศรัทธาที่ยังกำเริบได้ในพระ-

รัตนตรัยก็ดีคบกัลยาณมิตรเช่นท่านพระวักกลีผู้น้อมใจไปในศรัทธาก็ดี

ย่อมละวิจิกิจฉาได้. แม้ด้วยการเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบายอันอาศัยคุณของ

พระรัตนตรัยในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้นก็ละวิจิกิจฉาได้. เพราะ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 326

เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละวิจิกิจฉา. ภิกษุ

ย่อมรู้ชัดว่าวิจิกิจฉาที่ละได้ด้วยธรรมเหล่านี้ย่อมไม่เกิดต่อไปด้วยโสดา-

บัติมรรคดังนี้.

คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในความว่าพิจารณาเห็นธรรมใน

ธรรมทั้งหลายของตนในธรรมทั้งหลายของคนอื่นหรือในธรรมทั้งหลาย

ของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลด้วยการกำหนดนิวรณ์๕อย่างนี้อยู่. ก็ความ

เกิดและความเสื่อมในคำว่าพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดและความเสื่อม

นี้ที่กล่าวแล้วในนีวรณ์๕ด้วยอำนาจอโยนิโสมนสิการและโยนิโสมนสิการ

ในสุภนิมิตและอสุภนิมิตเป็นต้นบัณฑิตพึงนำมาเทียบเคียง. ข้อต่อไปนี้

ก็มีนัยดังกล่าวมาแล้วนั้นแล.

สติกำหนดนีวรณ์เป็นอริยสัจ

แต่ในนีวรณบรรพนี้มีต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบความว่า

สติอันกำหนดนีวรณ์เป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจพึงทราบว่าเป็นทางปฏิบัตินำ

ออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดนีวรณ์เป็นอารมณ์. คำที่เหลือก็เช่นนั้น

นั่นแล.

จบนีวรณบรรพ

 

ขันธบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธัมมานุปัสสนาโดยนีวรณ์๕

อย่างนี้บัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดยขันธ์๕จึงตรัสว่าปุนจปรํยังมีอีกข้อ

หนึ่งเป็นต้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 327

บรรดาบทเหล่านั้นคำว่าในอุปาทานขันธ์คือกองอุปาทานชื่อ

ว่าอุปาทานขันธ์อธิบายว่ากลุ่มธรรมคือกองธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน.

ความสังเขปในที่นี้มีเท่านี้ส่วนความพิสดารท่านกล่าวไว้แล้วในขันธกถาใน

คัมภีร์วิสุทธิมรรค. บทว่าอิติรูปํดังนี้รูปความว่านี้รูปรูปมีเท่านี้. ภิกษุย่อม

รู้ชัดรูปโดยสภาพว่ารูปอื่นนอกจากนี้ไม่มีดังนี้. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้

เหมือนกัน. ความสังเขปในที่นี้มีเพียงเท่านี้. ส่วนรูปเป็นต้นท่านกล่าวไว้

แล้วในขันธกถาในคัมภีร์สุทธิมรรคโดยพิสดาร. บทว่าอิติรูปสฺสสมุทโย

นี้ความเกิดแห่งรูปความว่าความเกิดแห่งรูปด้วยอาการ๕โดยความ

เกิดแห่งอวิชชาเป็นต้นย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ . คำว่าอิติรูปสฺสอตฺถงฺคโม

ความดับแห่งรูปความว่าความดับแห่งรูปด้วยอาการ๕โดยดับอวิชชาเป็น

ต้นย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. ความ

สังเขปในที่นี้มีเพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดารท่านกล่าวไว้แล้วในอุทยัพ-

พยญาณกถาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในความว่าพิจารณาเห็นธรรมใน

ธรรมทั้งหลายของตนในธรรมทั้งหลายของคนอื่นหรือในธรรมทั้งหลายของ

ตนตามกาลของคนอื่นตามกาลด้วยการกำหนดขันธ์๕อย่างนี้อยู่. ก็ความ

เกิดและความเสื่อมในคำว่าพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดและความเสื่อม

บัณฑิตพึงนำมาเทียบเคียงโดยลักษณะ๕๐ที่กล่าวไว้ในขันธ์๕ว่าเพราะ

อวิชชาเกิดรูปจึงเกิดดังนี้เป็นต้น. คำอื่นนอกจากนี้ก็มีนัยดังกล่าวมาแล้ว.

สติกำหนดขันธ์เป็นอริยสัจ

แต่ในที่นี้มีข้อต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบความอย่างนี้ว่าสติ

กำหนดขันธ์เป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจดังนี้แล้วพึงทราบว่าเป็นทางปฏิบัติ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 328

นำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดขันธ์เป็นอารมณ์. คำที่เหลือก็เช่นนั้น

เหมือนกัน

จบขันธบรรพ

อายตนบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธัมมานุปัสสนาด้วยอำนาจขันธ์๕

อย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดยอายตนะจึงตรัสว่าปุนจปรํยังมีอีก

ข้อหนึ่งดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้นบทว่าฉสุอชฺฌตฺติกพาหิเรสุอายตเนสุใน

อายตนะภายในและภายนอก๖ความว่าในอายตนะภายใน๖เหล่านี้คือตา

หูจมูกลิ้นกายใจ. ในอายตนะภายนอก๖เหล่านี้คือรูปเสียงกลิ่นรส

โผฏฐัพพะธรรมารมณ์. บทว่าจกฺขุญฺจปชานาติรู้ชัดจักษุความว่าย่อมรู้

ชัดจักษุประสาทโดยลักษณะพร้อมด้วยกิจตามความเป็นจริง. บทว่ารูเป

ปชานาติรู้ชัดรูปความว่าย่อมรู้ชัดรูปอันเกิดแต่๔สมุฏฐาน (กรรมอุตุจิต

อาหาร) ในภายนอกโดยลักษณะพร้อมด้วยกิจตามความเป็นจริง. คำว่ายญฺจตทุ

ภยํ

ปฏิจฺจอุปฺปชฺชติสํโยชนํสังโยชน์ย่อมอาศัยอายตนะทั้งสองเกิดขึ้นความ

ว่าสังโยชน์๑๐อย่างคือกามราคะปฏิฆะมานะทิฏฐิวิจิกิจฉา

สีลัพพตปรมาสภวราคะอิสสามัจฉริยะและอวิชชาสังโยชน์เกิดขึ้นเพราะ

อาศัยอายตนะทั้งสองคือจักษุกับรูป. และย่อมรู้ชัดสังโยชน์๑๐นั้นโดย

ลักษณะพร้อมด้วยกิจตามเป็นจริง.

เหตุเกิดสังโยชน์

ถามว่าก็สังโยชน์นั้นเกิดได้อย่างไร. ตอบว่าเกิดได้อย่างนี้จะกล่าว

ในจักษุทวารก่อนเมื่อบุคคลยินดี. เพลิดเพลินอิฏฐารมณ์อันมาปรากฏทางจักษุ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 329

ทวารโดยความยินดีในกามสังโยชน์คือกามราคะก็เกิด. เมื่อบุคคลขัดเคืองใน

อนิฏฐารมณ์สังโยชน์คือปฏิฆะก็เกิด. เมื่อสำคัญว่ายกเว้นเราเสียใครอื่น

ที่สามารถเสวยอารมณ์นั้นไม่มีดังนี้สังโยชน์คือมานะก็เกิด. เมื่อยึดถือ

รูปารมณ์นั้นว่าเที่ยงยั่งยืนสังโยชน์คือทิฏฐิก็เกิด. เมื่อสงสัยรูปารมณ์นั้น

ว่าสัตว์หรือหนอของสัตว์หรือหนอสังโยชน์คือวิจิกิจฉาก็เกิดเมื่อ

ปรารถนาภพว่าอารมณ์นี้เราได้โดยง่ายในสมบัติภพแน่สังโยชน์คือภวราคะ

ก็เกิด. เมื่อถือมั่นศีลและพรตว่าเราถือมั่นศีลและพรตอาจได้อารมณ์เห็นปาน

นี้ต่อไปอีกสังโยชน์คือสีลัพพตปรามาสก็เกิด. เมื่อเกียดกันอยู่ว่าคนเหล่าอื่น

ไม่พึงได้รูปารมณ์เห็นปานนี้กันเลยสังโยชน์คืออิสสาก็เกิด. เมื่อหวงแหน

รูปารมณ์ที่ตนได้แล้วต่อผู้อื่นสังโยชน์คือมัจฉริยะก็เกิดเมื่อไม่รู้แจ้งด้วย

อำนาจความไม่รู้สิ่งซึ่งเกิดพร้อมกับจักษุและรูปทั้งมวลสังโยชน์คืออวิชชาก็

เกิด.

ความรู้เหตุละสังโยชน์

คำว่ายถาอนุปฺปนฺนสสที่ยังไม่เกิดด้วยเหตุใดความว่าสังโยชน์

แม้๑๐อย่างนั้นที่ยังไม่เกิดโดยความไม่ฟุ้งขึ้นย่อมเกิดเพราะเหตุใดย่อม

รู้ชัดเหตุนั้นด้วย. คำว่ายถาอุปฺปนฺนสฺสที่เกิดแล้วเพราะเหตุใด

ความว่าสังโยชน์แม้๑๐อย่างนั้นที่เกิดแล้วเพราะอรรถว่ายังละไม่ได้

หรือเพราะฟุ้งขึ้นย่อมละได้เพราะเหตุใดย่อมรู้ชัดเหตุนั้นด้วย.

คำว่ายถาปหีนสฺสที่ละได้แล้วเพราะเหตุใดความว่าสังโยชน์

๑๐อย่างนั้นแม้ละได้แล้วโดยตทังคปหานและวิกขัมภนปหานย่อม

ไม่เกิดต่อไปเพราะเหตุใดย่อมรู้ชัดเหตุนั้นด้วย. ถามว่าสังโยชน์๑๐นั้น

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 330

ไม่เกิดต่อไปเพราะเหตุใด. ตอบว่าก่อนอื่นสังโยชน์๕คือทิฏฐิวิจิกิจฉา

สีลัพพตปรามาสอิสสาและมัจฉริยะไม่เกิดต่อไปด้วยโสดาปัตติมรรค.

สังโยชน์๒คือกามราคะปฏิฆะอย่างหยาบไม่เกิดต่อไปด้วยสกทาคามิมรรค.

อย่างละเอียดไม่เกิดต่อไปด้วยอนาคามิมรรค. สังโยชน์๓คือมานะ

ภวราคะและอวิชชาไม่เกิดต่อไปด้วยอรหัตตมรรค. แม้ในคำว่าโสตญฺ

ปชานาติสทฺเทย่อมรู้ชัดโสตะนั้นด้วยเสียงด้วยเป็นต้นก็นัยนี้

เหมือนกัน. อนึ่งอายตนกถาในที่นี้พึงทราบโดยพิสดารตามนัยที่ท่าน

กล่าวไว้แล้วในอายตนนิทเทสคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในความว่าพิจารณาเห็นธรรม

ในธรรมทั้งหลายของตนด้วยการกำหนดอายตนะภายในในธรรมทั้งหลาย

ของคนอื่นด้วยการกำหนดอายตนะภายนอกหรือในธรรมทั้งหลาย

ของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลอย่างนี้อยู่. ก็ความเกิดและความเสื่อมใน

อายตนบรรพนี้พึงนำมาเทียบรูปายตนะลงในรูปขันธ์มนายตนะในอรูปายตนะ

ทั้งหลายลงในวิญญาณขันธ์ธัมมายตนะลงในขันธ์ที่เหลือไม่พึงถือว่าโลกุตตร-

ธรรม. ข้อความต่อจากนี้มีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.

สติกำหนดอายตนะเป็นอริยสัจ

ในบรรพนี้มีข้อต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบความอย่างนี้ว่า

สติกำหนดอายตนะเป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจดังนี้เป็นต้นแล้วพึงทราบว่า

เป็นทางปฏิบัตินำทุกข์ออกไปของภิกษุผู้กำหนดอายตนะเป็นอารมณ์. คำที่

เหลือก็เช่นกันแล.

จบอายตนบรรพ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 331

โพชฌงคบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธัมมานุปัสสนาโดยอายตนะ

ภายในภายนอกอย่างละ๖อย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดย

โพชฌงค์จึงตรัสว่าปุนจปรํยังมีอีกข้อหนึ่งดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้นบทว่าในโพชฌงค์ทั้งหลายคือในองค์ของ

สัตว์ผู้ตรัสรู้. บทว่ามีอยู่คือมีพร้อมอยู่โดยการได้มา. บทว่าสติสัม-

โพชฌงค์ได้แก่สัมโพชฌงค์กล่าวคือสติ. พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า

สัมโพชฌงค์นี้ดังนี้พระโยคาวจรตรัสรู้จำเดิมแต่เริ่มวิปัสสนาหรือพระ-

โยคาวจรนั้นตื่นลุกขึ้นจากกิเลสนิทราหรือแทงตลอดสัจจะทั้งหลายด้วยธรรม

สามัคคี๗มีสติเป็นต้นอันใดธรรมสามัคคีอันนั้นชื่อว่าสัมโพธิองค์

ของผู้ตื่นนั้นหรือธรรมสามัคคีเครื่องปลุกให้ตื่นนั้นเหตุนั้นจึงชื่อว่า

สัมโพชฌงค์. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าสัมโพชฌงค์กล่าวคือสติ. แม้

ในสัมโพชฌงค์ที่เหลือก็พึงทราบความแห่งคำตามนัยนี้แล. บทว่าไม่มีอยู่

คือไม่มีเพราะไม่ได้มา.

วินิจฉัยในคำว่ายถาอนุปฺปนฺนสฺสที่ยังไม่เกิดเพราะ

เหตุใดเป็นต้นดังต่อไปนี้ก่อนอื่นสติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดตามนัยอันมาใน

บาลี (สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรม

เป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์มีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในสติสัม-

โพชฌงค์นั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งสติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือ

เป็นทางไพบูลย์จำเริญบริบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไปแห่งสติสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วใน

ธรรมเหล่านั้นสตินั้นแหละชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์. โยนิ-

โสมนสิการมีลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแล. เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการนั้น

ให้เป็นไปมากๆในอารมณ์นี้แล้วสติสัมโพชฌงค์ก็เกิด.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 332

ธรรมเป็นเหตุเกิดสติสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๔ประการเป็นทางเกิดสติสัมโพชฌงค์คือ

๑. สติสัมปชัญญะ๒. การเว้นบุคคลผู้มีสติหลงลืม๓. การคบหาบุคคลผู้มี

สติมั่นคง๔. ความน้อมจิตไปในสติสัมโพชฌงค์นั้น.

ก็สติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดด้วยสติสัมปชัญญะในฐานทั้ง๗มีก้าวไป

ข้างหน้าเป็นต้นด้วยการงดเว้นบุคคลผู้มีสติหลงลืมเช่นเดียวกับกาตัวเก็บ

อาหารด้วยการคบหาบุคคลผู้มีสติมั่นคงเช่นเดียวกับพระติสสทัตตเถระและ

พระอภัยเถระเป็นต้นและด้วยความเป็นผู้มีจิตโน้มน้อมไปเพื่อตั้งสติในอิริยาบถ

ทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้น. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าก็สติสัมโพชฌงค์นั้นอันเกิดแล้ว

ด้วยเหตุ๔ประการอย่างนี้ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตตมรรค.

เหตุเกิดธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

ก็ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดตามนัยอันมาในบาลีอย่างนี้ว่าดูก่อน

ภิกษุทั้งหลายธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลฯลฯธรรมที่เปรียบด้วยธรรมฝ่าย

ดำและฝ่ายขาวมีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้นนี้เป็น

อาหารเพื่อความเกิดแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือเป็นทางไพบูลย์

เจริญบริบูรณ์เต็มที่แห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมเป็นเหตุเกิดธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๗ประการย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่ง

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์คือ๑. การสอบถาม๒. การทำวัตถุให้สละสลวย๓. การ

ปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอกัน๔. เว้นบุคคลมีปัญญาทราม๕. คบหาบุคคล

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 333

ผู้มีปัญญา๖. พิจารณาสอดส่องด้วยปัญญาอันลึกซึง๗. ความน้อมจิตไปใน

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น.

บรรดาธรรม๗ประการนั้นความเป็นผู้มากไปด้วยการสอบถามอัน

อาศัยอรรถแห่งขันธ์ธาตุอายตนะอินทรีย์พละโพชฌงค์องค์มรรค

องค์ฌานสมถะและวิปัสสนาชื่อว่าการสอบถาม.

การทำวัตถุภายในและภายนอกให้สละสลวยชื่อว่าการทำวัตถุให้

สละสลวย. ก็เวลาใดภิกษุมีผมเล็บและขนยาวเกินไปหรือร่างกายสกปรก

เปรอะเปื้อนด้วยเหงื่อและไคลเวลานั้นวัตถุภายใน (คือร่างกาย) ไม่สละสลวย

ไม่สะอาด. แต่ในเวลาใดจีวรเก่าคร่ำคร่าสกปรกเหม็นสาบหรือเสนาสนะ

รกรุงรังในเวลานั้นวัตถุภายนอกไม่สละสลวยไม่สะอาด. เพราะฉะนั้นจึง

ควรทำวัตถุภายในให้สละสลวยด้วยกิจมีการปลงผมเป็นต้นด้วยการทำร่างกาย

ให้เบาสบายด้วยกิจมีการถ่ายชำระมลทินให้ทั่วทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเป็นต้น

และด้วยการขัดสีอาบน้ำบรรเทากลิ่นเหม็น. พึงทำวัตถุภายนอกให้สละสลวย

ด้วยกิจมีการเย็บย้อมซักจีวรและทำการรมบาตรเป็นต้น. เพราะเมื่อวัตถุ

ภายในและภายนอกนั้นไม่สละสลวยเมื่อจิตและเจตสิกเกิดขึ้นแม้ปัญญาก็ไม่

ผ่องแผ้วเหมือนแสงสว่างของดวงประทีปที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตัวตะเกียงไส้

และน้ำมันที่ไม่สะอาดหมดจดฉะนั้นแต่เมื่อวัตถุภายในและภายนอกสละสลวย

เมื่อจิตและเจตสิกเกิดขึ้นแม้ปัญญาก็ผ่องแผ้วเหมือนแสงสว่างของดวง

ประทีปที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตัวตะเกียงไส้และน้ำมันที่สะอาดหมดจด

ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าการทำวัตถุให้สละสลวยย่อมเป็น

ไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 334

การทำปรับปรุงอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นให้สม่ำเสมอกันชื่อว่าการ

ทำปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ. ด้วยว่าถ้าอินทรีย์คือศรัทธาของเธอมีกำลัง

กล้าอินทรีย์นอกนี้อ่อนแต่นั้นอินทรีย์คือวิริยะก็ไม่อาจทำกิจคือการ

ประคองจิตได้อินทรีย์คือสติก็ไม่อาจทำกิจคือการปรากฏอินทรีย์คือสมาธิ

ก็ไม่อาจทำกิจคือความไม่ฟุ้งซ่านอินทรีย์คือปัญญาก็ไม่อาจทำกิจคือการเห็น

ได้เพราะฉะนั้นเมื่อมนสิการถึงอินทรีย์คือศรัทธานั้นด้วยการพิจารณา

สภาวธรรมหรือโดยประการใดอินทรีย์คือศรัทธามีกำลังกล้าพึงลดลงด้วย

การไม่มนสิการโดยประการนั้น. ในข้อนี้มีเรื่องท่านพระวักกลิเถระเป็น

อุทาหรณ์. ถ้าอินทรีย์คือวิริยะมีกำลังกล้าเมื่อเป็นเช่นนั้นอินทรีย์คือศรัทธา

ก็ไม่อาจทำกิจคือการน้อมใจเชื่อได้อินทรีย์นอกนี้ก็ไม่อาจทำกิจคือหน้าที่

ต่างๆของตนได้เพราะฉะนั้นจึงควรลดอินทรีย์คือวิริยะนั้นลงด้วยการ

เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นต้น. แม้ในข้อนั้นพึงแสดงเรื่องท่านพระโสณ-

เถระเป็นอุทาหรณ์. แม้ในอินทรีย์ที่เหลือก็เหมือนกันเมื่ออินทรีย์อย่างหนึ่ง

มีกำลังกล้าก็พึงทราบว่าอินทรีย์นอกนี้ก็ไม่สามารถในกิจคือหน้าที่ของตน

ได้. แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอินทรีย์นี้ท่านสรรเสริญศรัทธากับ

ปัญญาและสมาธิกับวิริยะต้องเสมอกัน. เพราะผู้มีศรัทธากล้าแต่มีปัญญา

อ่อนมีความเลื่อมใสแรงย่อมเลื่อมใสไปนอกเรื่อง. มีปัญญากล้าแต่มีศรัทธา

อ่อนย่อมฝักใฝ่ไปข้างเกเรเหมือนโรคเกิดเพราะผิดยาแก้ไขไม่ได้ฉะนั้น.

ผู้มีปัญญากล้าก็โลดแล่นเขวไปว่ากุศลมิได้ด้วยเพียงจิตตุปบาทใจคิดขณะ

หนึ่งเท่านั้นดังนี้แล้วก็ไม่ทำบุญมีทานเป็นต้นย่อมเกิดในนรก. เพราะ

อินทรีย์คือศรัทธากับปัญญาทั้งสองเสมอกันจึงเลื่อมใสในวัตถุคือพระ-

รัตนตรัยอย่างเดียว. แต่สมาธิกล้าวิริยะอ่อนโกสัชชะความเกียจคร้านย่อม

ครอบงำได้เพราะสมาธิเป็นฝ่ายโกสัชชะ. วิริยะกล้าสมาธิอ่อนอุทธัจจะ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 335

ย่อมครอบงำได้เพราะวิริยะเป็นฝ่ายอุทธัจจะแต่สมาธิอันวิริยะเข้าประกบไว้

ย่อมไม่ตกไปในโกสัชชะวิริยะอันสมาธิเข้าประกบไว้ก็ไม่ตกไปในอุทธัจจะ.

เพราะฉะนั้นจึงควรทำอินทรีย์สองคู่นั้นให้เสมอเท่าๆกัน. ด้วยว่าอัปปนา

จะมีได้ก็เพราะอินทรีย์สองคู่เสมอกัน. อีกอย่างหนึ่งศรัทธาแม้มีกำลังกล้าก็

ควรแก่ผู้เจริญสมาธิ. เพราะผู้เจริญสมาธิเชื่อมมั่นหยั่งลงมั่นอย่างนี้จักบรรลุ

อัปปนาได้ส่วนในสมาธิกับปัญญาเอกัคคตาความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง

มีกำลังกล้าย่อมควรแก่ผู้เจริญสมาธิ. ด้วยว่าผู้เจริญสมาธินั้นย่อมบรรลุอัปปนา

ได้ด้วยเอกัคคตาอย่างนี้. ปัญญามีกำลังกล้าย่อมควรแก่ผู้เจริญวิปัสสนา.

ด้วยว่าผู้เจริญวิปัสสนานั้นย่อมถึงความแทงตลอดไตรลักษณ์ด้วยปัญญาอย่างนี้.

แต่อัปปนาจะมีได้ก็เพราะศรัทธากับปัญญาทั้งสองเสมอกันโดยแท้. ส่วน

สติมีกำลังแล้วย่อมควรในที่ทั้งปวง. เพราะว่าสติย่อมรักษาจิตมิให้ตกไปใน

อุทธัจจะด้วยอำนาจศรัทธาวิริยะปัญญาซึ่งเป็นฝ่ายอุทธัจจะมิให้ตก

ไปในโกสัชชะเพราะสมาธิเป็นฝ่ายโกสัชชะ. เพราะฉะนั้นสตินั้นจึงจำต้อง

ปรารถนาในที่ทั้งปวงเหมือนการปรุงรสด้วยเกลือจำปรารถนาในการปรุงอาหาร

ทุกอย่างและเหมือนอำมาตย์ผู้ชำนาญในราชกิจทุกอย่างจำปรารถนาในราชกิจ

ทุกอย่างฉะนั้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าสติจำปรารถนาใน

ที่ทั้งปวงเพราะเหตุไรเพราะจิตมีสติเป็นที่อาศัยและสติมีการอารักขาเป็น

ที่ปรากฏเว้นสติเสียแล้วจะประคองและข่มจิตไม่ได้เลย.

การเว้นบุคคลผู้มีปัญญาทรามไม่มีปัญญาหยั่งลงในประเภทแห่งธรรม

มีขันธ์เป็นต้นให้ห่างไกลชื่อว่าการงดเว้นบุคคลทรามปัญญา. การคบหา

บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญารอบรู้ความเกิดและความเสื่อมแห่งสภาวธรรมอัน

กำหนดด้วยลักษณะ๕๐ถ้วนชื่อว่าคบหาบุคคลผู้มีปัญญา. การพิจารณา

ประเภทแห่งปัญญาอันลึกซึ้งที่เป็นไปในสภาวธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้นอัน

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 336

ลุ่มลึกชื่อว่าการพิจารณาสอดส่องด้วยปัญญอันลึกซึ้ง. ความเป็นผู้มีจิตอัน

โน้มน้อมไปเพื่อตั้งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่ง

เป็นต้นชื่อว่าความน้อมจิตไปในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่า

ก็ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้นที่เกิดด้วยอาการอย่างนี้ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วย

อรหัตตมรรค.

วิริยสัมโพชฌงค์

วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดตามนัยอันมาแล้วในบาลี (สังยุตตนิกาย

มหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายอารภธาตุ (ธาตุคือความเริ่ม

ความเพียร) นิกกมธาตุปรักกมธาตุ (ธาตุคือความเพียรก้าวไปข้างหน้า)

มีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธาตุทั้ง๓นั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความ

เกิดแห่งวิริยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือเป็นไปเพื่อความไพบูลย์เจริญบริบูรณ์

เต็มที่แห่งวิริยสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมเป็นเหตุเกิดวิริยสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๑๑ประการย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดแห่ง

วิริยสัมโพชฌงค์คือ๑. การพิจารณาเห็นภัยในอบาย๒. การเห็นอานิสงส์

๓. การพิจารณาวิถีทางดำเนิน๔. ความเคารพยำเกรงในบิณฑบาต๕. การ

พิจารณาความเป็นใหญ่แห่งการรับทรัพย์มรดก๖. การพิจารณาความมีพระ-

ศาสดาเป็นใหญ่๗. การพิจารณาความมีชาติเป็นใหญ่๘. การพิจารณาความ

มีสพหมจารีเป็นใหญ่๙. การงดเว้นบุคคลเกียจคร้าน๑๐. การคบหาบุคคล

ผู้ปรารภความเพียร๑๑. ความน้อมจิตไปในวิริยสัมโพชฌงค์นั้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 337

. การพิจารณาเห็นภัยในอบาย

บรรดาธรรม๑๑ประการนั้นเมื่อภิกษุผู้เจริญวิริยสัมโพชฌงค์แม้

พิจารณาเห็นภัยในอบายอย่างนี้ว่าใครๆไม่อาจยังวิริยสัมโพชฌงค์ให้เกิดได้

ในเวลาที่เสวยทุกข์ใหญ่จำเดิมแต่ถูกลงโทษด้วยเครื่องจองจำ๕ประการในนรก

ก็ดีในเวลาที่ถูกเขาจับด้วยเครื่องจับมีข่ายแหและอวนเป็นต้นบ้างในเวลาขับ

ต้อนทิ่มแทงด้วยเครื่องประหารมีปะฏักเป็นต้นให้ลากเกวียนบ้างในกำเนิด

สัตว์ดิรัจฉานก็ดีในเวลาที่ทุรนทุรายด้วยความหิวกระหายตั้งหลายพันปีบ้าง

พุทธันดรหนึ่งบ้างในเปรตวิสัยก็ดีในเวลาที่ต้องเสวยทุกข์อันเกิดแต่ลมและ

แดดเป็นต้นด้วยเรือนร่างที่สูงประมาณ๖๐ศอก๘๐ศอกเหลือแต่หนังหุ้ม

กระดูกในจำพวกกาลกัญชิกอสูรก็ดีดูก่อนภิกษุเวลานี้เท่านั้นเป็นเวลา

ทำความเพียรของเธอดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นได้.

 

. การเห็นอานิสงส์

เมื่อเห็นอานิสงส์อย่างนี้ว่าคนเกียจคร้านไม่อาจได้โลกุตตรธรรม๙

คนที่ปรารภความเพียรเท่านั้นจึงสามารถนี้เป็นอานิสงส์ของความเพียรดังนี้

วิริยสัมโพชฌงค์ก็ย่อมเกิดได้.

. การพิจารณาวิถีทางดำเนิน

เมื่อพิจารณาวิถีทางดำเนินอย่างนี้ว่าควรดำเนินทางที่พระพุทธเจ้า

พระปัจเจกพุทธเจ้าพระมหาสาวกทุกพระองค์ดำเนินไปแล้วทางนั้นคน

เกียจคร้านไม่อาจเดินไปได้ดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ก็ย่อมเกิดได้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 338

. การเคารพยำเกรงต่อบิณฑบาต

เมื่อพิจารณาความเคารพยำเกรงต่อบิณฑบาตอย่างนี้ว่ามนุษย์เหล่าใด

บำรุงเธอด้วยปัจจัยมีบิณฑบาตเป็นต้นมนุษย์เหล่านั้นนี้ก็ไม่ใช่ญาติไม่ใช่

ทาสและคนงานของเธอเลยทั้งมนุษย์เหล่านั้นก็มิใช่ถวายปัจจัยมีจีวรเป็นต้น

อันประณีตแก่เธอด้วยคิดว่าจักอาศัยเธอเลี้ยงชีวิตโดยที่แท้เขาหวังให้อุปการะ

ที่ตนทำแล้วมีผลมากจึงถวายแม้พระศาสดาก็มิได้ทรงพิจารณาเห็นอย่างนี้

ว่าภิกษุนี้บริโภคปัจจัยเหล่านี้แล้วจักมีร่างกายแข็งแรงมากอยู่เป็นสุขดังนี้

แล้วทรงอนุญาตปัจจัยแก่เธอโดยที่แท้พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าภิกษุ

บริโภคปัจจัยเหล่านี้บำเพ็ญสมณธรรมจักพ้นจากทุกข์ในวัฏฏะได้ดังนี้จึง

ทรงอนุญาตปัจจัยไว้เดี๋ยวนี้เธอเกียจคร้านอยู่ไม่เคารพยำเกรงบิณฑบาต

นั้นขึ้นชื่อว่าการเคารพยำเกรงต่อบิณฑบาตย่อมมีแก่ผู้ปรารภความเพียรเท่า

นั้นดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ก็เกิดได้เหมือนวิริยสัมโพชฌงค์เกิดแก่ท่าน

พระมหามิตตเถระฉะนั้น.

เรื่องพระมหามิตตเถระ

เล่ากันว่าพระเถระอาศัยอยู่ในถ้ำชื่อกสกะ. และมหาอุบาสิกาผู้หนึ่ง

ในบ้านเป็นที่โคจรของท่านบำรุงพระเถระเหมือนบุตร. วันหนึ่งนางจะไปป่า

จึงสั่งลูกสาวว่าลูกข้าวสารเก่าอยู่โน้นน้ำนมเนยใสน้ำอ้อยอยู่โน้นเวลา

ที่พระเป็นเจ้ามิตตะพี่ชายของเจ้ามาแล้วจงปรุงอาหารถวายพร้อมด้วยน้ำนม

เนยใสและน้ำอ้อยด้วยนะลูก. ลูกสาวถามว่าก็แม่จะรับประทานไหมจ๊ะ.

มหาอุบาสิกาตอบว่าก็เมื่อวานนี้แม่รับประทานอาหารสำหรับค้างคืน

(ปาริวาสกภัต) ที่ปรุงกับน้ำส้มแล้วนี้จ๊ะ. ลูกสาวถามว่าแม่จักรับประทาน

กลางวันไหมจ๊ะ. มหาอุบาสิกาสั่งว่าเจ้าจงใส่ผักดองแล้วเอาปลายข้าวสาร

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 339

ต้มข้าวต้มมีรสเปรี้ยวเก็บไว้ให้เถอะลูก. พระเถระครองจีวรแล้วกำลังนำบาตร

ออก (จากถลก) ได้ยินเสียงนั้นแล้วก็สอนตนเองว่าได้ยินว่ามหาอุบาสิกา

รับประทานแต่อาหารสำหรับค้างคืนกับน้ำส้มแม้กลางวันก็จักรับประทาน

ข้าวต้มเปรี้ยวใส่ผักดองนางบอกอาหารมีข้าวสารเก่าเป็นต้นเพื่อประโยชน์

แก่เธอก็มหาอุบาสิกานั้นมิได้หวังที่นาที่สวนอาหารและผ้าเพราะอาศัย

เธอเลยแต่ปรารถนาสมบัติ๓ประการ (มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัตินิพพาน

สมบัติ) จึงถวายเธอจักสามารถให้สมบัติเหล่านั้นแก่มหาอุบาสิกานั้นได้หรือ

ไม่เล่าดังนี้ท่านคิดว่าบิณฑบาตนี้แลเธอยังมีราคะโทสะโมหะอยู่

ไม่อาจรับได้ดังนี้แล้วก็เก็บบาตรเข้าถลกปลดดุมจีวรกลับไปถ้ำกสกะเลย

เก็บบาตรไว้ใต้เตียงพาดจีวรไว้ที่ราวจีวรนั่งลงอธิษฐานความเพียรว่าเราไม่

บรรลุพระอรหัตจักไม่ออกไปจากถ้ำดังนี้. ภิกษุผู้ไม่ประมาทอยู่มาช้านาน

เจริญวิปัสสนาก็บรรลุพระอรหัตก่อนเวลาอาหารเช้าเป็นพระมหาขีณาสพ

(สิ้นอาสวะแล้ว) นั่งยิ้มอยู่เหมือนดอกปทุมที่กำลังแย้มฉะนั้น. เทวดาผู้สิงอยู่

ที่ต้นไม้ใกล้ประตูถ้ำเปล่งอุทานว่า

นโมเตปุริสาชญฺญนโมเตปุริสุตฺตม

ยสฺสเตอาสวาขีณาทกฺขิเณยฺโยสิมาริส

ท่านบุรุษอาชาไนยข้าพเจ้าขอนอบ

น้อมท่านท่านยอดบุรุษข้าพเจ้าขอนอบน้อม

ท่านข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่านผู้มีอาสวะสิ้น

แล้วท่านผู้นิรทุกข์ท่านเป็นผู้ควรทักษิณาทานดังนี้

แล้วกล่าวว่าท่านเจ้าข้าพวกหญิงแก่ถวายอาหารแก่พระอรหันต์ทั้งหลายเช่น

ท่านผู้เข้าไปบิณฑบาตจักพ้นจากทุกข์ได้ดังนี้.

พระเถระลุกขึ้นเปิดประตูดูเวลาทราบว่ายังเช้าอยู่จึงถือบาตร

และจีวรเข้าสู่หมู่บ้านฝ่ายเด็กหญิง. จัดเตรียมอาหารเสร็จแล้วนั่งคอยดูอยู่ตรง

ประตูด้วยนึกว่าประเดี๋ยวพี่ชายเราคงจักมาประเดี๋ยวพี่ชายเราคงจักมา.

เมื่อพระเถระมาถึงประตูเรือนแล้วเด็กหญิงนั้นก็รับบาตรบรรจุเต็มด้วยอาหาร

เจือน้ำนมที่ปรุงด้วยเนยใสและน้ำอ้อยแล้ววางไว้บนมือ (ของพระเถระ).

พระเถระทำอนุโมทนาว่าจงมีสุขเถิดแล้วก็หลีกไป. เด็กหญิงนั้นยืนจ้องดูท่าน

อยู่แล้ว. ความจริงในคราวนั้นผิวพรรณของพระเถระบริสุทธิ์ยิ่งนักอินทรีย์

ผ่องใสหน้าของท่านเปล่งปลั่งยิ่งนักประดุจผลตาลสุกหลุดออกจากขั้วฉะนั้น.

มหาอุบาสิกากลับมาจากป่าถามว่าพี่ชายของเจ้ามาแล้วหรือลูกเด็กหญิงนั้นก็

เล่าเรื่องทั้งหมดให้มารดาฟัง. มหาอุบาสิกาก็รู้ได้ว่าวันนี้บรรพชิตกิจแห่ง

บุตรของเราถึงที่สุดแล้วจึงกล่าวว่าลูกพี่ชายของเจ้ายินดียิ่งนักในพระพุทธ-

ศาสนาไม่กระสัน (อยากสึก) แล้วละดังนี้.

. การพิจารณาความมีทรัพย์มรดกเป็นใหญ่

เมื่อพิจารณาความมีทรัพย์มรดกเป็นใหญ่อย่างนี้ว่าก็ทรัพย์มรดกของ

พระศาสดามีมากแลคืออริยทรัพย์๗ประการทรัพย์มรดกนั้นผู้เกียจคร้าน

ไม่อาจรับได้เหมือนอย่างว่ามารดาบิดาย่อมตัดบุตรผู้ประพฤติผิดทำให้เป็นคนภายนอกว่าคนนี้ไม่ใช่ลูกของเราเมื่อมารดาบิดาล่วงลับไปเขาก็ไม่ได้รับทรัพย์มรดกฉันใดแม้บุคคลผู้เกียจคร้านก็ฉันนั้นย่อมไม่ได้มรดกคืออริยทรัพย์นี้ผู้ปรารภความเพียรเท่านั้นย่อมได้รับดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้.

. การพิจารณาความมีพระศาสดาเป็นใหญ่

เมื่อพิจารณาความมีพระศาสดาเป็นใหญ่อย่างนี้ว่าพระศาสดาของเธอ

เป็นใหญ่เพราะในเวลาที่พระศาสดาของเธอทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ

พระมารดาก็ดีเวลาเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ก็ดีเวลาตรัสรู้พระอนุตตรสัมมา-

สัมโพธิญาณก็ดีเวลาประกาศพระธรรมจักรแสดงยมกปาฏิหาริย์เสด็จลงจาก

เทวโลกและทรงปลงอายุสังขารก็ดีเวลาเสด็จดับขันธปรินิพพานก็ดีหมื่น-

โลกธาตุก็หวั่นไหวแล้วเธอบวชในพระศาสนาของศาสดาเห็นปานฉะนั้นแล้ว

เป็นคนเกียจคร้านควรแล้วหรือดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้.

. การพิจารณาความมีชาติเป็นใหญ่

เมื่อพิจารณาความมีชาติเป็นใหญ่อย่างนี้ว่าแม้โดยชาติบัดนี้เธอ

ไม่ใช่คนมีชาติต่ำแล้วละเธอชื่อว่าเกิดแล้วในวงศ์ของพระเจ้าอุกกากราชที่

สืบทอดกันมาโดยมหาสมมตประเพณีไม่เจือปนกับชนชาติอื่นเป็นพระนัดดา

ของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชและพระนางเจ้ามหามายาเทวีเป็นพระอนุชา

ของท่านพระราหุลพุทธชิโนรสขึ้นชื่อว่าเธอเป็นพุทธชินบุตรเห็นปานฉะนี้

แล้วอยู่อย่างคนเกียจคร้านไม่สมควรดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้.

. การพิจารณาความมีสพรหมจารีเป็นใหญ่

เมื่อพิจารณาความมีสพรหมจารีเป็นใหญ่อย่างนี้ว่าท่านพระสารีบุตร

ท่านพระโมคคัลลานะและพระสาวกผู้ใหญ่๘๐รูปแทงตลอด (ตรัสรู้)

โลกุตตรธรรมด้วยความเพียรกันทั้งนั้นเธอจะดำเนินตามทางของสพรหมจารี

เหล่านั้นหรือไม่ดำเนินตามเล่าดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 342

๙. การงดเว้นบุคคลผู้เกียจคร้าน

๑๐. การคบหาบุคคลผู้ปรารภความเพียร

๑๑. ความน้อมจิตไปในวิริยสัมโพชฌงค์นั้น

เมื่อเว้นบุคคลผู้เกียจคร้านผู้สละความเพียรทางกายและทางใจ

ซึ่งเป็นเหมือนงูเหลือมกินเต็มท้องแล้วก็หยุดอยู่กับที่ก็ดีคบหาบุคคล

ผู้ปรารภความเพียรผู้อุทิศตนมุ่งปฏิบัติธรรมก็ดีมีจิตโน้มน้อมโอนไปเพื่อ

ให้ความเพียรเกิดขึ้นในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้นก็ดีวิริยสัม-

โพชฌงค์ย่อมเกิดได้. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าวิริยสัมโพชฌงค์นั้นที่เกิดแล้วด้วย

อาการอย่างนี้ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตตมรรค.

ปีติสัมโพชฌงค์

ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดโดยนัยอันมาแล้วในบาลี (สังยุตตนิกาย

มหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัม-

โพชฌงค์มีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง

ปีติสัมโพชฌงค์นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งปีติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด

หรือเป็นทางเพื่อความไพบูลย์เจริญบริบูรณ์เต็มที่แห่งปีติสัมโพชฌงค์ที่เกิด

แล้วดังนี้. ปีตินั้นเองชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์ในบาลีนั้น.

มนสิการอันยังปีตินั้นให้เกิดชื่อว่าโยนิโสมนสิการ.

ธรรมเป็นเหตุเกิดปีติสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๑๑ประการย่อมเป็นทางเกิดปีติสัมโพชฌงค์

คือ๑. พุทธานุสสติ๒. ธัมมานุสสติ๓. สังฆานุสสติ๔. สีลานุสสติ

๕. จาคานุสสติ๖. เทวานุสสติ๗. อุปสมานุสสติ๘. เว้นบุคคลผู้เศร้าหมอง

๙. คบหาบุคคลผู้หมดจด๑๐. การพิจารณาความในพระสูตรเป็นที่ตั้งแห่ง

ความเลื่อมใส๑๑. ความน้อมจิตไปในปีติสัมโพชฌงค์นั้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 343

จริงอยู่ผู้เจริญปีติสัมโพชฌงค์เมื่อระลึกถึงพระพุทธคุณปีติสัม-

โพชฌงค์แผ่ซ่านทั่วสรีระจนกระทั่งอุปจารสมาธิย่อมเกิดขึ้น. เมื่อระลึกถึง

คุณพระธรรมและพระสงฆ์ก็ดีพิจารณาปาริสุทธิศีล๔ที่ตนรักษาไม่ขาดวิ่น

เป็นเวลานานก็ดีแม้คฤหัสถ์พิจารณาศีล๑๐ศีล๕ก็ดีพิจารณาจาคะการ

บริจาคว่าในเวลาประสบทุพภิกขภัยเป็นต้นเราถวายโภชนะอันประณีตแก่

สพรหมจารีทั้งหลายแล้วถวายโภชนะชื่ออย่างนี้ดังนี้ก็ดีแม้คฤหัสถ์พิจารณา

ถึงทานที่ถวายแก่ท่านผู้มีศีลในเวลาเห็นปานนั้นก็ดีพิจารณาถึงคุณเช่นกับที่

เทวดาประกอบแล้วถึงความเป็นเทวดาว่ามีอยู่ในตนก็ดีพิจารณาเห็นว่า

กิเลสที่ข่มได้แล้วแม้ด้วยสมาบัติตลอด๖๐ปีบ้าง๗๐ปีบ้างไม่ฟุ้งกำเริบ

ดังนี้ก็ดีเว้นบุคคลเศร้าหมองผู้มีความหม่นหมองอันสร้างสมไว้เพราะไม่ทำ

โดยเคารพในเวลาเห็นพระเจดีย์เห็นโพธิพฤกษ์และเห็นพระเถระผู้เป็น

เช่นกับละอองธุลีบนหลังลาเพราะไม่มีความเลื่อมใสรักใคร่ในพระรัตนตรัย

มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นก็ดีส้องเสพบุคคลผู้หมดจดผู้มากด้วยควานเลื่อมใสมี

จิตอ่อนโยนในพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นก็ดีพิจารณาความใน

พระสูตรอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสซึ่งแสดงคุณของพระรัตนตรัยก็ดีมีจิต

โน้มน้อมโอนไปเพื่อให้เกิดปีติในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้นก็ดี

ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าปีติสัมโพชฌงค์นั้นซึ่งเกิดแล้ว

ด้วยอาการอย่างนี้ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตมรรค.

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดโดยนัยที่มาแล้วในบาลี (สังยุตตนิกาย

มหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายกายปัสสัทธิความสงบกาย

จิตตปัสสัทธิความสงบจิตมีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในความ

สงบกายและความสงบจิตนั้นนี้เป็นอาหาร (ย่อมเป็นไป) เพื่อความเกิด

แห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือเป็นทางเพื่อความไพบูลย์เจริญบริบูรณ์

เต็มที่แห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมเป็นเหตุเกิดปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๗ประการย่อมเป็นทางเกิดปัสสัทธิสัมโพชฌงค์.

คือ๑. เสพโภชนะอันประณีต๒. เสพฤดูเป็นที่สบาย๓. เสพอิริยาบถเป็นที่

สบาย๔. ประกอบความเป็นกลาง๕. เว้นบุคคลผู้ไม่สงบกาย๖. เสพบุคคล

ผู้สงบกาย๗. น้อมจิตไปในปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้น.

จริงอยู่ผู้เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เมื่อบริโภคโภชนะเป็นที่สบาย

อันประณีตหมดจดก็ดี. เสพฤดูเป็นที่สบายไม่ว่าจะเป็นฤดูหนาวฤดูร้อน

เสพอิริยาบถเป็นที่สบายไม่ว่าจะเป็นอิริยาบถยืนเป็นต้นก็ดีย่อมเกิดความ

สงบได้. แต่คำนั้นท่านมิได้กล่าวหมายถึงบุคคลผู้เป็นมหาบุรุษซึ่งทนฤดู

และอิริยาบถเป็นที่สบาย. เมื่อผู้ที่มีฤดูและอิริยาบถที่ถูกกันและไม่ถูกกัน

เว้นฤดูและอิริยาบถที่ไม่ถูกกันเสียแล้วเสพฤดูและอิริยาบถที่ถูกกันปัสสัทธิสัม-

โพชฌงค์ย่อมเกิดได้. การพิจารณาถึงความที่ตนและคนอื่นมีกรรมเป็นของๆ

ตนเรียกว่าประกอบความเป็นกลางปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้ด้วย

ประกอบความเป็นกลางอันนี้. เมื่อเว้นบุคคลผู้มีกายไม่สงบเช่นเที่ยวเบียดเบียน

สัตว์อื่นด้วยเครื่องประหารมีก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้นก็ดีเสพบุคคลผู้

มีกายสงบสำรวมมือเท้าก็ดีมีจิตน้อมโน้มโอนไปเพื่อให้เกิดปัสสัทธิ-

สัมโพชฌงค์ในอิริยาบถมียืนนั่งเป็นต้นก็ดีปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้.

ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าก็ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้นอันเกิดแล้วด้วยอาการอย่างนี้

ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตมรรค.

สมาธิสัมโพชฌงค์

สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้โดยนัยมาแล้วในบาลี (สังยุตตนิกาย

มหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายสมถนิมิต (บาลีว่าสมาธินิมิต)

อัพยัคคนิมิตมีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในนิมิตทั้งสองนั้นนี้เป็น

อาหาร (ย่อมเป็นไป) เพื่อความเกิดแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือ

เป็นทางเพื่อความไพบูลย์เจริญบริบูรณ์เต็มที่แห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้ว

ดังนี้.

ในนิมิตเหล่านั้นสมถะนั่นแลชื่อว่าสมถนิมิตและอัพยัคคนิมิต

เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน.

ธรรมเป็นเหตุเกิดสมาธิสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๑๑ประการย่อมเป็นทางเกิดสมาธิสัมโพชฌงค์

คือ๑. ทำวัตถุให้สละสลวย๒. การปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ๓. ฉลาด

ในนิมิต๔. ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง๕. ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม

๖. ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง๗. เพ่งเฉยในสมัยที่ควรเพ่งเฉย

๘. เว้นบุคคลผู้มีจิตไม่เป็นสมาธิ๙. คบหาบุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิ๑๐. พิจาร-

ณาและวิโมกข์๑๑. น้อมจิตไปในสมาธิสัมโพชฌงค์นั้น.

อธิบายธรรม๑๑ประการ

ในธรรม๑๑ประการนั้นเฉพาะการทำวัตถุให้สละสลวยและการ

ปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอพึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 346

ความฉลาดในการกำหนดกสิณนิมิตเป็นอารมณ์ชื่อว่าฉลาดใน

นิมิต. การประคองจิตไว้ด้วยการตั้งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์วิริยสัมโพชฌงค์.

และปีติสัมโพชฌงค์ในสมัยที่จิตหดหู่เพราะมีความเพียรย่อหย่อนเกินไป

เป็นต้นชื่อว่าประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง.

การข่มจิตไว้ด้วยการตั้งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์สมาธิสัมโพชฌงค์

และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ในสมัยที่จิตฟุ้งซ่านเพราะปรารภความเพียรมากเกิน

ไปเป็นต้นชื่อว่าข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม.

คำว่าทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรร่าเริงอธิบายว่าสมัยใดจิตไม่แช่ม

ขึ้นเพราะมีปัญญาและความเพียรอ่อนไปหรือเพราะไม่บรรลุสุขที่เกิดแต่ความ

สงบสมัยนั้นก็จิตให้สลดด้วยพิจารณาสังเวควัตถุเรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่ง

ความสลด๘ประการ. เรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลด๘ประการคือ๑. ชาติ

๒. ชรา๓. พยาธิ๔. มรณะ๕. ทุกข์ในอบาย๖. ทุกข์ในอดีตมีวัฏฏะ

เป็นมูล๗. ทุกข์ในอนาคตมีวัฏฏะเป็นมูล๘. ทุกข์ในปัจจุบันมีการแสวงหา

อาหารเป็นมูล. อนึ่งการทำความเลื่อมใสให้เกิดด้วยมาระลึกถึงคุณพระรัตน-

ตรัยอันนี้ก็เรียกว่าการทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง.

ชื่อว่าเพ่งเฉยในสมัยที่ควรเพ่งเฉยอธิบายว่าสมัยใดจิตอาศัยการ.

ปฏิบัติชอบไม่หดหู่ไม่ฟุ้งซ่านแช่มขึ้นเป็นไปสม่ำเสมอในอารมณ์ดำเนิน

ในสมถวิถีสมัยนั้นไม่ต้องขวยขวายในการประคองข่มและทำจิตให้ร่าเริง

เหมือนสารถีไม่ต้องขวนขวายในเมื่อม้าวิ่งเรียบฉะนั้นอันนี้เรียกว่าเพ่งเฉย

ในสมัยที่ควรเพ่งเฉย.

การเว้นบุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่านไม่บรรลุอุปจาระหรืออัปปนาให้

ห่างไกลชื่อว่าเว้นบุคคลผู้มีจิตไม่เป็นสมาธิ.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 347

การเสพคบหาเข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิด้วยอุปจาร

ภาวนาหรืออัปปนาภาวนาชื่อว่าคบหาบุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิ.

ความเป็นผู้มีจิตน้อมโน้มโอนไปเพื่อให้เกิดสมาธิในอิริยาบถทั้งหลาย

มียืนนั่งเป็นต้นชื่อว่าน้อมจิตไปในสมาธิสัมโพชฌงค์.

ด้วยว่าเมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้สมาธิสัมโพชฌงค์นั้นย่อมเกิดได้.

เมื่อภิกษุรู้ชัดว่าก็สมาธิสัมโพชฌงค์นั้นอันเกิดแล้วด้วยอาการอย่างนี้ย่อม

เจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตตมรรค.

อุเบกขาสัมโพชฌงค์

อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้ตามนัยอันมาแล้วในบาลี (สังยุตต-

นิกายมหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่ง

อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเป็นที่ตั้งแห่ง

อุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้นนี้เป็นอาหาร (ย่อมเป็นไป) เพื่อความเกิดแห่ง

อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือเป็นทางเพื่อความเจริญไพบูลย์บริบูรณ์

เต็มที่แห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วดังนี้. ก็ในธรรมเหล่านั้นอุเบกขา

นั่นแลชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์

ธรรมเป็นเหตุเกิดอุเบกขาสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๕ประการย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดแห่งอุเบก-

ขาสัมโพชฌงค์คือ๑. วางตนเป็นกลางในสัตว์๒. วางตนเป็นกลางในสังขาร

๓. เว้นบุคคลผู้ยึดถือสัตว์และสังขาร๔. คบหาบุคคลผู้วางตนเป็นกลางในสัตว์

และสังขาร๕. น้อมจิตไปในอุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 348

อธิบายธรรมประการ

ในธรรม๕ประการนั้นผู้เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมตั้งการวาง

ตนเป็นกลางในสัตว์ด้วยอาการ๒อย่างคือด้วยการพิจารณาถึงความที่ตนและ

ผู้อื่นมีกรรมเป็นของๆตนอย่างนี้ว่าท่านมาด้วยกรรมของตนก็จักไปด้วย

กรรมของตนแม้เขาก็มาด้วยกรรมของตน (เขา) จักไปด้วยกรรมของตน

(เขา) เหมือนกันท่านจะยึดถืออะไรกันดังนี้และด้วยการพิจารณาถึงความ

ไม่มีสัตว์อย่างนี้ว่าเมื่อว่าโดยปรมัตถ์ที่ว่าสัตว์ๆมันไม่มีท่านจะยึดอะไร

กันเล่าดังนี้.

ตั้งการวางตนเป็นกลางในสังขารด้วยอาการ๒อย่างคือด้วยการ

พิจารณาโดยความเป็นของไม่มีเจ้าของอย่างนี้ว่าจีวรนี้จักเข้าถึงความเปลี่ยนสี

และความเก่าคร่ำคร่าเป็นผ้าเช็ดเท้าต้องเขี่ยทิ้งด้วยปลายไม้เท้าก็ถ้าว่าจีวร

นั้นพึงมีเจ้าของไซร้เขาก็ไม่พึงให้มันเสียหายอย่างนี้ดังนี้และด้วยการ

พิจารณาโดยความเป็นของชั่วคราวอย่างนี้ว่าจีวรนี้อยู่ไม่ได้นานเป็นของ

ชั่วคราวดังนี้. แม้ในบริขารมีบาตรเป็นต้นก็พึงประกอบความเหมือนอย่างใน

จีวร.

ในข้อว่าเว้นบุคคลผู้ยึดถือในสัตว์และสังขารมีวินิจฉัยดังนี้

บุคคลใดเป็นคฤหัสถ์ก็ยึดถือปิยชนมีบุตรธิดาเป็นต้นของตน

หรือเป็นบรรพชิตก็ยึดถือบรรพชิตมีอันเตวาสิกและผู้ร่วมอุปัชฌาย์กันเป็นต้น

ของตนมัวทำกิจกรรมมีปลงผมเย็บจีวรซักย้อมจีวรระบมบาตรเป็นต้น

ของชนเหล่านั้นด้วยมือของตนทีเดียวเมื่อไม่เห็นเพียงครู่เดียวก็บ่นถึงว่า

สามเณรรูปโน้นไปไหนภิกษุหนุ่มรูปโน้นไปไหนเหลียวซ้ายแลขวาเหมือน

มฤคตื่นตกใจฉะนั้นแม้ผู้อื่นอ้อนวอนขอว่าโปรดส่งสามเณรชื่อโน้นไปช่วย

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 349

ปลงผมเป็นต้นสักครู่เถิดดังนี้ก็ไม่ยอมให้ด้วยพูดว่าพวกเราจะไม่ให้ทำ

กิจกรรมของตนบ้างหรือพวกท่านพาเธอไปจะลำบากดังนี้บุคคลนี้ชื่อว่า

ยึดถือสัตว์.

ฝ่ายบุคคลใดยึดถือบริขารมีจีวรบาตรถลกบาตรไม้เท้าเป็นต้น

แม้ผู้อื่นจะเอามือจับก็ไม่ให้จับถึงขอยืมก็ตอบขัดข้องว่าเราต้องการใช้ทรัพย์

ก็ยังไม่ใช้จักให้พวกท่านได้อย่างไรดังนี้บุคคลนี้ชื่อว่ายึดถือสังขาร.

ฝ่ายบุคคลใดวางตนเป็นกลางเที่ยงตรงในวัตถุทั้งสองนั้นบุคคล

นี้ชื่อว่าวางตนเป็นกลางในสัตว์และสังขาร.

เมื่อเว้นไกลบุคคลผู้ยึดถือสัตว์และสังขารเห็นปานฉะนี้ก็ดีคบหาบุคคล

ผู้วางตนเป็นกลางในสัตว์และสังขารก็ดีมีจิตน้อมโน้มโอนไปเพื่อให้เกิดอุเบกขา

สัมโพชฌงค์ในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้นก็ดีอุเบกขาสัมโพชฌงค์นี้

ย่อมเกิดได้ด้วยประการฉะนี้. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าก็อุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้นอัน

เกิดแล้วด้วยอาการอย่างนี้ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตตมรรค.

คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในเป็นต้นความว่าพิจารณาเห็นธรรม

ในธรรมทั้งหลายเพราะกำหนดสัมโพชฌงค์๗ของตนหรือของคนอื่น

หรือกำหนดสัมโพชฌงค์๗ของตนตามกาลหรือของคนอื่นตามกาลอยู่. ก็

ความเกิดและความเสื่อม (แห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์) พึงทราบด้วยอำนาจ

ความเกิดและความดับแห่งสัมโพชฌงค์ทั้งหลายในโพชฌงคบรรพนี้. ข้อความ

ต่อจากนี้ก็มีนัยดังกล่าวมาแล้ว.

สติกำหนดโพชฌงค์เป็นอริยสัจ

แต่ในโพชฌงค์บรรพนี้มีข้อแตกต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบ

ความอย่างนี้ว่าสติกำหนดโพชฌงค์เป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจเป็นต้นแล้ว

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 350

พึงทราบว่าเป็นทางปฏิบัตินำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดโพชฌงค์เป็น

อารมณ์. คำที่เหลือก็เช่นนั้นเหมือนกัน.

จบโพชฌงคบรรพ

สัจจบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธัมมานุปัสสนาโดยโพชฌงค์๗

ประการอย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกสัจจะ๔ประการจึงตรัสว่า

ปุนจปรํยังมีอีกข้อหนึ่งดังนี้เป็นต้น.

อริยสัจ

ในคำเหล่านั้นคำว่ารู้ชัดตามเป็นจริงว่านี้ทุกข์เป็นต้นความว่า

รู้ชัดตามสภาพที่เป็นจริงซึ่งธรรมที่เป็นไปในภูมิ๓เว้นตัณหาว่านี้ทุกข์รู้ชัด

ตามสภาพที่เป็นจริงซึ่งตัณหาที่มีอยู่ก่อน. อันทำทุกข์นั้นนั่นแลให้เกิดให้

ปรากฏขึ้นนี้ทุกขสมุทัยรู้ชัดตามสภาพที่เป็นจริงซึ่งความดับคือหยุดทุกข์

และทุกขสมุทัยทั้งสองว่านี้ทุกขนิโรธรู้ชัดตามสภาพที่เป็นจริงซึ่งอริยมรรค

อันเป็นเหตุกำหนดรู้ทุกข์เป็นเหตุละสมุทัยเป็นเหตุทำให้แจ้งนิโรธว่านี้ทุกข

นิโรธคามินีปฏิปทา. กถาว่าด้วยสัจจะที่เหลือเว้นกถาว่าด้วยบทภาชนะแจก

บทแห่งทุกข์มีชาติเป็นต้นท่านกล่าวไว้พิสดารในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแล้วเทียว.

อธิบายบทภาชนะ

ชาติ

ส่วนในบทภาชนะพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้คำว่ากตมาภิกฺ-

ขเวชาติดูก่อนภิกษุทั้งหลายชาติเป็นอย่างไรความว่าดูก่อนภิกษุทั้ง

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 351

หลายก็ชาติอันใดที่เรากล่าวอย่างนี้ว่าแม้ชาติก็เป็นทุกข์ชาติอันนั้นเป็น

อย่างไร. พึงทราบอรรถในปุจฉาทั้งปวงอย่างนี้. คำว่าของสัตว์เหล่านั้นๆ

อันใดนี้เป็นคำกำหนดรวมสัตว์ไว้ทั้งหมดโดยไม่มีกำหนดว่าของเหล่าสัตว์ชื่อนี้.

แม้คำว่าในหมู่สัตว์นั้นๆนี้เป็นคำกำหนดรวมหมู่สัตว์ไว้ทั้งหมด. ความเกิดชื่อว่า

ชาติ. คำว่าชาตินี้เป็นชื่อของขันธ์ที่เกิดจำเพาะทีแรกพร้อมด้วยความเปลี่ยน

แปลง. คำว่าสัญชาตินี้เป็นไวพจน์ (แทน) ของชาตินั่นเองแต่ประกอบด้วย

อุปสรรค. ความเกิดนั่นแลชื่อว่าโอกฺกนฺติก้าวลงด้วยอรรถว่าก้าวลง

โดยอาการที่เข้าไปโดยลำดับชื่อว่าอภินิพฺพตฺติเกิดจำเพาะด้วยอรรถว่า

เกิดเฉพาะกล่าวคือเกิดทั้ง๔อย่างนี้ชื่อว่ากล่าวโดยสมมัติ. ส่วนบาลี

ขนฺธานํปาตุภาโวความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลายนี้กล่าวโดยปรมัตถ์.

ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลายนั่นแลที่แยกเป็นขันธ์หนึ่งขันธ์สี่และขันธ์ห้า

ในบรรดาหมู่สัตว์ที่มีขันธ์หนึ่งเป็นต้นนั่นเองไม่ใช่ความปรากฏแห่งบุคคล.

แต่เมื่อความปรากฏแห่งขันธ์นั้นมีอยู่. ก็สมมติเรียกกันว่าบุคคลปรากฏดังนี้.

คำว่าอายตนานํปฏิลาโภความได้อายตนะทั้งหลายความว่าอายตนะ

ทั้งหลายปรากฏอยู่นั่นแลเป็นอันชื่อว่าได้มานั้นชื่อว่าความได้มาที่กล่าว

ได้ว่าความปรากฏแห่งอายตนะเหล่านั้น.

ชรา

ศัพท์ว่าชราเป็นศัพท์แสดงถึงสภาพความเป็นเอง. ศัพท์ว่าชีรณตา

แสดงถึงภาวะคืออาการ. ศัพท์ว่าขณฺฑิจฺจํเป็นต้นคือแสดงถึงภาวะเปลี่ยน

แปลงจริงอยู่เวลาเป็นหนุ่มสาวฟันก็เรียบขาว. ครั้นหง่อมเข้าฟันเหล่านั้น

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 352

ก็เปลี่ยนสีไปโดยลำดับหลุดตกไปในที่นั้นๆ. อนึ่งฟันหักหมายถึงฟันที่

หลุดร่วงและที่ยังอยู่ชื่อว่าขณฺฑิตา. ภาวะแห่งฟันที่หักเรียกว่าขณฺฑิจฺจํ

ความที่ฟันหัก. ผมและขนคร่ำคร่าไปโดยลำดับชื่อว่าผมหงอก. ผมหงอก

เกิดพร้อมแล้วแก่บุคคลนั้นเหตุนั้นบุคคลนั้นชื่อว่ามีผมหงอก. ภาวะแห่ง

บุคคลผู้มีผมหงอกชื่อว่าปาลิจฺจํความที่ผมหงอก. เกลียวที่หนังของบุคคล

นั้นมีอยู่เพราะมีเนื้อและเลือดแห้งไปด้วยถูกลมคือชราประหารเหตุนั้น

บุคคลนั้นชื่อว่ามีหนังเป็นเกลียว (เหี่ยว). ภาวะแห่งบุคคลผู้มีหนังเป็นเกลียวนั้น

ชื่อว่าวลิตฺตจตาความที่หนังเหี่ยว. ด้วยถ้อยคำมีประมาณเพียงเท่านี้เป็นอัน

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงชราที่เปิดเผยอันปรากฏชัดโดยแสดงความ

เปลี่ยนแปลงในฟันผมขนหนัง. ทางไปของลมหรือไฟจะปรากฏได้

ก็เพราะลมพัดถูกหญ้าหรือต้นไม้เป็นต้นหักระเนระนาดหรือไฟไหม้แต่

ทางไปของลมและไฟนั้นก็หาปรากฏไม่ฉันใดทางไปแห่งชราก็ฉันนั้นเหมือน

กันจะปรากฏได้ก็โดยภาวะมีฟันหักเป็นต้นแห่งอาการ๓๒มีฟันเป็นต้น

แม้บุคคลลืมตาดูก็จับไม่ได้ความคร่ำคร่าแห่งอาการมีฟันหักเป็นต้นหาใช่ตัว

ชราไม่เพราะชราจะพึงรู้ทางจักษุมิได้. แต่เพราะเมื่อถึงชราอายุเสื่อมไป

ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสโดยผลใกล้เคียงว่าความเสื่อมไปแห่งอายุ

เรียกว่าชรา. อนึ่งเพราะเวลาเป็นหนุ่มสาวอินทรีย์ทั้งหลายมีจักษุเป็นต้น

แจ่มใสดีสามารถรับอารมณ์ของคนแม้ที่ละเอียดได้ให้สะดวกทีเดียวเมื่อถึง

ชราก็แก่งอมขุ่นมัวไม่ผ่องใสไม่สามารถรับอารมณ์ของตนแม้ที่หยาบได้

ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสโดยผลใกล้เคียงว่าความแก่งอมแห่งอินทรีย์

ทั้งหลายเรียกว่าชราดังนี้บ้าง.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 353

มรณะ

ในมรณนิทเทสมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

ศัพท์ว่ายํหมายถึงมรณะเป็นศัพท์แสดงนุปํสกลิงค์(ไม่ใช่

เพศชายเพศหญิงทางไวยากรณ์). ในคำว่ายํนั้นพึงประกอบความดังนี้ว่า

มรณะท่านเรียกว่าจุติเรียกว่าจวนตา. ในศัพท์เหล่านั้นศัพท์ว่าจุติ

แสดงถึงสภาพที่เป็นเอง. ศัพท์ว่าจวนตาแสดงถึงภาวะคืออาการ. เมื่อ

บุคคลถึงมรณะแล้วขันธ์ทั้งหลายย่อมแตกและหายไปแลไม่เห็นเพราะ

ฉะนั้นมรณะนั้นจึงเรียกว่าความแตกความหายไปความมอดม้วย. บทว่า

มัจจุมรณะคือมัจจุมรณะมิใช่ขณิกมรณะ (ตายชั่วขณะ). การทำ

กาละคือตายชื่อว่ากาลกิริยา. แม้ทั้งหมดนี้กล่าวโดยสมมติทั้งนั้น. ส่วน

บาลีว่าขนฺธานํเภโทนี้เป็นการกล่าวโดยปรมัตถ์. ความแตกแห่งขันธ์

ทั้งหลายที่แยกเป็นขันธ์หนึ่งขันธ์สี่และขันธ์ห้าในบรรดาหมู่สัตว์ที่มี

ขันธ์หนึ่งเป็นต้นนั่นเองมิใช่ความแตกแห่งบุคคล. แต่เมื่อความประชมพร้อม

แห่งขันธ์มีอยู่ก็สมมติเรียกว่าบุคคลตาย. การทอดทิ้งอัตตภาพชื่อว่าการ

ทอดทิ้งซากศพ. จริงอยู่เมื่อบุคคลถึงความตายอัตตภาพก็ตกเป็นเหมือน

ท่อนไม้ไร้ประโยชน์ฉะนั้นเพราะฉะนั้นมรณะนั้นท่านจึงเรียกว่าการ

ทอดทิ้งซากศพ. ส่วนความขาดแห่งชีวิตินทรีย์เมื่อว่าโดยปรมัตถ์

โดยอาการทั้งปวงก็คือมรณะ. มรณะนั้นนั่นแหละเรียกว่าสมมติมรณะ.

ชาวโลกถือเอาความขาดแห่งชีวิตินทรีย์เท่านั้นจึงพูดว่าติสสะตายผุสสะ

ตายดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 354

โสกะ

 

โสกะ

บทว่าพฺยสเนนด้วยความวิบัติความว่าด้วยความวิบัติอย่างใด

อย่างหนึ่งบรรดาความวิบัติทั้งหลายมีความวิบัติจากญาติเป็นต้น. บทว่า

ทุกฺขธมฺเมนอันทุกขธรรมความว่าอันเหตุแห่งทุกข์มีการฆ่าและ

จองจำเป็นต้น. บทว่าผุฏฺฐสฺสถูกต้องแล้วได้แก่ท่วมทับครอบงำแล้ว.

คำว่าโสกะได้แก่ความโศกอันมีความแห้งใจเป็นลักษณะย่อมเกิดแก่

บุคคลในเมื่อถูกความวิบัติมีความวิบัติจากญาติเป็นต้นหรือเหตุแห่งทุกข์

มีการฆ่าการจองจำเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งครอบงำแล้ว. ความเป็นผู้

เศร้าโศกได้แก่ความเศร้าโศก. ก็ความเศร้าโศกนั้นเกิดขึ้นทำภายในให้แห้ง

ให้แห้งผากเพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าความเศร้าใจความแห้งใจภายในดังนี้.

ปริเทวะ

คนทั้งหลายยึดถืออย่างนี้ว่าลูกหญิงของเราลูกชายของเราดังนี้

ย่อมคร่ำครวญรำพันด้วยความยึดถือนั้นเหตุนั้นความยึดถือนั้นจึงชื่อว่า

เป็นเหตุคร่ำครวญ. คนทั้งหลายรำพันยกยอคุณนั้นๆด้วยเหตุนั้นเพราะ

ฉะนั้นเหตุนั้นจึงชื่อว่าเป็นเหตุรำพัน. ศัพท์ทั้งสอง (อาเทวนาปริเทวนา)

นอกจากอาเทวะปริเทวะนั้นเป็นศัพท์แสดงภาวะแห่งความคร่ำครวญรำพัน

นั้นนั่นแหละ.

ทุกขโทมนัส

ความทุกข์อันมีกายประสาทเป็นที่ตั้ง (ที่เกิด) เพราะอรรถว่า

ทนได้ยากชื่อว่าทุกข์ทางกาย. คำว่าไม่ชื่นใจคือไม่หวานใจ. คำว่า

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 355

ทุกข์ที่เกิดแต่กายสัมผัสคือทุกข์ที่เกิดจากสัมผัสทางกายคำว่าเวทนา

ที่ไม่น่าชื่นใจคือเวทนาที่ไม่น่าชอบใจ. โทมนัสสัมปยุตกับจิตชื่อว่า

เจตสิกได้แก่โทมนัสทางใจ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวมาแล้วในทุกข์นั่นแล.

อุปายาส

บทว่าอายาโสได้แก่ความลำบากทางใจอันถึงอาการคือความ

ท้อแท้ห่อเหี่ยว. ความคับใจโดยภาวะมีกำลังแรงชื่อว่าความคับแค้นใจ.

ศัพท์ทั้งสอง(อายาสิตฺตกํอุปายาสิตฺตํ) นอกจากอายาสะและอุปายาสะ

นั้นเป็นธรรมเนื่องอยู่ในตนส่องภาวะชี้ภาวะ.

การไม่สมควรปรารถนาเป็นทุกข์

บทว่าชาติธมฺมานํมีความเกิดเป็นธรรมดาคือมีความเกิดเป็น

สภาวะ. สองบทว่าอิจฺฉาอุปฺปชฺชติความปรารถนาย่อมเกิดคือตัณหา

ย่อมเกิด. คำว่าอโหวตได้แก่ความปรารถนา. บทว่าโขปเนตํอิจฺฉาย

ข้อนั้นไม่พึงได้ด้วยความปรารถนาแลความว่าข้อนั้นคือความไม่ต้อง

มาเกิดเว้นมรรคภาวนาเสียบุคคลไม่พึงบรรลุได้ด้วยปรารถนา. คำว่าอิทํปิ

แม้นี้คือแม้อันนี้. ปิอักษรในคำว่าอิทมฺปิหมายถึงบทที่เหลือข้างหน้า.

บทว่ายมฺปิจฺฉํปรารถนาสิ่งใดความว่า. บุคคลปรารถนาสิ่งที่ไม่พึงได้

ย่อมไม่ได้. เพราะธรรมใดความปรารถนาในสิ่งที่ไม่พึงได้นั้นก็เป็นทุกข์. ทุกๆ

บทก็นัยนี้เหมือนกัน. ในขันธนิทเทสมีวินิจฉัยดังนี้. รูปนั้นด้วยอุปาทานขันธ์

ด้วยเพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่ารูปูปาทานขันธ์. ทุกขันธ์ก็พึงทราบอย่างนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่356

สมุทัยอริยสัจ

คำว่ายายํตณฺหาตัดเป็นยาอยํตณฺหาแปลว่าตัณหานี้ใด.

คำว่าโปโนพฺภวิกามีวิเคราะห์ว่าการทำภพใหม่ชื่อว่าภพใหม่ภพใหม่นั้น

เป็นปกติแห่งตัณหานั้นเหตุนั้นตัณหานั้นจึงชื่อว่าโปโนพฺภวิกามี

ความเกิดอีกเป็นปกติ. คำว่านนฺทิราคสหคตาได้แก่ตัณหาที่เกิดร่วม

ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน. ท่านอธิบายว่าโดยอรรถ

ตัณหานั้นก็เป็นอันเดียวกันกับนันทิราคะนั่นเอง. ในคำเหล่านั้นคำว่าตตฺรตตฺ-

ราภินนฺทินีเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นความว่าอัตตภาพเกิดจำเพาะใน

ที่ใดตัณหาก็เพลิดเพลินในที่นั้น. อีกนัยหนึ่งตัณหามักเพลิดเพลินใน

อารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นชื่อว่าในที่นั้น. อธิบายว่าเพลิดเพลินในรูป

เพลิดเพลินในเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์. ศัพท์ว่าเสยฺยถีทํ

เป็นศัพท์นิบาต. ศัพท์ว่าเสยฺยถีทํนั้นมีความว่าถ้ามีคำถามว่าตัณหานั้น

เป็นไฉน. ความอยากในกามชื่อว่ากามตัณหา. คำว่ากามตัณหานั้นเป็นชื่อของ

ความกำหนัดเกี่ยวด้วยกามคุณ. ความอยากในภพชื่อว่าภวตัณหา.

คำว่าภวตัณหานี้เป็นชื่อของความกำหนัดในรูปภพและอรูปภพอันเกิดพร้อม

ด้วยสัสสตทิฏฐิที่เกิดโดยความปรารถนาภพและความยินดีในฌาน. ความ

อยากในวิภพชื่อว่าวิภวตัณหา. คำว่าวิภวตัณหานี้เป็นชื่อของความ

กำหนัดที่เกิดพร้อมด้วยอุจเฉททิฏฐิ. บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงแสดง

วัตถุที่ตั้งที่เกิดแห่งตัณหานั้นโดยพิสดารจึงตรัสว่าสาโขปเนสา

ก็ตัณหานี้นั้นแลดังนี้เป็นต้น.

บรรดาคำเหล่านั้นคำว่าอุปฺปชฺชติแปลว่าเกิด. คำว่านิวีสติ

ได้แก่ตั้งอยู่โดยความเป็นไปบ่อยๆ. คำว่ายํโลเกปิยรูปํสาตรูปํความว่า

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่357

เป็นสภาวะที่รักและสภาวะที่ชอบใจในโลก. ในคำว่าจกฺขุํโลเกเป็นต้น

มีอธิบายดังนี้จริงอยู่สัตว์ทั้งหลายถือมั่นในจักษุเป็นต้นในโลกโดยความ

เป็นของเราตั้งมั่นอยู่ในสมบัติย่อมสำคัญจักษุ(ตา) ของตนอันมี

ประสาททั้งแจ่มใสเหมือนหน้าต่างแก้วมณีอันเผยขึ้นแล้วในวิมานทอง

ด้วยทำนองถือเอานิมิตในกระจกเป็นต้นย่อมสำคัญโสต(หู) เหมือนหลอดเงิน

และเหมือนด้ายร้อยสังวาลย์ย่อมสำคัญฆานะ(จมูก) ที่ได้โวหารเรียกว่า

ตุงฺคนาสา(จมูกโด่ง) เหมือนขั้วหรดาลที่เขาปั้นตั้งไว้ย่อมสำคัญชิวหา

(ลิ้น) อันอ่อนสะอาดคอยรับรสอร่อยเหมือนพื้นผ้ากัมพลแดงย่อมสำคัญกาย

เสมือนต้นสาละหนุ่มและเสมือนเสาระเนียดทองย่อมสำคัญมนะ(ใจ)

อันโอฬาร(ของตน) ไม่เหมือนกับใจของคนอื่นย่อมสำคัญรูปประหนึ่ง

ว่ามีผิวพรรณดังดอกกัณณิการ์ทองเป็นต้นย่อมสำคัญเสียงประหนึ่งเสียงนก

การะเวกและดุเหว่าที่น่าคลั่งไคล้และเสียงกังวานของปี่แก้วที่เป่าแผ่ว

ย่อมสำคัญอารมณ์มีคันธารมณ์(หอม) เป็นต้นอันมีสมุฏฐานที่ตนได้แล้ว

ว่าอารมณ์เห็นปานนี้ของคนอื่นใครเล่าจะมี. เมื่อสัตว์เหล่านั้นสำคัญอยู่อย่างนี้

จักษุเป็นต้นเหล่านั้นก็ย่อมเป็นที่รักเป็นที่ชื่นใจ. เมื่อเป็นเช่นนั้นตัณหา

ของสัตว์เหล่านั้นที่ยังไม่เกิดก็ย่อมเกิดในจักษุเป็นต้นนั้นและตัณหาที่เกิด

แล้วก็ย่อมตั้งอยู่โดยความเป็นไปบ่อย. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสว่าจักษุเป็นที่รักเป็นที่ชื่นใจในโลกตัณหานั้นเมื่อจะเกิดก็เกิด

ที่จักษุนั้นดังนี้เป็นต้น. คำว่าตตฺถอุปฺปชฺชมานาอุปฺปชฺชติความว่า

ตัณหานั้นเมื่อเกิดในกาลใดก็ย่อมเกิดที่จักษุนี้ในกาลนั้น. ทุกบทก็นัยนี้.

ทุกขนิโรธอริยสัจ

บททั้งปวงมีบทว่าอเสสวิราคนิโรโธความดับด้วยสำรอกโดย

ไม่เหลือเป็นต้นทั้งหมดเป็นไวพจน์ของพระนิพพานนั่นเอง. จริงอยู่ตัณหา

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่358

มาถึงพระนิพพานย่อมคลายดับไม่เหลือเพราะฉะนั้นพระนิพพานนั้นจึงตรัส

เรียกว่าความดับด้วยคลายไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแล. อนึ่งตัณหา

มาถึงพระนิพพานย่อมละสละคืนปล่อยไม่ติดเพราะฉะนั้นพระนิพพาน

จึงตรัสเรียกว่าเป็นที่ละสละปล่อยไม่ติด. แท้จริงพระนิพพานก็มี

อย่างเดียวเท่านั้น. แต่ชื่อของพระนิพพานนั้นมีมากโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อชื่อของ

สังขตธรรมทั้งหมด. คืออย่างไรคือธรรมเป็นที่คายไม่เหลือเป็นที่ดับไม่เหลือ

เป็นที่ละเป็นที่สละเป็นที่พ้นเป็นที่ไม่ติดเป็นที่สิ้นราคะเป็นที่สิ้นโทสะ

เป็นที่สิ้นโมหะเป็นที่สิ้นตัณหาเป็นที่ไม่เกิดเป็นที่หยุดไม่มีนิมิตไม่มี

ที่ตั้งไม่มีที่อาศัยไม่มีปฏิสนธิไม่เป็นไปไม่ไปไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บ

ไม่ตายไม่โศกไม่คร่ำครวญไม่คับแค้นไม่เศร้าหมองดังนี้เป็นต้น. บัดนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงแสดงความไม่มีแห่งตัณหาทั้งปวงที่มรรคตัด

ได้แล้วถึงความหยุด(ไม่เป็นไป) เพราะมาถึงพระนิพพานในวัตถุที่

พระองค์ทรงแสดงว่าตัณหาเกิดนั่นแหละจึงตรัสว่าสาโขปเนสาก็ตัณหา

นี้นั้นดังนี้เป็นต้น.

พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้นดังต่อไปนี้เหมือนอย่างว่าบุรุษพบเถาน้ำ

เต้าขมที่เกิดในนาแล้วจับตั้งแต่ยอดค้นหาโคนพบแล้วตัดออกเสียเถานั้น

ก็เหี่ยวแห้งโดยลำดับถึงความไม่ปรากฏที่นั้นเขาก็เรียกกันว่าเถาน้ำเต้าขม

ในนานั้นดับแล้วละแล้วตัณหาในจักษุเป็นต้นเปรียบเหมือนเถาน้ำเต้าขม

ในนาตัณหานั้นตัดรากได้ด้วยอรหัตตมรรคถึงความหยุด(งอก) เพราะมาถึง

พระนิพพานอนึ่งตัณหาอันถึงความหยุดอย่างนั้นแล้วย่อมไม่ปรากฏในวัตถุ

เหล่านั้นเหมือนเถาน้ำเต้าขมไม่ปรากฏในนาฉะนั้น. อนึ่งเปรียบเหมือนพวก

มนุษย์นำโจรมาจากดงพึงฆ่าเสียที่ประตูด้านทิศใต้แห่งพระนครแต่นั้นคน

ทั้งหลายจะพึงพูดกันว่าพวกโจรในดงตายแล้วหรือถูกฆ่าตายแล้วดังนี้ฉันใด

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่359

ก็ฉันนั้นเหมือนกันตัณหาในจักษุเป็นต้นเปรียบเหมือนโจรในดงตัณหานั้น

ชื่อว่าดับไปในพระนิพพานนั่นเองเพราะมาถึงพระนิพพานแล้วจึงดับไป

เหมือนโจรถูกฆ่าที่ประตูทิศใต้ฉะนั้นอนึ่งตัณหาอันดับแล้วอย่างนั้นย่อมไม่

ปรากฏในวัตถุเหล่านั้นเหมือนโจรไม่ปรากฏในดงฉะนั้น. เพราะฉะนั้นพระ

ผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความดับแห่งตัณหานั้นในจักษุเป็นต้นนั้น

จึงตรัสว่าจักษุเป็นที่รักเป็นที่ชื่นใจในโลกตัณหานั้นเมื่อบุคคลจะละก็ละได้

ที่จักษุนั้นเมื่อจะดับก็ดับที่จักษุนั้นดังนี้เป็นต้น

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

คำว่าอยเมวเป็นคำกำหนดแน่ชัดเพื่อปฏิเสธมรรคอื่น. คำว่าอริโย

ความว่ามรรคชื่อว่าอริยะเพราะไกลจากกิเลสทั้งหลายอันมรรคนั้นพึงฆ่า

และเพราะทำความเป็นพระอริยะ. ทรงแสดงกัมมัฏฐานว่าด้วยสัจจะด้วยคำว่า

รู้ในทุกข์เป็นต้น. ในสัจจะนั้นสัจจะต้น(ทุกขสมุทัย) เป็นวัฏฏ-

สัจจะสัจจะหลัง(นิโรธมรรค) เป็นวิวัฏฏสัจจะ. ในวัฏฏสัจจะและ

วิวัฏฏสัจจะเหล่านั้นความตั้งมั่นแห่งกัมมัฏฐานของภิกษุย่อมมีในวัฏฏสัจจะ

ไม่มีในวิวัฏฏสัจจะก็พระโยคาวจรกำหนดสัจจะเบื้องต้นในสำนักอาจารย์

โดยย่ออย่างนี้ว่าปัญจขันธ์เป็นทุกข์ตัณหาเป็นสมุทัยและพิสดารโดยนัย

เป็นต้นว่าปัญจขันธ์เป็นไฉนคือรูปขันธ์ดังนี้แล้วทบทวน(ท่องบ่น) ชื่อว่า

ทำกรรมในสัจจะเหล่านั้น. ส่วนในสัจจะนอกนี้พระโยคาวจรย่อม

ทำกรรมด้วยการฟังอย่างเดียวอย่างนี้ว่านิโรธสัจน่าปรารถนาน่าใคร่

น่าพอใจมรรคสัจน่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจ. พระโยคาวจรนั้นเมื่อทำอยู่

อย่างนี้ย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งด้วยปฏิเวธญาณอันเดียวย่อมตรัสรู้ด้วย

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่360

อภิสมยญาณอันเดียวคือแทงตลอดทุกขสัจจะด้วยปฏิเวธคือปริญญากิจแทง

ตลอดสมุทัยด้วยปหานกิจแทงตลอดนิโรธสัจจะด้วยสัจฉิกิริยากิจแทงตลอด

มรรคสัจจะด้วยภาวนากิจ. ย่อมตรัสรู้ทุกขสัจจะด้วยอภิสมยญาณคือปริญญากิจ

ตรัสรู้สมุทัยสัจจะด้วยปหานกิจตรัสรู้นิโรธสัจจะด้วยสัจฉิกิริยากิจตรัสรู้

มรรคสัจจะด้วยภาวนากิจ. ในเบื้องต้นพระโยคาวจรนั้นมีปฏิเวธญาณใน

สัจจะเบื้องต้นด้วยการกำหนดการสอบถามการฟังการทรงจำและ

การพิจารณาส่วนในสัจจะเบื้องปลายพระโยคาวจรมีปฎิเวธญาณด้วย

อำนาจการฟังอย่างเดียวในภายหลังจึงมีปฏิเวธญาณในสัจจะโดยกิจมี

ปฏิเวธญาณในนิโรธสัจโดยอารมณ์. ส่วนปัจจเวกขณญาณมีแก่พระโยคาวจร

ผู้บรรลุสัจจะแล้ว. และพระโยคาวจรนี้เป็นผู้เริ่มบำเพ็ญเพียรเพราะฉะนั้น

จึงไม่ตรัสปัจจเวกขณญาณนั้นไว้ในที่นี้. อนึ่งเมื่อภิกษุนี้กำหนดรู้ในเบื้องต้น

ความคำนึงรวบรวมใจใส่ใจและพิจารณาว่าเรากำหนดรู้ทุกข์เราละสมุทัย

เราทำให้แจ้งนิโรธเราเจริญมรรคดังนี้ยังไม่มีจะมีได้ตั้งแต่การกำหนด

ไป. ส่วนในเวลาภายหลังทุกข์ก็เป็นอันชื่อว่ากำหนดรู้แล้วสมุทัยก็เป็นอัน

ละเสียแล้วนิโรธก็เป็นอันทำให้แจ้งแล้วมรรคก็เป็นอันทำให้เกิดแล้ว.

ในสัจจะเหล่านั้นสัจจะเบื้องต้นชื่อว่าลึกซึ้งเพราะเห็นได้ยาก

สัจจะเบื้องหลังชื่อว่าเห็นได้ยากเพราะลึกซึ้ง. ความจริงทุกขสัจปรากฏ

ตั้งแต่เกิดมาถึงกับกล่าวกันว่าทุกข์หนอในเวลาที่ถูกตอและหนามตำเป็นต้น.

แม้สมุทัยสัจก็ปรากฏตั้งแต่เกิดมาด้วยอำนาจอยากเคี้ยวอยากกินเป็นต้น. แต่

แม้ทั้งสองสัจจะนั้นก็ชื่อว่าลึกซึ้งโดยลักษณะและการแทงตลอด. สัจจะนั้น

ชื่อว่าลึกซึ้งเพราะเห็นได้ยากด้วยประการฉะนี้. ส่วนความพยายามเพื่อเห็น

สัจจะนอกนี้ก็เป็นเหมือนเหยียดมือจับภวัคคพรหมเหยียดเท้าไปต้องอเวจี-

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่361

นรกและเป็นเหมือนเอาปลายขนทรายกับปลายขนทรายที่แยกออกส่วน

ให้จดติดกัน. สัจจะเบื้องปลายเหล่านั้นชื่อว่าเห็นได้ยากเพราะลึกซึ้ง

ด้วยประการฉะนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่านี้ความรู้ในทุกข์ดังนี้เป็นต้น

ทรงหมายถึงความเกิดญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้นในสัจจะที่ชื่อว่าลึกซึ้ง

เพราะเห็นได้ยากและที่ชื่อว่าเห็นได้ยากเพราะลึกซึ้งด้วยอำนาจการกำหนด

เป็นต้นด้วยประการฉะนี้. ส่วนในขณะแทงตลอดญาณ(ปฏิเวธญาณ) นั้น

ก็มีหนึ่งเท่านั้น.

สัมมาสังกัปปะ

ความดำริมีความดำริออกจากกามเป็นต้นต่างกันในเบื้องต้นเพราะ

สัญญาในอันงดเว้นจากกามพยาบาทและวิหิงสาต่างกัน. แต่ในขณะแห่งมรรค

ความดำริฝ่ายกุศลอันเดียวเท่านั้นเกิดขึ้นให้องค์มรรคบริบูรณ์โดยให้สำเร็จ

ความไม่เกิดแห่งความดำริฝ่ายอกุศลที่เกิดแล้วในฐานเหล่านี้เพราะตัดทาง

แห่งความดำริฝ่ายอกุศลนั้นได้ขาดนี้ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ.

สัมมาวาจา

แม้กุศลธรรมมีเจตนางดเว้นจากมุสาวาทเป็นต้นก็ต่างกันในเบื้องต้น

เพราะสัญญาในการงดเว้นจากมุสาวาทเป็นต้นต่างกัน. แต่ในขณะแห่งมรรค

เจตนางดเว้นฝ่ายกุศลอันเดียวเท่านั้นเกิดขึ้นให้องค์มรรคบริบูรณ์โดยให้

สำเร็จความไม่เกิดแห่งเจตนาเครื่องทุศีลฝ่ายอกุศลที่เกิดแล้วในฐานะเหล่านี้

เพราะตัดทางแห่งเจตนาเครื่องทุศีลฝ่ายอกุศลนั้นได้ขาดนี้ชื่อว่าสัมมาวาจา.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่362

สัมมากัมมันตะ

แม้กุศลธรรมมีเจตนางดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้นก็ต่างกันใน

เบื้องต้นเพราะสัญญาในการงดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้นต่างกัน. แต่ในขณะแห่งมรรคเจตนางดเว้นฝ่ายกุศลอันเดียวเท่านั้นเกิดขึ้นให้องค์แห่งมรรคบริบูรณ์โดยให้สำเร็จความไม่เกิดแห่งเจตนาเครื่องทุศีลฝ่ายอกุศลที่เกิดแล้วในฐานะเหล่านี้เพราะตัดทางได้ขาดนี้ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ.

สัมมาอาชีวะ

คำว่ามิจฉาอาชีวะได้แก่กายทุจริตและวจีทุจริตที่เป็นไปเพื่อต้อง

การของเคี้ยวของกินเป็นต้น. คำว่าละคือเว้น. คำว่าด้วยสัมมาอาชีวะ

คือด้วยอาชีพที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ. คำว่าสำเร็จชีวิตคือดำเนินการ

เลี้ยงชีพ. ที่ชื่อว่าสัมมาอาชีวะต่างกันในเบื้องต้นเพราะสัญญาในการงดเว้น

จากทุจริตมีมุสาวาทเป็นต้นต่างกัน. แต่ในขณะแห่งมรรคเจตนางดเว้นฝ่ายกุศลอันเดียวเท่านั้นเกิดขึ้นให้องค์แห่งมรรคบริบูรณ์โดยให้สำเร็จความไม่เกิดแห่งเจตนาเครื่องทุศีลอันเป็นมิจฉาอาชีวะที่เกิดแล้วในฐานะเจ็ด(กายทุจริต

วจีทุจริต) เหล่านี้แหละเพราะตัดทางได้ขาดนี้ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ.

สัมมาวายามะ

คำว่าที่ยังไม่เกิดคือที่ยังไม่เกิดแก่ตนในภพหนึ่งหรือในอารมณ์

เห็นปานนั้น. แต่พระโยคาวจรเห็นบาปอกุศลธรรมที่กำลังเกิดแก่คนอื่นย่อม

ยังฉันทะให้เกิดปรารภความเพียรประคองตั้งจิตไว้เพื่อไม่ให้เกิดบาปอกุศล

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่363

ที่ยังไม่เกิดด้วยคิดอย่างนี้ว่าโอหนอบาปอกุศลธรรมเห็นปานนั้นไม่พึง

เกิดแก่เราดังนี้. คำว่าฉนฺทํชเนติย่อมยังฉันทะให้เกิดคือให้เกิดความ

พอใจในความเพียรที่ให้สำเร็จข้อปฏิบัติอันไม่ให้เกิดบาปอกุศลเหล่านั้น. คำว่า

วายมติพยายามคือทำความพยายาม. คำว่าวิริยํอารภติปรารภ

ความเพียรคือดำเนินความเพียร. คำว่าจิตฺตํปคฺคณฺหาติประคองจิต

คือทำการประคองจิตด้วยความเพียร. คำว่าปทหติตั้งไว้คือดำเนินการ

ตั้งความเพียรว่าจะเหลือแต่หนังเอ็นกระดูกก็ตามทีเถิดดังนี้. คำว่า

อุปฺปนฺนานํที่เกิดแล้วคือที่เคยเกิดแล้วแก่ตนโดยการกำเริบขึ้นย่อมให้

เกิดฉันทะเพื่อละบาปอกุศลเหล่านั้นว่าบัดนี้เราจักไม่ให้บาปอกุศลเช่นนั้น

เกิดขึ้นละ. คำว่าอนุปฺปนฺนานํกุสลานํกุศลที่ยังไม่เกิดคือกุศลธรรม

มีปฐมฌานเป็นต้นที่ตนยังไม่ได้. คำว่าอุปฺปนฺนานํที่เกิดแล้วคือกุศลธรรม

เหล่านั้นนั่นแหละที่ตนได้แล้ว. คำว่าิติยาเพื่อตั้งมั่นคือเพื่อตั้งอยู่

โดยการเกิดต่อเนื่องกันบ่อย. คำว่าอสมฺโมสายเพื่อไม่ขาดสายคือเพื่อ

ไม่ให้สูญเสีย. คำว่าภิยฺโยภาวายเพื่อมียิ่งคือเพื่อเจริญยิ่งขึ้นไป.

คำว่าเวปุลฺลายคือเพื่อความไพบูลย์. คำว่าภาวนายปาริปูริยาคือเพื่อ

ความมีบริบูรณ์. แม้สัมมาวายามนี้ก็ต่างกันในเบื้องต้นเพราะจิตที่คิดไม่ให้เกิด

อกุศลที่ยังไม่เกิดเป็นต้นต่างกัน. แต่ในขณะแห่งมรรควิริยะฝ่ายกุศลอันเดียว

เท่านั้นเกิดขึ้นให้องค์แห่งมรรคบริบูรณ์โดยให้สำเร็จกิจในฐานะเหล่านี้

เหมือนกันนี้ชื่อว่าสัมมาวายามะ.

สัมมาสติแม้สัมมาสติก็ต่างกันในเบื้องต้นเพราะจิตที่กำหนดอารมณ์มีกาย

เป็นต้นต่างกันแต่ในขณะแห่งมรรคสติอย่างเดียวเท่านั้นเกิดขึ้นให้องค์แห่ง

มรรคบริบูรณ์โดยให้สำเร็จกิจในฐานะนี้ชื่อว่าสัมมาสติ.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่364

สัมมาสมาธิฌานทั้งหลายต่างกันทั้งในเบื้องต้นทั้งในขณะแห่งมรรค. ใน

เบื้องต้นต่างกันโดยสมาบัติ. ในขณะแห่งมรรคต่างกันโดยมรรค. จริงอยู่

มรรคที่แห่งมรรคขณะหนึ่งมีปฐมฌานเป็นบาทแม้มรรคที่เป็นต้น

มีปฐมฌานเป็นบาทบ้างมีฌานอย่างใดอย่างหนึ่งในทุติยฌานเป็นต้นเป็น

บาทบ้าง. มรรคที่แห่งมรรคขณะแม้อันหนึ่งมีฌานอย่างใดอย่างหนึ่งแห่ง

ทุติยฌานเป็นต้นเป็นบาทแม้มรรคที่เป็นต้นก็มีฌานอย่างใดอย่างหนึ่ง

แห่งทุติยฌานเป็นต้นเป็นบาทบ้างมีปฐมฌานเป็นบาทบ้าง. มรรคทั้งว่า

โดยฌานเหมือนกันก็มีต่างกันก็มีเหมือนกันบางแห่งก็มีด้วยประการฉะนี้.

นี้เป็นความแผกกันแห่งมรรคนั้นโดยกำหนดโดยฌานที่เป็นบาท. พึงทราบ

อธิบายโดยกำหนดด้วยฌานเป็นบาทก่อนมรรคที่เกิดแก่พระโยคาวจรผู้ได้

ปฐมฌานออกจากปฐมฌานเจริญวิปัสสนาอยู่ชื่อว่ามีปฐมฌานเป็นบาท.

ก็องค์แห่งมรรคและโพชฌงค์ย่อมบริบูรณ์ในปฐมฌานนี้โดยแท้. มรรคที่เกิด

แก่พระโยคาวจรผู้ได้ทุติยฌานออกจากทุติยฌานแล้วเจริญวิปัสสนาอยู่ชื่อว่า

มีทุติยฌานเป็นบาท. ส่วนองค์มรรคในทุติยฌานนี้มีประการ. มรรคที่เกิด

แก่พระโยคาวจรผู้ออกจากตติยฌานแล้วเจริญวิปัสสนาอยู่ชื่อว่ามีตติยฌานเป็น

บาท. ส่วนองค์มรรคในตติยฌานนี้มีแต่โพชฌงค์มีประการ. สำหรับพระ-

โยคาวจรผู้ออกจากจตุตถฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะก็นัยนี้เหมือนกัน.

ฌานหมวดและหมวดย่อมเกิดในอรูปและฌานนั้นท่านกล่าวว่าเป็น

โลกุตตระไม่ใช่โลกิยะ. ถามว่าในฌานมีปฐมฌานเป็นต้นนี้เป็นอย่างไร. ตอบว่า

ในฌานมีปฐมฌานเป็นต้นแม้นี้พระโยคาวจรนั้นออกจากฌานใดแล้วได้โสดา-

ปัตติมรรคเจริญอรูปสมาบัติแล้วเกิดในอรูปภพมรรคทั้งมีฌานนั้นเป็นบาท

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่365

เกิดขึ้นแก่พระโยคาวจรนั้นในอรูปภพนั้น. ท่านกำหนดมรรคที่มีฌานเป็นบาท

อย่างเดียวด้วยประการฉะนี้. แต่พระเถระบางเหล่ากล่าวว่ากำหนดขันธ์เป็น

อารมณ์แห่งวิปัสสนา. บางเหล่าก็ว่ากำหนดอัธยาศัยบุคคล. บางเหล่าก็ว่ากำหนด

วิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินี. วินิจฉัยวาทะของพระเถระเหล่านั้นพึงทราบ

ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้ในอธิการว่าด้วยวุฏฐานคามินีวิปัสสนาคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

คำว่าอยํวุจฺจติภิกฺขเวสมฺมาสมาธิดูก่อนภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่า

สัมมาสมาธิความว่าธรรมนี้เบื้องต้นเป็นโลกิยะเบื้องหลังเรียกว่า

โลกุตตระสัมมาสมาธิ.

คำว่าอิติอชฺญตฺตํวาหรือภายในเป็นต้นความว่าพิจารณาเห็น

ธรรมในธรรมทั้งหลายเพราะกำหนดสัจจะของตนของคนอื่นหรือเพราะ

กำหนดสัจจะของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลอย่างนี้อยู่. ส่วนความ

เกิดและความเสื่อมในสัจจบรรพนี้พึงทราบโดยความเกิดและความหมดไปแห่ง

สัจจะตามเป็นจริง. คำอื่นนอกจากนี้มีนัยดังกล่าวมาแล้ว.

สติกำหนดสัจจะเป็นอริยสัจ

แต่ในสัจจบรรพนี้ต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบความอย่างนี้ว่า

สติกำหนดสัจจะเป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจเป็นต้นแล้วพึงทราบว่าเป็น

ทางปฏิบัตินำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดสัจจะเป็นอารมณ์. คำที่เหลือก็

เหมือนกันแล.

จบสัจจบรรพ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่366

สรุปความ

ด้วยลำดับคำมีประมาณเพียงเท่านี้กัมมัฏฐาน๒๑คืออานาปาน-

บรรพจตุอิริยาบถบรรพจตุสัมปชัญญบรรพทวัตดึงสาการจตุธาตุ-

ววัฏฐานะสีวถิกาเวทนานุปัสสนาจิตตานุปัสสนานีวรณปริคคหะ

ขันธปริคคหะอายตนปริคคหะโพชฌงคปริคคหะสัจจปริคคหะ.

บรรดากัมมัฏฐาน๒๑นั้นกัมมัฏฐาน๑๑คืออานาปานทวัตดึง-

สาการสีวถิกาเป็นอัปปนากัมมัฏฐาน. แต่พระมหาสิวเถระผู้รจนาคัมภีร์

ทีฆนิกายกล่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสีวถิกาโดยอาทีนวานุปัสสนา.

เพราะฉะนั้นตามมติของท่านอานาปานะและทวัตดึงสาการเท่านั้น

เป็นอัปปนากัมมัฏฐาน. ที่เหลือเป็นอุปจารกัมมัฏฐานถามว่าความตั้งมั่น

เกิดในกัมมัฏฐานนั้นทั้งหมดหรือไม่เกิดตอบว่าไม่ใช่ไม่เกิดความตั้งมั่นไม่เกิด

ในอิริยาบถสัมปชัญญะนีวรณ์และโพชฌงค์เกิดในกัมมัฏฐานที่เหลือ. ส่วน

พระมหาสิวเถระกล่าวว่าความตั้งมั่นย่อมเกิดในกัมมัฏฐานแม้เหล่านั้น

(ทั้งหมด) เพราะพระโยคาวจรนี้ย่อมกำหนดอย่างนี้ว่าอิริยาบถมีแก่เรา

หรือไม่หนอสัมปชัญญะมีแก่เราหรือไม่หนอนีวรณ์มีแก่เราหรือไม่

หนอโพชฌงค์มีแก่เราหรือไม่หนอดังนี้เพราะฉะนั้นความตั้งมั่นย่อม

เกิดในกัมมัฏฐานทั้งหมด.

อานิสงส์

คำว่าโยหิโกจิภิกฺขเวความว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใด

ผู้หนึ่งไม่ว่าภิกษุหรือภิกษุณีอุบาสกหรืออุบาสิกา. คำว่าเอวํภาเวยฺย

ความว่าพึงเจริญตามลำดับภาวนาที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น. คำว่าปาฏิกงฺขํ

ความว่าพึงหวังได้พึงปรารถนาได้เป็นแน่แท้. คำว่าอญฺญาหมายถึง

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่มภาค- หน้าที่367

พระอรหัต. คำว่าสติวาอุปาทิเสเสความว่าเมื่ออุปาทิเสสวิบากขันธ์

ที่กิเลสมีตัณหาเป็นต้นเข้าไปยึดไว้เหลืออยู่ยังไม่สิ้นไป. คำว่าอนาคามิตา

แปลว่าความเป็นพระอนาคามี. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงความที่

คำสั่งสอนเป็นธรรมนำผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์โดยปีอย่างนี้แล้วเมื่อจะ

ทรงแสดงเวลา(ปฏิบัติ) ที่น้อยไปกว่านั้นอีกจึงตรัสว่าติฏฺฐนฺตุภิกฺขเว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายปีจงยกไว้ดังนี้เป็นต้น. ก็คำนั้นแม้ทั้งหมดตรัสโดย

เวไนยบุคคลปานกลาง. แต่ที่ตรัสว่าบุคคลรับคำสั่งสอนเวลาเช้าบรรลุคุณวิเศษเวลาเย็นรับคำสั่งสอนเวลาเย็นบรรลุคุณวิเศษเวลาเช้าดังนี้ทรงหมายถึงบุคคลผู้มีปัญญาเฉียบแหลม. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่าคำสั

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี