ทุกข์ในวิสุทธิมรรค
ท่านแสดงไว้๗อย่างในที่นี้จะแสดงเพียง๓อย่างคือ
๑. ทุกขทุกข์หมายถึงทุกข์กายและทุกข์ใจที่ชื่อว่าทุกข์เพราะมีการเสวยเป็นสภาพและโดยชื่อ
๒. วิปริณามทุกข์หมายถึงความสุขที่จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์เพราะแปรปรวนไปเป็นอย่างอื่น
๓. สังขารทุกข์หมายถึงอุเบกขาเวทนาและสังขารในภูมิ๓ที่ชื่อว่าเป็นทุกข์ก็เพราะถูกความเกิดและความดับไปบีบบังคับเป็นนิตย์
อีกนัยหนึ่งที่แสดงในข้อปฏิบัติแบ่งออกเป็น๓คือ
๑. ทุกขเวทนาคือความไม่สบายกายไม่สบายใจเท่าที่เราพากันรู้อยู่ทุกๆวันนี้
๒. สังขารทุกข์หรือสภาวทุกข์คือขันธ์๕ที่มีการดับเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
๓. ทุกขลักษณะหมายถึงลักษณะของทุกข์ในสามัญญลักษณะมีใช้อยู่ตอนปฏิบัติวิปัสสนาคือ
ก. อนิจจะคือความไม่เที่ยงหมายถึงเบญจขันธ์นั่นเองไม่เที่ยง ข. อนิจจลักษณะคือลักษณะที่ไม่เที่ยงเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาปัญญา
ค. อนิจจานุปัสสีคือปัญญาที่เห็นความไม่เที่ยงเนืองๆ
ง. อนิจจาวิหารีคือผู้ปฏิบัติที่กำลังเห็นความไม่เที่ยงอยู่
ทุกข์ทั้งหมดตามที่กล่าวมานี้มิใช่อื่นไกลที่จริงก็คือทุกขอริยสัจจะนั่นเองเพราะเป็นสภาพที่ทนอยู่ไม่ได้เป็นความจริงของพระอริยเจ้ามีพระพุทธเจ้าเป็นต้นหรือเป็นความจริงที่ทำให้ผู้รู้กลายเป็นพระอริยะหรือเป็นความจริงอันประเสริฐเป็นสภาพที่แน่นอนไม่มีวิปริตแปรผันคือทุกข์ก็เป็นทุกข์จริงจะเปลี่ยนแปลงเป็นสมุทัยหรือนิโรธไปไม่ได้เลย
ในการกำหนดรู้ทุกข์ท่านสอนให้กำหนดรู้ทุกขเวทนาก่อนที่เป็นเช่นนี้เพราะทุกขเวทนาเป็นของหยาบรู้ได้ง่ายกว่าทุกข์อื่นเพราะปรากฏแก่เราทุกเวลาพอวันรุ่งขึ้นเราก็ต้องแก้ทุกข์เกี่ยวกับอิริยาบถเดินเป็นต้นอยู่ทั้งวันโดยไม่มีเวลาหยุดหย่อนแต่เราไม่ได้ใช้สติปัญญากำหนดรู้เราจึงไม่เข้าใจอิริยาบถเหล่านั้นว่าเป็นทุกข์อิริยาบถย่อยหรืออิริยาบถใหม่ที่เกิดขึ้นจากการผลัดเปลี่ยนจำเป็นต้องมีอิริยาบถย่อยก่อนเสมอจะมีแต่เฉพาะอิริยาบถใหญ่อย่างเดียวไม่ได้ความปวดเมื่อยของอิริยาบถเก่าเป็นทุกข์แก้ไขไม่ได้เพราะบีบคั้นให้จำเป็นต้องแก้เราไม่มีอำนาจอะไรในความปวดเมื่อยนั้นเลยแต่มีอาจารย์บางพวกแนะว่าให้นั่งไปนานๆจนหายปวดหายเมื่อยจะเป็นการดีมากแต่เมื่อพูดกันตามความเป็นจริงแล้วพระพุทธเจ้ามิได้สอนเช่นนั้นแต่เป็นคำสอนของอาจารย์มากกว่าทำไมจึงได้ว่าอย่างนั้นที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะเบญจขันธ์จะเป็นรูปหรือนามก็ตามไม่มีใครไปมีอำนาจเหนือไม่มีอำนาจที่จะไปบังคับทุกข์คือขันธ์๕ได้เพราะอนัตตาไม่ใช่ตัวตนของใครแต่เท่าที่อาจารย์บางท่านไปสอนเช่นนั้นก็เพราะเอาทิฏฐิใส่เข้าไปในความเข้าใจนั้นคือเมื่อความปวดเมื่อยเกิดขึ้นเป็นสภาพที่แก้ไขตามสภาวะแต่กลับไปเอาอำนาจของสมาธิไปบังคับให้ความปวดเมื่อยหายไปจึงสามารถนั่งได้นานๆ๒
ชั่วโมงบ้าง๓ชั่วโมงบ้างเมื่อสมาธิมีกำลังมากปัญญาเกิดไม่ได้แล้วจะไปเห็นความจริงได้อย่างไรเพราะอารมณ์ของสมาธิเป็นอารมณ์ที่ตัณหาและทิฏฐิเข้าไปอาศัยเกิดได้เมื่อความมืดคืออวิชชาปิดบังความจริงเสียแล้วปัญญาที่จะเข้าไปรู้ทุกข์ที่กำลังปรากฏก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นรู้ความจริงคือทุกข์ตามสภาวะได้
หลักสำคัญในการปฏิบัติ
ควรทำอะไรทีละอย่างอย่าไปทำหลายอย่างเพราะจะวุ่นวายไปหมดจะไม่มีการสังวรระวังสติที่จะคอยตามดูตามรู้ก็จะไม่มีเพราะมัวแต่จัดแจงวุ่นวายไปหมดการทำความเข้าใจในอิริยาบถใหญ่และอิริยาบถย่อยก็ต้องมีอยู่ด้วยกันทั้งนั้นทุกข์ของอิริยาบถใหญ่ก็คือความปวดเมื่อยส่วนทุกข์ในอิริยาบถย่อยมีมากมายหลายอย่างการเปลี่ยนระหว่างอิริยาบถใหญ่ด้วยกันก็จำเป็นจะต้องมีอิริยาบถย่อยเช่นขณะนั่งอยู่เวลาจะเดินก็ต้องมีอิริยาบถย่อยหรือขณะนอนอยู่จะพลิกตัวก็ต้องมีอิริยาบถย่อยคือมีอิริยาบถย่อยที่เกี่ยวกับอิริยาบถใหญ่ก็มีเช่นรับประทานอาหารหรือการอาบน้ำเป็นต้นถ้าเป็นอิริยาบถย่อยในระหว่างอิริยาบถใหญ่ก็ไม่จำต้องทำอะไรแต่ขอให้พยายามสังวรระวังไปก็จะสามารถรู้อิริยาบถย่อยได้เช่นนั่งแล้วจะไปเดินอิริยาบถย่อยระหว่างอิริยาบถนั่งก่อนที่จะเป็นอิริยาบถเดินก็เพียงให้สำรวมระวังในอิริยาบถย่อยนั้นๆก็พอแล้ว
วิธีป้องกันทิฏฐิขณะปฏิบัติ
การทำความเข้าใจในนามรูปให้รู้เท่าทันในอารมณ์ปัจจุบันขณะที่รูปหรือนามกำลังปรากฏอยู่ขณะนั้นตัณหาและทิฏฐิเกิดไม่ได้ทิฏฐิอย่างหยาบไม่มีปัญหาอะไรสำหรับพวกเราแต่การป้องกันทิฏฐิอย่างละเอียดที่เกี่ยวกับความเห็นว่าเป็นอัตตาตัวตนอันนี้ก็ต้องถึงขณะที่ปฏิบัติจริงๆถ้าไม่ปฏิบัติก็จะชำระทิฏฐิกันไม่ได้จะชำระได้ก็ขณะปฏิบัติเท่านั้นจึงจะป้องกันตัณหาและทิฏฐิได้
ในขณะปฏิบัติผู้ปฏิบัติจะต้องดูทุกข์อยู่เสมอๆทุกข์อยู่ที่ไหนดูทุกข์ในอิริยาบถยืนอิริยาบถเดินอิริยาบถนั่งอิริยาบถนอนหรือดูรูปหรือนามทางทวารต่างๆคือทางตาหูจมูกลิ้นกายหรือทางใจที่จรเข้ามาจะต้องทำความเข้าใจอยู่เสมอๆในทุกๆอารมณ์การทำความเข้าใจในอิริยาบถใหญ่ขณะอยู่ในอิริยาบถใดเช่นกำลังนั่งอยู่เมื่อนั่งนานๆก็จะรู้สึกปวดเมื่อยก็ให้ใส่ใจในทุกข์คือความปวดเมื่อยที่ปรากฏขึ้นเมื่อใส่ใจทุกข์แล้วจึงค่อยเปลี่ยนการจะเปลี่ยนเป็นการเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์หรือถ้าไม่แก้ทุกข์ที่เกิดขึ้นก็ช่างไม่ใช่เรื่องของเราขออย่าไปทำอะไรเพิ่มขึ้นมากไปกว่าการใส่ใจทุกข์ทุกครั้งที่เปลี่ยนให้ใส่ใจทุกข์ก่อนเสมอถ้าทำอย่างนั้นก็ไม่เป็นการบริกรรมหรือไม่เป็นบัญญัติผุดขึ้นมาในใจว่าเราต้องเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์อันนี้เป็นปรมัตถ์ล้วนๆที่เข้าไปสัมผัสทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นจริงๆไม่ใช่สักแต่พูดตามคำของอาจารย์ว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์เป็นความแตกต่างกันมาก
ถ้าหากใส่ใจทุกข์แล้วเวลาเปลี่ยนจะเปลี่ยนไปเพื่อแก้ทุกข์จริงๆแล้วจิตใจจะไม่เหมือนกันเลยกับการเปลี่ยนไปตามปกติธรรมดาที่ไม่มีการใส่ใจในทุกข์เพราะฉะนั้นจึงต้องใส่ใจทุกข์ถ้าใส่ใจทุกข์แล้วความรู้สึกจะเกิดขึ้นเองเป็นความรู้สึกจริงๆด้วยท่านบอกแล้วว่าให้รู้สึกอย่านึกถ้าเอาคำของอาจารย์มาใช้แล้วมันนึกนึกถึงคำของอาจารย์ตอนนี้ท่านบอกว่าต้องให้มีความรู้สึกว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์เราก็เลยทำขึ้นมาว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์จึงกลายเป็นนึกไปถ้าจะให้เป็นความรู้สึกจริงๆก็ต้องใส่ใจทุกข์เมื่อใส่ใจทุกข์จริงๆแล้วจึงเปลี่ยนจะเป็นการรู้สึกจริงๆว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ซึ่งจะไม่เป็นภาษาไม่เป็นบัญญัติอะไรทั้งนั้นจะมีความรู้สึกเหมือนกันหมดไม่ว่าผู้ปฏิบัติจะเป็นคนชาติใดภาษาใดทั้งนั้น
ถ้าหากใส่ใจทุกข์ในเวลาที่จะใช้อิริยาบถทั้งหลายเสียก่อนก็จะเกิดปัญญารู้เองว่าเปลี่ยนทำไมใช้อิริยาบถนั่งยืนเดินนอนในคราวนั้นๆทำไมการใส่ใจทุกข์นั่นแหละเป็นโยนิโสมนสิการการรู้ว่าจะใช้อิริยาบถนั้นเพื่อแก้ทุกข์กล่าวคือการเดินเพื่อแก้ทุกข์เป็นต้นเป็นปัญญาที่เกิดจากโยนิโสมนสิการนั้นเป็นเรื่องสำคัญในการเปลี่ยนอิริยาบถอย่างนี้
เมื่อเกิดปัญญารู้ว่าจะเดินเพื่อแก้ทุกข์มันจะมีผลไปถึงตัณหาจะป้องกันตัณหาได้ปัญญาอย่างนี้เป็นการทำเพื่อแก้ทุกข์เพราะเมื่อเห็นว่าสักแต่ว่าแก้ทุกข์เท่านั้นตัณหาจะไม่อาศัยเลยมันจะไม่เห็นสาระที่น่าได้
เมื่อทุกขเวทนาคือความปวดเมื่อยเกิดขึ้นแล้วก็เปลี่ยนอิริยาบถแม้การเปลี่ยนก็สักแต่ว่าแก้ทุกข์นั้นก็เป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่งเหมือนกันคือทุกข์ที่จำต้องแก้ต้องบำบัดต้องรักษาไม่เปลี่ยนไม่ได้มันปวดเมื่อยเมื่อรู้ว่าจะเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ก็จะไม่เล็งเห็นสาระในการใช้อิริยาบถเก่า
ปกติคนธรรมดามักเปลี่ยนอิริยาบถไปเลยโดยไม่ได้พิจารณาทุกข์เพราะเล็งเห็นแต่ความสบายเสมอเพราะเกิดความพอใจจัดเป็นตัณหานุสัยไม่ใช่ตัณหาหยาบๆแต่ตัณหาตัวนี้สำคัญมากซึ่งถ้าไม่ได้สังเกตทุกข์ก็จะเป็นทุกข์กันอยู่เรื่อยไปทุกภพทุกชาติไม่รอดพ้นทุกข์ไปได้เลย
การดูทุกข์ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถถ้าดูทุกข์ก่อนแล้วเดินเพื่อแก้ทุกข์จะเห็นความเป็นจริงว่าแก้ทุกข์จิตใจะเป็นอีกแบบหนึ่งแต่ถ้าหากไม่ใส่ใจทุกข์แล้วจิตใจจะเป็นคนละเรื่องถ้าหากใส่ใจทุกข์ก่อนแล้วเดินเพื่อแก้ทุกข์แล้วดูรูปเดินระหว่างดูรูปเดินนั้นความรู้ในการดูรูปเดินจะเป็นความรู้ของปัญญาอย่างแท้จริงแต่ถ้าไม่ใส่ใจทุกข์เสียก่อนแล้วไปเดินเลยแม้ท่านจะรู้ว่าอันนี้เป็นรูปเดินก็ไม่ใช่ความรู้ของปัญญา
การดูทุกข์ก่อนแล้วจึงเปลี่ยนอิริยาบถปัญญาจึงจะเกิดขึ้นปัญญานี้เกิดขึ้นจะป้องกันตัณหาในการใช้อิริยาบถพอใช้ไปแล้วถ้ามีโยนิโสมนสิการกำหนดรูปเกิดปัญญารู้ว่าเป็นนามเป็นรูปนามอะไรรูปอะไรนั้นจะเป็นปัญญาป้องกันทิฏฐิที่เห็นว่าเป็นอัตตาตัวตนธรรมที่ก่อความไม่บริสุทธิ์๒อย่างนี้สัมพันธ์กันเกี่ยวข้องกันถ้าไม่มีการชำระตัณหาเสียก่อนการใช้อิริยาบถของท่านก็จะไม่บริสุทธิ์เพราะตัณหา เมื่อไม่บริสุทธิ์แล้วก็ไม่มีโอกาสทำปัญญาให้เกิดขึ้นมาเห็นความจริงได้เลยว่าอันนี้เป็นนามอะไรเป็นรูปอะไรเพราะของไม่บริสุทธิ์ในชั้นนี้ไม่ถึงขั้นวิสุทธิสำหรับความบริสุทธิ์ในขั้นนี้เป็นเพียงป้องกันเสียก่อนถ้าเครื่องปรุงทั้งหลายไม่บริสุทธิ์เพราะขาดความเข้ามจแต่ต้นอะไรๆก็ไม่บริสุทธิ์หมดปัญญาก็เกิดไม่ได้
ดังนั้นก่อนการใช้อิริยาบถจึงสำคัญที่สุดแต่ส่วนมากไม่ค่อยสนใจกันสนใจแต่ว่าจะกำหนดรูปนามให้ได้มากๆการใส่ใจทุกข์คือต้องรู้ว่าทุกข์อะไรทุกข์ตรงไหนการเปลี่ยนอิริยาบถนั้นจะเป็นเครื่องยืนยันว่าทุกข์เกิดจริงๆการเดินแก้ทุกข์จริงๆนั้นเดินตรงไหนก็ได้และไม่ต้องเดินมากมายอะไรถ้าเทียบกับเวลาไม่เดินกรรมฐานแล้วจะเห็นผิดปกติควรสังเกตว่าถ้าไม่เข้ากรรมฐานจะเดินมากอย่างนั้นไหมแสดงว่าใช้อิริยาบถเดินเกินความจำเป็นอาจมีตัณหาหนุนอยู่เบื้องหลังเพราะอิริยาบถเดินเป็นของหยาบถ้าถนัดที่จะดูรูปเดินก็แสดงว่ามีความพอใจในอิริยาบถเดินตัณหาก็เข้าอีกก็ไม่มีประโยชน์อะไรในการทำเช่นนั้นความจริงไม่ควรคำนึงว่ารูปนี้ชัดรูปนี้ไม่ชัดรูปอะไรมีก็ดูไปดูไม่ได้ก็ค่อยๆแก้ไขไปเราอาจยังไม่เข้าใจเรื่องการมีสติออกไปที่ท่าทางหรือไม่ทราบวิธีที่จะให้มีสัมปชัญญะเกิดขึ้นก็ได้หน้าตาของสติเป็นอย่างไรหน้าตาของสัมปชัญญะเป็นอย่างไรถ้าไม่ใส่ใจทุกข์จริงๆแล้วการใช้อิริยาบถมักจะไม่ตรงตามความเป็นจริงจะมีความต้องการมีความพอใจอาศัยได้ไม่ตรงไปตรงมาตามทุกข์ที่เกิดขึ้น
การใส่ใจทุกข์ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถที่เปลี่ยนนั้นจะเหมาะสมแก่การแก้ทุกข์จริงๆเช่นนั่งอยู่พอเกิดปวดเมื่อยอาจจะไม่จำเป็นต้องเดินก็ได้ถ้าใส่ใจทุกข์จริงๆเพียงแต่เหยียดขาออกก็แก้ทุกข์แล้วไม่จำเป็นต้องไปเดิน ถ้าเหยียดก็แล้วคู้ก็แล้วทำตัวตรงก็แล้วถ้าใส่ใจทุกข์อยู่แล้วก็จะรู้เองว่าจุดนี้จะนั่งต่อไปไม่ได้คราวนี้ต้องเดินจริงอยู่เดินนั้นเป็นการแก้ได้จริงๆ เวลานั่งอยู่จะนั่งคู้ขาเหยียดขานั่งเอนอยู่พอไปเดินก็สามารถแก้ทุกข์ได้จริงๆแต่ว่าเราจะรู้ว่าเป็นการแก้ทุกข์จริงหรือไม่มันอาจไม่บริสุทธิ์คือมีความต้องการอาศัยหรืออยากจะเดินอยู่แล้วเวลาทุกข์เกิดก็เดินทันทีอย่างนี้สมควรเดินแล้วหรือยังอาจจะยังไม่สมควรก็ได้เมื่อไปเดินเข้าก็อาจเป็นอำนาจความต้องการก็ได้คือตัณหาเข้าอาศัยได้
ถ้าไม่ใส่ใจทุกข์มันจะไปสนใจในอิริยาบถที่เปลี่ยนถ้าไปสนใจในอิริยาบถที่เปลี่ยนก็จะเห็นว่าอิริยาบถมีสาระหรือเห็นว่าเดินดีกว่าผู้ปฏิบัติถ้าทิ้งทุกข์เสียแล้วก็จะไปสนใจในอิริยาบถจะมีการเลือกว่าอะไรดีกว่าคิดว่าเดินดีกว่าเมื่อเดินดีกว่าก็ไม่ใช่แก้ทุกข์แล้วความบริสุทธิ์ก็เกิดขึ้นไม่ได้แม้จะกำหนดรูปเดินอยู่ก็ตามก็ไม่ใช่ความรู้ของปัญญาเลยเพราะว่าไม่บริสุทธิ์อาจเข้าใจเองว่าเป็นความรู้ของปัญญาก็ได้อันนี้เป็นความเข้าใจก่อนเปลี่ยนอิริยาบถ
อิริยาบถมี๒อย่างคืออิริยาบถไได้แก่การนั่งนอนยืนเดินและอิริยาบถย่อยได้แก่อิริยาบถที่ต้องใช้มือและแขนเป็นต้นเมื่อมีความเข้าใจหรือกำหนดทันอิริยาบถใหม่ดีแล้วอิริยาบถย่อยก็จะรู้ตามไปเองอิริยาบถย่อยละเอียดกว่าอิริยาบถใหญ่ทั้ง๔อิริยาบถย่อยเป็นผู้ช่วยอิริยาบถใหญ่ เมื่อท่านจะต้องใช้อิริยาบถแล้วจะต้องรู้ว่าเป็นการแก้ทุกข์ในอิริยาบถใหญ่เวลาที่จะเปลี่ยนอิริยาบถใหญ่นี้แหละเป็นเหตุที่จะให้รู้ว่าอิริยาบถย่อยนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุอะไรอิริยาบถย่อยจะช่วยแก้ทุกข์ในอิริยาบถใหญ่อย่างไรการแก้ทุกข์นี้รูปกับนามนี้จะช่วยกันทุกข์นี้เกิดจากอิริยาบถใหญ่อิริยาบถย่อยก็ช่วยแก้เหมือนกันทุกข์แต่ละอย่างๆที่อิริยาบถจะช่วยแก้นี้ไม่เหมือนกันการกำหนดอิริยาบถใหญ่นี้แหละก็จะเป็นเหตุให้เข้าถึงเหตุผลในการที่จะต้องใช้อิริยาบถย่อยด้วยต้องกำหนดรู้อิริยาบถย่อยไปว่าเป็นเครื่องแก้ทุกข์เดินไปเพื่อแก้ทุกข์เช่นเดินไปเพื่อถ่ายอุจจาระปัสสาวะเดินเพื่อแก้เมื่อยแล้วแต่จะกำหนดรู้การไปจะต้องทำความรู้สึกในอิริยาบถนี้เพื่อเป็นการแก้ทุกข์ไปด้วย
อิริยาบถย่อยเช่นเวลาอาบน้ำล้างหน้าถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะรับประทานอาหารดื่มน้ำเป็นต้นแม้จะรู้ว่าเป็นทุกข์แล้วและใส่ใจในทุกข์ก็ตามแต่เวลาที่จะทำกิจนั้นๆก็อดที่จะมีความสุขความสบายและความพอใจไม่ได้เช่นการอาบน้ำก็อดที่จะมีความชื่นใจไม่ได้ทั้งๆที่มีความเข้าใจอยู่แล้วทำไมถึงมีความพอใจอยู่อีกแม้แต่อิริยาบถใหญ่จากนั่งเป็นยืนความรู้สึกว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์หายไปฉับพลันแม้ก่อนหน้านั้นก็มีการใส่ใจทุกข์รู้ด้วยปัญญาว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ผู้ปฏิบัติรู้ดีว่ามีความรู้สึกอย่างนั้นแต่เมื่อลุกขึ้นเท่านั้นความรู้สึกนั้นหายไปเลยอันนี้มีได้ทั้งนี้เพราะในขณะที่เปลี่ยนนั้นได้ส่งใจไปในเรื่องอื่นกล่าวคือทิ้งทุกข์ไปสนใจการเดินเสีย
ความจริงถึงท่านไม่สนใจการเดินท่านก็เดินได้โดยไม่ต้องสนใจอะไรกันทีนี้ไปสนใจการเดินจะเดินเพื่อแก้ทุกข์แต่มีเรื่องอื่นเข้ามาคือสนใจว่าจะเดินตรงไหนดีอย่างนี้ทุกข์ก็หายไปเลยก็จะกลายเป็นว่าเดินเพื่อจะดูเดินจนได้เพราะฉะนั้นจะต้องมีอุบายรักษา
อุบายรักษาคืออะไรคือความเข้าใจขณะเปลี่ยนอิริยาบถคือการทำสติให้รู้ขึ้นในขณะที่กำลังลุกขึ้นยืนต้องมีสติสำรวมระวังอยู่ในอาการถ้าเป็นอย่างนี้จะรักษาการเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อแก้ทุกข์เอาไว้ได้ตลอดจนกว่าจะใช้อิริยาบถใหม่ไปจริงๆเพราะฉะนั้นต้องมีสติแม้จะชั่วขณะเดียวก็ตาม