คุณสมบัติของอริยบุคคล
อริยบุคคลคือผู้ที่ได้บรรลุธรรมตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ อริยบุคคลมีทั้งเพศชายและหญิง ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าความเป็นอริยบุคคลไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเนิด แต่อยู่ที่ธรรมซึ่งประพฤติปฏิบัติและฝึกฝนอบรมให้มีขึ้นในจิตใจของบุคคล ผู้ใดรู้แจ้งเข้าใจสัจธรรมที่มีอยู่โดยธรรมดาแห่งธรรมชาติผู้นั้นเป็นอริยะ[๑] คุณธรรมหรือระดับจิตของอริยบุคคลที่พัฒนาแล้วย่อมขึ้นอยู่กับผลที่ได้รับจากการปฏิบัตินั้นว่า สามารถขัดเกลากิเลสออกไปจากจิตใจหรือภูมิของจิตที่แตกต่างกันไปตามลำดับ อาจสรุปได้ว่ามีอยู่ ๒ ระดับใหญ่ ๆ คือ
ปุถุชน หมายถึง คนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป ซึ่งยังไม่ได้เป็นอริยบุคคลหรือพระอริยะ ปุถุชนเป็นบุคคลเบื้องต่ำสุด มนุษย์ทุกคนในระดับนี้สามารถพัฒนาจิตใจของตนจนกลายเป็นคนเก่ง มีความสุข คนดีของสังคม เป็นผู้มีระเบียบวินัย เคารพกฏหมาย และอยู่ในกรอบวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของสังคม ได้รับการพัฒนาปัญญา เกิดความรู้ ความเข้าใจตามความเป็นจริง รู้จักคิด คิดเป็น ได้รับการพัฒนาพฤติกรรม พัฒนาคุณธรรม ทำให้สามารถดำรงชีวิตกับเพื่อนมนุษย์ สรรพสัตว์ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมธรรมชาติได้อย่างดี ได้รับการพัฒนาคุณภาพจิต ทำให้จิตใจเป็นสุข ปลอดทุกข์ มีอิสรภาพ ไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสทั้งปวง
อริยบุคคล หมายถึงบุคคลผู้เป็นอริยะ บุคคลผู้ประเสริฐ ตามแนวพระพุทธศาสนานั้น ผลสูงสุดของการปฏิบัติธรรมในระดับลึกคือการได้บรรลุเป็นอริยบุคคล ในพระสุตตุนตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรคได้แบ่งอริยบุคคลเป็น ๔ ระดับคือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์[๒] การแบ่งระดับของอริยบุคคลเหล่านี้ มิใช่แบ่งตามลักษณะทางกายภาพ หากแต่เป็นการแบ่งตามระดับจิตที่ละกิเลสได้ ในบรรดาอริยบุคคลเหล่านี้ พระอรหันต์เป็นพระอริยบุคคลที่มีคุณสมบัติเด่นและสำคัญที่สุด เพราะพระอรหันต์เป็นผู้ที่มีจิตหลุดพ้นจากกิเลสทุกชนิด เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ที่สุด การที่พระอริยบุคคลประเภทอื่นจะผ่านมาถึงขั้นเป็นพระอรหันต์จะต้องพัฒนาจิตจนกระทั่งเหลือกิเลสเบาบางที่สุดจนหมดสิ้นไป การที่จะเข้าใจสถานะของพระอริยบุคคลประเภทต่าง ๆ ได้ดีนั้นจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องศึกษาประวัติของพระอริยบุคคลตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก พระโสดาบัน เป็นพระอริยะบุคคลกลุ่มแรกที่ถือว่าเป็นผู้เข้าสู่กระแสพระนิพพาน
โสดาบันบุคคล เป็นอริยบุคคลประเภทแรกที่ได้สัมผัสกระแสพระนิพพาน พระโสดาบันสามารถละสังโยชน์ได้ ๓ คือ ๑) สักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดว่ามีตัวตน ๒) วิจิกิจฉา ความสงสัยในพระพุทธเจ้า ๓) สีลัพพตปรามาส ความยึดมั่นในศีลพรต[๓] อริยบุคคลในระดับต้นนี้มีความจำเป็นสำหรับปุถุชนหรือคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนสามารถบำเพ็ญคุณธรรมให้เกิดแก่ตนได้ ดังในสังยุตตรนิกาย มหาวรรค พระพุทธเจ้าตรัสแนะนำว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงอนุเคราะห์เหล่าชนผู้เป็นมิตร เป็นอำมาตย์ ญาติหรือสายโลหิต ผู้ที่สำคัญโอวาทว่า เป็นสิ่งที่ตนควรฟัง พึงยังเขาเหล่านั้นให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ ในองค์แห่งธรรมเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ คือ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในศีลที่พระอริยะเจ้าใคร่แล้วไม่ขาด[๔]
โสดาบุคคล เป็นผู้หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) คือไม่มีวิจิกิจฉา(ความสงสัย) ในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยเห็นว่าพระพุทธเจ้านั้นทรงเป็นบุคคลตัวอย่างที่แท้จริง เพราะมีความเชื่อในพระพุทธเจ้าด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ไม่คลอนแคลนนี้เอง ที่ทำให้หมดความยึดมั่นในตัวตน (สักกายทิฏฐิ) และไม่เห็นความสำคัญของการยึดติดในศีลและพรต (สีลัพพตปรามาส) เพราะการเคารพนับถือในพระพุทธเจ้าย่อมมีความหมายที่สำคัญกว่าการถือว่าตนเองสำคัญ และเกาะเกี่ยวอยู่ในระบบของศีลและพรต การที่โสดาบุคคลเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย ก็จะทำให้ความเชื่อในสิ่งที่ไม่ใช่สาระของการดับทุกข์หมดไป มีแต่มุ่งหน้าเพื่อก้าวไปสู่ความอิสระภาพทางจิตใจคือการบรรลุนิพพาน แม้ว่าโสดาบุคคลจะยังเกิดอยู่อย่างมากอีก ๗ ชาติ แต่โสดาบุคคลก็จะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอย่างแน่นอน ดังนั้นการเกิดของโสดาบุคคลจึงเป็นการกิดที่มีความหมายมากกว่าการเกิดของปุถุชนทั่วไป ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า ยิ่งกว่าความเป็นพระราชเอกบนพื้นปฐพี ยิ่งกว่าการไปสู่สวรรค์ ยิ่งกว่าความเป็นอธิบดีในโลกทั้งปวง สิ่งประเสริฐล้ำคือ โสดาปัตติผล[๕]
นอกจากโสดาบันบุคคลละสังโยชน์ได้ ๓ อย่าง ดังกล่าวแล้วยังเป็นผู้ปิดประตูอบายได้ คือปิดสถานที่ที่ไม่มีความเจริญ หรือสถานที่มีแต่ความทุกข์ ความเดือดร้อนใจ เรียกว่าอบายภูมิมี ๔ ประเภทคือ นิรยะ(นรก) ๑ ติรัจฉานโยนิ(กำเนิดดิรัจฉาน) ๑ ปัตติวิสัย(ภูมิแห่งเปรต) ๑ อสุรกาย(พวกอสุรกาย) ๑[๖]
มนุษย์ปุถุชนผู้ประมาท คือผู้ที่พลาดพลั้งทำความชั่ว จะต้องตกลงไปในอบายภูมิเหล่านี้ภูมิใดภูมิหนึ่งหลังจากที่ตายไปแล้ว เพื่อเสวยผลแห่งกรรมที่ตนได้กระทำไว้ สำหรับโสดาบันบุคคลนั้นได้กำจัดกิเลสอันจะนำไปสู่อบายภูมิได้หมดแล้ว
สกทาคามีบุคคล ละกิเลสได้เหมือนพระโสดาบันคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แต่ทำราคะ โทสะ โมหะ เหลือเบาบางยิ่งขึ้น เมื่อโสดาบันบุคคลได้พากเพียรในการฝึกฝนอบรมจิตของตน โดยปรับปรุงอินทรีย์ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ให้สม่ำเสมอจนอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ภาวะของโสดาบันบุคคลก็จะเปลี่ยนไปสู่ความก้าวหน้าในทางธรรมก็จะอยู่ในระดับสูงขึ้นเป็นสกทาคามีบุคคล แม้ว่าสกทาคามีบุคคลจะละกิเลสได้เท่ากับโสดาบันบุคคล แต่สกทาคามีบุคคลก็มีกามราคะคือความพึงพอใจในกามคูณ ๕ และความพยาบาทเบาบางกว่าโสดาบันบุคคล ดังพระบาลีว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อความเบาบางของกามราคะ และพยาบาท ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามีผล ผู้มีกามราคะ และพยาบาทเบาบางแล้วบุคคลนั้นท่าน เรียกว่า พระสกทาคามี[๗]สกทาคามีบุคคลละสังโยชน์ได้ ๓ ประการเท่ากับโสดาบันบุคคล แต่ทำราคะ โทสะ และโมหะ ให้เบาบางลงได้ ดังนี้
๑. เป็นผู้มีกามราคะเบาบาง แต่ยังมีความพอใจยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะที่เบาบาง แต่ความพอใจที่ปรากฏอยู่ในจิตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้ความอยากได้ในลาภ ยศ สรรเสริญและสุขจะยังคงมีอยู่
๒. เป็นผู้มีความโกรธเบาบาง แม้ว่าท่านยังมีความโกรธอยู่บ้าง แต่ก็มีอยู่น้อยมาก เป็นเพียงแต่สิ่งที่ทำให้ไม่พอใจอย่างเบาบางเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น เพราะเหตุที่จิตของท่านได้พัฒนาสูงขึ้นแล้ว
๓. เป็นผู้ไม่พูดคำหยาบ พูดส่อเสียดด้วยโทสะจริตที่รุนแรง คงมีโทสะเหลืออยู่บ้าง แต่เบาบาง เพราะท่านได้ทำโทสะให้เบาบางลงได้แล้ว
กล่าวได้ว่าลักษณะจิตของสกทาคามีบุคคล ยังคงมีความยินดีในโลกธรรมคือ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญอยู่แต่ไม่มากนัก หากมีเหตุจำเป็นที่จะต้องสูญเสียโลกธรรมไปอย่างใดอย่างหนึ่ง สกทาคามีบุคคลก็จะไม่รู้สึกสูญเสียจนเกินไป คือไม่มีลักษณะของการยึดติดหลงไหล เมื่อเปรียบเทียบกับปุถุชนแล้ว สำหรับปุถุชนนั้นเนื่องจากยังติดข้องอยู่ในโลกธรรมจนยากที่จะสลัดออกได้ เมื่อต้องสูญเสียโลกธรรมไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งย่อมมีความเศร้าโศกใจจนเป็นเหตุให้ทำกรรมชั่วไปเกิดในอบายภูมิ ส่วนสกทาคามีบุคคลไม่มีความคิดที่จะทำกรรมอันเป็นเหตุให้ต้องไปเกิดในอบายภูมิอีกต่อไป แม้ว่าสกทาคามีบุคคลจะยังเกิดอีกแต่ก็เกิดอีกเพียงชาติเดียวเท่านั้น จึงจะสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ให้หมดสิ้นไปได้[๘] และชาตินั้นก็จะได้บรรลุเป็นอรหันต์
อนาคามีบุคคล ละกิเลสได้เหมือนสกทาคามีบุคคลคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และละกิเลสได้เพิ่มขึ้นอีก ๒ อย่างคือ กามราคะ(ความกำหนัดด้วยอำนาจกิเลสกาม) ปฏิฆะ(ความขุ่นเคือง) รวมเป็นสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่างเรียกว่า โอรัมภาคิยสังโยชน์ อนาคามีบุคคลที่สามารถพัฒนาจิตขึ้นมาในระดับนี้ ถือได้ว่าเกิดจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือ กามราคะ(ความกำหนัด) โทสะ (ความโกรธ) ที่เคยเบาบางในขั้นสกทาคามีบุคคล พอมาถึงขั้นอนาคามีบุคคลกิเลสคือราคะและโทสะก็จะหมดไปทันที การที่จิตใจของอนาคามีบุคคลจะบริสุทธิ์และพัฒนาให้สูงยิ่งขึ้นไปอีกนั้น ก็คือในสังโยชน์ ๑๐ ประการ ที่เป็นเครื่องผูกใจสัตว์โลกให้เวียนว่ายตายเกิด ได้รับความทุกข์อยู่ในสังสารวัฏนั้นอนาคามีบุคคลกำจัดสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๕ ประการ โดยกำจัดได้มากกว่าโสดาบันบุคคลและสกทาคามีบุคคล อยู่ ๒ ข้อด้วยกันคือ กามราคะ และปฏิฆะ ดังนี้
๑. เป็นผู้ไม่มีกามราคะ คือความอยากความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจ ไม่มีเหลือในจิตใจของอนาคามีบุคคล กล่าวคือความยินดีในกามคุณทุกชนิดได้ถูกกำจัดไปหมดแล้ว ถึงแม้ว่าอนาคามีบุคคลยังอยู่ครองเรือนโดยไม่ได้ออกบวชก็ตาม ความเกี่ยวข้องในเรื่องกามคุณก็ไม่มีเลย เปรียบเหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัวเพราะท่านได้ทำลายกามราคะสิ้นแล้ว มีแต่ความมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรทำความดีให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อการบรรลุนิพพานในที่สุด
๒. เป็นผู้ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลงเหลืออยู่ รวมทั้งความพยาบาทด้วย ความเศร้าโศกเสียใจในเรื่องที่เสื่อมจากลาภ เสื่อมจากยศ ความทุกข์ และนินทา ก็จะหมดสิ้นไป เพราะว่าท่านสามารถทำลายความโกรธได้หมดสิ้นแล้ว และท่านเป็นผู้ที่มีจิตใจสุขุมเยือกเย็นมากกว่าสกทาคามีบุคคล
เมื่อสกทาคามีบุคคลได้พัฒนาจิตของตนจนบรรลุเป็นอนาคามีบุคคลแล้ว การกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกก็ถือว่าสิ้นสุดลง มีแต่จะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส ๕ ชั้นคือ ชั้น อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา ตามความอ่อนแก่ของอินทรีย์ทั้ง ๕ ดังนี้คือ
๑. อนาคามีบุคคลที่มีศรัทธาแก่กล้าไปเกิดในพรหมโลกชั้นอวิหา
๒. อนาคามีบุคคลที่มีวิริยะแก่กล้าไปเกิดในพรหมโลกชั้นอตัปปา
๓. อนาคามีบุคคลที่มีสติแก่กล้าไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทัสสา
๔. อนาคามีบุคคลที่มีสมาธิแก่กล้าไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทัสสี
๕. อนาคามีบุคคลที่มีปัญญาแก่กล้าไปเกิดในพรหมโลกชั้นอกนิฏฐา[๙]
อนาคามีบุคคลที่ไปเกิดในพรหมโลกชั้นต่าง ๆ ก็เนื่องจากว่ามีความแตกต่างกันที่คุณธรรม อย่างไรก็ตามอนาคามีบุคคล ถือว่าเป็นอริยบุคคลที่ใกล้ต่อการบรรลุเป็นพระอรหันต์ที่สุด หากในชาติที่เป็นมนุษย์มีอินทรีย์ทั้ง ๕ แก่กล้าพร้อมกับมีวาสนาบารมีสมบูรณ์ก็จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ แต่เมื่ออนาคามีไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสชั้นใดชั้นหนึ่งใน ๕ ชั้นนั้นแล้ว บางท่านได้บรรลุเป็นอรหันต์ และนิพพานในภพที่เกิดนั้น แต่บางท่านเลื่อนขึ้นไปอยู่ในชั้นสุทธาวาสที่สูงขึ้นไปอีกแล้วจึงได้บรรลุเป็นอรหันต์
พระอรหันต์ การพัฒนาจิตในขั้นสูงสุดทางพระพุทธศาสนา มีผลสำเร็จทำให้ผู้ปฏิบัติได้เป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นบุคคลในอุดมคติหรือได้รับประโยชน์สูงสุดของชีวิต พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพุทธบริษัท เพื่อกล่อมเกลาจิตใจของมนุษย์ให้พัฒนาขึ้นจากความเป็นปุถุชนที่ยังมีกิเลสให้ตรัสรู้ตามพระองค์เป็นลำดับจนหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ คุณสมบัติของพระอรหันต์ที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกคือ เป็นบุคคลที่มีจิตที่ฝึกฝนมาแล้วเป็นอย่างดีที่สุด[๑๐]
บุคคลผู้เป็นพระอรหันต์เป็นผู้มีจิตหมดจดจากกิเลสทั้งปวง โดยเฉพาะกิเลสอย่างละเอียดซึ่งอริยบุคคลขั้นอื่นไม่สามารถทำให้หมดจากสันดานได้ ตามหลักพระพุทธศาสนา บุคคลผู้ละสังโยชน์เบื้องสูง (อุทธัมภาคิยสังโยชน์) ได้ทั้งหมด จึงจะชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ รวมทั้งได้ละกิเลสที่ โสดาบุคคล สกทาคามีบุคคล และอนาคามีบุคคล ละได้ทั้งหมดโดยไม่มีส่วนเหลือ ความเป็นพระอรหันต์จึงเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ที่สุด
จิตของพระอรหันต์ไม่มีสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ รวมทั้งกิเลสเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ยังเหลืออยู่ในจิใจของอนาคามีบุคคล ย่อมดับลงอย่างเด็ดขาดโดยหมดสิ้น สังโยชน์เบื้องสูงอันเป็นกิเลสอย่างละเอียด ๕ ประการ คือ
๑. รูปราคะ ความกำหนัดยินดีในรูป
๒. อรูปราคะ ความกำหนัดยินดีในสภาวะที่มิใช่รูป
๓. มานะ ความถือตัว
๔. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
๕. อวิชชา ความไม่รู้[๑๑]
สภาวะจิตของพระอรหันต์ที่หลุดพ้นจากกิเลส มี ๕ ลักษณะคือ
๑. ไม่มีความยินดีในการไปเกิดเป็นรูปฌาน ความยาก(โลภ) พระอรหันต์ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานโดยผ่านขั้นสมถกรรมฐานมาแล้ว ดังนั้นจิตที่ถูกความโลภเข้าไปปรุงแต่งจึงไม่มีอีกต่อไป(ละรูปราคะและอรูปราคะ) ผู้ได้รูปฌานนั้นมักหลงติดพัวพันยินดีในภาวะที่มีความสุขอย่างมากซึ่งเกิดจากฌาน และจัดว่าเป็นกิเลสชนิดที่ละเอียดมาก เพราะยังทำให้บุคคลนั้นต้องเวียนว่ายตายเกิด ประสบทุกข์อยู่อีก แต่กิเลสเช่นนี้ไม่มีอยู่ในจิตของพระอรหันต์ เพราะท่านมองเห็นทุกข์ในสังสารวัฏอย่างชัดแจ้ง
๒. เป็นผู้ไม่มีความยินดีในอรูปฌาน ได้แก่อรูปฌานที่เกิดจากการปฏิบัติสมถกรรมฐานต่อจากรูปฌานซึ่งทำให้จิตสงบเยือกเย็น และละเอียดยิ่งกว่าความสงบในรูปฌาน แต่กิเลสชนิดนี้ได้หมดสิ้นไปจากจิตของพระอรหันต์ และทำให้เป็นผู้ไม่หลงติดอยู่ในอรูปฌาน เพราะเนื่องจากท่านได้หมดความยินดีความพอใจในภพทั้งปวง
๓. จิตของพระอรหันต์ไม่มีความถือตัว(มานะ) ไม่ว่าจะเป็นความถือตัวว่าตนประเสริฐกว่าคนอื่นหรือถือว่าตนเองเลวกว่าคนอื่นก็ตาม เพราะความรู้สึกทั้งสองอย่างนั้นเป็นความเห็นผิดเกี่ยวกับตัวตน(อัตตา) พระอรหันต์นั้นมีความรู้แจ้งเห็นจริงในเบญจขันธ์อย่างแท้จริง ได้เห็นอนัตตาอย่างแจ้งชัดที่สุด ได้ถอนความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้อย่างสิ้นเชิง ส่วนพระอริยบุคคลประเภทอื่นก็เข้าใจในรูปนามเหมือนกันแต่ยังไม่ชัดแจ้งเหมือนพระอรหันต์
๔. สภาพจิตของพระอรหันต์ไม่มีความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) สำหรับปุถุชนความฟุ้งซ่านเป็นอุปสรรคที่สำคัญมากในการทำความดีทุกอย่าง ยกเว้นเมื่อได้เจริญวิปัสสนาบ้างความฟุ้งซ่านจะลดน้อยลง เมื่อจิตได้รับการพัฒนาจนเป็นอริยบุคคลประเภทใดประเภทหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนาญาณสามารถข่มหรือระงับความฟุ้งซ่านไว้ได้ชั่วขณะเท่านั้น เพราะเป็นกิเลสที่ละเอียดอ่อนมาก พอได้มีการพัฒนาจิตมาถึงเป็นพระอรหันต์จึงสามารถตัดความฟุ้งซ่านได้อย่างเด็ดขาด
๕. สภาวะจิตของพระอรหันต์ไม่มีความหลงผิดหรือไม่มีอวิชชาเข้าครอบงำ อวิชชาในที่นี้หมายถึง ความไม่รู้แจ้งในความจริงของชีวิต และสิ่งทั้งหลาย ไม่รู้ถึงการปฏิบัติที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และความไม่รู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจ ๔ คือ ไม่รู้จักความทุกข์(ทุกข์) ไม่รู้จักสาเหตุแห่งความทุกข์(สมุทัย) ไม่รู้แจ้งความดับทุกข์(นิโรธ) และไม่รู้จักทางดำเนินไปสู่ความดับทุกข์(มรรค) พระอรหันต์ได้รู้แจ้งอริยสัจโดยสมบูรณ์จึงสามารถทำลายอวิชชาได้โดยเด็ดขาด[๑๒]
การพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ทำไมอริยะบุคคลทั้ง ๓ ประเภทจึงไม่สามารถทำลายอวิชชาได้ ตอบว่า การที่อริยะบุคคลประเภทอื่นมีปัญญาแต่ไม่ถึงขนาดสามารถทำลายอวิชชาได้หมด เนื่องด้วยปัญญาของอริยะบุคคลทั้ง ๓ ประเภทนั้นปรากฏดุจฟ้าแลบ ส่วนปัญญาที่เกิดแก่พระอรหันต์นั้น เป็นดุจฟ้าผ่า[๑๓] ดังนั้นจิตพระอรหันต์จึงเป็นจิตที่ว่างเปล่าจากอัตตาและสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับอัตตา
พระอรหันต์แม้จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แต่จิตของท่านก็บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสทั้งหลาย ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่มีตัณหา อุปาทาน มีแต่ความสุขร่มเย็นในจิตใจอย่างสูงสุด พระอรหันต์เป็นอริยะบุคคลชั้นสูงสุดได้พัฒนาจิตใจถึงที่สุดแล้วเป็นอเสขบุคคล ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่แล้ว กรณียะได้ทำแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีก[๑๔] มีแต่จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นต่อไปเท่านั้น เป็นบุคคลตัวอย่างที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมอย่างสูง ควรแก่การเคารพบูชาอย่างยิ่ง และเป็นนาบุญของโลกอย่างยอดเยี่ยม
ประวัติผู้รวบรวมและเขียน
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
วันเดือนปีเกิด วันพฤหัสที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๒
ที่อยู่ปัจจุบัน ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย๓ เขตบางแค กรุงเทพฯ
วุฒิการศึกษา
พ.ศ.๒๕๒๐–๒๕๒๔ นิติศาสตร์บัณฑิต สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา
พ.ศ.๒๕๔๘-๒๕๕๐ พุทธศาสนมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ประสบการณ์การทำงาน
พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๖ รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณสุขศาสตร์
พ.ศ. ๒๕๓๓–๒๕๓๖ เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี
เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทพี.ไทย.อาคิเต็คฯจก.
พ.ศ. ๒๕๓๗–๒๕๓๙เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เอส.เอส.โกลเด้นท์แลนด์
พ.ศ. ๒๕๓๕– ๒๕๓๙เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพฯ
ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น
กิจการทางพระพุทธศาสนา
พ.ศ. ๒๕๔๒– ๒๕๔๖ เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภา
ผู้แทนราษฎร สังกัดคณะกรรมาธิการศาสนา
วัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร
พ.ศ. ๒๕๔๒–๒๕๔๖ เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา
ประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔
พ.ศ. ๒๕๔๓–๒๕๔๗ เป็นนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ
รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมี
สถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ A.M. ๑๔๒๒
อาจารย์พิเศษสอนระดับปริญญาโทตามสถาบันการศึกษาหลายแห่ง
พ.ศ. ๒๕๔๕–ปัจจุบัน เป็นเวบมาสเตอร์ จัดทำโฮมเพจให้องค์กรพุทธฯหลายแห่ง
พ.ศ. ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย
พ.ศ. ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร
พ.ศ. ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่า ร.ร.วัดราชาธิวาส
ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน
พ.ศ. ๒๕๓๙ – ปัจจุบัน ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ปตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท
[๑]สํ.ม.๑๙/๑๗๐๘/๔๓๑.
[๒]ที.ส.๙/๒๕๐–๒๕๔/๑๙๒–๑๙๓.
[๓]สํ.มหา.๑๙/๑๔๗๐/๓๕๗.
[๔]สํ.มหา.๑๙/๑๔๙๓/๓๖๔.
[๕]ขุ.ธ.๒๕/๒๓/๓๒.
[๖]ขุ.อิติ.๒๕/๒๗๓/๒๘๑.
[๗]สํ.มหา.๑๙/๑๔๗๐/๓๕๗.
[๘]ที.ส.๙/๒๕๑/๑๙๒.
[๙]ที.ปา.๑๑/๒๙๔–๒๙๕/๒๓๐.
[๑๐]ขุ.ธ.๒๕/๑๓/๑๗.
[๑๑]องฺ.ทสก.๒๔/๑๐๐/๒๐๖.
[๑๒]พระมหาบุญชิต สุดโปร่ง, ศึกษาวิเคราะห์คุณสมบัติของพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัญฑิต สาขาศาสนาเปรียบเทียบ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๓๖, หน้า ๙๗.
[๑๓]พระภัททันตอาสภเถระ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ, วิปัสสนาธุระ, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ C ๑๐๐ DESIGN CO. , LTD.๒๕๓๖), หน้า ๑๖๘.
[๑๔]สํ.นิ.๑๖/๑๙๒/๙๑.