ขันธบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธัมมานุปัสสนาโดยนีวรณ์๕

อย่างนี้บัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดยขันธ์๕จึงตรัสว่าปุนจปรํยังมีอีกข้อ

หนึ่งเป็นต้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 327

บรรดาบทเหล่านั้นคำว่าในอุปาทานขันธ์คือกองอุปาทานชื่อ

ว่าอุปาทานขันธ์อธิบายว่ากลุ่มธรรมคือกองธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน.

ความสังเขปในที่นี้มีเท่านี้ส่วนความพิสดารท่านกล่าวไว้แล้วในขันธกถาใน

คัมภีร์วิสุทธิมรรค. บทว่าอิติรูปํดังนี้รูปความว่านี้รูปรูปมีเท่านี้. ภิกษุย่อม

รู้ชัดรูปโดยสภาพว่ารูปอื่นนอกจากนี้ไม่มีดังนี้. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้

เหมือนกัน. ความสังเขปในที่นี้มีเพียงเท่านี้. ส่วนรูปเป็นต้นท่านกล่าวไว้

แล้วในขันธกถาในคัมภีร์สุทธิมรรคโดยพิสดาร. บทว่าอิติรูปสฺสสมุทโย

นี้ความเกิดแห่งรูปความว่าความเกิดแห่งรูปด้วยอาการ๕โดยความ

เกิดแห่งอวิชชาเป็นต้นย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ . คำว่าอิติรูปสฺสอตฺถงฺคโม

ความดับแห่งรูปความว่าความดับแห่งรูปด้วยอาการ๕โดยดับอวิชชาเป็น

ต้นย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน. ความ

สังเขปในที่นี้มีเพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดารท่านกล่าวไว้แล้วในอุทยัพ-

พยญาณกถาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในความว่าพิจารณาเห็นธรรมใน

ธรรมทั้งหลายของตนในธรรมทั้งหลายของคนอื่นหรือในธรรมทั้งหลายของ

ตนตามกาลของคนอื่นตามกาลด้วยการกำหนดขันธ์๕อย่างนี้อยู่. ก็ความ

เกิดและความเสื่อมในคำว่าพิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดและความเสื่อม

บัณฑิตพึงนำมาเทียบเคียงโดยลักษณะ๕๐ที่กล่าวไว้ในขันธ์๕ว่าเพราะ

อวิชชาเกิดรูปจึงเกิดดังนี้เป็นต้น. คำอื่นนอกจากนี้ก็มีนัยดังกล่าวมาแล้ว.

สติกำหนดขันธ์เป็นอริยสัจ

แต่ในที่นี้มีข้อต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบความอย่างนี้ว่าสติ

กำหนดขันธ์เป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจดังนี้แล้วพึงทราบว่าเป็นทางปฏิบัติ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 328

นำออกจากทุกข์ของภิกษุผู้กำหนดขันธ์เป็นอารมณ์. คำที่เหลือก็เช่นนั้น

เหมือนกัน

จบขันธบรรพ

อายตนบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธัมมานุปัสสนาด้วยอำนาจขันธ์๕

อย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดยอายตนะจึงตรัสว่าปุนจปรํยังมีอีก

ข้อหนึ่งดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้นบทว่าฉสุอชฺฌตฺติกพาหิเรสุอายตเนสุใน

อายตนะภายในและภายนอก๖ความว่าในอายตนะภายใน๖เหล่านี้คือตา

หูจมูกลิ้นกายใจ. ในอายตนะภายนอก๖เหล่านี้คือรูปเสียงกลิ่นรส

โผฏฐัพพะธรรมารมณ์. บทว่าจกฺขุญฺจปชานาติรู้ชัดจักษุความว่าย่อมรู้

ชัดจักษุประสาทโดยลักษณะพร้อมด้วยกิจตามความเป็นจริง. บทว่ารูเป

ปชานาติรู้ชัดรูปความว่าย่อมรู้ชัดรูปอันเกิดแต่๔สมุฏฐาน (กรรมอุตุจิต

อาหาร) ในภายนอกโดยลักษณะพร้อมด้วยกิจตามความเป็นจริง. คำว่ายญฺจตทุ

ภยํ

ปฏิจฺจอุปฺปชฺชติสํโยชนํสังโยชน์ย่อมอาศัยอายตนะทั้งสองเกิดขึ้นความ

ว่าสังโยชน์๑๐อย่างคือกามราคะปฏิฆะมานะทิฏฐิวิจิกิจฉา

สีลัพพตปรมาสภวราคะอิสสามัจฉริยะและอวิชชาสังโยชน์เกิดขึ้นเพราะ

อาศัยอายตนะทั้งสองคือจักษุกับรูป. และย่อมรู้ชัดสังโยชน์๑๐นั้นโดย

ลักษณะพร้อมด้วยกิจตามเป็นจริง.

เหตุเกิดสังโยชน์

ถามว่าก็สังโยชน์นั้นเกิดได้อย่างไร. ตอบว่าเกิดได้อย่างนี้จะกล่าว

ในจักษุทวารก่อนเมื่อบุคคลยินดี. เพลิดเพลินอิฏฐารมณ์อันมาปรากฏทางจักษุ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 329

ทวารโดยความยินดีในกามสังโยชน์คือกามราคะก็เกิด. เมื่อบุคคลขัดเคืองใน

อนิฏฐารมณ์สังโยชน์คือปฏิฆะก็เกิด. เมื่อสำคัญว่ายกเว้นเราเสียใครอื่น

ที่สามารถเสวยอารมณ์นั้นไม่มีดังนี้สังโยชน์คือมานะก็เกิด. เมื่อยึดถือ

รูปารมณ์นั้นว่าเที่ยงยั่งยืนสังโยชน์คือทิฏฐิก็เกิด. เมื่อสงสัยรูปารมณ์นั้น

ว่าสัตว์หรือหนอของสัตว์หรือหนอสังโยชน์คือวิจิกิจฉาก็เกิดเมื่อ

ปรารถนาภพว่าอารมณ์นี้เราได้โดยง่ายในสมบัติภพแน่สังโยชน์คือภวราคะ

ก็เกิด. เมื่อถือมั่นศีลและพรตว่าเราถือมั่นศีลและพรตอาจได้อารมณ์เห็นปาน

นี้ต่อไปอีกสังโยชน์คือสีลัพพตปรามาสก็เกิด. เมื่อเกียดกันอยู่ว่าคนเหล่าอื่น

ไม่พึงได้รูปารมณ์เห็นปานนี้กันเลยสังโยชน์คืออิสสาก็เกิด. เมื่อหวงแหน

รูปารมณ์ที่ตนได้แล้วต่อผู้อื่นสังโยชน์คือมัจฉริยะก็เกิดเมื่อไม่รู้แจ้งด้วย

อำนาจความไม่รู้สิ่งซึ่งเกิดพร้อมกับจักษุและรูปทั้งมวลสังโยชน์คืออวิชชาก็

เกิด.

ความรู้เหตุละสังโยชน์

คำว่ายถาอนุปฺปนฺนสสที่ยังไม่เกิดด้วยเหตุใดความว่าสังโยชน์

แม้๑๐อย่างนั้นที่ยังไม่เกิดโดยความไม่ฟุ้งขึ้นย่อมเกิดเพราะเหตุใดย่อม

รู้ชัดเหตุนั้นด้วย. คำว่ายถาอุปฺปนฺนสฺสที่เกิดแล้วเพราะเหตุใด

ความว่าสังโยชน์แม้๑๐อย่างนั้นที่เกิดแล้วเพราะอรรถว่ายังละไม่ได้

หรือเพราะฟุ้งขึ้นย่อมละได้เพราะเหตุใดย่อมรู้ชัดเหตุนั้นด้วย.

คำว่ายถาปหีนสฺสที่ละได้แล้วเพราะเหตุใดความว่าสังโยชน์

๑๐อย่างนั้นแม้ละได้แล้วโดยตทังคปหานและวิกขัมภนปหานย่อม

ไม่เกิดต่อไปเพราะเหตุใดย่อมรู้ชัดเหตุนั้นด้วย. ถามว่าสังโยชน์๑๐นั้น

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 330

ไม่เกิดต่อไปเพราะเหตุใด. ตอบว่าก่อนอื่นสังโยชน์๕คือทิฏฐิวิจิกิจฉา

สีลัพพตปรามาสอิสสาและมัจฉริยะไม่เกิดต่อไปด้วยโสดาปัตติมรรค.

สังโยชน์๒คือกามราคะปฏิฆะอย่างหยาบไม่เกิดต่อไปด้วยสกทาคามิมรรค.

อย่างละเอียดไม่เกิดต่อไปด้วยอนาคามิมรรค. สังโยชน์๓คือมานะ

ภวราคะและอวิชชาไม่เกิดต่อไปด้วยอรหัตตมรรค. แม้ในคำว่าโสตญฺ

ปชานาติสทฺเทย่อมรู้ชัดโสตะนั้นด้วยเสียงด้วยเป็นต้นก็นัยนี้

เหมือนกัน. อนึ่งอายตนกถาในที่นี้พึงทราบโดยพิสดารตามนัยที่ท่าน

กล่าวไว้แล้วในอายตนนิทเทสคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

คำว่าอิติอชฺฌตฺตํวาหรือภายในความว่าพิจารณาเห็นธรรม

ในธรรมทั้งหลายของตนด้วยการกำหนดอายตนะภายในในธรรมทั้งหลาย

ของคนอื่นด้วยการกำหนดอายตนะภายนอกหรือในธรรมทั้งหลาย

ของตนตามกาลของคนอื่นตามกาลอย่างนี้อยู่. ก็ความเกิดและความเสื่อมใน

อายตนบรรพนี้พึงนำมาเทียบรูปายตนะลงในรูปขันธ์มนายตนะในอรูปายตนะ

ทั้งหลายลงในวิญญาณขันธ์ธัมมายตนะลงในขันธ์ที่เหลือไม่พึงถือว่าโลกุตตร-

ธรรม. ข้อความต่อจากนี้มีนัยดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.

สติกำหนดอายตนะเป็นอริยสัจ

ในบรรพนี้มีข้อต่างกันอย่างเดียวคือพึงประกอบความอย่างนี้ว่า

สติกำหนดอายตนะเป็นอารมณ์เป็นทุกขสัจดังนี้เป็นต้นแล้วพึงทราบว่า

เป็นทางปฏิบัตินำทุกข์ออกไปของภิกษุผู้กำหนดอายตนะเป็นอารมณ์. คำที่

เหลือก็เช่นกันแล.

จบอายตนบรรพ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 331

โพชฌงคบรรพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกธัมมานุปัสสนาโดยอายตนะ

ภายในภายนอกอย่างละ๖อย่างนี้แล้วบัดนี้เพื่อจะทรงจำแนกโดย

โพชฌงค์จึงตรัสว่าปุนจปรํยังมีอีกข้อหนึ่งดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้นบทว่าในโพชฌงค์ทั้งหลายคือในองค์ของ

สัตว์ผู้ตรัสรู้. บทว่ามีอยู่คือมีพร้อมอยู่โดยการได้มา. บทว่าสติสัม-

โพชฌงค์ได้แก่สัมโพชฌงค์กล่าวคือสติ. พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า

สัมโพชฌงค์นี้ดังนี้พระโยคาวจรตรัสรู้จำเดิมแต่เริ่มวิปัสสนาหรือพระ-

โยคาวจรนั้นตื่นลุกขึ้นจากกิเลสนิทราหรือแทงตลอดสัจจะทั้งหลายด้วยธรรม

สามัคคี๗มีสติเป็นต้นอันใดธรรมสามัคคีอันนั้นชื่อว่าสัมโพธิองค์

ของผู้ตื่นนั้นหรือธรรมสามัคคีเครื่องปลุกให้ตื่นนั้นเหตุนั้นจึงชื่อว่า

สัมโพชฌงค์. เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่าสัมโพชฌงค์กล่าวคือสติ. แม้

ในสัมโพชฌงค์ที่เหลือก็พึงทราบความแห่งคำตามนัยนี้แล. บทว่าไม่มีอยู่

คือไม่มีเพราะไม่ได้มา.

วินิจฉัยในคำว่ายถาอนุปฺปนฺนสฺสที่ยังไม่เกิดเพราะ

เหตุใดเป็นต้นดังต่อไปนี้ก่อนอื่นสติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดตามนัยอันมาใน

บาลี (สังยุตตนิกายมหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรม

เป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์มีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในสติสัม-

โพชฌงค์นั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งสติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือ

เป็นทางไพบูลย์จำเริญบริบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไปแห่งสติสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วใน

ธรรมเหล่านั้นสตินั้นแหละชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์. โยนิ-

โสมนสิการมีลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วนั่นแล. เมื่อภิกษุทำโยนิโสมนสิการนั้น

ให้เป็นไปมากๆในอารมณ์นี้แล้วสติสัมโพชฌงค์ก็เกิด.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 332

ธรรมเป็นเหตุเกิดสติสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๔ประการเป็นทางเกิดสติสัมโพชฌงค์คือ

๑. สติสัมปชัญญะ๒. การเว้นบุคคลผู้มีสติหลงลืม๓. การคบหาบุคคลผู้มี

สติมั่นคง๔. ความน้อมจิตไปในสติสัมโพชฌงค์นั้น.

ก็สติสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดด้วยสติสัมปชัญญะในฐานทั้ง๗มีก้าวไป

ข้างหน้าเป็นต้นด้วยการงดเว้นบุคคลผู้มีสติหลงลืมเช่นเดียวกับกาตัวเก็บ

อาหารด้วยการคบหาบุคคลผู้มีสติมั่นคงเช่นเดียวกับพระติสสทัตตเถระและ

พระอภัยเถระเป็นต้นและด้วยความเป็นผู้มีจิตโน้มน้อมไปเพื่อตั้งสติในอิริยาบถ

ทั้งหลายมียืนนั่งเป็นต้น. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่าก็สติสัมโพชฌงค์นั้นอันเกิดแล้ว

ด้วยเหตุ๔ประการอย่างนี้ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตตมรรค.

เหตุเกิดธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

ก็ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดตามนัยอันมาในบาลีอย่างนี้ว่าดูก่อน

ภิกษุทั้งหลายธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลฯลฯธรรมที่เปรียบด้วยธรรมฝ่าย

ดำและฝ่ายขาวมีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้นนี้เป็น

อาหารเพื่อความเกิดแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือเป็นทางไพบูลย์

เจริญบริบูรณ์เต็มที่แห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมเป็นเหตุเกิดธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๗ประการย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่ง

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์คือ๑. การสอบถาม๒. การทำวัตถุให้สละสลวย๓. การ

ปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอกัน๔. เว้นบุคคลมีปัญญาทราม๕. คบหาบุคคล

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 333

ผู้มีปัญญา๖. พิจารณาสอดส่องด้วยปัญญาอันลึกซึง๗. ความน้อมจิตไปใน

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น.

บรรดาธรรม๗ประการนั้นความเป็นผู้มากไปด้วยการสอบถามอัน

อาศัยอรรถแห่งขันธ์ธาตุอายตนะอินทรีย์พละโพชฌงค์องค์มรรค

องค์ฌานสมถะและวิปัสสนาชื่อว่าการสอบถาม.

การทำวัตถุภายในและภายนอกให้สละสลวยชื่อว่าการทำวัตถุให้

สละสลวย. ก็เวลาใดภิกษุมีผมเล็บและขนยาวเกินไปหรือร่างกายสกปรก

เปรอะเปื้อนด้วยเหงื่อและไคลเวลานั้นวัตถุภายใน (คือร่างกาย) ไม่สละสลวย

ไม่สะอาด. แต่ในเวลาใดจีวรเก่าคร่ำคร่าสกปรกเหม็นสาบหรือเสนาสนะ

รกรุงรังในเวลานั้นวัตถุภายนอกไม่สละสลวยไม่สะอาด. เพราะฉะนั้นจึง

ควรทำวัตถุภายในให้สละสลวยด้วยกิจมีการปลงผมเป็นต้นด้วยการทำร่างกาย

ให้เบาสบายด้วยกิจมีการถ่ายชำระมลทินให้ทั่วทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเป็นต้น

และด้วยการขัดสีอาบน้ำบรรเทากลิ่นเหม็น. พึงทำวัตถุภายนอกให้สละสลวย

ด้วยกิจมีการเย็บย้อมซักจีวรและทำการรมบาตรเป็นต้น. เพราะเมื่อวัตถุ

ภายในและภายนอกนั้นไม่สละสลวยเมื่อจิตและเจตสิกเกิดขึ้นแม้ปัญญาก็ไม่

ผ่องแผ้วเหมือนแสงสว่างของดวงประทีปที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตัวตะเกียงไส้

และน้ำมันที่ไม่สะอาดหมดจดฉะนั้นแต่เมื่อวัตถุภายในและภายนอกสละสลวย

เมื่อจิตและเจตสิกเกิดขึ้นแม้ปัญญาก็ผ่องแผ้วเหมือนแสงสว่างของดวง

ประทีปที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตัวตะเกียงไส้และน้ำมันที่สะอาดหมดจด

ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าการทำวัตถุให้สละสลวยย่อมเป็น

ไปเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ดังนี้.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 334

การทำปรับปรุงอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นให้สม่ำเสมอกันชื่อว่าการ

ทำปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ. ด้วยว่าถ้าอินทรีย์คือศรัทธาของเธอมีกำลัง

กล้าอินทรีย์นอกนี้อ่อนแต่นั้นอินทรีย์คือวิริยะก็ไม่อาจทำกิจคือการ

ประคองจิตได้อินทรีย์คือสติก็ไม่อาจทำกิจคือการปรากฏอินทรีย์คือสมาธิ

ก็ไม่อาจทำกิจคือความไม่ฟุ้งซ่านอินทรีย์คือปัญญาก็ไม่อาจทำกิจคือการเห็น

ได้เพราะฉะนั้นเมื่อมนสิการถึงอินทรีย์คือศรัทธานั้นด้วยการพิจารณา

สภาวธรรมหรือโดยประการใดอินทรีย์คือศรัทธามีกำลังกล้าพึงลดลงด้วย

การไม่มนสิการโดยประการนั้น. ในข้อนี้มีเรื่องท่านพระวักกลิเถระเป็น

อุทาหรณ์. ถ้าอินทรีย์คือวิริยะมีกำลังกล้าเมื่อเป็นเช่นนั้นอินทรีย์คือศรัทธา

ก็ไม่อาจทำกิจคือการน้อมใจเชื่อได้อินทรีย์นอกนี้ก็ไม่อาจทำกิจคือหน้าที่

ต่างๆของตนได้เพราะฉะนั้นจึงควรลดอินทรีย์คือวิริยะนั้นลงด้วยการ

เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นต้น. แม้ในข้อนั้นพึงแสดงเรื่องท่านพระโสณ-

เถระเป็นอุทาหรณ์. แม้ในอินทรีย์ที่เหลือก็เหมือนกันเมื่ออินทรีย์อย่างหนึ่ง

มีกำลังกล้าก็พึงทราบว่าอินทรีย์นอกนี้ก็ไม่สามารถในกิจคือหน้าที่ของตน

ได้. แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอินทรีย์นี้ท่านสรรเสริญศรัทธากับ

ปัญญาและสมาธิกับวิริยะต้องเสมอกัน. เพราะผู้มีศรัทธากล้าแต่มีปัญญา

อ่อนมีความเลื่อมใสแรงย่อมเลื่อมใสไปนอกเรื่อง. มีปัญญากล้าแต่มีศรัทธา

อ่อนย่อมฝักใฝ่ไปข้างเกเรเหมือนโรคเกิดเพราะผิดยาแก้ไขไม่ได้ฉะนั้น.

ผู้มีปัญญากล้าก็โลดแล่นเขวไปว่ากุศลมิได้ด้วยเพียงจิตตุปบาทใจคิดขณะ

หนึ่งเท่านั้นดังนี้แล้วก็ไม่ทำบุญมีทานเป็นต้นย่อมเกิดในนรก. เพราะ

อินทรีย์คือศรัทธากับปัญญาทั้งสองเสมอกันจึงเลื่อมใสในวัตถุคือพระ-

รัตนตรัยอย่างเดียว. แต่สมาธิกล้าวิริยะอ่อนโกสัชชะความเกียจคร้านย่อม

ครอบงำได้เพราะสมาธิเป็นฝ่ายโกสัชชะ. วิริยะกล้าสมาธิอ่อนอุทธัจจะ

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 335

ย่อมครอบงำได้เพราะวิริยะเป็นฝ่ายอุทธัจจะแต่สมาธิอันวิริยะเข้าประกบไว้

ย่อมไม่ตกไปในโกสัชชะวิริยะอันสมาธิเข้าประกบไว้ก็ไม่ตกไปในอุทธัจจะ.

เพราะฉะนั้นจึงควรทำอินทรีย์สองคู่นั้นให้เสมอเท่าๆกัน. ด้วยว่าอัปปนา

จะมีได้ก็เพราะอินทรีย์สองคู่เสมอกัน. อีกอย่างหนึ่งศรัทธาแม้มีกำลังกล้าก็

ควรแก่ผู้เจริญสมาธิ. เพราะผู้เจริญสมาธิเชื่อมมั่นหยั่งลงมั่นอย่างนี้จักบรรลุ

อัปปนาได้ส่วนในสมาธิกับปัญญาเอกัคคตาความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง

มีกำลังกล้าย่อมควรแก่ผู้เจริญสมาธิ. ด้วยว่าผู้เจริญสมาธินั้นย่อมบรรลุอัปปนา

ได้ด้วยเอกัคคตาอย่างนี้. ปัญญามีกำลังกล้าย่อมควรแก่ผู้เจริญวิปัสสนา.

ด้วยว่าผู้เจริญวิปัสสนานั้นย่อมถึงความแทงตลอดไตรลักษณ์ด้วยปัญญาอย่างนี้.

แต่อัปปนาจะมีได้ก็เพราะศรัทธากับปัญญาทั้งสองเสมอกันโดยแท้. ส่วน

สติมีกำลังแล้วย่อมควรในที่ทั้งปวง. เพราะว่าสติย่อมรักษาจิตมิให้ตกไปใน

อุทธัจจะด้วยอำนาจศรัทธาวิริยะปัญญาซึ่งเป็นฝ่ายอุทธัจจะมิให้ตก

ไปในโกสัชชะเพราะสมาธิเป็นฝ่ายโกสัชชะ. เพราะฉะนั้นสตินั้นจึงจำต้อง

ปรารถนาในที่ทั้งปวงเหมือนการปรุงรสด้วยเกลือจำปรารถนาในการปรุงอาหาร

ทุกอย่างและเหมือนอำมาตย์ผู้ชำนาญในราชกิจทุกอย่างจำปรารถนาในราชกิจ

ทุกอย่างฉะนั้น. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าสติจำปรารถนาใน

ที่ทั้งปวงเพราะเหตุไรเพราะจิตมีสติเป็นที่อาศัยและสติมีการอารักขาเป็น

ที่ปรากฏเว้นสติเสียแล้วจะประคองและข่มจิตไม่ได้เลย.

การเว้นบุคคลผู้มีปัญญาทรามไม่มีปัญญาหยั่งลงในประเภทแห่งธรรม

มีขันธ์เป็นต้นให้ห่างไกลชื่อว่าการงดเว้นบุคคลทรามปัญญา. การคบหา

บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญารอบรู้ความเกิดและความเสื่อมแห่งสภาวธรรมอัน

กำหนดด้วยลักษณะ๕๐ถ้วนชื่อว่าคบหาบุคคลผู้มีปัญญา. การพิจารณา

ประเภทแห่งปัญญาอันลึกซึ้งที่เป็นไปในสภาวธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้นอัน

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 336

ลุ่มลึกชื่อว่าการพิจารณาสอดส่องด้วยปัญญอันลึกซึ้ง. ความเป็นผู้มีจิตอัน

โน้มน้อมไปเพื่อตั้งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ในอิริยาบถทั้งหลายมียืนนั่ง

เป็นต้นชื่อว่าความน้อมจิตไปในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น. ภิกษุย่อมรู้ชัดว่า

ก็ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้นที่เกิดด้วยอาการอย่างนี้ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วย

อรหัตตมรรค.

วิริยสัมโพชฌงค์

วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดตามนัยอันมาแล้วในบาลี (สังยุตตนิกาย

มหาวารวรรค) อย่างนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายอารภธาตุ (ธาตุคือความเริ่ม

ความเพียร) นิกกมธาตุปรักกมธาตุ (ธาตุคือความเพียรก้าวไปข้างหน้า)

มีอยู่การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธาตุทั้ง๓นั้นนี้เป็นอาหารเพื่อความ

เกิดแห่งวิริยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดหรือเป็นไปเพื่อความไพบูลย์เจริญบริบูรณ์

เต็มที่แห่งวิริยสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วดังนี้.

ธรรมเป็นเหตุเกิดวิริยสัมโพชฌงค์

อีกอย่างหนึ่งธรรม๑๑ประการย่อมเป็นไปเพื่อความเกิดแห่ง

วิริยสัมโพชฌงค์คือ๑. การพิจารณาเห็นภัยในอบาย๒. การเห็นอานิสงส์

๓. การพิจารณาวิถีทางดำเนิน๔. ความเคารพยำเกรงในบิณฑบาต๕. การ

พิจารณาความเป็นใหญ่แห่งการรับทรัพย์มรดก๖. การพิจารณาความมีพระ-

ศาสดาเป็นใหญ่๗. การพิจารณาความมีชาติเป็นใหญ่๘. การพิจารณาความ

มีสพหมจารีเป็นใหญ่๙. การงดเว้นบุคคลเกียจคร้าน๑๐. การคบหาบุคคล

ผู้ปรารภความเพียร๑๑. ความน้อมจิตไปในวิริยสัมโพชฌงค์นั้น.

พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกายมหาวรรคเล่ม๒ภาค๒ - หน้าที่ 337

. การพิจารณาเห็นภัยในอบาย

บรรดาธรรม๑๑ประการนั้นเมื่อภิกษุผู้เจริญวิริยสัมโพชฌงค์แม้

พิจารณาเห็นภัยในอบายอย่างนี้ว่าใครๆไม่อาจยังวิริยสัมโพชฌงค์ให้เกิดได้

ในเวลาที่เสวยทุกข์ใหญ่จำเดิมแต่ถูกลงโทษด้วยเครื่องจองจำ๕ประการในนรก

ก็ดีในเวลาที่ถูกเขาจับด้วยเครื่องจับมีข่ายแหและอวนเป็นต้นบ้างในเวลาขับ

ต้อนทิ่มแทงด้วยเครื่องประหารมีปะฏักเป็นต้นให้ลากเกวียนบ้างในกำเนิด

สัตว์ดิรัจฉานก็ดีในเวลาที่ทุรนทุรายด้วยความหิวกระหายตั้งหลายพันปีบ้าง

พุทธันดรหนึ่งบ้างในเปรตวิสัยก็ดีในเวลาที่ต้องเสวยทุกข์อันเกิดแต่ลมและ

แดดเป็นต้นด้วยเรือนร่างที่สูงประมาณ๖๐ศอก๘๐ศอกเหลือแต่หนังหุ้ม

กระดูกในจำพวกกาลกัญชิกอสูรก็ดีดูก่อนภิกษุเวลานี้เท่านั้นเป็นเวลา

ทำความเพียรของเธอดังนี้วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดขึ้นได้.