สติปัฏฐาน๔ได้แก่

  ๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐานคือที่ตั้งของสติที่เกิดร่วมกับสัมปชัญญะที่ตามรู้กาย๑๔ข้อ

  ๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานคือที่ตั้งของสติที่เกิดร่วมกับสัมปชัญญะที่ตามรู้เวทนา๙ข้อ

  ๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานคือที่ตั้งของสติที่เกิดร่วมกับสัมปชัญญะที่ตามรู้จิต๑๖ข้อ

  ๔. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานคือที่ตั้งของสติที่เกิดร่วมกับสัมปชัญญะที่ตามรู้ธรรมะ๕ข้อ

  องค์ของผู้ที่จะเจริญสติปัฏฐานนั้นจะต้องประกอบด้วยธรรมะ๓อย่างคือ

  ๑. ต้องมีความเพียรที่เป็นประธาน๔อย่างคือ

  ๑.๑เพียรเพื่อละบาปอกุศลที่เกิดแล้ว

  ๑.๒เพียรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบาปใหม่

  ๑.๓เพียรเพื่อทำกุศลที่ยังไม่เคยเกิดให้เกิดขึ้น

  ๑.๔เพียรเพื่อทำกุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม

  ๒. จะต้องมีสติที่ตั้งอยู่ในฐานทั้ง๔คือกายเวทนาจิตและธรรม

  ๓. จะต้องมีสัมปชัญญะทั้ง๔มีสาตถกสัมปชัญญะเป็นต้น

  เมื่อผู้ประสงค์จะปฏิบัติสติปัฏฐานเบื้องต้นจะต้องเสาะหาสถานที่เป็นสัปปายะแก่สติปัญญาคือที่ๆห่างไกลจากอารมณ์ของกิเลสจะต้องแสวงหากัลยาณมิตรคือผู้ที่คงแก่เรียนปริยัติมาดีแล้วและได้เคยผ่านการปฏิบัติมาดีแล้วมีความฉลาดสามารถที่จะแก้ปัญหาให้แก่ผู้สงสัยในขณะปฏิบัติวิปัสสนาได้สำหรับในที่นี้จะพูดเฉพาะการปฏิบัติที่เป็นแนวทางของปัญญาวิมุตที่เป็นวิปัสสนาล้วนๆเท่านั้น  และจะพูดได้เฉพาะกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเกี่ยวกับเรื่องอิริยาบถและสัมปชัญญะหมวดบางอย่างเท่านั้น

  เบื้องต้นเมื่อตนพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติก็ต้องเรียนรูปนามขันธ์๕ให้เข้าใจเมื่อตนเข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นรูปอะไรเป็นนามจากนั้นจะต้องไปเรียนถ่ายทอดถึงการปฏิบัติจากอาจารย์ให้เกิดความเข้าใจให้แน่นอนแล้วจึงไปปฏิบัติในที่นี้เริ่มที่อิริยาบถคือเดินยืนนั่งและนอนก่อนตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

  คจฺฉนฺโตวา  คจฺฉาปีติ  ปชานาติ   เดินก็รู้ว่าเดิน

  ฐิโตวา  ฐิโตมฺหีติ  ปชานาติ  ยืนก็รู้ว่ายืน

  นิสินฺโนวา  นิสินฺโนมฺหีติ  ปชานาติ  นั่งก็รู้ว่านั่ง

  สยาโนวา  สยาโนมฺหีติ  ปชานาติ  นอนก็รู้ว่านอน

  ในเวลาปฏิบัติท่านสอนให้คอยสังเกตดูท่าว่าเดินในท่าอย่างไรและรู้ถึงเหตุของการเดินเป็นต้นด้วยว่าจะเดินทำไมทำไมจะต้องเดินเป็นต้นจะไม่เดินจะได้ไหมความจริงของคนและสัตว์จะไม่เดินเป็นต้นไม่ได้เพราะอิริยาบถต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องผลัดเปลี่ยนอยู่แล้วจะไม่ผลัดเปลี่ยนไม่ได้ถ้าไม่ผลัดเปลี่ยนก็เป็นทุกข์ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นในอิริยาบถเก่าเบียดเบียนบีบคั้นให้สัตว์ทั้งหลายต้องเป็นทุกข์จึงจะต้องผลัดเปลี่ยนไปเพื่อแก้ทุกข์แม้อิริยาบถที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เป็นสุขที่จริงก็เป็นทุกข์เหมือนกันแต่เป็นเพียงสังขารทุกข์เพราะจำต้องแก้ไขถ้าจะเปรียบเทียบกันแล้วทุกขเวทนาที่เกิดในอิริยาบถเก่าเหมือนคนไข้ส่วนทุกข์ในอิริยาบถใหม่เหมือนคนพยาบาลไข้สรุปแล้วก็เป็นทุกข์เหมือนกันเป็นทุกข์คนละฐานะผู้ประสงค์จะเห็นทุกข์จำเป็นต้องทำลายฆน-สัญญาที่จำผิดว่าเป็นกลุ่มเป็นแท่งให้กระจายออกจากกันเสียก่อนผู้ปฏิบัติจึงจะสามารถเห็นสภาวะคือนามรูปได้ผู้ปฏิบัติต้องพยายามใช้ความเพียรประคองจิตให้ตั้งอยู่ในรูปที่กำลังปรากฏและต้องตั้งสติไว้ในรูปที่กำลังปรากฏอยู่นั้นและจะต้องรู้สึกตัวด้วยว่าตนกำลังดูอะไรอยู่สิ่งที่ดูนั้นเป็นรูปหรือนามถ้าเป็นรูปเป็นรูปอะไรจำเป็นจะต้องรู้มิฉะนั้นก็จะเข้าใจผิดคิดว่ารูปเดินก็คือรูปยืนรูปยืนก็คือรูปนั่งรูปนั่งก็คือรูปนอนที่จริงแล้วรูปเหล่านี้ไม่ใช่รูปเดียวกันมีเหตุปัจจัยมาคนละอย่างไม่ใช่อย่างเดียวกันเมื่อมาถึงตอนนี้ศีลก็เป็นศีลวิสุทธิเพราะตัณหาและทิฏฐิเข้าไปอาศัยเกิดในอารมณ์นั้นไม่ได้จึงจัดเป็นศีลวิสุทธิแม้จิตก็เป็นวิปัสสนาจิตตัณหาและทิฏฐิอาศัยเกิดไม่ได้เช่นกันจิตจึงเป็นจิตตวิสุทธิส่วนปัญญาที่เห็นว่าเป็นรูปไม่ใช่เราไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาก็จัดเป็นทิฏฐิวิสุทธิเป็นปัญญาวิสุทธิเบื้องต้นที่จะให้เกิดปัญญาวิสุทธิที่สูงๆขึ้นไป

  แนวการปฏิบัติวิปัสสนาแนวปัญญาวิมุตคือวิปัสสนาล้วนๆขณะนี้ยังมีอยู่ถ้าผู้ใดมีศรัทธาก็สามารถจะปฏิบัติได้แม้พระพุทธศาสนาจะได้ล่วงเลยมาถึงขณะนี้แล้วก็ตามแต่ผู้ที่ยังสนใจประพฤติปฏิบัติกันอยู่ก็มีจึงขอให้ทุกท่านโปรดทราบเถิดว่า

  การปฏิบัติที่ให้เกิดสมาธินั้นมีมากพอเราไปสัมผัสเราก็รู้ว่าไม่ใช่วิปัสสนาส่วนมากมักจะเข้าใจว่าทำสมาธิให้มั่นคงดีแล้วจึงจะเกิดปัญญาเองรักษาศีลให้บริสุทธิ์จึงจะเกิดสมาธิเมื่อสมาธิดีแล้วก็จะเกิดปัญญาเองความเข้าใจแบบนี้ยังไม่ตรงต่อความเป็นจริงส่วนความจริงนั้นก็มีอยู่ว่า

  สมาธิกับปัญญานั้นมีสภาพต่างกันราวฟ้ากับดินคือสมถะมีบัญญัติกัมมัฏฐานเป็นอารมณ์ทำได้๒ทวารคือทางตากับทางใจเท่านั้นมีอำนาจในการประหานในปัจจุบันมีอภิญญาเป็นอานิสงส์เมื่อตายแล้วจะให้เกิดเป็นพรหมส่วนวิปัสสนาเป็นเรื่องของปัญญามีสภาวะนามรูปเป็นอารมณ์ทำได้ทั้ง๖ทวารมีอำนาจทำลายอารัมมณานุสัยให้เกิดไม่ได้มีผลสมาบัติคือการเข้าไปเสวยความสุขในผลของตนๆเป็นอานิสงส์และเมื่อตายแล้วก็เป็นผู้สิ้นชาติสิ้นภพไม่ต้องเกิดอีกต่อไปเพราะฉะนั้นสมถะกับวิปัสสนาจึงต่างกันมากราวฟ้ากับดินทีเดียวสมถะคือสมาธิเคยมีมาก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วแต่วิปัสสนาเกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วแม้วิปัสสนาก็มีสมาธิเหมือนกันแต่สมาธิในวิปัสสนานั้นตัณหาและทิฏฐิอาศัยเกิดไม่ได้ศีลสมาธิปัญญาในวิปัสสนานั้นท่านเรียกว่าอธิศีลคือศีลยิ่งอธิจิตคือจิตยิ่งอธิปัญญาคือปัญญายิ่งเป็นศีลสมาธิและปัญญาในองค์มรรคเป็นองค์ของทางสายกลางที่จะไปสู่ธรรมเป็นที่สิ้นทุกข์เป็นโลกียมรรคอริยสัจจะที่จะมุ่งตรงไปสู่โลกุตตรมรรคอริยสัจจะโดยตรงเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดโดยพิเศษแห่งสัตว์ทั้งหลายเป็นไปเพื่อความก้าวล่วงโศกปริเทวะเป็นไปเพื่อความดับไปแห่งทุกข์และโทมนัสเป็นไปเพื่อพระอริยมรรคและเป็นไปเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งในหลักของการปฏิบัติในสติปัฏฐานโดยเฉพาะอิริยาบถและสัมปชัญญบรรพนี้เป็นแนววิปัสสนาล้วนๆเป็นการเน้นถึงรูป-นามโดยเฉพาะผู้ปฏิบัติจำเป็นจะต้องศึกษารูปนามจากอาจารย์ให้มีความเข้าใจจึงจะได้ผลมิฉะนั้นจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติมากทีเดียวก็คำว่านามรูปหรือรูปนามที่ว่านี้ก็มีในตัวเรานี่เองไม่ได้ไปเอามาจากที่ไหนแต่เพราะเราไม่เคยเรียนไม่เคยสนใจในเรื่องเหล่านี้จึงไม่เข้าใจแต่กลับไปเข้าใจเสียว่ารูปนามนี้เป็นเราเป็นของๆเราด้วยอำนาจของตัณหามานะทิฏฐิจึงไม่อาจเกิดความเข้าใจตามความเป็นจริงของสภาวะเหล่านั้นได้อวิชชาความไม่รู้ว่านามรูปเป็นทุกข์หุ้มห่อปิดบังเราอยู่แทบทุกลมหายใจแต่เราไม่รู้เพราะเราไม่มีวิชชาคือวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้นจึงไม่อาจทำลายอวิชชาคือความไม่รู้เหล่านี้ได้ตัวทุกข์คือนามรูปที่ปรากฏอยู่ตามอารมณ์และอิริยาบถเป็นกิจที่ควรกำหนดรู้ความทุกข์มี๒อย่างคือทุกข์ที่เราทำขึ้นเช่นเดินนานๆหรือนั่งนานๆเป็นชั่วโมงสองชั่วโมงก็ปวดเมื่อยเป็นทุกข์แบบนั้นไม่ใช่ของจริงเป็นทุกข์ที่เราทำขึ้นก็นั่งนานๆทำไมจะไม่ทุกข์ก็เป็นทุกข์ทั้งนั้นแต่เป็นทุกข์ที่ทำขึ้นไม่ใช่ทุกข์ที่เกิดตามธรรมชาติความจริงอิริยาบถที่เกิดขึ้นตามธรรมดานั้นแม้เราจะไม่ทำขึ้นการผลัดเปลี่ยนอิริยาบถก็มีอยู่โดยปกติอยู่แล้วเราจะอยู่เฉยโดยที่ไม่ต้องเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทรงสอนให้กำหนดอิริยาบถด้วยพระดำรัสว่าคจฺฉนฺโตวา  คจฺฉาปีติ  ปชานาติ  เดินก็ให้รู้ว่าเดินยืนก็ให้รู้ว่ายืนนั่งก็ให้รู้ว่านั่งนอนก็ให้รู้ว่านอนเป็นหมวดหนึ่งในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  

  และก้าวไปข้างหน้าถอยกลับมาข้างหลังก็รู้

  ดูตรงเหลียวซ้ายแลขวาก็ให้รู้

  คู้แขนขาและเหยียดอวัยวะก็ให้รู้

  ใช้สังฆาฏิบาตรและจีวรก็ให้รู้

  ในการกินดื่มเคี้ยวลิ้มก็ให้รู้

  ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะก็ให้รู้

  ในการเดินยืนนั่งหลับตื่นพูดนิ่งรวมหมวดของสัมปชัญญบรรพ

  ผู้ปฏิบัติจะต้องมีความเพียรพยายามสังวรระวังไม่ให้จิตตกไปจากอารมณ์เหล่านี้การสังวรนี้จัดเป็นศีลในองค์มรรคทำสติให้ตั้งมั่นอยู่ในอิริยาบถต่างๆไม่ได้ตกออกไปจากอิริยาบถนั้นเป็นสมาธิและมีสัมปชัญญะรู้ตัวอยู่เสมอว่าตนกำลังดูอะไรอยู่สิ่งที่ตนกำลังดูอยู่เป็นรูปหรือเป็นนามถ้าเป็นรูปเป็นรูปอะไรตนก็รู้ขณะเดินตนเองก็รู้ถึงเหตุของการเดินว่าเป็นการแก้ทุกข์ถ้าไม่เดินก็เกิดทุกข์จากอิริยาบถยืนบีบคั้นจำเป็นต้องเดินเมื่อเดินไปเป็นทุกข์ก็จำเป็นต้องนั่งหรือนั่งเพื่อแก้ทุกข์และก็จะอยู่ในอิริยาบถนั้นไม่ได้อีกที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะทุกข์นี้มีการบีบคั้นเบียดเบียนเป็นอรรถจำเป็นจะต้องปรับปรุงแก้ไขกันอยู่เป็นนิตย์จะอยู่เฉยๆไม่ได้เพราะรูปมีการเกิดเป็นไปมีการแก่เป็นไปและมีการแตกดับเป็นไปและเป็นสภาพที่ไม่แน่กลับกลอกเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิตย์ขณะอิริยาบถเก่ากำลังปรากฏอยู่ผู้ปฏิบัติรู้ไม่ทันก็เป็นปัจจัยให้เกิดโทมนัสผู้ปฏิบัติทิ้งอารมณ์ที่เป็นปัจจุบันไปเอื้อมเอาอิริยาบถใหม่ซึ่งยังไม่เกิดโดยคิดว่าถ้าเปลี่ยนเสียได้จะเป็นสุขอย่างนี้ก็เป็นปัจจัยให้เกิดอภิชฌาที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตนขาดปัญญาที่จะรู้ว่าตนกำลังดูอะไรก็ไม่รู้คือขาดปัญญานั่นเองอภิชฌาและโทมนัสอารมณ์ที่เป็นอดีต- อนาคตเกิดขึ้นเมื่อไม่ทันอารมณ์ขณะใดก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดอภิชฌาและโทมนัสขณะนั้นขณะเดินรูปเดินกำลังปรากฏตนรู้หรือเปล่าว่าเดินเป็นรูปถ้ารู้ทันว่าเป็นรูปธรรมไม่ใช่เราเดินหรือหญิงเดินชายเดินเป็นแต่เพียงธรรมะที่เป็นทุกขธรรมเกิดขึ้นจากปัจจัยเป็นสภาพที่แก้ไขอะไรไม่ได้เป็นสัจธรรมที่ต้องกำหนดรู้เมื่อเห็นว่าเป็นทุกข์ที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในขันธ์อันเป็นตัวทุกข์ในโลกนี้หรือโลกไหนๆก็ตามที่มีเบญจขันธ์มีนามมีรูปโลกนั้นก็ต้องมีทุกข์ไม่พ้นจากทุกข์ไปได้ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถทุกครั้งจำเป็นต้องรู้เหตุทุกครั้งว่าตนจะเปลี่ยนอิริยาบถทำไมถ้าไม่รู้เหตุแห่งการเปลี่ยนก็จะเป็นช่องให้ตัณหาและทิฏฐิเข้าได้และการเปลี่ยนอิริยาบถแต่ละครั้งต้องมีความจำเป็นจึงค่อยเปลี่ยนไม่ใช่อยากเปลี่ยนจึงเปลี่ยนเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากทุกข์ในอิริยาบถเก่าเป็นของหยาบกว่าอิริยาบถใหม่หรืออิริยาบถย่อยท่านจึงได้เปรียบอิริยาบถใหม่หรืออิริยาบถย่อยว่าเหมือนคนพยาบาลไข้เพราะเมื่อเกิดทุกข์ขึ้นในอิริยา-บถเก่าแล้วก็แก้ทุกข์เสียด้วยอิริยาบถใหม่ทุกข์นั้นจะบรรเทาไปแต่มิใช่หมายความว่าหมดทุกข์มิใช่เป็นเช่นนั้นจะเป็นอิริยาบถใหญ่หรืออิริยาบถย่อยก็ตามเมื่อหมดอายุเข้าแล้วก็เป็นทุกข์ทั้งนั้นทุกข์ในอิริยาบถใหญ่เป็นทุกขเวทนาส่วนทุกข์ในอิริยาบถใหม่หรือทุกข์ในอิริยาบถย่อยเป็นสังขารทุกข์ละเอียดกว่าการใส่ใจในทุกข์ต้องดูให้รู้ว่าตนดูอะไรเป็นรูปหรือนามถ้าเป็นรูปเป็นรูปอะไรถ้าเป็นนามเป็นนามอะไรเกิดขึ้นเมื่อมีความรู้สึกว่าเป็นรูปหรือเป็นนามแล้วความรู้สึกว่าเป็นเราหรือเป็นหญิงเป็นชายจะมีขึ้นไม่ได้ในขณะนั้นเมื่อเห็นว่ารูปนามเป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้บังคับบัญชาให้อยู่ในอำนาจอะไรไม่ได้แล้วตัณหาก็ไม่มีที่จับไม่มีที่อาศัยแม้จะเป็นภพใดภูมิใดถ้ามีรูปมีนามแล้วก็ชื่อว่ามีทุกข์เหมือนกันหมดการผลัดเปลี่ยนอิริยาบถไม่ว่าอิริยาบถใหญ่หรือย่อยก็ตามประการสำคัญก็คือจะต้องรู้เหตุเสียก่อนว่าจะเปลี่ยนเพื่ออะไรหรือจะเปลี่ยนทำไมเพราะไม่รู้เหตุของการเปลี่ยนแล้วตัณหาและทิฏฐิก็อาศัยในความรู้สึกอันนั้นได้เมื่อตัณหาทิฏฐิอาศัยในความรู้สึกเสียแล้วสติปัญญาจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลยความไม่รู้ทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่ก็ย่อมเป็นปัจจัยให้ตัณหายึดถือนามรูปนี้ว่าเป็นของเราให้มานะยึดถือว่านามรูปนี้เป็นเราให้เกิดทิฏฐิเห็นผิดว่านามรูปนี้เป็นตัวตนของเราสัตว์ทั้งหลายต่างพากันเนิ่นช้าอยู่ในภพน้อยภพใหญ่เกิดๆตายๆกันอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุดนามรูปที่เป็นตัวทุกข์นี้เป็นอารมณ์ของปัญญาจะปรากฏให้เห็นปัจจุบันคือขณะเดินยืนนั่งนอนก้าวไปข้างหน้าถอยกลับมาข้างหลังดูตรงๆเหลียวซ้ายแลขวาคู้อวัยวะเข้าเหยียดอวัยวะออกใช้ผ้าสังฆาฏิบาตรจีวรกินดื่มเคี้ยวลิ้มถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะอิริยาบถย่อยเดินยืนนั่งหลับตื่นพูดนิ่งในอิริยาบถใหญ่๔และในสัมปชัญญะ๗หมวดดังว่ามานี้ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องสังวรระวังอย่าให้จิตตกจากอารมณ์เหล่านี้เป็นอินทรียสังวรศีลเป็นศีลในมรรคและต้องมีตั้งอยู่ในสภาวะนามรูปที่กำลังปรากฏอยู่นี้เป็นจิตตวิสุทธิและต้องรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าตนกำลังดูอะไรอยู่เป็นสัมปชัญญะคือตัวปัญญาวิสุทธิศีลสมาธิปัญญาตามที่กล่าวตัณหาและทิฏฐิอาศัยเกิดไม่ได้เพราะมีความว่องไวรู้เท่าทันต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้นความจริงผู้ปฏิบัติมีหน้าที่คอยสังเกตอยู่ในทุกอิริยาบถเท่าที่ปรากฏเพื่อให้รู้ว่ารูปอะไรปรากฏและรูปนั้นมีสภาพที่ต้องแปรไปตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้จำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขมีความเร่าร้อนเพราะความเกิดแก่และแตกทำลายเป็นไฟเผากันเองอยู่ในตัวเป็นสภาพที่เปลี่ยนแปลงกลับกลอกเอาเป็นแน่นอนอะไรไม่ได้แม้แต่นิดหนึ่งนามรูปมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นแล้วก็มีความแปรไปในท่ามกลางแล้วก็มีความแตกสลายในที่สุดผู้ปฏิบัติมีหน้าที่คอยดูอย่างเดียวเท่านั้นไม่มีหน้าที่จะไปจัดแจงอะไรนามรูปเขาจะแสดงอย่างไรเป็นเรื่องของนามรูปไม่มีผู้ใดที่จะบังคับบัญชาอะไรได้เมื่อผู้ปฏิบัติเฝ้าดูอยู่ด้วยสติปัญญาก็จะเห็นว่านามรูปนี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์คงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้บังคับบัญชาให้เป็นไปปรารถนาอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้นแม้การเห็นหรือการได้ยินก็ตามก็เป็นเพียงนามธรรมที่เกิดขึ้นจากรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดการเห็นการได้ยินขึ้นมาแล้วก็ดับไปการเห็นและการได้ยินนั้นก็เป็นนามธรรมที่เกิดมาจากปัจจัยมิได้มีอำนาจผู้วิเศษอะไรทำให้เกิดขึ้นและนามเห็นนามได้ยินนั้นก็มิใช่หญิงมิใช่ชายมิใช่บุคคลตัวตนเราเห็นเหมือนอย่างที่พวกเรามีความเข้าใจกันการที่มีความเข้าใจว่าเราเห็นเราได้ยินเราเหม็นเราหอมเราอร่อยเราไม่อร่อยเรายืนเราเดินเรานั่งเรานอนเราก้าวไปข้างหน้าเราถอยกลับมาข้างหลังเราพาดสังฆาฏิเราอุ้มบาตรเรานุ่งห่มจีวรเราถ่ายอุจจาระปัสสาวะเรากินเราดื่มเราหลับเราตื่นเราพูดเรานิ่งที่นามหรืออาการต่างๆเหล่านี้ไม่ใช่เราเป็นเพียงธรรมะที่เกิดขึ้นตามปัจจัยเท่านั้นแต่เพราะขาดปัญญาจักษุคือวิปัสสนาจึงฝันไปว่านามรูปนี้เป็นเราเป็นของเราและเป็นตัวตนของเราด้วยอำนาจของตัณหามานะทิฏฐิจึงทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเนิ่นช้ากันอยู่ในวัฏฏะนี้ 

  การพิจารณาหรือการกำหนดหรือการดูเป็นคำๆเดียวกันแต่คำว่าดูเป็นคำที่ฟังง่ายเข้าใจง่ายมาจากบาลีว่าสิกฺขติที่แปลว่าศึกษาหรือสำเหนียกหรือสังเกตการใช้อิริยาบถจะเป็นอิริยาบถใหญ่หรืออิริยาบถย่อยก็ตามจะต้องมีเหตุผู้ปฏิบัติจำเป็นจะต้องรู้จักเหตุของการใช้อิริยาบถมิฉะนั้นจะรู้ไม่ทันหรือดูไม่ทันถึงความจริงที่เกิดขึ้นเมื่อจะเดินตนรู้หรือไม่ว่าทำไมต้องเดินยืนทำไมจึงต้องยืนนั่งทำไมจึงต้องนั่งนอนทำไมจึงต้องนอนก้าวไปข้างหน้าถอยกลับมาข้างหลังทำไมจึงต้องทำเช่นนั้นดูตรงหรือเหลียวซ้ายแลขวาทำไมจึงต้องทำเช่นนั้นคู้อวัยวะเข้าเหยียดอวัยวะออกทำไมจึงต้องทำเช่นนั้นใช้สังฆาฏิใช้บาตรจีวรทำไมจึงต้องทำเช่นนั้นถ่ายอุจจาระปัสสาวะทำไมจึงต้องทำเช่นนั้นเดินยืนนั่งนอนกินดื่มเคี้ยวลิ้มหลับตื่นพูดนิ่งทำไมจึงต้องทำเช่นนั้นจะไม่ทำไม่ได้หรือเมื่อว่าโดยเหตุผลแล้วไม่ทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะจำต้องแก้ไขเราไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปบังคับอิริยาบถเหล่านี้แม้แต่น้อยเลยแต่พระพุทธองค์ทรงสอนให้รู้เท่ารู้ทันกับสิ่งเหล่านี้อิริยาบถคือความผลัดเปลี่ยนต่างๆเหล่านี้เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสก็ได้ให้เกิดปัญญาก็ได้หากขณะใดรู้ไม่ทันขณะนั้นก็เกิดกิเลสคืออวิชชาเกิดตัณหาและทิฏฐิเพราะความรู้สึกว่าเราเดินเรายืนเป็นต้นเคยเกิดมีมาตั้งแต่วันเกิดหรือเคยมีมาแล้วแต่หลายชาติความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นทุกข์ไม่เคยเกิดมีเลยในสังสารวัฏนี้การใส่ใจในอิริยาบถเป็นกิจสำคัญที่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจะต้องดูให้รู้ถึงความจริงที่กำลังปรากฏในปัจจุบันขณะเกิดความหิวทุกข์เกิดขึ้นแล้วจะต้องแก้เสียด้วยการกินขณะง่วงก็จะต้องแก้เสียด้วยการนอนหรือความเมื่อยเกิดขึ้นก็ต้องแก้เสียด้วยการผลัดเปลี่ยนอิริยาบถเมื่อผู้ปฏิบัติมีโยนิโสมนสิการรู้เท่าทันทุกข์ที่เกิดขึ้นทุกๆขณะที่เปลี่ยนก็จะเห็นว่าความทุกข์นี้เป็นสภาพที่แก้ไขอะไรไม่ได้เบียดเบียนบีบคั้นอยู่เป็นนิตย์จำต้องปรับปรุงแก้ไขกันอยู่เสมอหาความยั่งยืนถาวรอะไรไม่ได้ทุกข์นี้มีแต่ความเร่าร้อนเผากันเองด้วยความเกิดขึ้นด้วยความตั้งอยู่ด้วยความแตกทำลายไปมีแต่ความเปลี่ยนแปลงกลับกลอกไม่แน่นอนเมื่อมีความทุกข์ในอิริยาบถเก่าก็จำต้องแก้ไขด้วยการเปลี่ยนไปเป็นการแก้ทุกข์แม้ในอิริยาบถใหม่เองก็มิใช่เป็นความสุขสติปัญญาเกิดขึ้นอวิชชาคือความไม่รู้ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นมาปิดความจริงคือทุกข์นี้ได้ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ว่าขณะจะเปลี่ยนอิริยาบถตนดูอยู่หรือเปล่าว่าตนดูอะไรและสิ่งที่ดูนั้นเป็นรูปหรือนามถ้าเป็นรูปเป็นรูปอะไรหรือถ้าเป็นนาม  ต้องรู้ด้วยว่าเป็นนามอะไรเพราะรูปแต่ละรูปไม่ใช่อย่างเดียวกันเช่นรูปเดินก็ไม่ใช่รูปนั่งรูปนั่งก็ไม่ใช่รูปนอนรูปนอนก็ไม่ใช่รูปยืนเป็นต้นแม้นามก็เหมือนกันนามเห็นก็ไม่ใช่นามได้ยินนามได้ยินก็ไม่ใช่นามรู้กลิ่นนามรักก็ไม่ใช่นามชังนามฟุ้งก็ไม่ใช่นามง่วงเป็นต้นปัจจัยของสภาวธรรมเหล่านี้ก็มีมาไม่เหมือนกันทุกข์ที่เกิดอยู่ตามอารมณ์และอิริยาบถเป็นความจริงที่ผู้ปฏิบัติจะต้องใช้ความสังเกตจะต้องศึกษาให้รู้เท่าทันเพราะเป็นสภาพธรรมความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เป็นทุกข์ที่ควรกำหนดรู้ที่ใกล้ตัวที่สุดเป็นสัจธรรมผู้ปฏิบัติจะต้องใช้สติปัญญาศึกษาให้รู้เพราะถ้าไม่รู้ทันต่อสภาวธรรมนั้นแล้วก็ทำให้ตัณหาและทิฏฐิเข้าอาศัยในอารมณ์นั้นได้อันความเข้าใจผิดคิดว่าเราเดินเรายืนหรือเรานั่งเป็นต้นความจริงแล้วจะมีได้ที่ไหนในรูปต่างๆเช่นรูปเดินรูปยืนรูปนั่งเป็นต้นจะเป็นเราได้อย่างไรทำไมจึงได้มีความเห็นผิดคิดผิดจำผิดไปเช่นนั้นพระมิได้สอนเช่นนั้นแต่เพราะขาดสติปัญญาจึงมีความวิปลาสพลาดผิดธรรมกันไปอย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้นามรูปเป็นทุกข์เป็นความจริงของพระอริยะที่ท่านสอนไว้จะต้องรู้ด้วยปัญญาหากขาดวิปัสสนาปัญญาเสียแล้วก็ไม่สามารถจะรู้ทุกข์นี้ได้สติปัฏฐานทั้ง๔เป็นบุพพภาคมรรคคือเป็นมรรคเบื้องต้นที่จะเป็นปัจจัยให้ถึงโลกุตตรมรรคทุกข์คือนามรูปที่ไม่เที่ยงเป็นอนิจจังเป็นทุกขังเป็นอนัตตาทำให้วิปัสสนาปัญญามารู้แจ้งแทงตลอดในสภาวธรรมเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยให้เกิดทิฏฐิวิสุทธิมีปัญญารู้เห็นที่บริสุทธิ์จนตัณหาและทิฏฐิอาศัยเกิดไม่ได้

  การสังวรระวังใจให้อยู่ในนามรูปไม่ตกไปจากนามรูปก็เป็นศีลวิสุทธิเพราะตัณหาและทิฏฐิอาศัยเกิดไม่ได้แม้สติที่ตั้งมั่นอยู่ในนามรูปโดยไม่เลอะเลือนก็จัดเป็นจิตตวิสุทธิเพราะตัณหาและทิฏฐิอาศัยเกิดไม่ได้ในอารมณ์นั้นสัมปชัญญะคือปัญญาก็รู้เท่าทันอยู่ในนามรูปนั้นโดยไม่มีเรามีเขาไม่มีหญิงชายสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาจึงเป็นปัญญาวิสุทธิเป็นมัชฌิมาปฏิปทาที่จะเดินไปสู่ความพ้นทุกข์เป็นที่สุด