เมื่อสัปดาห์ก่อน ชลัญได้รับ contact mail  จากคนๆหนึ่งอายุ 42 ปี  เป็นผู้ชายบอกว่า  เขา เป็น พาร์กินสันเหมือนชลัญ เลย   เป็นมา 10 ปีน่ะ มาอ่านบทความชลัญ แล้วก็เลย mail มาหา ให้เบอร์โทร.ชลัญไว้ บอกว่าเขาอยากคุยด้วย ถึงโรคที่เป็น  

        ตอนแรกชลัญตัดสินใจว่าจะโทร.กลับ  แต่คิดๆไป ช่วงนี้ชลัญดวงไม่ค่อยดี  

         โทร.หาใครก็ไม่มีใครรับสาย  หรือ นัดใครก็ไม่มีใครว่าง....... เฮ้ย ....

          หากรับสายถามว่างหรือเปล่า ก็ตอบมาว่า “ บอกก่อนซิว่า เป็นใครจะได้บอกว่าว่างหรือไม่ว่าง” แรงสสสส์อ่ะ  (แซวนิดสสส์นะ)

           บางคนก็มีแซวมาบ้าง ว่า “ไม่ว่าง ๆ ๆ  ๆ ๆ”

           บางคนบอกชีวิตติดเงื่อนไข  .....

            ....... เฮ้ย .... ....... เฮ้ย .... ....... เฮ้ย ....

ก็เลยรู้สึกว่า  มีแต่คนยุ่งๆ  เอางี้ล่ะกัน  ไม่โทร.ไปหรอก  อยากคุยด้วยก็โทร.มาเองไป๊ (มีเล่นตัวนิด)  ก็เลย mail เบอร์โทร.กลับไป    เพราะชลัญคงเป็นคนเดียวที่ว่างตาลอด  

        ปรากฏว่าวันนี้โทร.มาจริงแฮะ  คุยกันนานทีเดียว  จากการสอบถามอาการ เหมือน ชลัญเป๊ะ  แต่ดูจะแย่กว่า  ที่  มีปัญหาอาการข้างเคียงของยามากกว่าชลัญ  อาการนี้เรียกว่า Extrapyramidal symptoms   เป็นอาการหยุกหยิกอยู่ไม่สุข  เป็นอาการข้างเคียงของยา  ชลัญโชคดีกว่า  ไม่ค่อยมีอาการ  กินยาไม่ด้อยกว่าชลัญเล้ย  เฮ้ยหัวอกเดียวกัน  

          จากการสนทนาทำให้รู้ว่า  การมีความเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง นี้ไม่เพียงเราจะต้องต่อสู้กับโรคอย่างเดียวดาย เพราะไม่มีใครเขามาช่วยเราเป็นด้วย  เรายังต้องผจญกับปัญหาต่างๆรอบด้าน  ซึ่งล้วนอาศัยความเข้มแข็งในจิตใจมากพอดู  หากมีคนเข้าใจเราบ้างสักหนึ่งก็คงจะดีไม่น้อย  ชลัญยังโชคดี ที่มีครอบครัวที่เข้าใจ  มีเพื่อร่วมงานที่ดี  มีกัลยาณมิตรที่น่ารัก  มีสหายที่น่านับถือ มีอาจารย์ที่เคารพ  

  แต่หากว่าคนๆนั้นต้องป่วย แล้ว  ต้องรับสภาพของความไม่เข้าใจจากคนรอบข้างนี่  ขอบอกว่า อย่าหวังว่าคนไม่ข้างเขาจะเข้าใจเรา 

  วันนี้จึงลุกขึ้นมาเขียนบันทึกเป็นหนึ่งเสียงของผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่ยังไม่มีทางรักษาว่า

“ไม่มีใครอยากเป็นคนป่วยหรอกนะ ไม่อยากถูกเลือกให้รับเกียรตินี่เท่าไรนักหรอก แต่เมื่อได้รับเลือกแล้วเราก็ต้องก้มหน้ารับกรรมนี้ต่อไป  แต่โรคบางอย่างมัน ไม่สามารถควบคุมได้  บางครั้งดูเหมือนเราปกติ  บางครั้งดูเหมือนเป็นคนป่วย  บางคนมองดู บอกแกล้งทำเรียกร้องความสนใจเปล่า  หากแกล้งคงไม่อยากกินยาวันละ 12 เม็ดหรอกนะ  โปรดเข้าใจเขาด้วย  โดยเฉพาะคนข้างกาย พ่อ แม่ พี่น้อง  คุณคือกำลังใจสำคัญของคนป่วย  หากคุณไม่เข้าใจแล้ว  เราคงหมดที่พึงพิงใจ  เท่านี้”

  ชลัญได้รับคำสอนจากผู้ใหญ่ที่ชลัญเคารพ  เวลาที่รู้สึกท้อแท้  เศร้า หรือไม่สบายใจ แล้วทำให้ชลัญมีกำลังใจ หันหน้าเผชิญกับปัญหา และความทุกข์  นั้น ท่านบอกชลัญว่า

  “โจ้ ฟังป้า ตั้งสติให้ดี มองเห็นคุณค่าในตัวเอง หากเราเองมองไม่เห็นแล้ว อย่าหวังว่าคนอื่นจะมองเห็น”

  คำพูดนี้ทำให้ชลัญเรียกสติกลับมาได้  ใช่เราต้องมองเห็นคุณค่าในตัวเรา  ถึงแม้เราป่วยเราก็ป่วยเพียงร่างกาย สำหรับใจนั้นเราจะไม่ยอมป่วยตามแน่ 

  ชลัญขอเป็นกำลังใจให้คนป่วยด้วยโรคเรื้อรังทุกท่าน ค่ะ


ชลัญธร  ตรียมณีรัตน์

ผู้ป่วยพาร์กินสัน