เรื่องทุกข์ของพระติสสเถระ

เล่ากันว่าในกรุงสาวัตถีบุตรของกุฏุมภีชื่อติสสะทรัพย์๔๐โกฏิ

ออกบวชโดดเดี่ยวอยู่ในป่าที่ไม่มีบ้าน. ภริยาของน้องชายท่านส่งโจร๕๐๐ให้

ไปฆ่าท่านเสีย. พวกโจรไปล้อมท่านไว้. ท่านจึงถามว่าท่านอุบาสกมาทำไมกัน

พวกโจรตอบว่ามาฆ่าท่านนะซิ. ท่านจึงพูดขอร้องว่าท่านอุบายสกทั้งหลาย

โปรดรับประกันอาตมาให้ชีวิตอาตมาสักคืนหนึ่งเถิด. พวกโจรกล่าวว่าสมณะ

ใครจักประกันท่านในฐานะอย่างนี้ได้. พระเถระก็จับหินก้อนใหญ่ทุบกระดูกขา

ทั้งสองข้างแล้วกล่าวว่าประกันพอไหม. เหล่าโจรพวกนั้นก็ยังไม่หลบไป

กลับก่อไฟนอนเสียที่ใกล้จงกรมพระเถระข่มเวทนาพิจารณาศีลอาศัยศีล

ที่บริสุทธิ์ก็เกิดปีติและปราโมช. ลำดับต่อจากนั้นก็เจริญวิปัสสนาทำสมณ

ธรรมตลอดคืนในยามทั้งสามพออรุณขึ้นก็บรรลุพระอรหัตจึงเปล่งอุทานว่า

อุโภปาทานิภินฺทิตฺวาสญฺญมิสฺสามิโวอหํ

อฏฺฏิยามิหรายามิสราคมรเณอหํ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 268

เอวาหํจินฺตยิตฺวานยถาภูตํวิปสฺสิสํ

สมฺปตฺเตอรุณุคฺคมฺหิอรหตฺตํอปาปุณึ

เราทุบเท้าสองข้างป้องกันท่าน

ทั้งหลายเราเอือมระอาในความตายทั้งที่

ยังมีราคะเราคิดอย่างนี้แล้วก็เห็นแจ้ง

ตามเป็นจริงพอรุ่งอรุณมาถึงเราก็บรรลุ

พระอรหัตดังนี้.

เรื่องทุกข์ของภิกษุ๓๐รูป

ภิกษุ๓๐รูปอีกกลุ่มหนึ่งเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระผู้มี

พระภาคเจ้าแล้วจำพรรษาในวัดป่าทำกติกากันว่าผู้มีอายุเราควรทำสมณ-

ธรรมตลอดคืนในยามทั้งสามเราไม่ควรมายังสำนักของกันและกันแล้วต่าง

คนต่างอยู่. เมื่อภิกษุเหล่านั้นทำสมณธรรมตอนใกล้รุ่งก็โงกหลับเสือตัวหนึ่ง

ก็มาจับภิกษุไปกินทีละรูปๆ. ภิกษุไรๆก็มิได้เปล่งแม้วาจาว่าเสือคาบผมแล้ว.

ภิกษุถูกเสือกินไป๑๕รูปด้วยอาการอย่างนี้ถึงวันอุโบสถภิกษุที่เหลือ

ก็ถามว่าท่านอยู่ที่ไหนและรู้เรื่องแล้วก็กล่าวว่าถูกเสือคาบควรบอกว่าบัดนี้

เราถูกเสือคาบไปๆแล้วก็อยู่กันต่อไป. ต่อมาเสือก็จับภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งโดย

นัยก่อน. ภิกษุหนุ่มก็ร้องว่าเสือขอรับ. ภิกษุทั้งหลายก็ถือไม้เท้าและคบ

เพลิงติดตามหมายว่าจะให้มันปล่อยเสือก็ขึ้นไปยังเขาขาดทางที่ภิกษุทั้งหลาย

ไปไม่ได้เริ่มกินภิกษุนั้นตั้งแต่นิ้วเท้า. ภิกษุทั้งหลายนอกนั้นก็ได้แต่กล่าวว่า

สัปบุรุษบัดนี้กิจที่พวกเราจะต้องทำไม่มีขึ้นชื่อว่าความวิเศษของภิกษุทั้งหลาย

ย่อมปรากฏในฐานะเช่นนี้. ภิกษุหนุ่มนั้นนอนอยู่ในปากเสือข่มเวทนา

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 269

เจ็บปวดแล้วเจริญวิปัสสนาตอนเสือกินถึงข้อเท้าเป็นพระโสดาบันตอนกิน

ไปถึงหัวเข่าเป็นพระสกทาคามีตอนเสือกินไปถึงท้องเป็นพระอนาคามี

ตอนเสือกินไปยังไม่ถึงหัวใจก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาจึงเปล่ง

อุทานดังนี้ว่า

สีลวาวตฺตสมฺปนฺโนปญฺญวาสุสมาหิโต

มุหุตฺตํปมาทมนฺวายพฺยคฺเฆโนรุทฺธมานโส

ปญฺชรสฺมึโสคเหตฺวาสิลายอุปรีกโต

กามํขาทตุมํพฺยคฺโฆอฏฺฐิยานฺหารุสฺส

กิเลเสเขปยิสฺสามิผุสิสฺสามิวิมุตฺติยํ

เรามีศีลถึงพร้อมด้วยวัตรมีปัญญา

มีใจมั่นคงดีแล้วอาศัยความประมาทครู่

หนึ่งทั้งที่มีใจไม่คิดร้ายในเสือมันก็จับ

ไว้ในกรงเล็บพาไปไว้บนก้อนหินเสือ

จงกินเราถึงกระดูกและเอ็นก็ตามทีเราจัก

ทำกิเลสให้สิ้นไปจักสัมผัสวิมุตติดังนี้.

เรื่องทุกข์ของพระปีติมัลลเถระ

ภิกษุอีกรูปหนึ่งชื่อปีติมัลลเถระครั้งเป็นคฤหัสถ์ท่านถือธงมา

เกาะลังกาถึง๓รัชกาลเข้าเฝ้าพระราชาแล้วได้รับพระราชานุเคราะห์

วันหนึ่งเดินทางไปประตูศาลาที่มีที่นั่งปูด้วยเสื่อลำแพนได้พึงนตุมหากวรรค

(ในสังยุตตนิกายขันธวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายรูปไม่ใช่ของท่าน

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 270

ท่านจงละรูปนั้นเสียรูปนั้นท่านละได้แล้วจักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อ

ความสุขตลอดกาลนานดั่งนี้แล้วก็คิดว่ามิใช่รูปเท่านั้นเวทนาก็ไม่ใช่ของ

ตน. เขาทำพระบาลีนั้นให้เป็นหัวข้อแล้วออกไปยังมหาวิหารขอบวช

บรรพชาอุปสมบทแล้วกระทำมาติกาให้ทั้งสองคล่องแคล่วพาภิกษุ๓๐รูป

ไปยังลานณตำบลควปรปาลีกระทำสมณธรรม. เมื่อเท้าเดินไม่ไหวก็คุก

เข่าเดินจงกรม. ในคืนนั้นพรานเนื้อผู้หนึ่งสำคัญว่าเนื้อก็พุ่งหอกออกไป

หอกก็แล่นถูกท่านถึงทะลุท่านก็ให้เขาชักหอกออกเอาเกลียวหญ้าอุดปากแผล

ให้เขาจับตัวนั่งบนหลังแผ่นหินให้เขาเปิดโอกาสเจริญวิปัสสนาก็บรรลุ

พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาพยากรณ์แก่ภิกษุทั้งหลายที่พากันมาโดยให้

เสียงไอจามเปล่งอุทานดังนี้ว่า

ภาสิตํพุทฺธเสฏฺฐสฺสสพฺพโลกคฺควาทิโน

ตุมฺหากมิทํรูปํตํชเหยฺยาถภิกฺขโว

อนิจฺจาวตสงฺขาราอุปฺปาทวยธมฺมิโน

อุปฺปชฺชิตฺวานิรุชฺฌนฺติเตสํวูปสโมสุโข

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดที่สรร-

เสริญกันว่าเลิศทุกแหล่งล้าทรงภาษิตไว้

ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายรูปนี้มิใช่ของท่าน

ท่านทั้งหลายพึงละรูปนั้นเสีย

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอมีเกิด

และเสื่อมไปเป็นธรรมดาเกิดแล้วก็ดับ

ความสงบระงับแห่งสังขารเหล่านั้นเป็น

สุขดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 271

มรรคนี้ย่อมเป็นไปเพื่อดับทุกข์เหมือนอย่างทุกข์ของพระติสสเถระ

เป็นต้นเพียงเท่านี้ก่อน.

เรื่องโทมนัสของท้าวสักกะ

ก็ท้าวสักกะจอมเทพทรงเห็นบุพนิมิต๕ประการของพระองค์

ถูกมรณภัยคุกคามเกิดโทมนัสเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถามปัญหา.

ท้าวเธอก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตตผลพร้อมด้วยเทวดาแปดหมื่นองค์ด้วยอำนาจการ

วิสัชนาอุเบกขาปัญหา. เรื่องการอุบัติของท้าวเธอจึงกลับเป็นปกติอีก.

เรื่องโทมนัสของสุพรหมเทพบุตร

แม้สุพรหมเทพบุตรอันนางเทพอัปสรพันหนึ่งห้อมล้อมก็เสวย

สวรรคสมบัติ. ในจำพวกนางเทพอัปสรพันหนึ่งนั้นนางเทพอัปสรห้าร้อย

มัวเก็บดอกไม้จากต้นก็จุติไปเกิดในนรกสุพรหมเทพบุตรรำพึงว่าทำไมเทพ

อัปสรเหล่านี้จึงชักช้าอยู่ก็รู้ว่าพวกนางไปเกิดในนรกจึงหันมาพิจารณาดู

ตัวเองว่าอายุเท่าไรแล้วหนอก็รู้ว่าตนจะสิ้นอายุจะไปเกิดในนรกนั้นด้วย

ก็หวาดกลัวเกิดโทมนัสอย่างยิ่งเห็นว่าพระบรมศาสดาเท่านั้นจะยังความ

โทมนัสของเรานี้ให้พินาศไปไม่มีผู้อื่นแล้วก็พานางเทพอัปสรห้าร้อยที่เหลือ

เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถามปัญหาว่า

นิจฺจุตฺรสฺตมิทํจิตฺตํนิจฺจุพฺพิคฺคมิทํมโน

อนุปฺปนฺเนสุกิจฺเจสุอโถอุปฺปตฺติเตสุ

สเจอตฺถิอนุตฺรสฺตํตํเมอกฺขาหิปุจฺฉิโต

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 272

จิตนี้สะดุ้งอยู่เป็นนิตย์จิตใจนี้หวาด

อยู่เป็นนิตย์ทั้งในกิจที่ยังไม่เกิดทั้งในกิจ

ที่เกิดแล้วถ้าหากว่าความไม่หวาดสะดุ้ง

มีอยู่ขอพระองค์ที่ถูกทูลถามแล้วโปรด

บอกความไม่หวาดสะดุ้งนั้นแก่ข้าพระ-

องค์ด้วยเถิด. ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาค-

เจ้าจึงได้ตรัสบอกสุพรหมเทพบุตร

(ในสังยุตตนิกายสคาถวรรค) ว่า

นาญฺญตฺรโพชฺฌาตปสานาญฺญตฺรอินฺทฺริยสํวรา

นาญฺญตฺรสพฺพปฏินิสฺสคฺคาโสตฺถึปสฺสามิปาณินํ

นอกจากปัญญาเครื่องรู้ตปะเครื่อง

เผาความชั่วนอกจากความสำรวมอินทรีย์

นอกจากความสละคืนทุกสิ่งทุกอย่างเราก็

มองไม่เห็นความสวัสดีของสัตว์ทั้งหลาย  ดังนี้.

ในที่สุดเทศนาสุพรหมเทพบุตรก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมด้วย

นางเทพอัปสรห้าร้อยทำสมบัตินั้นให้ถาวรแล้วกลับไปยังเทวโลก.

มรรคนี้อันบุคคลเจริญแล้วบัณฑิตพึงทราบว่าย่อมเป็นไปเพื่อดับ

โทมนัสเหมือนอย่างโทมนัสของท้าวสักกะเป็นต้นดังกล่าวมานี้.

มรรคมีองค์๘ที่เป็นอริยะเรียกว่าญายธรรมในข้อที่ว่าญายสฺสอธิคมายเพื่อบรรลุญายธรรมท่านอธิบายว่าเพื่อบรรลุคือเพื่อถึงญายธรรมนั้น. จริงอยู่มรรคคือสติปัฏฐานที่เป็นโลกิยะเบื้องต้นนี้อันบุคคลเจริญแล้วย่อมเป็นไปเพื่อบรรลุมรรคที่เป็นโลกุตตร. เพราะเหตุนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเพื่อบรรลุญายธรรม.

ข้อว่าเพื่อให้แจ้งพระนิพพานท่านอธิบายว่าเพื่อทำให้แจ้ง

คือเพื่อประจักษ์ด้วยตนเองซึ่งอมตธรรมที่ได้ชื่อว่านิพพานเพราะเว้นจาก

ตัณหาเครื่องร้อยรัด. จริงอยู่มรรคนี้อันบุคคลเจริญแล้วย่อมยังการทำ

ให้แจ้งพระนิพพานให้สำเร็จไปตามลำดับ. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสว่าเพื่อทำให้แจ้งพระนิพพานดังนี้.

ในพระสูตรนั้นถึงเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลายแล้วข้อที่ว่าเพื่อก้าวล่วงโสกะและปริเทวะเป็นต้น

ก็เป็นอันสำเร็จใจความได้ก็จริงแต่ยกเวนผู้ฉลาดรู้ข้อยุติของคำสั่งสอนเสียแล้ว

ก็ไม่ปรากฏแก่คนอื่นๆได้แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าหาได้ทรงทำให้ชนผู้ฉลาด

รู้ข้อยุติของคำสั่งสอนเสียก่อนแล้วทรงแสดงธรรมในภายหลังไม่หากแต่ทรง

ยังชนทั้งหลายให้รู้อรรถะนั้นๆด้วยสูตรนั้นๆเลยทีเดียวเพราะฉะนั้นในที่นี้

เอกายนมรรคจะยังอรรถใดๆให้สำเร็จได้ก็ทรงแสดงอรรถนั้นๆให้ปรากฏ

จึงตรัสข้อว่าเพื่อก้าวล่วงโสกะและปริเทวะเป็นต้น. หรืออีกนัยหนึ่ง

ความหมดจดของสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปได้ด้วยเอกายนมรรคความหมดจด

นั้น. ย่อมมีได้ด้วยความก้าวล่วงโสกะและปริเทวะความก้าวล่วงโสกะและ

ปริเทวะย่อมมีได้ด้วยความดับทุกข์และโทมนัสความดับทุกข์และโทมนัส

ย่อมมีได้ด้วยการบรรลุญายธรรมการบรรลุญายธรรมย่อมมีได้ด้วยการทำ

ให้แจ้งพระนิพพานเพราะฉะนั้นเมื่อจะทรงแสดงลำดับการอันนี้จึงตรัสว่า

เพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย

แล้วตรัสข้อว่าเพื่อก้าวล่วงโสกะและปริเทวะเป็นต้นไป.

อีกนัยหนึ่งคำที่กล่าวมานี้เป็นการพรรณนาคุณของเอกายนมรรค. 0

เปรียบเหมือนอย่างว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคุณด้วยบททั้ง๘ด้วย

ฉฉักกเทศนา (ฉฉักกสูตรมัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์) ว่าดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลายเราจักแสดงแก่ท่านทั้งหลายถึงธรรมอันงามในเบื้องต้นงามใน

ท่ามกลางงามในเบื้องปลายจักประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์

สิ้นเชิงพร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะคือฉฉักกธรรม๖ดังนี้ฉันใด

และตรัสคุณด้วยบททั้ง๙ด้วยอริยวังสเทศนา (อังคุตตรนิกายจตุกกนิบาต)

ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายอริยวงศ์๔เหล่านี้รู้กันว่าเลิศมีมานานเป็นวงศ์

พระอริยะเป็นของเก่าในอดีตก็ไม่มีใครรังเกียจไม่เคยรังเกียจในปัจจุบัน

ก็ไม่รังเกียจกันในอนาคตก็จักไม่รังเกียจกันสมณพราหมณ์ผู้รู้ก็ไม่เกลียด

แล้วดังนี้ฉันใดพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสคุณของเอกายนมรรคแม้อันนี้

ด้วยบททั้ง๗มีว่าเพื่อหมดจดของสัตว์ทั้งหลายเป็นต้นก็ฉันนั้น. ถ้าจะถามว่า

เพราะเหตุใดก็ตอบได้ว่าเพื่อให้เกิดอุตสาหะแก่ภิกษุเหล่านั้น. จริงอยู่

ภิกษุเหล่านั้นฟังการตรัสคุณ(ของเอกายนมรรค) รู้ว่ามรรคนี้นำไปเสียซึ่ง

อุปัททวะ๔คือโสกะอันเป็นเครื่องเผาใจปริเทวะอันเป็นการพิไรรำพัน

ทุกขะอันเป็นความไม่สำราญทางกายโทมนัสอันเป็นความไม่สำราญทางใจ

นำมาซึ่งคุณวิเศษ๓คือวิสุทธิญายธรรมพระนิพพานดังนี้แล้วก็เกิด

อุตสาหะสำคัญเทศนานี้ว่าควรเล่าควรเรียนควรทรงจำควรบอกกล่าว

และจักสำคัญมรรคอันนี้ว่าควรเจริญ. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้

ตรัสคุณ (ของเอกายนมรรค) เพื่อให้เกิดอุตสาหะแก่ภิกษุเหล่านั้นเหมือน

พ่อค้าผ้ากัมพลเป็นต้นโฆษณาคุณภาพของผ้ากัมพลเป็นต้นฉะนั้น.

เหมือนอย่างว่าแม้ว่าพ่อค้าผ้ากัมพลอันมีค่านับแสนโฆษณาว่าโปรด

ซื้อผ้ากัมพลมนุษย์ทั้งหลายก็ยังไม่ทราบก่อนดอกว่าผมคนก็มีผ้ากัมพล

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 275

ทำด้วยขนสัตว์ก็มีเป็นต้นมันมีกลิ่นสาบสัมผัสหยาบแต่ก็เรียกว่าผ้ากัมพล

เหมือนกันต่อเมื่อใดพ่อค้านั้นโฆษณาว่าผ้ากัมพลสีแดงทำในแคว้นคันธาระ

ละเอียดสดใสสัมผัสละมุนเมื่อนั้นถ้ามีเงินพอก็จะซื้อเอามีไม่พอก็อยาก

จะชมฉันใดแม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายหนทางนี้

เป็นทางเดียวดังนี้ก็ยังไม่ปรากฏก่อนดอกว่าหนทางไหนด้วยว่าแม้หนทาง

ที่ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์มีประการต่างๆก็เรียกกันว่าหนทางเหมือนกันแต่

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลายดังนี้เป็นต้น

ภิกษุทั้งหลายก็ทราบว่าหนทางนี้นำมาซึ่งอุปัทวะ๔นำมาซึ่งคุณวิเศษ๓

แล้วก็เกิดอุตสาหะสำคัญเทศนานี้ว่าควรเล่าควรเรียนควรทรงจำ

ควรบอกกล่าวและจักสำคัญมรรคอันนี้ว่าควรเจริญเพราะฉะนั้นพระผู้มี

พระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสคุณ (ของเอกายนมรรค) จึงตรัสว่าเพื่อความหมดจด

ของสัตว์ทั้งหลายเป็นต้น.

อนึ่งข้ออุปมาว่าด้วยพ่อค้าผ้ากัมพลสีเหลืองอันมีค่าแสนนำมา

เปรียบฉันใดในข้อนี้ก็ควรนำข้ออุปมาว่าด้วยพ่อค้าทองชมพูนุทสีสุกแก้วมณี

กรองน้ำให้ใสแก้วมุกดาที่บริสุทธิ์ผ้าขนสัตว์และแก้วประพาฬเป็นต้น

เอามาเปรียบฉันนั้น.

คำว่ายทิทํเป็นศัพท์นิบาต. ศัพท์นิบาตนั้นมีความดังนี้ว่า

เหล่านี้ใด (เยอิเม). คำว่าจตฺตาโร(๔) เป็นศัพท์กำหนดจำนวนด้วย

จำนวนนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการกำหนดจำนวนสติปัฏฐานว่าไม่

ต่ำกว่านั้นไม่สูงกว่านั้นคำว่าสติปัฏฐานทั้งหลายได้แก่สติปัฏฐาน๓คือ

อารมณ์แห่งสติก็มีความที่พระบรมศาสดาทรงล่วงเลยความยินร้ายและยินดีใน

พระสาวกทั้งหลายผู้ปฏิบัติ๓อย่างก็มีตัวสติก็มี. อารมณ์แห่งสติเรียกว่า

สติปัฏฐานได้ในบาลีเป็นต้น (สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลายเราจักแสดงความเกิดและความดับไปแห่งสติปัฏฐาน๔ท่านทั้งหลาย

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 276

จงฟังฯลฯดูก่อนภิกษุทั้งหลายความเกิดแห่งกายเป็นอย่างไรความเกิดแห่ง

กายก็เพราะอาหารก่อให้เกิดดังนี้. อีกอย่างหนึ่งชื่อว่าสติปัฏฐานได้ในบาลี

(ขุททกนิกายปฏิสัมภิทามรรค) เป็นต้นว่ากายเป็นที่ปรากฏมิใช่สติสติ

เป็นที่ปรากฏด้วยเป็นตัวสติด้วย. คำนั้นมีความดังนี้. ชื่อว่าปัฏฐานเพราะ

อรรถวิเคราะห์ว่าเป็นที่ตั้งในที่นี้. ถามว่าอะไรตั้ง. ตอบว่าสติ. ที่ตั้งอยู่

แห่งสติชื่อว่าสติปัฏฐาน. อีกนัยหนึ่งความตั้งเป็นประธานเหตุนั้น

จึงชื่อว่าปัฏฐาน. ความตั้งแห่งสติชื่อว่าสติปัฏฐานเหมือนอย่าง

การยืนของช้างการยืนของม้าเป็นต้น. ความที่พระบรมศาสดาทรง

ล่วงเลยความยินร้ายและความยินดีในพระสาวกทั้งหลายผู้ปฏิบัติ๓อย่าง

เรียกว่าสติปัฏฐานได้ในบาลี (สฬายตนวิภังสูตรมัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์)

นี้ว่าสติปัฏฐาน๓พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระอริยะทรงเสพสติปัฏฐาน

ไรเล่าเมื่อทรงเสพสติปัฏฐานไรเล่าจึงเป็นพระศาสดาสมควรสอนพระสาวก

ดังนี้. คำนั้นมีความดังนี้ชื่อว่าปัฏฐานเพราะเป็นธรรมที่ควรตั้งไว้อธิบายว่า

ควรให้เป็นไป. ถามว่าเพราะเป็นธรรมที่ควรตั้งไว้ด้วยอะไร. ตอบว่าด้วยสติ.

การตั้งไว้ด้วยสติชื่อว่าสติปัฏฐานก็สติเท่านั้นเรียกว่าสติปัฏฐานได้ในบาลี

(สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) เป็นต้นว่าสติปัฏฐาน๔อันบุคคลเจริญแล้ว

ทำให้มากแล้วย่อมยังสัมโพชฌงค์๗ให้บริบูรณ์ดังนี้ . คำนั้นมีความดังนี้

ธรรมชาติใดตั้งอยู่ทั่วอธิบายว่าเข้าไปตั้งมั่นคือแล่นเป็นไปเหตุนั้น

ธรรมชาตินั้นชื่อว่าปัฏฐาน. สตินั้นเองชื่อว่าสติปัฏฐาน. อีกนัยหนึ่งที่ชื่อว่าสติ

เพราะอรรถว่าระลึกได้ที่ชื่อว่าปัฏฐานเพราะอรรถว่าเข้าไปตั้งไว้. เพราะ

ฉะนั้นสตินั้นด้วยปัฏฐานด้วยเพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสติปัฏฐาน. ในที่นี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาสติปัฏฐานอันนี้.

ถามว่าหากเป็นเช่นนั้นเหตุไรคำว่าสติปัฏฐานทั้งหลายจึงเป็นคำพหูพจน์.

ตอบว่าเพราะต้องมีสติมากเป็นความจริงสติเหล่านั้นมีมากเพราะต่างแห่งอารมณ์.

ถามว่าแต่เหตุไร

คำว่ามรรคจึงเป็นเอกวจนะ. อบว่าเพราะมีทางเดียวด้วยอรรถว่า

เป็นมรรค. เป็นความจริงสติเหล่านั้นแม้มี๔ก็นับว่าทางเดียวด้วย

อรรถว่าเป็นมรรค. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่าถามว่าในคำว่ามรรคที่ชื่อว่า

มรรคเพราะอรรถว่าอะไรตอบว่าเพราะอรรถว่าเป็นเครื่องไปสู่พระนิพพาน

ด้วยเพราะอรรถว่าผู้ต้องการพระนิพพานจะพึงค้นหาด้วย. สติทั้ง๔นั้น

ทำกิจให้สำเร็จในอารมณ์ทั้งหลายมีกายเป็นต้นจึงถึงพระนิพพานในภายหลัง

แต่ผู้ต้องการพระนิพพานทั้งหลายจำต้องดำเนินไปตั้งแต่ต้นมาเพราะฉะนั้น

สติทั้ง๔จึงเรียกว่าหนทางเดียว. เทศนาพร้อมด้วยอนุสนธิย่อมมีด้วย

การอนุสนธิคำว่าสติเหมือนดังในบาลีทั้งหลาย (สังยุตตนิกายมหาวารวรรค)

เป็นต้นว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงมรรคเป็นเครื่องกำจัดกองทัพมาร

เธอจงฟังมรรคนั้นเป็นเครื่องกำจัดกองทัพมารเป็นอย่างไรคือสัมโพชฌงค์๗

ดังนี้. คำว่ามรรคเป็นเครื่องกำจัดกองทัพมารและคำว่าสัมโพชฌงค์๗โดย

อรรถก็เป็นอันเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้นฉันใดคำว่าเอกายนมรรค

กับคำว่าสติปัฏฐาน๔โดยอรรถก็เป็นอันเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น

ก็ฉันนั้นเพราะฉะนั้นบัณฑิตพึงทราบว่าเป็นเอกวจนะก็เพราะเป็นทาง

เดียวด้วยอรรถว่าเป็นมรรคเป็นพหุวจนะก็เพราะมีสติมากโดยความ

ต่างแห่งอารมณ์.

ถามว่าก็เพราะเหตุไรพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสติปัฏฐานว่ามี๔

ไม่หย่อนไม่ยิ่ง. ตอบว่าก็เพราะจะทรงให้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เวไนยสัตว์.

แท้จริงในจำพวกเวไนยสัตว์ที่เป็นตัณหาจริตทิฏฐิจริตผู้เป็นสมถยานิก

(ผู้มีสมถะเป็นยาน) และวิปัสสนายานิก (ผู้มีวิปัสสนาเป็นยาน) ที่เป็นไปโดย

ส่วนทั้งสองคือปัญญาอ่อนและปัญญากล้ากายานุปัสสนาสติปัฏฐานมีอารมณ์

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 278

หยาบเป็นทางหมดจดสำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีตัณหาจริตมีปัญญาอ่อนเวทนา

นุปัสสนาสติปัฏฐานมีอารมณ์ละเอียดเป็นทางหมดจดสำหรับเวไนยสัตว์ผู้มี

ตัณหาจริตมีปัญญากล้าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานที่มีอารมณ์ไม่แยกออกมากนัก

เป็นทางหมดจดสำหรับเวไนยสัตว์ผู้มีทิฏฐิจริตมีปัญญาอ่อนธัมมานุปัสสนา

สติปัฏฐานที่มีอารมณ์แยกออกมากเป็นทางหมดจดสำหรับเวไนยสัตว์ผู้มี

ทิฏฐิจริตมีปัญญากล้าอนึ่งสติปัฏฐานข้อ๑ที่มีนิมิตอันจะพึงบรรลุได้โดย

ไม่ยากเป็นทางหมดจดสำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นสมถยานิกมีปัญญาอ่อนสติ

ปัฏฐานข้อที่๒เพราะไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์อย่างหยาบจึงเป็นทางหมดจด

สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นสมถยานิกมีปัญญากล้าสติปัฏฐานข้อที่๓มีอารมณ์

ที่แยกออก. ไม่มากนักเป็นทางหมดจดสำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นวิปัสสนายานิก

มีปัญญาอ่อนสติปัฏฐานข้อที่๔มีอารมณ์ที่แยกออกมากเป็นทางหมดจด

สำหรับเวไนยสัตว์ผู้เป็นวิปัสสนายานิกมีปัญญากล้าเพราะเหตุดังนั้นจึงกล่าวว่า

สติปัฏฐานมี๔เท่านั้นไม่หย่อนไม่ยิ่ง. อีกอย่างหนึ่งที่ตรัสว่าสติปัฏฐานมี๔

ก็เพื่อละเสียซึ่งวิปัลลาสความสำคัญผิดว่างามสุขเที่ยงและเป็นตัวตน. แท้จริง

กายเป็นอสุภะไม่งามแต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังสำคัญว่างามในกายนั้น. ด้วยทรง

แสดงความไม่งามในกายนั้นแก่สัตว์เหล่านั้นจึงตรัสสติปัฏฐานข้อที่๑เพื่อละ

วิปัลลาสนั้นเสีย. และในเวทนาเป็นต้นที่สัตว์ยึดถือว่าสุขเที่ยงเป็นตัวตน

เวทนาก็เป็นทุกข์จิตไม่เที่ยงธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา. แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยัง

สำคัญว่าสุขเที่ยงเป็นตัวตนในเวทนาจิตธรรมนั้นด้วยทรงแสดงความเป็น

ทุกข์เป็นต้นในเวทนาจิตธรรมนั้นแก่สัตว์เหล่านั้นจึงตรัสสติปัฏฐาน๓ที่เหลือ

เพื่อละวิปัลลาสเหล่านั้นเสียเพราะฉะนั้นบัณฑิตพึงทราบว่าที่ตรัสว่าสติ

ปัฏฐาน๔ไม่หย่อนไม่ยิ่งก็เพื่อละความสำคัญผิดว่างามสุขเที่ยงและตัวตน

เสียดังที่กล่าวมานี้. มิใช่เพื่อละวิปัลลาสอย่างเดียวเท่านั้นบัณฑิตพึงทราบว่า

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 279

ที่ตรัสสติปัฏฐาน๔ก็เพื่อละโอฆะโยคะอาสวะคัณฐะอุปาทานและ

อคติอย่างละ๔ด้วยเพื่อกำหนดรู้อาหาร๔อย่างด้วยพึงทราบในที่มาใน

ปกรณ์ (บาลี) เท่านี้ก่อน.

ส่วนในอรรถกถาท่านกล่าวว่าสติปัฏฐานมีอันเดียวเท่านั้นโดยเป็น

ความระลึกและโดยเป็นที่ประชุมลงเป็นอันเดียวกันมี๔ด้วยอำนาจอารมณ์.

เปรียบเหมือนพระนครมี๔ประตูคนที่มาแต่ทิศตะวันออกนำสิ่งของที่อยู่ทาง

ทิศตะวันออกมาเข้าพระนครทางประตูทิศตะวันออกคนที่มาแต่ทิศใต้ทิศ

ตะวันตกก็เหมือนกันคนที่มาแต่ทิศเหนือก็นำสิ่งของที่อยู่ทางทิศเหนือมาเข้า

พระนครทางประตูทิศเหนือฉันใดข้ออุปไมยนี้ก็ฉันนั้น. จริงอยู่นิพพาน

เปรียบเหมือนนครโลกุตตรมรรคมีองค์แปดเปรียบเหมือนประตูพระนครสติ

ปัฏฐานมีกายเป็นต้นเปรียบเหมือนทิศทั้งหลายมีทิศตะวันออกเป็นต้น. ก็คน

ที่มาแต่ทิศตะวันออกนำสิ่งของที่อยู่ทางทิศตะวันออกมาเข้าพระนครทางประตู

ทิศตะวันออกฉันใดผู้ปฏิบัติโดยมุขแห่งกายานุปัสสนาเจริญกายานุปัสสนา

๑๔วิธีย่อมหยั่งลงสู่พระนิพพานอันเดียวกันนั่นเองด้วยอริยมรรคที่เกิดจาก

อานุภาพแห่งการเจริญกายานุปัสสนาก็ฉันนั้น. คนที่มาแต่ทิศใต้นำสิ่งของที่อยู่

ทางทิศใต้ย่อมเข้ามาสู่พระนครทางประตูทิศใต้ฉันใดผู้ปฏิบัติโดยมุขแห่งเวทนา

นุปัสสนาเจริญเวทนานุปัสสนา๙วิธีย่อมหยั่งลงสู่พระนิพพานอันเดียวกันนั่นเอง

ด้วยอริยมรรคที่เกิดจากอานุภาพแห่งการเจริญเวทนานุปัสสนาก็ฉันนั้น. คนที่มา

แต่ทิศตะวันตกนำสิ่งของที่อยู่ทางทิศตะวันตกย่อมเข้ามาสู่พระนครทางประตู

ทิศตะวันตกฉันใดผู้ปฏิบัติโดยมุขแห่งจิตตานุปัสสนาเจริญจิตตานุปัสสนา

๑๖วิธีย่อมหยั่งลงสู่พระนิพพานอันเดียวกันนั้นเองด้วยอริยมรรคที่เกิดจาก

อานุภาพแห่งการเจริญจิตตานุปัสสนาฉันนั้น. คนที่มาแต่ทิศเหนือนำสิ่งของที่

อยู่ทางทิศเหนือย่อมเข้ามาสู่พระนครทางประตูทิศเหนือฉันใดผู้ปฏิบัติโดยมุข

แห่งธัมมานุปัสสนาเจริญธัมมานุปัสสนา๕วิธีย่อมหยั่งลงสู่พระนิพพาน

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 280

อันเดียวกันนั้นเองด้วยอริยมรรคที่เกิดจากอานุภาพแห่งการเจริญธัมมานุ-

ปัสสนาก็ฉันนั้น. บัณฑิตพึงทราบว่าที่ท่านกล่าวว่าสติปัฏฐานมีอันเดียวเท่านั้น

ก็ด้วยอำนาจความระลึกได้อย่างหนึ่งด้วยอานุภาพประชุมลงสู่ความเป็นอันเดียว

กันหนึ่งที่กล่าวว่ามี๔ก็โดยจัดตามอารมณ์ดังกล่าวมาฉะนี้.

คำว่ามีเป็นอย่างไรเป็นคำถามด้วยหมายจะตอบ (ถามเอง

ตอบเอง). คำว่าในธรรมวินัยนี้คือในพระศาสนานี้. คำว่าภิกฺขเว

นั้นเป็นคำเรียกบุคคลผู้รับธรรม. คำว่าภิกษุนั้นเป็นคำแสดงถึงบุคคล

ผู้ถึงพร้อมด้วยข้อปฏิบัติ. เทวดาและมนุษย์แม้เหล่าอื่นก็ดำเนินการ

ปฏิบัติให้พร้อมเหมือนกัน. แต่ที่ตรัสว่าภิกษุก็เพราะเป็นผู้ประเสริฐ

อย่างหนึ่งเพราะทรงแสดงภาวะของภิกษุด้วยการปฏิบัติอย่างหนึ่ง. เป็น

ความจริงในบุคคลทั้งหลายผู้รับคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าภิกษุ

เป็นผู้ประเสริฐเพราะเป็นประหนึ่งภาชนะรองรับคำสั่งสอนมีประการต่างๆ

เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่าภิกษุเพราะเป็นผู้ประเสริฐ. แต่เมื่อทรงถือเอาภิกษุ

แล้วคนทั้งหลายที่เหลือก็เป็นอันทรงถือเอาด้วยเหมือนอย่างในการเสด็จพระ-

ราชดำเนินเป็นต้นเหล่าราชบริพารนอกนั้นก็เป็นอันท่านรวมไว้ด้วยศัพท์

ว่าราช. ผู้ใดปฏิบัติข้อปฏิบัตินี้ผู้นั้นย่อมชื่อว่าภิกษุเพราะฉะนั้นพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าภิกษุก็เพราะจะทรงแสดงภาวะของภิกษุด้วยการปฏิบัติ.

เป็นความจริงผู้ปฏิบัติจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตามย่อมนับได้ว่าเป็น

ภิกษุทั้งนั้น. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ (ในธรรมบทขุททกนิกาย) ว่า

อลงฺกโตฺเจปิสมํจเรยฺย

สนฺโตทนฺโตนิยโตพฺรหฺมจารี

สพฺเพสุภูเตสุนิธายทณฺฑํ

โสพฺราหฺมโณโสสมโณภิกฺขุ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 281

หากว่าบุคคลมีธรรมประดับแล้วเป็น

ผู้สงบแล้วฝึกแล้วเป็นคนแน่เป็น

พรหมจารีเลิกอาชญากรรมในสัตว์ทั้งปวง

พึงประพฤติสม่ำเสมออยู่ไซร้ผู้นั้นก็ชื่อว่า

พราหมณ์ผู้นั้นก็ชื่อว่าสมณะผู้นั้นก็

ชื่อว่าภิกษุดังนี้.

คำว่าในกายคือในรูปกาย. จริงแล้วรูปกายในที่นั้นท่านประสงค์

เอาว่ากายเพราะอรรถว่าเป็นที่รวมแห่งอวัยวะน้อยใหญ่และธรรมทั้งหลายมี

ผมเป็นต้นเหมือนตัวของช้างตัวของรถเป็นต้น. ที่ชื่อว่ากายเพราะอรรถว่า

เป็นที่รวมฉันใดที่ชื่อว่ากายเพราะอรรถว่าเป็นแหล่งที่มาของสิ่งที่น่ารังเกียจ

ฉันนั้น. จริงแล้วกายนั้นเป็นแหล่งที่มาของสิ่งน่ารังเกียจคือน่าเกียจอย่างยิ่ง

แม้เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่ากาย. คำว่าเป็นแหล่งที่มาคือเป็นถิ่นเกิดใจความของคำ

ในคำว่าเป็นแหล่งที่มานั้นมีดังนี้ธรรมชาติทั้งหลายมาแต่กายนั้นเหตุนั้น

กายนั้นจึงชื่อว่าเป็นแหล่งที่มา. อะไรมา. สิ่งอันน่าเกลียดทั้งหลายมีผมเป็นต้น

ย่อมมา. ชื่อว่าอายะเพราะเป็นแหล่งมาแห่งสิ่งน่าเกลียดทั้งหลายด้วย

ประการฉะนี้. คำว่าพิจารณาเห็นกายหมายความว่ามีปกติพิจารณา

เห็นในกายหรือพิจารณาเห็นกาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้จะตรัสว่าในกาย

แล้วบัณฑิตพึงทราบว่าทรงกระทำศัพท์ว่ากายครั้งที่สองว่าพิจารณาเห็น

กายอีกครั้งหนึ่งเพื่อทรงแสดงการกำหนดและการแยกออกจากก้อนเป็นต้น

โดยไม่ปนกัน. ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในกายหรือพิจารณาเห็นจิตในกาย

หรือพิจารณาเห็นธรรมในกายหามิได้ที่แท้พิจารณาเห็นกายในกายต่างหาก

เพราะฉะนั้นจึงเป็นอันทรงแสดงการกำหนดไม่ปนกันด้วยทรงแสดงอาการ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 282

คือพิจารณาเห็นกายในวัตถุที่นับว่ากาย. มิใช่พิจารณาเห็นธรรมอย่างหนึ่งที่

พ้นจากอวัยวะน้อยใหญ่ในกายทั้งมิใช่พิจารณาเห็นเป็นหญิงหรือเป็นชายที่พ้น

จากผมขนเป็นต้น. จริงอยู่ในข้อนั้นกายแม้อันใดที่นับว่าเป็นที่รวมของ

ภูตรูปและอุปาทายรูปมีผมขนเป็นต้นมิใช่พิจารณาเห็นธรรมอย่างหนึ่งที่

พ้นจากภูตรูปและอุปาทายรูปที่แท้พิจารณาเห็นกายเป็นที่รวมอวัยวะน้อยใหญ่

ในกายแม้อันนั้นเหมือนพิจารณาเห็นส่วนประกอบของรถฉะนั้นพิจารณา

เห็นกายเป็นที่รวมของผมขนเป็นต้นเหมือนพิจารณาเห็นส่วนน้อยใหญ่

ของพระนครพิจารณาเห็นกายเป็นที่รวมของภูตรูปและอุปาทายรูปเหมือน

แยกใบและก้านของต้นกล้วยและเหมือนแบกำมือที่ว่างเปล่าฉะนั้นเพราะ

ฉะนั้นจึงเป็นอันทรงแสดงการแยกออกจากก้อนด้วยทรงแสดงวัตถุที่นับ

ได้ว่ากายโดยเป็นที่รวมโดยประการต่างๆนั่นแล้ว. ความจริงกายหรือ

ชายหญิงหรือธรรมไรๆอื่นที่พ้นจากกายอันเป็นที่รวมดังกล่าวแล้วหาปรากฏ

ในกายนั้นไม่แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยึดมันผิดๆโดยประการนั้นๆในกายที่สักว่า

เป็นที่รวมแห่งธรรมดังกล่าวแล้วอยู่นั่นเอง. เพราะฉะนั้นพระโบราณาจารย์

ทั้งหลายจึงกล่าวว่า

ยํปสฺสติตํทิฏฺฐํยํทิฏฺฐํ