โครงการธรรมศึกษาวิจัย

มหาสติปัฏฐานสูตร

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

มหาสติปัฏฐานสูตร

กถาว่าด้วยอุทเทสวาร

[๒๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ในหมู่ชนชาวกุรุนิคม

ของหมู่ชนชาวกุรุชื่อกัมมาสทัมมะในกาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายดังนี้. ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นทูลรับพระพุทธพจน์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพระเจ้าข้าดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายทางนี้เป็นที่ไปอันเอกเพื่อความหมดจดวิเศษ

ของสัตว์ทั้งหลายเพื่อความก้าวล่วงซึ่งความโศกและความร่ำไรเพื่ออัสดงค์

ดับไปแห่งทุกข์และโทมนัสเพื่อบรรลุญายธรรมเพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง

ทางนี้คือสติปัฏฐาน (ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ) ๔อย่าง. สติปัฏฐาน๔อย่าง

เป็นไฉน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณาเห็นกายใน

กายเนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌา

และโทมนัส (ความยินดียินร้าย) ในโลกเสียให้พินาศเธอย่อมพิจารณาเห็น

เวทนาในเวทนาเนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสติ

นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียให้พินาศเธอย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิต

๑. พระศาสนโศภน (แจ่มจตฺตสลฺโล) วัดมกุฏกษัตริยารามแปล.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 210

เนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌา

และโทมนัสในโลกเสียให้พินาศเธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ

อยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌาและโทมนัส

ในโลกเสียให้พินาศ.จบกถาว่าด้วยอุทเทสวาร

กายานุปัสสนาอานาปานบรรพ

[๒๗๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย

เนืองๆอยู่อย่างไรเล่า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ไปแล้วสู่ป่าก็ดีไปแล้วสู่

โคนไม้ก็ดีไปแล้วสู่เรือนว่างเปล่าก็ดีนั่งคู้บัลลังก์ (ขัดสมาธิ) ตั้งกายให้ตรง

ดำรงสติเฉพาะหน้า. เธอย่อมหายใจเข้าย่อมมีสติหายใจออกเมื่อหายใจ

เข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาวหรือเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเรา

หายใจออกยาวเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้นหรือเมื่อหายใจ

ออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้นยอมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนด

รู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้าย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนด

รู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจออกย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกาย

สังขาร (คือลมอัสสาสะปัสสาสะ) หายใจเข้าย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับ

กายสังสารหายใจออก.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายแม้ฉันใดนายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่าง

กลึงผู้ฉลาดเมื่อชักเชือกกลึงยาวก็รู้ชัดว่าเราชักเชือกกลึงยาวหรือเมื่อชัก

เชือกกลึงสั้นก็รู้ชัดว่าเราชักเชือกกลึงสั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุก็ฉัน

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 211

นั้นนั่นแหละเมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาวหรือเมื่อหายใจ

ออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาวเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจ

เข้าสั้นหรือเมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้นย่อมสำเหนียกว่า

เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้าย่อมสำเหนียกว่า

เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจออกย่อมสำเหนียกว่า

เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้าย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร

หายใจออกดังนี้. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อม

พิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้ง

ภายในภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง

ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็น

ธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอ

ที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก

เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่

อย่างนี้.

จบข้อกำหนดว่าด้วยลมหายใจเข้าออก

อิริยาบถบรรพ

[๒๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเมื่อเดินอยู่ก็รู้ชัดว่าเราเดินหรือเมื่อยืนก็รู้ชัดว่าเรายืนหรือเมื่อนั่งก็รู้ชัดว่าเรานั่งหรือเมื่อนอนก็รู้ชัดว่าเรานอน. อนึ่งเมื่อเธอนั้นเป็นผู้ตั้งกายไว้แล้วอย่างใดๆก็ย่อมรู้ชัดอาการกายนั้นอย่างนั้นๆดังนี้. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อม

ไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่

อย่างนี้.

สัมปชัญญบรรพ

[๒๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุย่อมเป็นผู้ทำ

สัมปชัญญะ (ความเป็นผู้รู้พร้อม) ในการก้าวไปข้างหน้าและถอยกลับมาข้าง

หลังย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะในการแลไปข้างหน้าแลเหลียวไปข้างซ้าย

ข้างขวาย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะในการคู้อวัยวะเข้าเหยียดอวัยวะออก

ย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะในการทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวรย่อมเป็นผู้

ทำสัมปชัญญะในการกินดมเคี้ยวและลิ้มย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะ

ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะย่อมเป็นผู้ทำสัมปชัญญะในการเดินยืนนั่ง

หลับตื่นพูดและความเป็นผู้นิ่งอยู่ดังนี้

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภายนอก

บ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความคิดเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ

ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอตั้งมั่นอยู่

ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอเป็น

ผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

จบข้อกำหนดว่าด้วยสัมปชัญญะ

ปฏิกูลมนสิการบรรพ

[๒๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุย่อมพิจารณา

กายนี้นี่แลเบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไปเบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมามีหนังหุ้มอยู่

โดยรอบเต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆว่ามีอยู่ในกายนี้คือ

ผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกเยื่อในกระดูกม้ามหัวใจตับพังผืดไตปอดไส้ใหญ่ไส้น้อยอาหารใหม่อาหารเก่าน้ำดีน้ำเสลดน้ำเหลืองน้ำเลือดน้ำเหงื่อมันข้นน้ำตามันเหลวน้ำลายน้ำมูกไขข้อน้ำมูตร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายไถ้มีปาก๒ข้างเต็มด้วยธัญญชาติมีประการ

ต่างๆคือ.ข้าวสาลีข้าวเปลือกถั่วเขียวถั่วเหลืองงาข้าวสารบุรุษมีจักษุ

แก้ไถ้นั้นออกแล้วพึงเห็นได้ว่าเหล่านี้ข้าวสาลีเหล่านี้ข้าวเปลือกเหล่านี้

ถั่วเขียวเหล่านี้ถั่วเหลืองเหล่านี้งาเหล่านี้ข้าวสารฉันใดดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลายฉันนั้นนั่นแลภิกษุย่อมพิจารณากายนี้นี่แลเบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป

เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมามีหนังหุ้มอยู่โดยรอบเต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการ

ต่างๆว่ามีอยู่ในกายนี้คือ

ผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกเยื่อในกระดูกม้าม

หัวใจตับพังผืดไตปอดไส้ใหญ่ไส้น้อยอาหารใหม่อาหารเก่า

น้ำดีน้ำเสลดน้ำเหลืองน้ำเลือดน้ำเหงื่อมันข้นน้ำตามันเหลว

น้ำลายน้ำมูกไขข้อน้ำมูตรดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภาย

นอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ

ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า

กายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอเป็นผู้

อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่

อย่างนี้.จบข้อกำหนดว่าด้วยของปฏิกูล.

ธาตุมนสิการบรรพ

[๒๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุย่อมพิจารณา

กายอันตั้งอยู่ตามที่ตั้งอยู่ตามปกตินี้นี่แลโดยความเป็นธาตุว่ามีอยู่ในกายนี้

ธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายคนฆ่าโคหรือลูกมือคนฆ่าโคผู้ฉลาดฆ่าแม่โค

แล้วพึงแบ่งออกเป็นส่วนแล้วนั่งอยู่ที่หนทางใหญ่๔แพร่งแม้ฉันใด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุฉันนั้นนั่นแลย่อมพิจารณากายอันตั้งอยู่

ตามที่ตั้งอยู่ตามปกตินี้นี่แลโดยความเป็นธาตุว่ามีอยู่ในกายนี้ธาตุดิน

ธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมดังนี้. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายใน

บ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกาย

ในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิด

ขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือ

สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่

อาศัยระลึกเธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆ

ในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่

อย่างนี้.จบข้อกำหนดว่าด้วยธาตุ

นวสีวถิกาบรรพ

[๒๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะพึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าตายแล้ววันหนึ่งหรือตายแล้ว๒วันหรือตายแล้ว๓วันอันพองขึ้นสีเขียวน่าเกลียดเป็นสรีระมีน้ำเหลืองไหลน่าเกลียด. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภาย

นอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือ

ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า

กายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอเป็นผู้อัน

ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าอันฝูงกาจิกกินอยู่บ้างฝูงแร้ง

จิกกินอยู่บ้างฝูงนกตระกรุมจิกกินอยู่บ้างหมู่สุนัขกัดกินอยู่บ้างหมู่สุนัข

จิ้งจอกกัดกินอยู่บ้างหมู่สัตว์ตัวเล็กๆต่างๆกัดกินอยู่บ้างเธอก็น้อมเข้ามา

สู่กายนี้นี่แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้

ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้ง

ภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา

คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่

ว่ากายมีอยู่. แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอเป็นผู้

อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าเป็นร่างกระดูกยังมีเนื้อและ

เลือดอันเส้นเอ็นรัดรึงอยู่เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่า

ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้ง

ภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา

คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอตั้งมั่นอยู่

ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอย่อม

เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าเป็นร่างกระดูกเปื้อนด้วย

เลือดแต่ปราศจากเนื้อแล้วยังมีเส้นเอ็นรัดรึงอยู่เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่

แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วง

ความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภาย-

นอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นทั้งความเกิดขึ้น

ทั้งความเสื่อมไปในกายบ้างก็หรือสติของเธอที่คงมั่นอยู่ว่ากายมีอยู่แต่เพียง

สักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิ

ไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้

[๒๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าเป็นร่างกระดูกปราศจาก

เนื้อและเลือดแล้วยังมีเส้นเอ็นรัดรึงอยู่เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่าถึง

ร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วงความเป็นอย่าง

นี้ไปได้ดังนี้ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณา

เห็นกายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้ง

ภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็

หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่า

เป็นที่อาศัยระลึกเธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่

ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกับว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าคือเป็น (ท่อน) กระดูก

ปราศจากเส้นเอ็นเครื่องรัดรึงแล้วกระจายไปแล้วในทิศน้อยและทิศใหญ่คือ

กระดูกมือ (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกเท้า (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกแข้ง (ไป

อยู่) ทางอื่นกระดูกขา (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกสะเอว (ไปอยู่ ) ทางอื่น

กระดูกหลัง (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกสันหลัง (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกซี่โครง

(ไปอยู่)ทางอื่นกระดูกหน้าอก (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกไหล่ (ไปอยู่) ทางอื่น

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 219

กระดูกแขน (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกคอ (ไปอยู่) ทางอื่นกระดูกคาง (ไปอยู่)

ทางอื่นกระดูกฟัน (ไปอยู่) ทางอื่นกระโหลกศีรษะ (ไปอยู่) ทางอื่น. เธอ

ก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็น

อย่างนี้ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภายนอก

บ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือทั้ง

ความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือว่าสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า

กายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอย่อม

เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าคือเป็น (ท่อน) กระดูกมี

สีขาวเปรียบด้วยสีสังข์เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็

มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้ง

ภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา

คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่

ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก. เธอย่อม

เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าคือเป็น (ท่อน) กระดูกเป็น

กองเรี่ยรายแล้วมีในภายนอก (เกิน) ปีหนึ่งไปแล้วเธอก็น้อมเข้ามาสู่กาย

นี้นี่แลว่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วง

ความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอก

บ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็น

ธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือทั้ง

ความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง. ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากาย

มีอยู่. แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึกเธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย

อยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

[๒๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีกภิกษุเหมือนกะว่าจะ

พึงเห็นสรีระ (ซากศพ) ที่เขาทิ้งไว้แล้วในป่าช้าคือเป็น (ท่อน) กระดูก

ผุละเอียดแล้ว. เธอก็น้อมเข้ามาสู่กายนี้นี่เล่าถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้

เป็นธรรมดาคงเป็นอย่างนี้ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้ดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณาเห็น

กายในกายเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้ง

ภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในกายบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในกายบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา

คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง. ก็หรือว่าสติของเธอที่ตั้งมั่น

อยู่ว่ากายมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก. เธอย่อม

เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลกด้วย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆอยู่อย่างนี้.

จบข้อกำหนดด้วยป่าช้าข้อจบกายานุปัสสนา