โครงการธรรมศึกษาวิจัย

การปฎิบัติอิริยาบทบรรพ

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการ

ทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑

๕๐๐ เล่ม เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

ชาวโลกมนุษย์ทุกวันนี้เขาชอบของปลอมไม่ชอบของจริงทุกคนจึงพยายามเสริมของปลอมเอามาหลอกกันรูปร่างกายมนุษย์เรามีอะไรเราอาจทราบได้ด้วยการศึกษาตามธรรมดาวิชาโลกๆแต่กระนั้นก็ยังดูไม่ออกไม่เข้าใจในรูปที่เห็นเสียงที่ได้ยินกลิ่นที่ได้ดมรสที่ได้ลิ้มและสัมผัสที่ได้กระทบถูกต้องแม้พระพุทธเจ้าผู้เปี่ยมล้นด้วยพระมหากรุณาจะทรงเรียกให้มาดูก็ยังดูกันไม่ออกไม่เข้าใจเมื่อไม่เข้าใจจึงได้พากันหลงรักหลงใคร่ติดอยู่ในของปลอมๆเหล่านี้ความอิ่มในการดูรูปที่ถูกใจในเสียงที่ได้ยินในกลิ่นที่ได้ดมในรสที่ได้ลิ้มและในสัมผัสที่ได้ถูกต้องไม่มีชาวโลกถูกความหิวกระหายบังคับให้ต้องดิ้นรนขวนขวายไปแสวงหาเหยื่อของโลกคือโลกามิสเหล่านี้ไปโดยไม่มีเวลาพักผ่อนไม่มีก็ต้องเสาะหาด้วยอำนาจของตัณหาคือความต้องการตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็ต้องไปกันแล้วพวกพ่อค้าแม่ขายก็ไปกันแล้วพวกข้าราชการก็ไปชาวไร่ชาวนาก็ต้องไปทาสกรรมกรรับจ้างก็ต้องไปกันแล้วไม่ไปไม่ได้เพราะถูกเจ้านายคือความต้องการบังคับเมื่อสิ้นวันมืดค่ำกลับมาพักผ่อนหลับนอนกันเสียทีพอรุ่งพรุ่งนี้ก็ต้องไปกันอีกชีวิตเรามีเพียงเท่านี้หรือ

การศึกษาหนทางพ้นทุกข์ วิธีหนึ่งคือการปฺฎิบัติธรรมกำหนดอิริยาบถ ๔

รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ด้วยอำนาจความดีที่ท่านทั้งหลายได้อ่านและทำความเข้าใจจงเป็นบุญบาท

ให้พุทธศาสนาดำรงอยู่ได้นานตราบนาน

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

  บทที่ ๑

  การมีวิถีชีวิตที่ดี

เราทำกันมาอย่างนี้จนมีอายุ๕๐-๘๐ปีจนกระทั่งแก่ก็ต้องทำงานกันอยู่

  ถามไปทำงานทำไม

  ตอบทำงานเพื่อหาเงิน

  ถามไปเรียนทำไม

  ตอบเรียนก็เพื่อหางานทำ

  ถามทำงานไปทำไม

  ตอบทำงานก็เพื่อหาเงิน

  ถามหาเงินมาทำไม

  ตอบหาเงินเพื่อเอามาซึ้อรูปที่สวยๆเอามาดูซื้อเสียงเพราะๆเอามาฟังซื้อกลิ่นที่หอมๆเอามาดมซื้อรสที่อร่อยๆเอามากินซื้อสัมผัสที่นุ่มนวลชวนชมเอามาถูกต้องไม่มีก็ต้องเสาะหาด้วยอำนาจตัณหาเป็นความทุกข์อย่างหนึ่งเรียกว่าคเวสนทุกข์  

  เมื่อได้มาเป็นกรรมสิทธิ์แล้วก็ต้องลงทุนคอยพิทักษ์รักษาเป็นห่วงเป็นใยต้องระแวดระวังกลัวคนอื่นจะมาแย่งชิงกลัวจะมามีส่วนในของที่ตนหวงแหนไม่อยากให้ใครมามีส่วนร่วมรู้สึกเป็นความลำบากนับเป็นความทุกข์อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า

อารักขทุกข์ทุกข์เพราะต้องคอยดูแลรักษาไม่มีก็จะต้องเสาะหาเพราะอำนาจตัณหาเมื่อได้มาแล้วก็ต้องคอยดูแลรักษาด้วยอำนาจของอุปาทานทั้งตัณหาและอุปาทานเป็นตัวกิเลสวัฏฏะผลักดันเหล่าสัตว์ให้หมุนไปเสาะหาเพื่อเอามาเป็นกรรมสิทธิ์การเสาะหาและถือเป็นกรรมสิทธิ์จัดเป็นกรรมวัฏฏะส่วนผลที่ได้มากินมาใช้เป็นวิปากวัฏฏะในมนุษย์โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยของปลอมเพราะชาวโลกทุกวันนี้ไม่สนใจของจริงทุกคนจึงต้องเสริมสวยของปลอมมาสนองความต้องการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ๆจะดูศิวิไลย์ไปด้วยการตกแต่งประดับประดาเพื่อเรียกร้องความสนใจของหมู่ชนผู้ที่ไปชมแม้ผู้คนทั้งหญิงทั้งชายต่างก็แต่งตัวเสริมสวยไปอวดไปหลอกล่อยั่วยวนกันทำให้ดูกันไม่ออกไม่เข้าใจกันเมื่อไม่มีความเข้าใจในรูปที่เห็นก็เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสคือความเศร้าหมองคือความรักอยากได้เป็นผลติดตามมาเรื่องของรูปทำให้เกิดกิเลสความเศร้าหมองง่ายกว่านามเพราะรูปเป็นของหยาบเสริมสวยให้คนที่ขาดปัญญาหลงใหลได้ง่ายคนเราถ้าลงได้หลงใหลไปแล้วถึงจะเสียหายเท่าไหร่ก็ยอมบางทีถึงกับยื้อแย่งตีรันฟันแทงกันเพราะเหตุแห่งการแย่งรูปก็มีมากการทำความเข้าใจในรูปเป็นการเข้าใจยากมากเพราะรูปนี้มีมารยาสาไถยมากมายเหลือเกินบางทีเป็นคนมีความรู้เป็นใหญ่เป็นโตมีชื่อมีเสียงบางทีก็เสียชื่อเสียงเพราะรูปก็มีมากเพราะการศึกษาให้เข้าใจรูปซึ่งเป็นของปลอมจึงมิใช่เรื่องธรรมดาบางคนที่หลงใหลในรูปที่ถูกใจถึงกับใฝ่หากินไม่ได้นอนไม่หลับแม้ว่ารูปจะอยู่ไกลแสนไกลก็จะต้องไปดูให้จงได้มิฉะนั้นก็กินไม่ได้นอนไม่หลับบางคนปลอบโยนเท่าไหร่ก็ไม่ยอมฟัง

  ถามว่าเธอจะเอาอะไรก็ขอให้บอกจะหาให้ทุกอย่าง

  ก็ตอบว่าไม่อยากได้อะไรทั้งนั้นถ้านอกเสียจากรูปที่ฉันต้องการจะดูแล้วก็ไม่อยากได้อะไรทั้งหมด

  เห็นไหมเห็นฤทธิ์ของตัณหาหรือยังทำไมของปลอมแท้ๆจึงทำให้คนเราเป็นบ้าเป็นบอถึงขนาดนี้เรียนศาสตร์เรียนศิลป์อะไรก็พอจะเรียนเข้าใจกันได้แต่การเรียนให้เข้าใจในรูปซึ่งเป็นของปลอมๆแท้ๆทำไมจึงเข้าใจยากจริงๆถ้าท่านไม่เชื่อก็ลองพิจารณาเพราะมีข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องไม่เข้าใจในรูปแล้วทำให้เสียหายอยู่ถมเถไปเรื่องของรูปเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอยู่เสมอๆจะหยุดยั้งไม่ได้เพราะการปรับปรุงแก้ไขเป็นการปกปิดความจริงความปลอมจะคงทนถาวรอยู่ได้ก็ด้วยการปรับปรุงแก้ไขส่วนนามธรรมคือความสบายไม่สบายหรือเฉยๆความจำความชอบความไม่ชอบหรือการเห็นการได้ยินดมกลิ่นลิ้มรสและรู้ถูกต้องเป็นของที่มองเห็นได้ยากจึงไม่ค่อยจะยั่วตัณหาราคะเท่าไรแท้จริงเรื่องรูปเท่าที่เราพอจะพิจารณาถึงความจริงก็มีอยู่๓อย่างคือ

  ๑. มีลักษณะแตกดับไปเป็นธรรมดา

  ๒. สกปรกโสมมไม่สะอาด

  ๓. เป็นปัจจัยให้คนโง่คนพาลหลงรักหลงชัง

  ความจริงของรูปก็มีอยู่เท่านี้แต่เพราะเราไปปกปิดความจริงของรูปไว้จึงไม่แสดงความจริงเรื่องรูปเป็นภัยที่น่ากลัวมากเพราะเป็นที่อาศัยอยู่ของพยาธินานาชนิดเป็นบ่อเกิดของความป่วยไข้เป็นภาระให้เกิดปลิโพธกังวลในการดูแลรักษาเราหลงดูแต่รูปเพียงภายนอกซึ่งถูกปกปิดไว้ด้วยเครื่องประดับเสริมสวยใหม่ๆจึงไม่เห็นความจริงภายในดูไม่ต่างอะไรกับหีบศพที่เขาประดับประดาไว้ด้วยเครื่องตั้งความเข้าใจผิดสำคัญเอาว่ารูปเป็นของสวยสดงดงามเป็นวิปลาสคลาดเคลื่อนจากความจริงตัณหาราคะความกำหนัดยินดีทำให้สัตวโลกตาบอดมองไม่เห็นความจริงของรูปจึงหลงรักหลงใคร่อาลัยใฝ่ถึงวาดภาพไปต่างๆนานาว่าหน้างามจมูกงามผมงามใบหน้างามฟันงามผิวงามทรวดทรงงามเป็นความจำผิดคิดผิดเห็นผิดกับความเป็นจริงของรูปรูปนี้เกิดมาจากอดีตกรรมดีในชาติที่ล่วงแล้วนำมาเกิดแล้วก็ได้ความอุปถัมภ์ค้ำจุนด้วยจิตอุตุและอาหารจึงเป็นไปได้แต่จะยึดเอาแก่นสารสาระจากรูปนี้ไม่ได้เลยเราเป็นทาสรับใช้รูปโดยการพยุงให้ลุกให้นั่งให้นอนให้กินดื่มอาบน้ำกินข้าวดื่มน้ำถ่ายอุจจาระปัสสาวะเป็นต้นมาแต่วันเกิดจนอายุล่วงเข้า๕๐-๖๐ปีแล้วยังจะต้องรับภาระนี้ต่อไปจนกว่าจะถึงวันตายก็หยุดพักไม่ได้ตายแล้วเกิดใหม่ก็ต้องรับใช้รูปไปอย่างนี้ไม่มีเวลาที่จะพักผ่อนได้  ภาระหนักในการรับใช้รูปจึงรู้สึกว่าวางใจไม่ได้ตราบใดที่ยังมีรูปอยู่ก็จะต้องรับใช้กันเรื่อยไปรูปจึงเป็นตัวทุกข์และทำให้ผู้แบกรูปขันธ์มีภาระจำต้องเป็นทุกข์ตลอดไปสิ้นกาลนาน

  อวิชชาความไม่รู้เป็นคู่กับตัณหาเมื่อไม่รู้ว่ารูปนี้เป็นทุกข์ก็เป็นเหตุให้อยากได้เพราะเข้าใจว่าถ้าได้รูปนี้มาแล้วจะเป็นความสุขในโลกทุกวันนี้ส่วนมากก็เป็นไปอย่างนี้ทั้งนั้นต่างคนต่างก็ไหลไปตามกระแสของกิเลสถูกกระแสกิเลสพัดพาไปตกเหวแห่งโอฆะคือโอกอ่าวของกิเลสตัณหารอดพ้นไปไม่ได้ต้องพากันจมตายอยู่ในวัฏฏะคือวังวนนี้ไม่รู้จักสิ้นสุดลงได้เกิดมาตัวเปล่าไม่มีสมบัติสิ่งใดติดตัวมาเลยเวลาตายก็ไปตัวเปล่ามิได้เอาสมบัติอะไรติดตัวไปเลยความจริงเราเห็นกันอยู่อย่างนี้ใช่ไหมโลกมนุษย์เป็นเพียงที่พักในระหว่างทางเป็นการชั่วคราวเท่านั้นเรามาพักกันไม่เท่าไรต่างก็ต้องลาตายจากไปและเดินทางต่อไปอีกแล้วจำต้องเดินทางต่อไปตามยถากรรมคือทำกรรมอย่างใดไว้ก็จำต้องไปตามกรรมนั้นเรื่องที่ว่านี้เป็นเรื่องที่แน่นอนโดยไม่ต้องสงสัยเราจะหวังอะไรในรูปนี้ตามใจหวังเป็นอันว่าไม่ได้ตามใจหวังเพราะรูปไม่ใช่ของเราจึงไม่มีอะไรในรูปนี้รูปนี้เกิดมาแต่เหตุปัจจัยเมื่อหมดเหตุปัจจัยรูปก็ต้องแตกสลายไปตามสภาพเรื่องนี้เป็นกฎธรรมดาที่มีมาแต่ไหนแต่ไรมาแล้วเราทั้งหลายไม่เข้าใจในรูปจึงหลงรักหลงใคร่มีความอาลัยในรูปจนถึงต้องโศกเศร้าเสียใจในรูปแต่รูปก็หาได้รู้ไม่ว่าเขายิ่งมีความโศกเศร้าเสียใจถึงเราที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรูปรับรู้ใครเป็นอารมณ์ไม่ได้  เรื่องรูปเป็นวิชาที่ลึกลับเรียนเข้าใจได้ยากเพราะเรื่องการไม่เข้าใจรูปนี่เองเราจึงพากันหลงในรูปแม้จะเป็นนักปราชญ์มีความรู้ขนาดไหนก็ตามส่วนมากก็มาหลงรักรูปตายเพราะรูปกันทั้งนั้นชายก็รักรูปหญิงหญิงก็รักรูปชายที่จริงรูปไม่ใช่หญิงไม่ใช่ชายเพราะรูปเขาเคยบอกกับใครว่าเขาเป็นหญิงเป็นชายแต่เราเองต่างหากที่เข้าใจเอาเองว่ารูปเป็นรูปหญิงรูปชายแล้วก็ลงทุนรักกันหลงกันแต่พอรูปแตกทำลายไปตามธรรมดาต่างก็เสียใจอาลัยถึงรูปทุกคนต่างก็ดิ้นรนไปเองคิดไปเองคือคิดว่ารูปดีก็หัวเราะชอบใจแต่พอคิดว่ารูปไม่ดีก็ร้องไห้เสียใจอาลัยถึงอาการทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของตัณหาราคะทั้งนั้นเราทั้งหลายไม่มีสติปัญญาหรืออาวุธอะไรที่จะสามารถไปทำลายได้จึงจำต้องถูกกิเลสมารร้ายพาไปให้ได้รับทุกข์ต้องเกิดๆตายๆไปในวังวนคือวัฏฏสงสารนี้ไม่มีที่สิ้นสุดถูกอวิชชาคือความไม่รู้หุ้มห่อไว้มืดมนมองไม่เห็นความจริงของสัจธรรมว่าอยู่ที่ไหนสังคมโลกทุกวันนี้ไม่มีแสงสว่างอะไรที่จะช่วยให้เราได้รับแสงสว่างบ้างส่วนมากมีแต่เรื่องมอมเมาทำให้มืดมนหมดที่พึ่งขาดความอบอุ่นใจต่างคนต่างอยู่กันด้วยความหวาดผวามองเห็นอยู่แต่พระดำรัสของพระพุทธเจ้าบทหนึ่งที่ว่าตนเท่านั้นเป็นที่พึ่งของตนคนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้

  ทางมีอยู่แต่ไม่มีผู้เดิน

  ทุกข์มีอยู่แต่ไม่มีผู้กำหนด

  สมุทัยมีอยู่แต่ไม่มีผู้ละ

  นิโรธมีอยู่แต่ไม่มีผู้ทำให้แจ้ง

  มรรคมีอยู่แต่ไม่มีผู้เจริญ

ซากศพที่ตายแล้ว๑วัน๒วันถึง๓วันเริ่มขึ้นพองแล้วขออย่าได้แปลกใจเลยตายแล้วเหมือนกันทุกคนไม่รอดพ้นไปได้รูปร่างกายนี้ประกอบไปด้วยธาตุดิน๒๐ธาตุน้ำ๑๒คือ

  ดิน๒๐   ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง

  เนื้อ  เอ็น  กระดูก  เยื่อในกระดูก  ม้าม

  หัวใจ  ตับ  พังผืด  ไต  ปอด

  ไส้ใหญ่  ไส้น้อย  อาหารใหม่  อาหารเก่า  มันสมอง

  ธาตุน้ำ๑๒น้ำดี  เสมหะ  น้ำเหลือง  โลหิต  เหงื่อ  น้ำมันข้น

  น้ำตา  น้ำมันเหลว  น้ำลาย  น้ำมูก  ไขข้อ  ปัสสาวะ

  ส่วนต่างๆในร่างกายนี้เป็นของไม่สะอาดเกิดมาจากปัจจัยคืออวิชชาตัณหาอุปาทานกรรมและอาหารอวิชชาคือความไม่รู้ว่าความเกิดเป็นทุกข์จึงเป็นปัจจัยให้เกิดเป็นนามรูปอาหารเป็นอุปถัมภ์ปัจจัยประคองให้รูปนี้เป็นอยู่ไปได้ส่วนตัวตัณหาอุปาทานและกรรมเป็นปัจจุบันเหตุตัณหาและอุปาทานเป็นกิเลสวัฏฏะส่วนกรรมเป็นกัมมวัฏฏะเป็นปัจจัยให้เกิดอนาคตผลในภพหน้าถ้าเราจะใช้ปัญญาพิจารณาในนามรูปแล้วจะเห็นได้ว่าไม่ได้มีแก่นสารสาระอะไรเลยเป็นภาระที่หนักจำต้องรับผิดชอบตัวเองตลอดมาตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งตายและเมื่อตายแล้วก็จะต้องไปเกิดรับภาระคือขันธ์๕นามรูปนี้อีกกิเลส๓ตัวคือตัณหามานะและทิฏฐิเป็นธรรมะที่ทำให้เหล่าสัตว์เนิ่นช้าอยู่ในวัฏฏะคือวังวนนี้ความพอใจความอยากได้ความสุขอยู่ในภพภูมิต่างๆโดยเห็นผิดว่าเป็นของดีของงามเป็นกิเลสเจ้าเรือนหมักดองอยู่ในความรู้สึกของสัตว์ทั้งหลายไม่สามารถจะแกะออกได้ยึดติดอยู่ภายในตัวเองบ้างยึดติดอยู่ในภายนอกตัวเองบ้างไม่มีช่องว่างให้สติปัญญาเกิดมาเห็นความจริงได้เลยเพราะสัตว์ทั้งหลายเพลิดเพลินพอใจอยู่ในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัสที่นุ่มนวลชวนชมโดยไม่ยอมออกห่างจากสิ่งเหล่านี้เลยเพราะมีความเพลิดเพลินคุ้นเคยกับเหยื่อล่อเหล่านี้มากรูปนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ให้เกิดกิเลสตัณหาได้ง่ายเพราะเป็นของหยาบความจริงสัตวโลกไม่ค่อยได้ใช้ปัญญาพิจารณาความจริงของรูปว่ารูปมีความจริงเป็นอย่างไรพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำอย่างไรในเรื่องของรูปรูปนี้มีความจริงเป็นอย่างไรความจริงของรูปก็คือความแตกดับเป็นธรรมดารูปเป็นของสกปรกโสมมปฏิกูลน่าเกลียดจำต้องคอยขัดสีทำความสะอาดอยู่เสมอๆแม้กระนั้นก็ยังไม่วายเหม็น

  รูปร่างกายนี้เสมือนเรือนที่มีประตูไหลออกไหลเข้าของสิ่งโสโครกอยู่๙ช่องคือตา๒เป็นที่ไหลออกของขี้ตาหู๒เป็นที่ไหลออกของขี้หูจมูก๒เป็นที่ไหลออกของขี้มูกปากเป็นที่ไหลออกของขี้ปากทวารเบาเป็นที่ไหลออกของน้ำปัสสาวะทวารหนักเป็นที่ไหลออกของอุจจาระส่วนรูเล็กๆที่มีอยู่ทั่วสรรพางค์กายก็เป็นที่ไหลออกของเหงื่อไคลไหลออกมาตามรูขุมขนแล้วก็ออกมาเปื้อนผ้านุ่งผ้าห่มต้องคอยซักฟอกทำความสะอาดอยู่ไม่ว่างเว้นรูปร่างกายนี้เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดน่าความสะอิดสะเอียนเหลือประมาณถ้าเราจะใช้ปัญญาพิจารณาดูด้วยเหตุผลแล้วรู้สึกว่ารูปร่างกายนี้ไม่มีประโยชน์เลยรู้สึกว่าเป็นภาระที่ปลงได้ยากยิ่งจำต้องรับใช้ด้วยการคอยพยุงให้ลุกให้นั่งให้เดินให้ยืนให้คู้เหยียดเคลื่อนไหวให้ดื่มกินให้ถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่ว่างเว้นตั้งแต่วันเกิดจนกว่าจะถึงวันตายมิใช่เพียงแต่เท่านั้นรูปนี้ยังเป็นปัจจัยให้คนผู้โง่เขลาเบาปัญญาหลงรักหลงใคร่อยากได้รูปมาเป็นของตนบางทีถึงกับยื้อแย่งตีรันฟันแทงกันจนตายก็มีที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะไม่เข้าใจในรูปนั่นเองเรารักรูปแต่รูปไม่รู้จักว่ามีผู้มารักเราชังรูปเต่รูปก็ไม่รู้จักว่ามีคนชังตนทั้งนี้เพราะรูปเป็นอนารัมมณะรับเอาใครเป็นอารมณ์ไม่ได้นึกว่ารูปดีก็พอใจในรูปนึกว่ารูปไม่ดีก็เกลียดรูปชังรูปบางทีถึงกับยิงแทงฆ่ารูปรูปเองก็ไม่รู้ว่าเขามาแทงตนฟันหรือฆ่าตนเพราะรูปนี้เป็นอัปปหาตัพพะเป็นธรรมที่ไม่ควรประหานรูปร่างกายเป็นอยู่ได้ด้วยอาหารที่รับประทานเข้าไปวันหนึ่งๆหลายเวลาอาหารที่รับประทานเข้าไปภายในท้องก็มีมากมายหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อสัตว์ต่างๆเช่นไก่เป็ดปลาปูหอยกุ้งหมูเนื้อสัตว์ต่างๆก็รับประทานรวมเข้าไปหมักหมมกันอยู่ในท้องพิจารณาดูแล้วเหมือนป่าช้าที่ทิ้งศพของสัตว์ต่างๆเป็นป่าช้าชั้นต่ำเป็นที่น่าสะอิดสะเอียนอย่างยิ่งอาหารที่เรารับประทานเข้าไปยังแบ่งออกเป็น๕ส่วนที่ใช้ไม่ได้ส่วนหนึ่งเป็นอุจจาระส่วนที่๒เป็นน้ำที่ใช้ไม่ได้เป็นน้ำปัสสาวะส่วนที่๓ถูกพวกพยาธิที่อาศัยอยู่ในร่างกายแย่งกินเสียอีกส่วนที่๔ถูกไฟธาตุย่อยให้เสียไปอีกส่วนหนึ่งจะได้นำไปเสริมร่างกายเพียงส่วนเดียวเท่านั้นและส่วนหนึ่งที่ได้มานี้ก็จะเสริมส่วนต่างๆในร่างกายมีผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเป็นต้นที่สึกหรอไปตามธรรมดาและถ้าไฟธาตุที่เกิดจากกรรมอ่อนย่อยไม่ดีแทนที่จะเสริมส่วนต่างๆในร่างกายแต่กลับกลายเป็นโทษทำให้เกิดเป็นโรคผิวหนังเป็นกลากเกลื้อนหรือพุพองตามร่างกายหรือโรคท้องร่วงไปก็ได้

นอกจากนี้รูปร่างกายนี้ยังเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บนานาประการเป็นโรคตาโรคหูโรคจมูกโรคลิ้นโรคในปากโรคฟันโรคลมโรคเบาหวานโรคความดันโรคหัวใจโรคอัมพาตโรคมะเร็งโรคบิดโรคเอดส์โรคท้องมานโรคเหน็บชาโรคริดสีดวงโรคเท้าช้างโรคลมชักโรคไทรอยด์โรคต่อมทอนซินโตโรคไข้หวัดใหญ่โรคไข้ทรพิษโรคไตโรคตับโรคปอดเป็นต้นรวมความว่ารูปร่างกายเป็นรังที่อยู่ของโรคภัยไข้เจ็บนานาชนิดเป็นที่อยู่ของพยาธิคือหนอนต่างๆมีพยาธิตัวตืดพยาธิไส้เดือนพยาธิปากขอพยาธิปากดำเป็นต้นที่อาศัยอยู่ในร่างกายนี้รูปร่างกายนี้มีโทษร้ายมากมายหลายสถานนอกจากรูปจะผุพังไปตามธรรมชาติแล้วยังจะเป็นภาระธุระต้องคอยดูแลรักษาเพื่อมิให้รูปนี้ต้องเกิดภัยต่างๆที่จะเกิดมีมาทั้งภายในและภายนอกความหมดเปลืองเงินทองไปเกี่ยวกับเรื่องของรูปตั้งแต่เราเกิดมาจนถึงบัดนี้มีประมาณไม่น้อยแล้วต่อไปในวันหน้าก็จะต้องหมดเปลืองเพราะเรื่องของรูปร่างกายอีกมากผลที่ได้มาจากการดูแลรักษารูปไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นชิ้นเป็นอันอะไรเลยผลสุดท้ายเวลาตายก็จะต้องเสียเงินเสียทองเผารูปร่างนี้ทิ้งไปอีกส่วนเราและญาติพี่น้องนอกจากจะไม่ได้อะไรจากรูปนี้แล้วยังจะต้องร้องห่มร้องไห้เสียใจอาลัยถึงรูปนั้นอีกทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ก็มิใช่อื่นไกลที่จริงก็เป็นเรื่องของรูปร่างกายนี้ทั้งนั้นรูปร่างกายเป็นของว่างเปล่ามิได้มีส่วนใดในรูปนี้เป็นแก่นสารเลยนับตั้งแต่วันเกิดจนบัดนี้มีอายุคนละ๕๐-๖๐ปีเรากินข้าวหมดคนละกี่ถังกินแกงหมดคนละกี่หม้อกินเนื้อหมดคนละกี่ชั่งกี่กิโลกินน้ำหมดไปเท่าไรแล้วมาบัดนี้มีเหลืออยู่ไหมไม่มีเหลือเลยรักก็เคยรักมาแล้วชังก็เคยชังมาแล้วสุขก็เคยสุขมาแล้วทุกข์ก็เคยทุกข์มาแล้วแล้วมาบัดนี้มีเหลืออยู่ไหมไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยแล้วเราจะไปเอาแก่นสารสาระจากรูปได้อย่างไรการเห็นว่ารูปนี้งามรูปนี้เที่ยงรูปนี้เป็นสุขรูปนี้เป็นอัตตาตัวตนการจำอย่างนี้ความคิดอย่างนี้ความเห็นอย่างนี้พระตรัสว่าเป็นวิปลาสพลาดผิดธรรมดาความจริงในคำสอนนี้ไม่มีนามรูปที่ไหนที่งามที่เที่ยงแท้แน่นอนที่เป็นสุขที่เป็นอัตตาตัวตนเป็นความเข้าใจผิดสัตวโลกถูกอวิชชาความมืดปกปิดไว้ไม่ให้เห็นความจริงของนามรูปจึงเป็นเหตุให้เกิดตัณหาคือความทะเยอทะยานอยากได้นามรูปนั้นมาเป็นกรรมสิทธิ์แล้วยึดถือว่าเป็นเราด้วยอำนาจของตัณหายึดถือว่ารูปนามนี้เป็นเราด้วยอำนาจมานะและยึดถือว่านามรูปนี้เป็นตัวตนของเราด้วยอำนาจของทิฏฐิธรรมะทั้ง๓คือตัณหามานะและทิฏฐิเป็นปปัญจธรรมเป็นธรรมที่ทำให้สรรพสัตว์เนิ่นช้าอยู่ในสังสารวัฏคือความเวียนว่ายตายเกิดนี้อวิชชาสังขารตัณหาอุปาทานกรรมภพเป็นอดีตเหตุทำให้เกิดผลในปัจจุบันนี้๕คือวิญญาณนามรูปสฬายตนะผัสสะและเวทนาเมื่อมีเวทนาแล้วตัวเวทนาคือความสุขซึ่งเป็นปัจจุบันผลก็เป็นปัจจัยให้เกิดปัจจุบันเหตุคือตัณหาอุปาทานกรรมภพอวิชชาและสังขารอันเป็นเหตุในปัจจุบันก็จะทำให้เกิดผลในอนาคตคือชาติชราเป็นต้นต่อไปเพราะสัตว์ทั้งหลายต้องการความสุขหลีกหนีความทุกข์ไม่ต้องการความทุกข์รูปที่เราได้เห็นเสียงที่เราได้ยินกลิ่นที่เราได้ดมรสที่เราได้ลิ้มสัมผัสคือความเย็นความร้อนความอ่อนความแข็งเป็นต้นเท่าที่เราเสาะแสวงหาอยากได้กันอยู่ทุกวันนี้ความจริงเป็นกามคุณคือวัตถุกามเป็นวัตถุอันน่าใคร่น่าปรารถนาของกิเลสกามคือตัณหารูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสอันน่าใคร่น่าพอใจเป็นบ่วงของมารส่วนความปรารถนาความอยากได้รูปเป็นต้นเป็นกิเลสมารเมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชาวโลกทั้งหมดไม่ว่ามวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายต่างก็ติดอยู่ในวังวนของวัฏฏะติดอยู่ในทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์จะหลุดพ้นไปไม่ได้เพราะรูปเสียงกลิ่นรสและสัมผัสที่เป็นปัจจัยให้เกิดการเห็นการได้ยินการรู้กลิ่นการรู้รสและรู้เย็นร้อนอ่อนแข็งคือรวมรูปภายนอก๗ที่เรียกว่าวิสยรูป๗และนามที่ได้เห็นได้ยินรู้กลิ่นรู้รสและรู้เย็นร้อนอ่อนและแข็งเป็นนามธรรม๑๐อย่างนามรูปทั้งสองประการนี้เป็นทุกขสัจจะส่วนความต้องการที่อาศัยทุกข์นี้เกิดขึ้นเป็นสมุทัยสัจจะรวมความแล้วชาวโลกทุกวันนี้มีอยู่แต่ทุกข์กับสมุทัยสัจจะเท่านั้นความสุขที่เกิดแต่กามคุณคือการเห็นรูปได้ยินเสียงดมกลิ่นลิ้มรสและสัมผัสที่จริงแล้วก็คือทุกข์นั่นเองเพราะสุขเป็นเวทนาขันธ์ตกอยู่ในความไม่เที่ยงเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาบังคับบัญชาอะไรไม่ได้สังคมสมัยใหม่ทุกวันนี้พากันเสาะหาความสุขความจริงแล้วไม่ใช่เสาะหาสุขแท้จริงแล้วแสวงหาความทุกข์นั่นเองเพราะความสุขที่เขาแสวงหานั้นเป็นขันธ์เป็นกองของทุกข์แต่สังคมถูกอวิชชาคือความไม่รู้หุ้มห่อไว้จึงมองไม่เห็นความจริงของทุกข์ได้ส่วนวิชาการสมัยใหม่ที่ชาวโลกนิยมเรียนกันทุกวันนี้เรียนเพื่อให้ได้มาซึ่งลาภยศสรรเสริญและความสุขซึ่งโลกธรรมฝ่ายดีเหล่านี้เป็นปัจจัยแก่ตัณหาคือความต้องการทำให้ตัณหาอันเป็นต้นเหตุของทุกข์ให้กำเริบเสิบสานมากขึ้นไม่ใช่ทำตัณหาให้เบาบางลงเลยตัณหาคือความทะยานอยากได้ไม่ใช่อยากได้อย่างอื่นที่จริงก็อยากได้รูปสวยๆเอามาดูเอามาชมเพราะเมื่อได้ดูได้ชมแล้วมีความสุขอยากได้เสียงเพราะๆเอามาฟังเพราะเมื่อได้ฟังเสียงเพราะๆแล้วมีความสุขใจอยากได้กลิ่นหอมๆเอามาดมเพราะเมื่อได้ดมกลิ่นหอมๆแล้วมีความชื่นใจเป็นสุขใจอยากได้รสอร่อยๆเอามาลิ้มเพราะเมื่อได้ลิ้มรสอร่อยๆแล้วทำให้สุขใจสบายใจอยากได้ของที่อ่อนนุ่มเอามาครองเพราะเมื่อได้ของนุ่มนวลชวนชมเอามาครองแล้วทำให้รู้สึกซาบซ่านสุขใจสุดที่จะพรรณนาได้เป็นไปด้วยอำนาจตัณหาราคะแท้ๆความจริงแล้วเรื่องของรูปไม่ได้มีรสชาติอะไรดอกแต่เพราะตัณหาอย่างเดียวที่ทำให้เกิดมีรสชาติดูไม่ต่างอะไรกับสุนัขจิ้งจอกเที่ยวเสาะหาอาหารไปและบังเอิญไปพบกระดูกสัตว์ตกอยู่ท่อนหนึ่งเป็นสีขาวดังสีสังข์แล้วแต่เพราะความหิวกระหายจึงลงทุนเคี้ยวน้ำลายไหลยืดๆลิ้นรับรสน้ำลายของตัวเองอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนกับสังคมมนุษย์ทุกวันนี้เสาะแสวงหารูปเอามาชมแล้วก็เข้าใจว่าเป็นสุขก็เหมือนกันเราเข้าใจว่ารูปเป็นสุขแต่รูปก็ไม่ได้บอกเราว่ารูปเป็นสุขแต่เพราะเข้าใจเอาเองว่ารูปเป็นสุขเราเข้าใจผิดว่ารูปเป็นเราว่าเราเป็นรูปว่ารูปมีในเราว่าเรามีในรูปแม้ในเวทนาในสัญญาในสังขารและในวิญญาณรวม๕ขันธ์ก็มีอย่างละ๔จึงรวมเป็นสักกายทิฏฐิ๒๐ทิฏฐานุสัยไหลออกไปอาบฉาบทาอารมณ์ทุกขณะที่ได้เห็นได้ยินดมกลิ่นลิ้มรสและถูกต้องเย็นร้อนอ่อนแข็งไม่สามารถจะเพิกถอนออกได้สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงไม่มีทางที่จะออกจากทุกข์ด้วยวิชาเท่าที่ทางโลกเรียนกันอยู่ในขณะนี้แม้โลกจะพัฒนาวิชาการให้สูงขึ้นเท่าไรก็ไม่มีทางที่จะออกจากทุกข์ได้เลยมีแต่จมอยู่ในกองทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น

  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนาถที่พึ่งของโลกได้ทรงประกาศพระสัจธรรมมาโปรดชาวโลกหาทางออกให้แก่ชาวโลกด้วยการแสดงถึงไตรสิกขาอริยมรรคมีองค์แปดจึงจะสามารถออกจากทุกข์ได้นั่นก็คือสติปัฏฐาน๔อันเป็นทางสายเอกเป็นทางสายเดียวที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนานี้เป็นทางสายเดียวที่มุ่งตรงไปสู่พระนิพพานเป็นทางสายเดียวที่เป็นไปเพื่อความหมดจดโดยวิเศษแห่งสัตว์ทั้งหลายเป็นไปเพื่อความก้าวล่วงเสียได้ซึ่งความโศกความร่ำไรเป็นไปเพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งความทุกข์และโทมนัสเป็นไปเพื่ออริยมรรคเป็นไปเพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้งนี้คือ