ปรารภความเพียรย่อมประคองตั้งจิตไว้เพื่อจะละอกุศลธรรมอันเป็นบาป

ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมยังความพอใจให้บังเกิดย่อมพยายามย่อมปรารภความ

เพียรย่อมประคองตั้งจิตไว้เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น

ย่อมยังความพอใจให้บังเกิดย่อมพยายามย่อมปรารภความเพียรย่อมประคอง

ตั้งจิตไว้เพื่อความตั้งอยู่ไม่ใช่สาบศูนย์เจริญยิ่งไพบูลย์มีขึ้นเต็มเปี่ยม

แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมยังความพอใจให้เกิดขึ้นย่อมพยายามย่อม

ปรารภความเพียรย่อมประคองตั้งจิตไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่า

สัมมาวายามะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสัมมาสติ (ความระลึกชอบ) เป็นอย่างไร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกาย

เนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌา

และโทมนัส (ความยินดีและความยินร้าย) ในโลกเสียให้พินาศย่อมเป็น

ผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมี

สัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียให้พินาศย่อมเป็นผู้พิจารณา

เห็นจิตในจิตเนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสติ

นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียให้พินาศย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมใน

ธรรมเนืองๆอยู่มีความเพียรให้กิเลสเร่าร้อนมีสัมปชัญญะมีสตินำอภิชฌา

และโทมนัสในโลกเสียให้พินาศดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าสัมมาสติ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสัมมาสมาธิ (ความตั้งจิตมั่นชอบ) เป็นอย่างไร.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกามารมณ์สงัดแล้ว

จากธรรมที่เป็นอกุศลเข้าถึงปฐมฌาน (ความเพ่งที่๑) ประกอบด้วยวิตก

และวิจารมีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกเพราะความที่วิตกและวิจาร (ทั้ง๒)

ระงับลงเข้าถึงทุติฌาน (ความเพ่งที่๒) เป็นเครื่องผ่องใสใจณภายใน

ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้นไม่มีวิตกไม่มีวิจารมีแต่ปีติและสุขที่

เกิดจากสมาธิอนึ่งเพราะความที่ปีติปราศไปย่อมเป็นผู้เพิกเฉยอยู่

และมีสติสัมปชัญญะและเสวยความสุขด้วยกายอาศัยคุณคืออุเบกขาสติ

สัมปชัญญะและเสวยสุขอันใดเล่าเป็นเหตุพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมกล่าว

สรรเสริญผู้นั้นว่าเป็นผู้อุเบกขามีสติอยู่เป็นสุขเข้าถึงตติยฌาน(ความเพ่ง

ที่๓) เพราะละสุขเสียได้เพราะละทุกข์เสียได้เพราะความที่โสมนัสและ

โทมนัส (ทั้ง๒) ในกาลก่อนอัสดงดับไปเข้าถึงจตุตถฌาน (ความเพ่งที่๔)

ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขมีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาดูก่อน

ภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่าสัมมาสมาธิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันนี้กล่าวว่า

อริยสัจคือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาดังนี้.

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเป็นภายในบ้างย่อมพิจารณา

เห็นธรรมในธรรมเป็นภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายใน

ทั้งภายนอกบ้างย่อมพิจารณาเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้างย่อม

พิจารณาเห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปในธรรมบ้างย่อมพิจารณาเห็น

ธรรมดาคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในธรรมบ้าง. ก็หรือสติของ

เธอที่ตั้งอยู่ว่าธรรมมีอยู่แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก.

เธอย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ด้วยย่อมไม่ยึดถืออะไรๆในโลก

ด้วย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออริยสัจ

๔อย่างนี้แล.

อานิสงส์การเจริญสติปัฏฐาน.

[๓๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน๔นี้

ว่าอย่างนั้นตลอด๗ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยังเหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๗ปียกไว้ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพึงเจริญสติ

ปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๖ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผลอันใดอันหนึ่ง

คือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยังเหลืออยู่ก็เป็นพระ-

อนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๖เปียกไว้ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งพึง

เจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๕ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผล

อันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๕ปียกไว้ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๔ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผล

อันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๔ปียกไว้ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งพึง

เจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๓ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผล

อันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๓ปียกไว้ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๒ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยังเหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๒ปียกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๑ปีผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยังเหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายปีหนึ่งยกไว้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๗เดือนผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๗เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๖เดือนผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๖เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๕เดือนผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๕เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๔เดือนผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 256

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๔เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๓เดือนผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๓เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๒เดือนผู้นั้นพึงหวังผลใน๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๒เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๑เดือนผู้นั้นพึงหวังผลใน๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย๑เดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอดกึ่งเดือนผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒

ผลอันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายกึ่งเดือนยกไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง๔นี้อย่างนั้นตลอด๗วันผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง๒ผล

อันใดอันหนึ่งคือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้๑หรือเมื่ออุปาทิยัง

เหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายทางนี้เป็นที่ไปอันเอกเพื่อความหมดจดวิเศษ

ของสัตว์ทั้งหลายเพื่อก้าวล่วงเสียซึ่งความโสกและความร่ำไรเพื่ออัสดงดับไป

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 257

แห่งทุกข์และโทมนัสเพื่อบรรลุญายธรรมเพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง

ทางนี้คือสติปัฏฐาน๔อย่างด้วยประการฉะนี้.

คำอันใดที่กล่าวแล้วอย่างนี้คำอันนั้นเราอาศัยเอกายนมรรค

(คือสติปัฏฐาน๔) นี้กล่าวแล้วด้วยประการฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้จบแล้วภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดี

เพลิดเพลินนักซึ่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยประการฉะนี้แล.

อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร

มหาสติปัฏฐานสูตรมีคำเริ่มต้นว่าข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้. ใน

มหาสติปัฏฐานสูตรนั้นมีพรรณนาตามลำดับบทดังต่อไปนี้.

มูลกำเนิดมหาสติปัฏฐานสูตร

เพราะเหตุไรพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระสูตรนี้ว่าดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลายหนทางนี้เป็นทางเดียวก็เพราะชนชาวแคว้นกุรุสามารถรับเทศนาที่

ลึกซึ้งได้.เล่ากันว่าชาวแคว้นกุรุไม่ว่าเป็นภิกษุภิกษุณีและอุบาสกอุบาสิกา

มีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์อยู่เป็นนิจด้วยเสพปัจจัยคือฤดูเป็นที่สบายเพราะ

แคว้นนั้นสมบูรณ์ด้วยสัปปายะมีอุตุสัปปายะเป็นต้น. ชาวกุรุนั้นมีกำลัง

ปัญญาอันร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์อุดหนุนแล้วจึงสามารถรับเทศนาที่ลึก

ซึ้งนี้ได้. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงเห็นความเป็นผู้สามารถรับ

เทศนาที่ลึกซึ้งอันนี้จึงทรงยกกัมมัฏฐาน๒๑ฐานะใส่ลงในพระอรหัตตรัส

มหาสติปัฏฐานสูตรที่มีอรรถอันลึกซึ้งนี้แก่ชาวกุรุเหล่านั้น. เปรียบเสมือน

บุรุษได้ผอบทองแล้วพึงบรรจงใส่ดอกไม้นานาชนิดลงในผอบทองนั้นหรือว่า

บุรุษได้หีบทองแล้วพึงใส่รตนะ๗ลงฉันใดแม้พระผู้มีพระภาคเจ้าฉันนั้น

ทรงได้บริษัทชาวกุรุแล้วจึงทรงวางเทศนาที่ลึกซึ้ง. ด้วยเหตุนั้นแลในข้อนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงพระสูตรอื่นๆอีกมีอรรถอันลึกซึ้งในคัมภีร์

ทีฆนิกายนี้ก็คือมหานิทานสูตรในคัมภีร์มัชฌิมนิกายก็คือสติปัฏฐานสูตร

สาโรปมสูตรรุกโขปมสูตรรัฏฐปาลสูตรมาคัณฑิยสูตรอาเนญชสัปปายสูตร.

อนึ่งบริษัท๔ในแคว้นกุรุนั้นต่างประกอบเนืองๆในการเจริญสติ

ปัฏฐานอยู่โดยปกติโดยที่สุดคนรับใช้และคนงานทั้งหลายก็พูดกันแต่เรื่อง

ที่เกี่ยวด้วยสติปัฏฐานกันทั้งนั้นแม้แต่ในที่ท่าน้ำที่กรอด้ายเป็นต้นก็ไม่มี

การพูดกันถึงเรื่องที่ไร้ประโยชน์เลย. ถ้าสตรีบางท่านถูกถามว่าคุณแม่จ๊ะคุณ

แม่ใสใจสติปัฎฐานข้อไหนนางจะไม่ตอบว่าอะไรชาวกุรุจะติเตียนเขาว่าน่า

ตำหนิชีวิตของเจ้าจริงๆเจ้าถึงเป็นอยู่ก็เหมือนตายแล้วต่อนั้นก็จะสอนเขาว่า

อย่าทำอย่างนี้อีกต่อไปนะแล้วให้เขาเรียนสติปัฏฐานข้อใดข้อหนึ่ง. แต่สตรี

ผู้ใดพูดว่าดิฉันใส่ใจสติปัฏฐานข้อโน้นเจ้าค่ะชาวกุรุก็จะกล่าวรับรองว่าสาธุ

สาธุแก่นางสรรเสริญด้วยถ้อยคำต่างๆเป็นต้นว่าชีวิตของเจ้าเป็นชีวิตดีสม

กับที่เจ้าเกิดมาเป็นมนุษย์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติมาเพื่อประโยชน์แก่เจ้า

แท้ๆ. ในข้อนี้มิใช่ชาวกุรุที่เกิดมาเป็นมนุษย์ประกอบด้วยการใส่ใจสติปัฏฐาน

แต่พวกเดียวเท่านั้นแม้แต่สัตว์ดิรัจฉานที่อาศัยชาวกุรุอยู่ก็ใส่ใจเจริญสติ

ปัฏฐานด้วยเหมือนกัน. ในข้อนั้นมีเรื่องสาธกดังต่อไปนี้.

เรื่องลูกนกแขกเต้า

เขาเล่าว่านักฟ้อนรำผู้หนึ่งจับลูกนกแขกเต้าได้ตัวหนึ่งฝึกสอน

มันพูดภาษาคน ( ตัวเองเที่ยวไปแสดงการฟ้อนรำในที่อื่นๆ). นักฟ้อนรำผู้นั้น

อาศัยสำนักของนางภิกษุณีอยู่เวลาไปในที่อื่นๆลืมลูกนกแขกเต้าเสียสนิท

แล้วไป. เหล่าสามเณรีก็จับมันมาเลี้ยงตั้งชื่อมันว่าพุทธรักขิต. วันหนึ่งพระมหา

เถรี. เห็นมันจับอยู่ตรงหน้าจึงเรียกมันว่าพุทธรักขิต. ลูกนกแขกเต้าจึงขาน

ถามว่าอะไรจ๊ะแม่เจ้า. พระมหาเถรีจึงถามว่าการใส่ใจภาวนาอะไรๆของเจ้า

มีบ้างไหม. มันตอบว่าไม่มีจ๊ะแม่เจ้า. พระมหาเถรีจึงสอนว่าขึ้นชื่อว่าผู้อยู่ใน

สำนักของพวกนักบวชจะปล่อยตัวอยู่ไม่สมควรควรปรารถนาการใส่ใจบาง

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 260

อย่างแต่เจ้าไม่ต้องสำเหนียกอย่างอื่นดอกจงท่องว่าอัฏฐิอัฏฐิก็พอ. ลูกนก

แขกเต้านั้นก็อยู่ในโอวาทของพระเถรีท่องว่าอัฏฐิอัฏฐิอย่างเดียวแล้วเที่ยว

ไป. วันหนึ่งตอนเช้ามันจับอยู่ที่ยอดประตูผึ่งแดดอ่อนอยู่แม่เหยี่ยวตัวหนึ่งก็

เฉี่ยวมันไปด้วยกรงเล็บ. มันส่งเสียงร้องกิริๆ. เหล่าสามเณรีก็ร้องว่าแม่เจ้า

พุทธรักขิตถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไปเราจะช่วยมันต่างคว้าก้อนดินเป็นต้นไล่ตาม

จนเหยี่ยวปล่อย. เหล่าสามเณรีนำมันมาวางไว้ตรงหน้าพระมหาเถรีๆถามว่า

พุทธรักขิตขณะถูกเหยี่ยวจับไปเจ้าคิดอย่างไร. ลูกนกแขกเต้าตอบว่าแม่เจ้าไม่

คิดอะไรๆดอกคิดแต่เรื่องกองกระดูกเท่านั้นจะแม่เจ้าว่ากองกระดูกพากอง

กระดูกไปจักเรี่ยราดอยู่ในที่ไหนหนอ. พระมหาเถรีจึงให้สาธุการว่าสาธุสาธุ

พุทธรักขิตนั้นจักเป็นปัจจัยแห่งความสิ้นภพของเจ้าในกาลภายภาคหน้าแล.

แม้สัตว์ดิรัจฉานในแคว้นกุรุนั้นก็ประกอบเนืองๆซึ่งสติปัฏฐานด้วยประการ

ฉะนี้เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึงความเจริญแพร่หลายแห่ง

สติปัฏฐานของชาวกุรุเหล่านั้นจึงได้ตรัสพระสูตรนี้.

อธิบายความตามลำดับบท

ในพระสูตรนั้นข้อว่าเป็นทางเดียวคือเป็นทางเอก. แท้จริง

ทางมีมากชื่อคือ

มัคคะปันถะปถะปัชชะอัญชสะ

วฏุมะอยนะนาวาอุตตรเสตุกุลละภิสิสังกมะ

ทางนี้นั้นในที่นี้ท่านกล่าวโดยชื่อว่าอยนะเพราะฉะนั้นในข้อที่ว่าดูก่อน

ภิกษุทั้งหลายหนทางนี้เป็นทางเดียวนี้จึงควรเห็นความย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายหนทางนี้เป็นทางเอกมิใช่ทางสองแพร่ง.

อีกนัยหนึ่งชื่อว่าเอกายนะเพราะอรรถวิเคราะห์ว่าเป็นทางที่บุคคลพึงไปผู้เดียว.

คำว่าผู้เดียวคือคนที่ละการคลุกคลีด้วยหมู่ปลีกตัวไปสงบสงัด.

ข้อว่าพึงไปคือพึงดำเนินไป. อีกนัยหนึ่ง

ชื่อว่าอยนะเพราะอรรถวิเคราะว่าเป็นเครื่องไปอธิบายว่าไปจากสังสารวัฏสู่พระนิพพาน. หนทางไปของบุคคลผู้เป็นเอกชื่อว่าเอกายนะ.

บทว่าเอกสฺสคือของบุคคลผู้ประเสริฐสุดแห่งสรรพสัตว์. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงประเสริฐกว่าสรรพ-สัตว์

เพราะฉะนั้นท่านจึงอธิบายว่าหนทางของพระผู้มีพระภาคเจ้า. แม้สัตว์

เหล่าอื่นถึงจะเดินไปด้วยหนทางนั้นก็จริงแม้เช่นนั้นหนทางนั้นก็เป็นทาง

เดินของพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นเพราะเป็นทางที่พระองค์ทรงทำให้เกิดขึ้น.

เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ (ในโคปกโมคคัลลานสูตร) ว่าดูก่อนพราหมณ์พระผู้มี

พระภาคเจ้านั้นเป็นผู้ทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นดังนี้เป็นต้น . อีกนัยหนึ่ง

ทางย่อมไปเหตุนั้นจึงชื่อว่าอยนะอธิบายว่าไปคือเป็นไป. หนทางไป

ในธรรมวินัยอันเดียวชื่อว่าเอกายนะท่านอธิบายว่าหนทางเป็นไปในธรรม

วินัยนี้เท่านั้นไม่เป็นไปในธรรมวินัย (ศาสนา) อื่น. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้

(ในมหาปรินิพพานสูตร) ว่าดูก่อนสุภัททะมรรคมีองค์๘ที่เป็นอริยะบุคคล

จะได้ก็แต่ในธรรมวินัยนี้แลดังนี้. ก็มรรคนั้นต่างกันโดยเทศนาแต่โดย

อรรถก็อันเดียวกันนั้นเอง.

อีกนัยหนึ่งหนทางย่อมไปครั้งเดียวเหตุนั้นหนทางนั้นจึงชื่อ

เอกายนะ (ทางไปครั้งเดียว). ท่านอธิบายว่าหนทางแม้เป็นไปโดยมุขคือ

ภาวนามีนัยต่างๆกันเบื้องต้นในเบื้องปลายก็ไปสู่พระนิพพานอันเดียวกัน

นั่นเอง. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าท้าว

สหัมบดีพรหมกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 262

เอกายนํชาติขยนฺตทสฺสี

มคฺคํปชานาติหิตานุกมฺปี

เอเตนมคฺเคนตรึสุปุพฺเพ

ตริสฺสเรเจวตรนฺติใจฆํ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นธรรม

เป็นที่สิ้นชาติทรงพระกรุณาอนุเคราะห์

ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทรงทราบชัด

เอกายนมรรคพระพุทธะทั้งหลายในอดีต

พากันข้ามโอฆะ(โอฆะ) ด้วยมรรคนั้น

มาแล้วพระพุทธะทั้งหลายในอนาคตก็

จักข้ามโอฆะด้วยมรรคนั้นและพระพุทธะ

ทั้งในปัจจุบันก็ข้ามโอฆะด้วยมรรคอย่าง

เดียวกันนั้นแล.

แต่เกจิอาจารย์กล่าวตามนัยแห่งคาถาที่ว่าชนทั้งหลายไม่ไปสู่ฝั่ง

(พระนิพพาน) สองครั้งดังนี้ว่าเพราะเหตุบุคคลไปพระนิพพานได้คราวเดียว

ฉะนั้นหนทางนั้นจึงชื่อว่าเอกายนะไปคราวเดียว. คำนั้นไม่ถูก. เพราะอรรถนี้

จะพึงมีพยัญชนะอย่างนี้ว่าสกึอยโนไปคราวเดียว. ก็ถ้าหากว่าจะพึงประกอบ

อรรถะกล่าวอย่างนี้ว่าการไปครั้งเดียวคือการดำเนินครั้งเดียวของมรรคนั้น

เป็นไปอยู่ดังนี้พยัญชนะก็น่าจะถูก. แต่อรรถะไม่ถูกทั้งสองประการ. เพราะ

เหตุไร. ก็เพราะในที่นี้ท่านประสงค์แต่มรรคที่เป็นส่วนเบื้องต้น. เป็นความจริง

ในที่นี้ท่านประสงค์เอาแต่มรรคที่มีสติปัฏฐานเป็นส่วนเบื้องต้นซึ่งเป็นไป

โดยอารมณ์๔มีกายเป็นต้น. มิได้ประสงค์เอามรรคที่เป็นโลกุตตระ. ด้วยว่า

มรรคที่เป็นส่วนเบื้องต้นนั้นย่อมดำเนินไปแม้มากครั้งทั้งการดำเนินไปของ

มรรคนั้นก็มิใช่มีครั้งเดียว.

ธรรมสากัจฉาของพระมหาเถระ

ในข้อนี้แต่ก่อนพระมหาเถระทั้งหลายก็ได้เคยสนทนากันมาแล้ว.

ท่านพระจุลลนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกกล่าวว่าสติปัฏฐานเป็นมรรค

เบื้องต้น (บุพภาค). ส่วนท่านจุลลสุมนเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกอาจารย์

ของท่านพระจุลลนาคเถระกล่าวว่าเป็นมรรคผสม (มิสสกะ). ศิษย์ว่าเป็น

ส่วนเบื้องต้นขอรับ. อาจารย์ว่าเป็นมรรคผสมนะเธอ. แต่เมื่ออาจารย์พูดบ่อยๆ

เข้าศิษย์ก็ไม่ค้านกลับนิ่งเสีย. ทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ตกลงปัญหากันไม่ได้

ต่างก็ลุกไป. ภายหลังพระเถระผู้เป็นอาจารย์เดินไปโรงสรงน้ำคิดใคร่ครวญว่า

เรากล่าวว่าเป็นมรรคผสมส่วนท่านจุลลนาคยึดหลักกล่าวว่าเป็นส่วนเบื้องต้น

ข้อวินิจฉัยในข้อนี้เป็นอย่างไรกันหนอเมื่อทบทวนสวดพระสูตร (มหาสติ

ปัฏฐานสูตร) ตั้งแต่ต้นก็กำหนดได้ตรงนี้ที่ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่ง

พึงเจริญสติปัฏฐาน๔เหล่านี้ถึง๗ปีก็รู้ว่าโลกุตตมรรคเกิดขึ้นแล้วชื่อว่า

ตั้งอยู่ถึง๗ปีไม่มีที่เรากล่าวว่าเป็นมรรคผสมย่อมไม่ได้ (ไม่ถูก) ส่วน

ที่ท่านจุลลนาคเห็นว่าเป็นมรรคส่วนเบื้องต้นย่อมได้ (ถก) เมื่อเขาประกาศ

การฟังธรรมวัน๘ค่ำท่านก็ไป.

เล่ากันว่าพระเถระเก่าๆเป็นผู้รักการฟังธรรมครั้นได้ยินเสียง

ประกาศก็เปล่งเสียงเป็นอันเดียวกันว่าผมก่อนผมก่อน. วันนั้นเป็นวาระ

ของท่านพระจุลลนาคเถระ. ท่านนั่งบนธรรมาสน์จับพัดกล่าวคาถาเบื้องต้น

พระเถระผู้อาจารย์อยู่หลังอาสนะก็คิดว่าจะนั่งลับๆไม่พูดจาละ. แท้จริง

พระเถระเก่าๆไม่ริษยากันไม่หยิบยกเอาความชอบใจของตนขึ้นเป็นภาระ

อย่างแบกท่อนอ้อยถือเอาแต่เหตุ (ที่ควร) เท่านั้นที่มิใช่ก็สละไปเพราะ

ฉะนั้นท่านพระจุลลสุมนเถระจึงเรียกท่านจุลลนาคเบาๆท่านจุลลนาคเถระ

ได้ยินเหมือนเสียงอาจารย์เรียกจึงหยุดธรรมกถาถามว่าอะไรขอรับ .

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 264

อาจารย์กล่าวว่าท่านจุลลนาคที่เรากล่าวว่าเป็นมรรคผสมนั้นไม่ถูกดอก

ส่วนที่เธอกล่าวว่าสติปัฏฐานเป็นมรรคเบื้องต้นถูกแล้ว. ท่านพระจุลลนาคเถระ

คิดว่าอาจารย์ของเราทรงปริยัติธรรมไว้ทั้งหมดเป็นสุตพุทธะทางพระไตรปิฎก

ภิกษุเห็นปานนี้ยังวุ่นวายกับปัญหามากต่อไปภายภาคหน้าพระธรรมกถึก

ทั้งหลายจักวุ่นวายกับปัญหาชนิดนี้เพราะฉะนั้นเราจักยึดพระสูตรเป็นหลัก

ทำปัญหาชนิดนี้ไม่ให้วุ่นวายต่อไปละ. สติปัฏฐานเป็นมรรคเบื้องต้นแต่

ปฏิสัมภิทามรรคเรียกว่าเอกายนมรรค. ท่านจึงนำพระสูตร (ในธรรมบท

ขุททกนิกาย) ตั้งเป็นบทอุเทศว่า

มคฺคานฏฐงฺคิโกเสฏฺโฐสจฺจานํจตุโรปทา

วิราโคเสฏฺโฐธมฺมานํทิปทานญฺจจกฺขุมา

เอเสวมคฺโคนตฺถญฺโญทสฺสนสฺสวิสุทฺธิยา

เอตญฺหิตุมฺเหปฏิปชฺชถมารเสนปฺปมทฺทนํ

เอตญฺหิตุมฺเหปฏิปนฺนาทุกขสฺสสนฺตํกริสฺสถ

บรรดาทางทั้งหลายทางมีองค์

ประเสริฐสุดบรรดาสัจจะทั้งหลายบท

ทั้ง (อริยสัจ) ประเสริฐสุดบรรดาธรรม

ทั้งหลายวิราคธรรมประเสริฐสุดบรรดา

สัตว์สองเท้าทั้งหลายพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุ

ประเสริฐสุดทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมด

จดแห่งทรรศนะทางอื่นไม่มีท่านทั้งหลาย

จงเดินทางนี้ที่เป็นเครื่องกำจัดกองทัพมาร

ท่านทั้งหลายเดินทางนี้แล้วจักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ดังนี้.

ในข้อว่ามรรคที่ชื่อว่ามรรคเพราะอรรถว่าอะไร. เพราะอรรถว่า

เป็นเครื่องเดินไปสู่พระนิพพานอย่างหนึ่งเพราะอรรถว่าอันผู้ต้องการ

พระนิพพานพึงค้นหาอย่างหนึ่ง.

ข้อว่าเพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลายหมายความว่าเพื่อประโยชน์แก่ความหมดจดของสัตว์ทั้งหลายผู้มีจิตเศร้าหมองเพราะมลทินทั้งหลายมีราคะเป็นต้นและเพราะอุปกิเลสทั้งหลายมีอภิชฌาวิสมโลภะเป็นต้นเป็นความจริงสัตว์เหล่านี้คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอเนกตั้งต้นแต่พระพุทธเจ้าพระนามว่าตัณหังกรเมธังกรสรณังกรทีปังกรซึ่งปรินิพพานในกัปเดียวเท่านั้นเบื้องต้นแต่๔อสงไขยแสนกัปป์แต่กัปป์นี้ลงมาจนถึงพระพุทธเจ้าพระนามว่าศากยมุนีเป็นที่สุดพระปัจเจกพุทธเจ้าหลายร้อยแลพระอริยสาวกทั้งหลายอีกนับไม่ถ้วนต่างลอยมลทินทางจิตทั้งหมดถึงความหมดจดอย่างยิ่งด้วยทางนี้เท่านั้น. การบัญญัติความเศร้าหมองและผ่องแผ้วโดยมลทินทางรูปอย่างเดียวไม่มีสมจริงดังคำที่กล่าวไว้ว่า

รูเปนสงฺกิลิฏฺเฐนสํกิลิสฺสนฺติมาณวา

รูเปสุทฺเธวิสุชฺฌนฺติอนกฺขาตํมเหสินา

จิตฺเตนสงฺกิลิฏฺเฐนสํกิลิสฺสนฺติมาณวา

จิตฺเตสุทฺเธวิสุชฺฌนฺติอิติวุตฺตํมเหสินา.

พระพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่ง

ใหญ่มิได้ตรัสสอนว่าคนทั้งหลายมีรูป

เศร้าหมองแล้วจึงเศร้าหมองมีรูปหมดจด

แล้วจึงหมดจดแต่พระผู้ทรงแสวงหาคุณ

อันยิ่งใหญ่ทรงสอนว่าคนทั้งหลายมีจิต

เศร้าหมองแล้วจึงเศร้าหมองมีจิตหมด

จดแล้วจึงหมดจดดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 266

เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายขันธวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมองเพราะจิตเศร้าหมองย่อมบริสุทธิ์เพราะจิต

ผ่องแผ้วดังนี้. ก็ความผ่องแผ้วแห่งจิตนั้นย่อมมีได้ด้วยมรรคคือสติปัฏฐานนี้.

เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเพื่อความหมดจดของสัตว์ทั้งหลาย.

ข้อว่าเพื่อก้าวล่วงโสกะและปริเทวะหมายความว่าเพื่อก้าว

ล่วงคือละโสกะและปริเทวะ. จริงอยู่มรรคนี้อันบุคคลเจริญแล้ว

ย่อมเป็นไปเพื่อก้าวล่วงโสกะเหมือนอย่างโสกะของสันตติมหาอำมาตย์เป็นต้น

เพื่อก้าวล่วงปริเทวะเหมือนอย่างปริเทวะของนางปฏาจาราเป็นต้นเพราะ

เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเพื่อก้าวล่วงโสกะและปริเทวะ. แท้จริง

สันตติมหาอำมาตย์ฟังคาถาที่ว่า

ยํปุพฺเพตํวิโสเธหิปจฺฉาเตมาหุกิญฺจนํ

มชฺเฌเจโนคเหสฺสสิอุปสนฺโตจริสฺสสิ

ท่านจงทำความโศกในกาลก่อนให้

เหือดแห้งท่านอย่ามีความกังวลใจในกาล

ภายหลังถ้าท่านจักไม่ยึดถือในท่ามกลาง

ก็จักเป็นผู้สงบเที่ยวไปดังนี้

แล้วก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทานางปฏาจาราฟังพระคาถานี้ว่า

สนฺติปุตฺตาตาณายปิตานปิพนฺธวา

อนฺตเกนาธิปนฺนสฺสนตฺถิญาตีสุตาณตา

มีบุตรไว้เพื่อช่วยก็ไม่ได้บิดาก็ไม่ได้

พวกพ้องก็ไม่ได้เมื่อความตายมาถึงตัว

แล้วญาติทั้งหลายก็ช่วยไม่ได้ดังนี้

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 267

แล้วก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลก็เพราะเหตุว่าชื่อว่าการไม่ถูกต้องธรรมบางอย่าง

ในกายเวทนาจิตธรรมทั้งหลายแล้วภาวนาไม่มีเลยฉะนั้นสันตติมหา-

อำมาตย์กับนางปฏาจาราแม้นั้นจึงควรทราบว่าเป็นผู้ก้าวล่วงโสกะและปริเทวะ

ด้วยมรรคนี้เอง.

ข้อว่าเพื่อดับทุกข์และโทมนัสความหมายว่าเพื่อตั้งอยู่ไม่ได้

คือดับทั้งสองนี้คือทุกข์ทางกายและโทมนัสทางใจ. ด้วยว่ามรรคนี้

บุคคลเจริญแล้วย่อมเป็นไปเพื่อดับทุกข์เหมือนทุกข์ของพระติสสเถระเป็นต้น

ดับโทมนัสเหมือนอย่างโทมนัสของท้าวสักกะเป็นต้น. ในเรื่องทั้งสองนั้น

แสดงความดังต่อไปนี้.