จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน๙. วิธีอย่าง
นี้แล้วบัดนี้เพื่อจะตรัสจิตตานุปัสสนา๑๖วิธีจึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจิตตานุปัสสนาเป็นอย่างไรเล่าเป็นต้น.
จำแนกอารมณ์ของจิต
บรรดาบทเหล่านี้บทว่าจิตมีราคะคือจิตที่เกิดพร้อมด้วยโลภะ๘
อย่าง. บทว่าจิตปราศจากราคะคือจิตที่เป็นกุศลแลอพยากฤตฝ่าย
โลกิยะ. แต่ข้อนี้เป็นการพิจารณามิใช่เป็นการชุมนุมธรรมเพราะฉะนั้นใน
คำว่าจิตมีราคะนี้จึงไม่ได้โลกุตตรจิตแม้แต่บทเดียว. อกุศลจิต๔ดวง
ที่เหลือจึงไม่เข้าบทต้นไม่เข้าบทหลัง. บทว่าจิตมีโทสะได้แก่จิต๒
ดวงที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัส. บทว่าจิตปราศจากโทสะได้แก่จิตที่เป็น
กุศลและอพยากฤตฝ่ายโลกิยะ. อกุศลจิต๑๐ดวงที่เหลือไม่เข้าบทต้นไม่
เข้าบทหลัง. บทว่าจิตมีโมหะได้แก่จิต๒ดวงคือจิตที่เกิดพร้อมด้วย
พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 315
วิจิกิจฉาดวง๑ที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะดวง๑. แต่เพราะโมหะย่อมเกิดได้ใน
อกุศลจิตทั้งหมดฉะนั้นแม้อกุศลจิตที่เหลือก็ควรได้ในบทว่าจิตมีโมหะนี้
โดยแท้. จริงอยู่อกุศลจิต๑๒ (โลภมูล๘โทสมูล๒โมหมูล๒) ท่าน
ประมวลไว้ในทุกกะ (หมวด๒) นี้เท่านั้น. บทว่าจิตปราศจากโมหะ
ได้แก่จิตที่เป็นกุศลและอพยากฤตฝ่ายโลกิยะ. บทว่าจิตหดหู่ได้แก่จิตที่
ตกไปในถิ่นมิทธะ. ก็จิตที่ตกไปในถิ่นมิทธะนั้นชื่อว่าจิตหดหู่บทว่า
ฟุ้งซ่านได้แก่จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะจิตที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะนั้น
ชื่อว่าจิตฟุ้งซ่าน. บทว่าจิตเป็นมหัคคตะได้แก่จิตที่เป็นรูปาวจรและ
อรูปาวจร. บทว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะได้แก่จิตที่เป็นกามาวจร. บทว่า
สอุตฺตรํจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าได้แก่จิตที่เป็นกามาวจร. บทว่าอนุตฺตรํจิต
ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าได้แก่จิตที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจร. แม้ในจิตเหล่านั้น
จิตที่ชื่อว่าสอุตตระได้แก่จิตเป็นรูปาวจรจิตชื่อว่าอนุตตระได้แก่จิตที่เป็น
อรูปาวจร. บทว่าสุมาหิตํจิตตั้งมั่นแล้วได้แก่อัปปนาสมาธิหรืออุปจาร
สมาธิ. บทว่าอสมาหิตํจิตไม่ตั้งมั่นได้แก่จิตที่เว้นจากสมาธิทั้งสองบทว่า
วิมุตฺตํจิตหลุดพ้นได้แก่จิตหลุดพ้นด้วยตทังควิมุตติและวิกขัมภนวิมุตติ.
บทว่าอวิมุตฺติจิตไม่หลุดพ้นได้แก่จิตที่เว้นจากวิมุตติทั้งสอง. ส่วนสมุจ-
เฉทวิมุตติปฏิปัสสัทธิวิมุตติและนิสสรณวิมุตติไม่มีโอกาสในบทนี้เลย.
จิตในจิตนอก
คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในความว่าภิกษุโยคาวจร
กำหนดจิตที่เป็นไปในสมัยใดๆด้วยการกำหนดจิตมีราคะเป็นต้นอย่างนี้
ชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตของตนหรือในจิตของคนอื่นในจิตของตน
ตามกาลหรือในจิตของคนอื่นตามกาลอยู่. ก็ในคำว่าพิจารณาเห็นธรรม
พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 316
คือความเกิดนี้พึงนำความเกิดและความเสื่อมแห่งวิญญาณออกเทียบเคียงด้วย
อาการอย่างละ๕ว่าเพราะเกิดอวิชชาวิญญาณจึงเกิดดังนี้เป็นต้น. ข้อต่อ
ไปจากนี้ก็มีนัยดังกล่าวมาแล้วแล.
สติกำหนดจิตเป็นอริยสัจ๔
แต่ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้มีข้อแตกต่างกันอย่างเดียวคือพึง
ประกอบความว่าสติที่กำหนดจิตเป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจดังนี้เป็นต้น
แล้วพึงทราบว่าเป็นทางปฏิบัตินำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดจิตเป็น
อารมณ์. คำที่เหลือก็เช่นเดียวกันนั่นแล.
จบจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน๑๖วิธีอย่าง
นี้แล้วบัดนี้เพื่อจะตรัสธัมมานุปัสสนา๕วิธีจึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธัมมานปัสสนาเป็นอย่างไรเล่าเป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการกำหนดรูปกัมมัฏฐานล้วน
ด้วยกายานุปัสสนาตรัสการกำหนดอรูปกัมมัฏฐานล้วนๆด้วยเวทนานุปัสสนา
และจิตตานุปัสสนา. บัดนี้เพื่อจะตรัสการกำหนดรูปกัมมัฏฐานกับอรูปกัมมัฏ-
ฐานผสมกันจึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเวดูก่อนภิกษุทั้งหลายธัมมานุปัสสนา
เป็นอย่างไรเล่าเป็นต้น.
อนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการกำหนดรูปขันธ์ด้วยกายานุปัสสนา
ตรัสการกำหนดเวทนาขันธ์ด้วยเวทนานุปัสสนาตรัสการกำหนดวิญญาณขันธ์
พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 317
ด้วยจิตตานุปัสสนา. บัดนี้เพื่อจะตรัสแม้การกำหนดสัญญาขันธ์และ
สังขารขันธ์จึงตรัสว่ากถญฺจภิกฺขเวดูก่อนภิกษุทั้งหลายธัมมานุปัสสนา
เป็นอย่างไรเล่าเป็นต้น.
นีวรณบรรพ
บรรดาบทเหล่านั้นบทว่าสนฺตํมีอยู่คืออยู่พร้อมด้วยอำนาจฟุ้ง
ขึ้นเนืองๆ. บทว่าอสนฺตํไม่มีอยู่คือไม่มีอยู่พร้อมเพราะไม่ฟุ้งขึ้นหรือ
เพราะละได้แล้ว. บทว่าก็โดยประการใดความว่ากามฉันท์เกิดขึ้น
เพราะเหตุใด. บทว่าตญฺจปชานาติก็รู้ชัดประการนั้นคือรู้ชัดเหตุนั้น.
ทุกๆบทพึงทราบความโดยนัยนี้นี่แล.
เหตุเกิดกามฉันท์
ในนิมิตทั้งสองนั้นกามฉันท์ย่อมเกิดขึ้นเพราะมนสิการโดยไม่แยบคาย
ในสุภนิมิต. สิ่งที่งามก็ดีอารมณ์ที่งามก็ดีชื่อว่าสุภนิมิต. การใส่ใจโดยไม่มีอุบาย
การใส่ใจนอกทางการใส่ใจในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยงในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าสุข
ในสิ่งที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตนหรือในสิ่งที่ไม่งามว่างามชื่อว่าอโยนิโสมนสิการ
(การใส่ใจโดยไม่แยบคาย). เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการนั้นให้เป็นไปมากๆ
ในสุภนิมิตนั้นกามฉันท์ย่อมเกิดขึ้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายสุภนิมิต
มีอยู่การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในสุภนิมิตนั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความ
เกิดขึ้นแห่งกามฉันท์ที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อทำให้กามฉันท์ที่เกิดแล้วให้กำเริบ
ยิ่งขึ้นดังนี้.
พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 318
เหตุละกามฉันท์
ส่วนกามฉันท์นั้นจะละได้ก็ด้วยโยนิโสมนสิการ (การใส่ใจโดย
แยบคาย) ในอสุภนิมิต. สิ่งที่ไม่งามก็ดีอารมณ์ที่ไม่งามก็ดี. ชื่อว่าอสุภนิมิต.
การใส่ใจโดยอุบายการใส่ใจถูกทางการใส่ใจในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยงใน
สิ่งที่เป็นทุกข์ว่าทุกข์ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าไม่ใช่ตัวตนหรือในสิ่งที่ไม่งามว่าไม่
งามชื่อว่าโยนิโสมนสิการ. เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการนั้นให้เป็นไปมากๆ
ในอสุภนิมิตนั้นย่อมละกามฉันท์เสียได้. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายอสุภนิมิต
มีอยู่การทำให้มากๆซึ่งโยนิโสมนสิการในอสุภนิมิตนั้นนี้เป็นอาหารเพื่อ
ความไม่เกิดแห่งกามฉันท์ที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละกามฉันท์ที่เกิดแล้ว.
ธรรมสำหรับละกามฉันท์
อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละกามฉันท์คือ๑.
การถืออสุภนิมิตเป็นอารมณ์๒. การประกอบเนืองๆซึ่งอสุภภาวนา๓. การ
รักษาทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย๔. ความรู้จักประมาณในโภชนะ๕. ความมี
กัลยาณมิตร๖. พูดแต่เรื่องที่เป็นสัปปายะ (เป็นที่สบาย). จริงอยู่เมื่อภิกษุ
กำหนดอสุภนิมิต๑๐อย่างอยู่ก็ละกามฉันท์ได้. เมื่อเจริญอสุภ๑๐ก็ดีเมื่อ
ปิดทวารในอินทรีย์ทั้งหลายก็ดีรู้จักประมาณในโภชนะเพราะเมื่อมีโอกาสจะ
บริโภค๔-๕คำมีอยู่ก็ดื่มน้ำยังอัตตภาพให้เป็นไปได้ก็ย่อมละกามฉันท์ได้.
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ (ในขุททกนิกายเถรคาถา) ว่า
จตฺตาโรปญฺจอาโลเปอภุตฺวาปิเว
อลํผาสุวิหารายปหิตตฺตสฺสภิกฺขุโน
พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 319
ภิกษุพึงเว้นคำข้าวเสีย๔-๕คำเลิก
ฉันแล้วดื่มน้ำเสียนี้เป็นข้อปฏิบัติอัน
สมควรสำหรับภิกษุผู้มีตนอันส่งไปแล้ว.
แม้ภิกษุผู้เสพกัลยาณมิตรซึ่งเป็นผู้ยินดีในการเจริญอสุภเช่น
พระติสสเถระผู้เจริญอสุภกัมมัฏฐานก็ย่อมละกามฉันท์ได้. แม้ด้วยการเจรจา
ปรารภเรื่องเป็นที่สบายอันอาศัยอสุภ๑๐ในอิริยาบถยืนและนั่งเป็นต้นก็ย่อม
ละกามฉันท์ได้. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการย่อมเป็นไป
เพื่อละกามฉันท์ดังนี้. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าก็กามฉันท์ที่ละได้แล้วด้วยธรรม
๖ประการนี้ย่อมไม่เกิดอีกต่อไปด้วยอรหัตมรรค.
เหตุเกิดพยาบาท
ส่วนพยาบาทย่อมเกิดเพราะอโยนิโสมนสิการในปฏิฆนิมิต. ปฏิฆะ
(ความขุ่นใจ) ก็ดีอารมณ์อันช่วยให้เกิดปฏิฆะก็ดีชื่อว่าปฏิฆนิมิตในคำว่า
ปฏิฆนิมิตเป็นต้นนั้น. อโยนิโสมนสิการมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันในธรรม
ทั้งปวง. เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการนั้นให้เป็นไปมากๆใน (ปฏิฆะ) นิมิตนั้น
พยาบาทย่อมเกิด. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกาย
มหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายปฏิฆนิมิตมีอยู่การไม่ทำให้มากซึ่ง
โยนิโสมนสิการในปฏิฆนิมิตนั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งพยาบาทที่ยัง
ไม่เกิดหรือเพื่อทำให้พยาบาทที่เกิดแล้วกำเริบเสิบสานขึ้นดังนี้ .
เหตุละพยาบาท
แต่พยาบาทนั้นจะละได้ก็ด้วยการใส่ใจโดยแยบคายในเมตตาเจโต-
วิมุตติ. ในคำว่าเมตตาเจโตวิมุตินั้นเมื่อพูดกันถึงเมตตาย่อมควรทั้งอัปปนา
พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 320
ทั้งอุปจาระ. บทว่าเมตตาเจโตวิมุตติได้แก่อัปปนาโยนิโสมนสิการมีลักษณะ
ดังกล่าวแล้ว. เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการให้เป็นไปมากๆในเมตตาเจโตวิมุตติ
นั้นย่อมละพยาบาทได้. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุต-
กายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมตตาเจโตวิมุตติมีอยู่การทำให้
มากซึ่งโยนิโสมนสิการในเมตตาเจโตวิมุตตินั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความไม่เกิด
แห่งพยาบาทที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละพยาบาทที่เกิดแล้วดังนี้.
ธรรมสำหรับละพยาบาท
อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละพยาบาทคือ๑.
การกำหนดนิมิตในเมตตาเป็นอารมณ์๒. การประกอบเนืองๆซึ่งเมตตาภาวนา
๓. การพิจารณาถึงความที่สัตว์มีกรรมเป็นของๆตน๔. การทำให้มากซึ่งการ
พิจารณา๕. ความมีกัลยาณมิตร๖. การพูดแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย.
จริงอยู่แม้เมื่อภิกษุกำหนดเมตตากัมมัฏฐานด้วยการแผ่เมตตาไปทั่ว
ทิศโดยเจาะจงหรือไม่เจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมละพยาบาทได้. เมื่อภิกษุ
เจริญเมตตาโดยแผ่ไปทั่วทิศโดยเจาะจงไม่เจาะจงก็ดีเมื่อพิจารณาถึงความ
ที่ตนและคนอื่นมีกรรมเป็นของๆตนอย่างนี้ว่าท่านโกรธคนนั้นจะทำอะไร
เขาได้ท่านอาจจักทำศีลเป็นต้นของเขาให้พินาศได้หรือท่านมาแล้วด้วยกรรม
ของตนจักไปด้วยกรรมของตนนั่นแลขึ้นชื่อว่าการโกรธผู้อื่นก็เป็นเช่น
เดียวกับผู้ปรารถนาจะจับถ่านไฟที่คุโชนซี่เหล็กอันร้อนจัดและอุจจาระเป็นต้น
ประหารผู้อื่นฉะนั้นหรือถึงคนนั้นโกรธท่านจักทำอะไรได้เขาจักอาจทำศีล
เป็นต้นของท่านให้พินาศได้หรือเขามาด้วยกรรมของตนก็จักไปตามกรรมของ
เขานั่นแหละความโกรธนั้นจักตกลงบนกระหม่อมของเขานั่นเองเหมือนประหาร
พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 321
ผู้ไม่ประหารตอบและเหมือนนำธุลีซัดไปในที่ทวนลมฉะนั้นดังนี้ก็ดีเมื่อ
พิจารณากัมมัสสกตาทั้งสองหยุดอยู่ในการพิจารณาก็ดีคบกัลยาณมิตรผู้ยินดีใน
การเจริญเมตตาเช่นท่านพระอัสสคุตตเถระก็ดีย่อมละพยาบาทได้. แม้ด้วย
การเจรจาเรื่องที่เป็นที่สบายซึ่งอาศัยเมตตาในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้น
ก็ละพยาบาทได้. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการย่อมเป็นไป
เพื่อละพยาบาทดังนี้. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าก็พยาบาทที่ละได้แล้วด้วยธรรม๖
ประการนี้ย่อมไม่เกิดต่อไปด้วยอนาคามิมรรค.
เหตุเกิดถีนมิทธะ
ถีนมิทธะย่อมเกิดด้วยอโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลายมีอรติ
เป็นต้นความไม่ยินดีด้วยกับเขา (ริษยา) ชื่อว่าอรติ. ความคร้านกายชื่อว่า
ตันที. ความบิดกาย (บิดขี้เกียจ) ชื่อว่าวิชัมภิตา. ความมึนเพราะอาหาร
ความกระวนกระวายเพราะอาหารชื่อว่าภัตตสัมมทะ. อาการคือความย่อหย่อน
แห่งจิตชื่อว่าความย่อหย่อนแห่งจิต. เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการให้เป็นไป
มากๆในอรติเป็นต้นนี้ถีนมิทธะย่อมเกิด. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสไว้ ( ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายความไม่
ยินดีความคร้านกายความบิดกายความเมาอาหารความหดหู่แห่งจิตมีอยู่
การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านี้นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิด
แห่งถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อทำถีนมิทธะที่เกิดแล้วให้กำเริบเสิบสาน
ยิ่งขึ้นดังนี้.
เหตุละถีนมิทธะ
แต่ถีนมิทธะนั้นจะละได้ด้วยโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลายมี
อารภธาตุเป็นต้น. ความเพียรเริ่มแรกชื่อว่าอารภธาตุ. ความเพียรที่มีกำลังกว่า
พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 322
อารภธาตุนั้นเพราะออกไปพ้นจากความเกียจคร้านแล้วชื่อว่านิกกมธาตุ-
ความเพียรที่มีกำลังยิ่งกว่านิกกมธาตุแม้นั้นเพราะล่วงฐานอื่นๆชื่อว่า
ปรักกมธาตุ (ก้าวไปข้างหน้า. บากบั่น). เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการให้เป็นไป
มากๆในความเพียร๓ประเภทนี้ย่อมละถีนมิทธะได้. เพราะฉะนั้นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธาตุคือความเริ่มความเพียรธาตุคือความออกพ้นไปจากความเกียจคร้านธาตุ
คือความก้าวไปข้างหน้ามีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโมนสิการในธาตุเหล่านั้น
นี้เป็นอาหารเพื่อความไม่เกิดแห่งถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละถีนมิทธะ
ที่เกิดแล้วดังนี้.
ธรรมสำหรับละถีนมิทธะ
อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละถีนมิทธะคือ
๑. การกำหนดนิมิตในโภชนะส่วนเกิน๒. การผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ๓. การ
ใส่ใจถึงอาโลกสัญญา (คือความสำคัญว่าสว่างๆ) ๔. การอยู่กลางแจ้ง
๕. ความมีกัลยาณมิตร๖. การเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย
เพราะว่าเมื่อภิกษุบริโภคโภชนะเหมือนพราหมณ์ที่ชื่ออาหารหัตถกะ
ที่ชื่อตัตรวัฏฏกะที่ชื่ออลังสาฏกะที่ชื่อกากมาสกะและที่ชื่อภุตตวมิตกะนั่งใน
ที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันกระทำสมณธรรมอยู่ถีนมิทธะย่อมมา
ท่วมทับได้เหมือนช้างใหญ่แต่ถีนมิทธะนั้นจะไม่มีแก่ภิกษุที่เว้นโอกาสบริโภค
๔- ๕คำแล้วดื่มน้ำดื่มยังอัตตภาพให้เป็นไปเป็นปกติเพราะเหตุนั้นเมื่อ
ภิกษุกำหนดนิมิตในโภชนะส่วนเกินอย่างนี้ย่อมละถีนมิทธะได้เมื่อภิกษุเข้าสู่
ถีนมิทธะในอิริยาบถใดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นอย่างอื่นจากอิริยาบถนั้นเสียก็
ละถีนมิทธะได้. เมื่อภิกษุใส่ใจแสงจันทร์แสงประทีปแสงคบเพลิงในเวลา
พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 323
กลางคืนแสงอาทิตย์เวลากลางวันก็ดีอยู่ในที่กลางแจ้งก็ดีเสพกัลยาณมิตร
ผู้ละถีนมิทธะได้เช่นท่านพระมหากัสสปเถระก็ดีก็ละถีนมิทธะได้. แม้ด้วยการ
เจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบายที่อาศัยธุดงค์ในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้น
ก็ละถีนมิทธะได้. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการนี้ย่อมเป็น
ไปเพื่อละถีนมิทธะ. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าถีนมิทธะที่ละได้ด้วยธรรม๖ประการ
จะไม่เกิดต่อไปด้วยอรหัตมรรคดังนี้.
เหตุเกิดอุทธัจจกุกกุจจะ
อุทธัจจกุกกุจจะย่อมเกิดด้วยอโยนิโสมนสิการในความไม่สงบ
แห่งใจ. อาการที่ไม่สงบชื่อว่าความไม่สงบ. คำนี้โดยอรรถก็คืออุทธัจจกุกกุจจะ
นั่นเอง. เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการให้เป็นไปมากๆในความไม่สงบแห่งใจนั้น
อุทธัจจกุกกุจจะย่อมเกิด. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ใน
สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายความไม่สงบแห่งใจ
มีอยู่การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในความไม่สงบแห่งใจนั้นนี้เป็น
อาหารเพื่อความเกิดแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อทำอุทธัจจกุกกุจจะ
ที่เกิดแล้วให้กำเริบเสิบสานยิ่งขึ้นดังนี้.
เหตุละอุทธัจจกุกกุจจะ
แต่อุทธัจจกุกกุจจะนั้นจะละได้ก็ด้วยโยนิโสมนสิการในความสงบ
แห่งใจกล่าวคือสมาธิ. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้(ใน
สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายความสงบแห่งใจมีอยู่
การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในความสงบแห่งใจนั้นนี้เป็นอาหารเพื่อ
ความไม่เกิดแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิด
แล้วดังนี้.
พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 324
ธรรมสำหรับละอุทธัจจกุกกุจจะ
อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละอุทธัจจกุกกุจจะ
คือ๑. ความสดับมาก๒. ความสอบถาม๓. ความชำนาญในวินัย๔. ความ
คบผู้เจริญ๕. ความมีกัลยาณมิตร๖. การเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย.
จริงอยู่เมื่อภิกษุแม้ร่ำเรียนทั้งบาลีทั้งอรรถกถานิกายหนึ่งสอง-
สาม-สี่นิกายหรือ๕นิกายย่อมละอุทธัจจกุกกุจจะได้. แม้ด้วยความเป็น
พหูสูต (พาหุสัจจะความเป็นผู้สดับมาก). ภิกษุผู้มากด้วยการสอบถามสิ่งที่
ควรและไม่ควรก็ดีผู้ชำนาญเพราะมีความชำนาญอันสั่งสมไว้ในวินัยบัญญัติ
ก็ดีผู้เข้าหาพระเถระผู้แก่ผู้เฒ่าก็ดีคบกัลยาณมิตรผู้ทรงวินัยเช่นท่าน
พระอุบาลีเถระก็ดีย่อมละอุทธัจจกุกกุจจะได้. แม้ด้วยการเจรจาแต่เรื่องที่
เป็นที่สบายอันอาศัยสิ่งที่ควรและไม่ควรในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่ง
เป็นต้นก็ละอุทธัจจกุกกุจจะได้. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการ
นี้ย่อมเป็นไปเพื่อละอุทธัจจกุกกุจจะภิกษุย่อมรู้ชัดว่าเมี่ออุทธัจจกุกกุจจะ
ละได้แล้วด้วยธรรม๖ประการนี้อุทธัจจะจะไม่เกิดต่อไปด้วยอรหัตมรรค
กุกกุจจะไม่เกิดต่อไปด้วยอนาคามิมรรค.
เหตุเกิดวิจิกิจฉา
วิจิกิจฉาย่อมเกิดได้ด้วยอโยนิโสมนสิการในธรรมทั้งหลายอันเป็น
ที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉา. ความเคลือบแคลงเพราะเป็นเหตุแห่งความสงสัยบ่อยๆ
ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉา. เมื่อภิกษุทำอโยนิโสมนสิการให้เป็นไปมากๆ
ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉานั้นวิจิกิจฉาย่อมเกิด. เพราะเหตุนั้นพระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกายมหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉามีอยู่การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรม
พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 325
เป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉานั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด
หรือเพื่อทำวิจิกิจฉาที่เกิดแล้วให้กำเริบเสิบสานยิ่งขึ้นดังนี้.
เหตุละวิจิกิจฉา
แต่วิจิกิจฉานั้นจะละได้ก็ด้วยโยนิโสมนสิการในธรรมมีกุศล
เป็นต้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกาย
มหาวารวรรค) ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรมที่เป็นกุศลอกุศลธรรมที่มีโทษ
ไม่มีโทษธรรมที่ควรเสพไม่ควรเสพธรรมที่ทรามประณีตธรรมที่เทียบ
ด้วยของดำของขาวมีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น
นี้เป็นอาหารเพื่อความไม่เกิดแห่งวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดหรือเพื่อละวิจิกิจฉา
ที่เกิดแล้วดังนี้.
ธรรมสำหรับละวิจิกิจฉา
อีกอย่างหนึ่งธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละวิจิกิจฉาคือ๑.
ความสดับมาก๒. ความสอบถาม๓. ความชำนาญในวินัย๔. ความมากด้วย
ความน้อมใจเชื่อ๕. ความมีกัลยาณมิตร๖. การเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบาย.
จริงอยู่แม้เมื่อภิกษุร่ำเรียนทั้งบาลีทั้งอรรถกถานิกายหนึ่งสอง-
สาม-สี่หรือห้านิกายย่อมละวิจิกิจฉาได้ด้วยความเป็นพหูสูต. เมื่อภิกษุ
มากด้วยการปรารภพระรัตนตรัยสอบถามก็ดีมีความชำนาญอันสั่งสมไว้ใน
วินัยก็ดีมากไปด้วยความน้อมใจเชื่อกล่าวคือศรัทธาที่ยังกำเริบได้ในพระ-
รัตนตรัยก็ดีคบกัลยาณมิตรเช่นท่านพระวักกลีผู้น้อมใจไปในศรัทธาก็ดี
ย่อมละวิจิกิจฉาได้. แม้ด้วยการเจรจาแต่เรื่องที่เป็นที่สบายอันอาศัยคุณของ
พระรัตนตรัยในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้นก็ละวิจิกิจฉาได้. เพราะ
พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 326
เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าธรรม๖ประการย่อมเป็นไปเพื่อละวิจิกิจฉา. ภิกษุ
ย่อมรู้ชัดว่าวิจิกิจฉาที่ละได้ด้วยธรรมเหล่านี้ย่อมไม่เกิดต่อไปด้วยโสดา-
บัติมรรคดังนี้.
คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในความว่าพิจารณาเห็นธรรมใน
ธรรมทั้งหลายของตนในธรรมทั้งหลายของคนอื่นหรือในธรรมทั้งหลาย
ของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลด้วยการกำหนดนิวรณ์๕อย่างนี้อยู่. ก็ความ
เกิดและความเสื่อมในคำว่าพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดและความเสื่อม
นี้ที่กล่าวแล้วในนีวรณ์๕ด้วยอำนาจอโยนิโสมนสิการและโยนิโสมนสิการ
ในสุภนิมิตและอสุภนิมิตเป็นต้นบัณฑิตพึงนำมาเทียบเคียง. ข้อต่อไปนี้
ก็มีนัยดังกล่าวมาแล้วนั้นแล.
สติกำหนดนีวรณ์เป็นอริยสัจ๔
แต่ในนีวรณบรรพนี้มีต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบความว่า
สติอันกำหนดนีวรณ์เป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจพึงทราบว่าเป็นทางปฏิบัตินำ
ออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดนีวรณ์เป็นอารมณ์. คำที่เหลือก็เช่นนั้น
นั่นแล.
จบนีวรณบรรพ