ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕๐๐ เล่ม
เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์
คำนำ
การศึกษา นักบวชสตรีในพระพุทธศาสนาช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี วางใจเพื่อบรรลุธรรม เพราะในมีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้ เพื่อให้การศึกษานักบวชสตรีในพระพุทธศาสนา เป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น
หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ
ธีรเมธี
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
นักบวชสตรีในพระพุทธศาสนา
ประเพณีโบราณของชาวอินเดียอย่างหนึ่งคงได้แก่ การบวช ซึ่งถือว่าในช่วงชีวิตของบุคคลคนหนึ่งที่เกิดในวรรณะสูง ๓ วรรณะ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ จะต้องได้ดำรงชีวิตให้ครบ ๔ ขั้นเรียกว่า อาศรม ๔ ได้แก่
๑. ระยะถือพรหมจรรย์ เรียกว่า พรหมจารี
๒. ระยะครองเรือน เรียกว่า คฤหัสถ์
๓. ระยะออกไปอยู่ป่า เรียกว่า วานปรัสถ์
๔. ระยะสละสมบัติออกบวช เรียกว่า สันยาสี
การประพฤติตามหลักอาศรม ๔ นี้ จะมุ่งเพียงฝ่ายชายเท่านั้น ฝ่ายหญิงนี้ได้ถูกห้ามศึกษาพระเวท ซึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์สำคัญ จึงทำให้สตรีไม่มีโอกาสออกบวช แต่ในพระพุทธศาสนาไม่ได้ปิดโอกาสเช่นนั้น
พระราชวรมุนี กล่าวถึงสิทธิของสตรีสมัยนั้นกับพระพุทธศาสนาในด้านการศึกษาว่าหากยกเอาผลงานและพระจริยาของพระพุทธเจ้าขึ้นเป็นหลักพิจารณา จะมองเห็นแนวทางการบำเพ็ญพุทธกิจหลายอย่าง เช่น ทรงพยายามล้มล้างความเชื่อถืองมงายในเรื่องพิธีกรรมอันเหลวไหลต่าง โดยการบูชายัญ ด้วยการสอนย้ำถึงผลเสียหายและความไร้ผลของพิธีกรรมเหล่านั้น ทั้งนี้เพราะยัญพิธีเหล่านั้น ทำให้คนมัวแต่คิดหวังพึ่งเหตุปัจจัยในภายนอก อย่างหนึ่ง ทำให้คนกระหายทะยานและคิดหมกมุ่นในผลประโยชน์ทางวัตถุเพิ่มพูนความเห็นแก่ตน ไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์และสัตว์ อย่างหนึ่ง ทำให้คนคิดหวังแต่เรื่องอนาคต จนไม่คิดปรับปรุงปัจจุบัน อย่างหนึ่ง แล้วกลับทรงสอนย้ำหลักการให้ทาน ให้เสียสละแบ่งปันและสงเคราะห์กันในสังคม สิ่งต่อไปที่ทรงพยายามสอนหักล้าง คือระบบความเชื่อถือเรื่องวรรณะ ที่นำเอาชาติกำเนิดมาเป็นขีดขั้นจำกัดสิทธิและโอกาสทั้งในทางสังคมและทางจิตใจของมนุษย์ ทรงตั้งคณะสงฆ์ที่เปิดรับคนจากทุกวรรณะให้เข้าสู่ความเสมอภาคกัน… ทรงให้สิทธิแก่สตรีที่จะได้รับประโยชน์จากพุทธธรรมเข้าถึงจุดหมายสูงสุดที่พุทธธรรมจะให้เข้าถึงได้ เช่นเดียวกับบุรุษ แม้ว่าการให้สิทธินี้จะต้องทรงกระทำด้วยความหนักพระทัย และด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ที่จะเตรียมการวางรูปให้สภาพการณ์ได้สิทธิของสตรีนี้ดำรงอยู่ด้วยดีในสภาพสังคมสมัยนั้น เพราะสิทธิของสตรีในการศึกษาอบรมทางจิตใจได้ถูกศาสนาพระเวทค่อยๆจำกัดแคบเข้ามาจนปิดตายแล้วในสมัยนั้น[1]
๔.๑ เกณฑ์ในการรับเข้าสู่สังคมนักบวชสำหรับสตรี
การบำเพ็ญกรณียกิจทั้งของพระพุทธเจ้าและของสาวก มีวัตถุประสงค์และขอบเขตอย่างกว้างขวาง ดังพระพุทธพจน์ตั้งแต่ครั้งแรกที่ส่งสาวกออกประกาศพระศาสนาว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วง ทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งเป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมากเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ อย่าไปโดยทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน สัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีในตาน้อย มีอยู่ ย่อมเสื่อเพราะไม่ได้ฟังธรรม จักมีผู้รู้ธรรม ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรม”[2]
๑ วิธีอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ๘ วิธี
การออกในสังคมอินเดียโบราณ หลังจากครองชีวิตฆราวาส ผู้คนที่มุ่งหวังความพ้นทุกข์ก็จะนิยมสละโลกออกบวชเป็นนักบวชประเภทต่าง ๆ ตามความประสงค์ อาทิ บวชเป็นฤาษี บวชเป็นอาชีวก บวชเป็นนิครนถ์ บวชเป็นปริพาชก ครั้นถึงสมัยพุทธกาล หลังจากที่พระพุทธเจ้าประดิษฐานพระพุทธศาสนาขึ้นแล้ว ได้มีผู้คนจากทุกวรรณะออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ ผู้คนที่ออกบวชนั้น นอกจากผู้ชายแล้วยังมีสตรีจำนวนมากออกบวชเป็นพระภิกษุณีด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ แสวงหาความพ้นทุกข์[3]พระพุทธศาสนาถือว่า การบวชเป็นความดี การบวชคือทางออกจากทุกข์ที่เกิดขึ้น และเป็นหนทางไม่ให้ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นอีก[4]
นักบวชในพระพุทธศาสนาเรียกว่า ภิกษุ มีการดำเนินชีวิตคล้ายกับนักบวชประเภทสันยาสี คือ มีความเป็นอยู่เรียบง่าย นักบวชต้องปลงผมและหนวดเคราเกลี้ยงเกลา นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาดนอนบนเตียงไม้หรือแคร่เที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต[5] บริโภคอาหารเพียงเพื่อเลี้ยงร่างกาย ให้มีกำลังอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ การดำเนินชีวิตต้องอาศัยชาวบ้านนักบวชไม่สามารถเสาะหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ตามความต้องการ เมื่อต้องการร้อนจะได้ของเย็น ต้องการของเย็นจะได้ของร้อน ชีวิตนักบวชเป็นชีวิตที่ฝืดเคือง[6]การบวชเป็นสิ่งกระทำได้ยาก[7]แม้บวชแล้วความยินดีก็เป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก การบวชเป็นเรื่องฝืนกระแสโลก[8]
วิธีอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หมายถึง การให้กุลบุตรบวชเป็นภิกษุ หรือให้กุลธิดาบวชเป็นภิกษุณี วิธีอุปสมบทพระพุทธศาสนา มี ๘ วิธี [9] ได้แก่
๑. เอหิภิกขุอุปสัมปทา วิธีนี้พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ โดยพระองค์ทรงเปล่งพระวาจาว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด เพียงเท่านี้ก็ชื่อว่าได้บวชแล้ว
๒. ติสรณคมนูปสัมปทา วิธีนี้ทรงมีพระพุทธานุญาตให้พระสาวกจัดทำครั้งต้นพุทธกาลซึ่งเวลานั้นคณะสงฆ์ยังไม่ใหญ่นัก ให้พระสาวกต่างรูปต่างเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้กุลบุตรผู้ประสงค์จะบวชต่อมาเปลี่ยนวิธีนี้ให้เป็นการบวชสามเณร
๓. ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา วิธีนี้ทรงมีพระพุทธานุญาตให้สงฆ์ คือภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ร่วมกันทำพิธีบวชให้กุลบุตรผู้ประสงค์จะบวช และเป็นวิธีที่ใช้สืบมาจนทุกวันนี้
๔. โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา วิธีนี้ทรงกระทำโดยการประทานโอวาทให้กุลบุตรผู้ประสงค์จะบวชไปปฏิบัติวิธีนี้พระพุทธเจ้าประทานเป็นวิธีอุปสมบทของพระมหากัสสปะเพียงผู้เดียว
๕. ปัญหาพยากรณูปสัมปทา วิธีนี้พระพุทธเจ้าทรงทำด้วยการให้กุลบุตรผู้ประสงค์ จะบวชตอบปัญหาที่พระองค์ตรัสถาม เมื่อตอบปัญหาได้ก็เป็นอันว่าบวชแล้ว วิธีนี้เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่โสปากสามเณร
๖. ครุธรรมปฏิคคหณูปสัมปทา วิธีนี้พระพุทธเจ้าทรงทำด้วยการให้ผู้ประสงค์จะบวชรับครุธรรม ๘ ประการ เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตให้เป็นการอุปสมบทของพระนางมหาปชาบดีโคตมี
๗. อัฏฐวาจิกาอุปสัมปทา วิธีนี้เป็นวิธีบวชของภิกษุณี หมายถึงการบวชต้องกล่าววาจา ๘ ครั้ง คือ ทำญัตติจตุตถกัมมวาจา ๒ ครั้ง ฝ่ายละ ๔ ครั้ง คือ จากฝ่ายภิกษุสงฆ์ ๑ ครั้ง ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ ๑ ครั้ง
๘. ทูเตนอุปสัมปทา วิธีนี้พระพุทธเจ้าทรงทำด้วยการให้ผู้แทนพระองค์ไปบวชแก่ผู้ที่ประสงค์จะบวช เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้เป็นการให้อุปสมบทของนางคณิกาชื่ออัฑฒกาสี[10]
๔.๑.๒ วิธีอุปสมบทเป็นภิกษุณี
ในวิธีอุปสมบท ๘ วิธีนั้น วิธีบวชของภิกษุณีมี ๓ วิธี คือ
๑. วิธีอุปสมบทแบบครุธัมมปฏิคคหณูปสัมปทาพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้เป็นการอุปสมบทแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีปรากฏในภิกขุนีขันธกะว่า สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้น พระนางปชาบดีโคตมีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้วได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร พระนางมหาปชาบดีโคตมีผู้ยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ขอประทานวโรกาส มาตุคามพึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย โคตมี เธออย่าชอบใจการที่มาตุคามได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้เลย”
แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ
แม้ครั้งที่ ๓ พระนางมหาปชาบดีโคตมีกราบทูลว่า “ขอประทานวโรกาส มาตุคามพึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย โคตมี เธออย่าชอบใจการที่มาตุคามได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้เลย”
ลำดับนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงดำริว่า “พระผู้มีภาคไม่ทรงอนุญาตให้มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้” ทรงเป็นทุกข์เสียพระทัย น้ำพระเนตรนองพระพักตร์ กันแสงอยู่พลาง ถวายอภิวาทพระผู้มีภาค ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับไป
ครั้นพระผู้มีภาคประทับอยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ ตามพระอัธยาศัยแล้วเสด็จจาริกไปจากกรุงเวสาลี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ จนถึงกรุงเวสาลี ทราบว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ในกรุงเวสาลีนั้น
คราวนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีปลงพระเกศา ทรงนุ่งห่มผ้ากาสายะพร้อมด้วยนางศากิลยานีจำนวนมาก เสด็จไปทางกรุงเวสาลี เสด็จเข้าไปยังกูฏาคารสาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี โดยลำดับ เวลานั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมี พระบาทระบม พระวรกายเปรอะเปื้อนฝุ่นธุลี เป็นทุกข์ เสียพระทัย น้ำพระเนตรนองพระพักตร์ ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูชั้นนอก
ท่านพระอานนท์เห็นพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระบาทระบม พระวรกายเปรอะเปื้อนฝุ่นธุลี เป็นทุกข์เสียพระทัย น้ำพระเนตรนองพระพักตร์ ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูชั้นนอก จึงถามดังนี้ว่า “โคตมี เพราะเหตุไร พระองค์จึงมีพระบาทระบม พระวรกายเปรอะเปื้อนฝุ่นธุลี เป็นทุกข์เสียพระทัย น้ำพระเนตรนองพระพักตร์ ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูชั้นนอก”
พระนางตรัสตอบว่า “ท่านอานนท์ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตให้มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้”
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า “โคตมี ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์จงรออยู่ที่นี่สักครู่ จนกว่าอาตมาจะทูลขอพระผู้มีพระภาคให้มาตุคามได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้”
ครั้นนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้วได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ท่านพระอานนท์ผู้นั่งอยู่ ณ ที่สมควรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระนางมหาปชาบดีโคตมีมีพระบาทระบม พระวรกายเปรอะเปื้อนฝุ่นธุลี เป็นทุกข์ เสียพระทัย น้ำพระเนตรนองพระพักตร์ ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูชั้นนอกด้วยคิดว่า ‘พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตให้มาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้’ ขอประทานวโรกาส ขอมาตุคามพึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย อานนท์ เธออย่าชอบใจการที่มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้เลย”
แม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระอานนท์ก็ได้กราบทูลกับพระผู้มีพระภาคว่า “ขอประทานวโรกาส ขอมาตุคาม พึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย อานนท์ เธออย่าชอบใจการที่มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้เลย”
แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอานนท์ก็ได้กราบทูลกับพระผู้มีพระภาคว่า “ขอประทานวโรกาส ขอมาตุคามพึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย อานนท์ เธออย่าชอบใจการที่มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้เลย”
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์คิดว่า “พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตให้มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงประกาศไว้ อย่ากระนั้นเลย เราพึงทูลขอพระองค์ให้มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้ด้วยอุบายบางอย่าง”
ครั้นนั้น ท่านอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้ จะสามารถทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล หรือ อรหัตนผลได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อานนท์ มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตทรงประกาศไว้ สามารถทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้”
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ถ้ามาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้ สามารถทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้ พระนางมหาปชาบดีโคตมผู้เป็นพระมาตุจฉาของพระผู้มีพระภาค ทรงมีอุปการะมาก เคยประคับประคองดูแลถวายเกษียรธาร(น้ำนม) เมื่อพระชนนีสวรรคต ได้ให้พระผู้มีพระภาคดื่มเกษียรธาร ขอประทานวโรกาส ขอมาตุคาม พึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้แล้วด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”[11]
การอุปสมบทด้วยวิธีรับครุธรรม ๘ ข้อ ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก เพียงแต่ให้สตรีที่ต้องการอุปสมบทยอมรับว่าจะปฏิบัติตามครุธรรม ๘ ข้ออย่างเคร่งครัดจนตลอดชีวิต ก็เป็นอันว่าได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา วิธีนี้เป็นวิธีอุปสมบทสตรีในระยะแรก โดยพระพุทธเจ้าประทานโอวาทหรือครุธรรม ๘ ข้อ คือ พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอุปัชฌาย์
๒. วิธีอุปสมบทแบบติสรณคมนูปสัมปทา คือ วิธีบวชแบบให้ผู้จะบวชเปล่งวาจาขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ต่อพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
วิธีบวชแบบนี้ มีวิธีปฏิบัติ คือ ผู้จะบวชได้ปลงผมและห่มผ้ากาสาวพัสตร์เรียบร้อยแล้วเข้าไปหาพระภิกษุ กราบเท้าแล้วประนมมือเปล่งวาจาของถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ๓ ครั้ง ดังนี้
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง
ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
วิธีบวชแบบนี้ สันนิษฐานว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุนำไปใช้บวชบรรดาเจ้าหญิงศากยะผู้เป็นบริวารของพระมหาปชาบดี และผู้เป็นบริวารของพระยโสธรา และสันนิษฐานว่า น่าจะจบลงด้วยการที่พระภิกษุนั้นได้สอนให้ผู้บวชรับครุธรรม ๘ ประการไปปฏิบัติด้วย
เชื่อว่า โดยการบวชด้วยวิธีบวชแบบนี้ จึงทำให้พระภิกษุณีมีจำนวนเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว จนกระทั่งกลายเป็นพระภิกษุณีสงฆ์หมู่ใหญ่
๓. วิธีอุปสมบทแบบญัตติจตุตถกัมมูปสัมปทา คือ วิธีบวชแบบให้ตั้งญัตติ ๑ ครั้ง และสวดประกาศ ๓ ครั้ง ต่อหน้าพระภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป
วิธีแบบนี้ มีวิธีปฏิบัติ คือ
๑. ถามอันตรายิกธรรม ตามที่มีสตรีมาบวชเป็นพระภิกษุณีมากขึ้น จนกระทั่งทำให้เกิดมีพระภิกษุณีสงฆ์หมู่ใหญ่ ซึ่งปรากฏว่าพระภิกษุณีเหล่านั้น มีทั้งผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน และผู้ที่มีคุณสมบัติบกพร่อง พระภิกษุณีรูปที่จัดว่ามีคุณสมบัติบกพร่อง นั่นคือ เป็นผู้ไม่มีเครื่องหมายเพศบ้าง สักแต่ว่ามีเครื่องหมายเพศบ้าง ไม่มีประจำเดือนบ้าง มีประจำเดือนไม่หยุดบ้าง ใช้ผ้าซับเสมอบ้าง เป็นคนไหลซึมบ้าง มีเดือย เป็นบัณเฑาะก์หญิงบ้าง มีลักษณะคล้ายชายบ้าง มีทวารหนักทวารเบาติดกันบ้าง มีสองเพศ (อุภโตพยัญชนก) บ้าง ฯลฯ
ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สอบถามอันตรายิกธรรม ๒๔ ประการกับสตรีผู้จะอุปสมบท
ภิกษุทั้งหลาย พึงสอบถามอย่างนี้
เธอไม่ใช่ผู้ไม่มีเครื่องหมายเพศหรือ ไม่ใช่สักแต่ว่ามีเครื่องหมายเพศหรือ ไม่ใช่ผู้ไม่มีประจำเดือนหรือ ไม่ใช่ผู้มีประจำเดือนไม่หยุดหรือ ไม่ใช่ผู้ใช้ผ้าซับเสมอหรือ ไม่ใช่คนไหลซึมหรือ ไม่ใช่ผู้มีเดือยหรือ ไม่ใช่เป็นบัณเฑาะก์หญิงหรือ ไม่ใช่ผู้มีลักษณะคล้ายชายหรือ ไม่ใช่ผู้มีทวารหนักทวารเบาติดกันหรือ ไม่ใช่คนสองเพศหรือเธอมีโรคเหล่านี้หรือไม่คือ โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรงลมบ้าหมู่ เธอเป็นมนุษย์หรือ เธอเป็นหญิงหรือ เธอเป็นไทหรือ เธอไม่มีหนี้สินหรือ เธอไม่เป็นราชภัฏหรือ มารดาบิดาหรือสามีอนุญาตแล้วหรือ มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์แล้วหรือ เธอมีบาตรและจีวรครบแล้วหรือ เธอชื่ออะไร ปวัตตินีของเธอชื่ออะไร[12]
สมัยนั้นภิกษุ ภิกษุทั้งหลายกำลังถามอันตรายิกธรรมของภิกษุณีทั้งหลาย สตรีอุปสัมปทา (ผู้มุ่งจะอุปสมบท) ย่อมกระดากอายเก้อเขิน ไม่สามารถตอบได้
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สตรีอุปสัมปทาเปกขาผู้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์แล้ว ไปอุปสมบทในฝ่ายภิกษุสงฆ์ได้”[13]
๒.สอนซ้อมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้มีการถามอันตรายิกธรรมในฝ่ายพระภิกษุณีสงฆ์นั้นพระภิกษุณีสงฆ์ได้ปฏิบัติตามพระพุทธานุญาตแต่เนื่องจากยังมิได้มีการสอนซ้อมกันมาก่อน ผู้จะบวชจึงรู้สึกกระดากอายไม่กล้าตอบคำถามในท่ามกลาง
พระภิกษุณีสงฆ์ พระภิกษุณีสงฆ์แจ้งเรื่องดังกล่าวให้พระภิกษุสงฆ์ทราบ และพระภิกษุสงฆ์ได้นำความไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคจึงทรงแนะนำให้พระภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่งได้สอนซ้อมผู้จะบวชนอกที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์ก่อนแล้วจึงถามอย่างเป็นทางการในที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์ ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคทรงแนะนำวิธีสอนซ้อมให้ ดังนี้
ก. ต้องให้ผู้จะบวชรู้ก่อนว่าพระภิกษุณีรูปใดเป็นอุปัชฌาย์ของตน
ข. จากนั้นจึงบอกให้รู้จักบาตรและจีวรว่า
นี้ คือ บาตรของเธอ
นี้ คือ ผ้าสังฆาฏิ (ผ้าพับซ้อนเป็นชั้น ใช้ห่มกันหนาว)
นี้ คือ ผ้าอุตตราสงค์ (จีวร)
นี้ คือ ผ้าอันตรวาสก (สบง)
นี้ คือ ผ้ารัดอก
นี้ คือ ผ้าอาบน้ำ
ค. จากนั้น จึงบอกให้ออกไปยืนอยู่ที่มุมหนึ่งนอกที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์ เพื่อรอคอยพระภิกษุณีรูปที่ทำหน้าที่สอนซ้อม
เคยมีพระภิกษุณีบางรูป ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถไปทำหน้าที่สอนซ้อม ทำให้ผู้ที่จะบวชไม่สามารถตอบคำถามได้ในที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์ ต่อมา พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้พระภิกษุณีสงฆ์ช่วยกันเลือกพระภิกษุณีรูปที่จะไปทำหน้าที่สอนซ้อม เมื่อมีพระภิกษุณีรับทำหน้าที่สอนซ้อมแล้ว ก็ให้ประกาศให้พระภิกษุณีสงฆ์ทราบอย่างเป็นทางการในที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์ โดยให้พระภิกษุณีรูปที่รับหน้าที่สอนซ้อมประกาศเอง หรือให้พระภิกษุณีรูปอื่นประกาศให้ก็ได้
ประกาศเอง พระพุทธเจ้าทรงประกาศให้พระภิกษุณีรูปนั้นประกาศด้วยญัตติกรรวาจา(คำประกาศให้ทราบ)ว่า
“แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขา (ผู้ขอบวช) ของแม่เจ้าชื่อนี้ ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าพึงสอนซ้อมหญิงชื่อนี้”
ผู้อื่นประกาศให้ผู้อื่น พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พระภิกษุณีสงฆ์ ผู้ฉลาดสามารถ ประกาศด้วยญัตติกรรมวาจาว่า
“แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขา (ผู้ขอบวช) ของแม่เจ้าชื่อนี้ ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว ภิกษุณีชื่อนี้ พึงสอนซ้อมหญิงชื่อนี้”
จากนั้น พระภิกษุณีผู้ได้รับคัดเลือกให้ทำหน้าที่สอนซ้อม พึงเข้าไปหาหญิงผู้จะบวชซึ่งยืนคอยอยู่แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า
เธอชื่อนี้ เธอจงฟังนะ นี้เป็นกาลสัตย์ กาลจริง ของเธอ เมื่อถูกถามในท่ามกลางสงฆ์ ถึงสิ่งอันเกิดแล้ว มีอยู่ พึงบอกว่า มี ไม่มี พึงบอกว่า ไม่มี เธออย่ากระดาก เธออย่าเก้อเขิน พระภิกษุณีทั้งหลาย จักถามเธอ อย่างนี้
เธอไม่ใช่ผู้ไม่มีเครื่องหมายเพศหรือ ไม่ใช่สักแต่ว่ามีเครื่องหมายเพศหรือ ไม่ใช่ผู้ไม่มีประจำเดือนหรือ ไม่ใช่ผู้มีประจำเดือนไม่หยุดหรือ ฯลฯ เธอชื่ออะไร ปวัตตินีของเธอชื่ออะไร
เคยมีพระภิกษุณีผู้ทำหน้าที่สอนซ้อมแล้วกลับมาที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์พร้อมกันกับหญิงผู้จะบวช พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต แต่ทรงแนะนำให้พระภิกษุณีผู้ทำหน้าที่สอน ซ้อมมาก่อนแล้วประกาศให้พระภิกษุณีสงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา(คำประกาศให้ทราบ) ว่า
“แม่จ๋า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อว่านี้ เธออันข้าพเจ้าสอนซ้อมแล้ว ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว เธอชื่อนี้ พึงมา”
๔. เปล่งคำขออุปสมบท จากนั้นพระภิกษุณีรูปที่ทำหน้าที่สอนซ้อม ซึ่งบัดนี้กลับมาประกาศให้พระภิกษุณีสงฆ์ทราบแล้ว จึงเรียกผู้จะบวชซึ่งบัดนี้ยังยืนอยู่นอกที่ประชุมให้เข้ามา โดยให้เธอห่มผ้าเฉวียงบ่า ให้ไหว้พระภิกษุณีทั้งหลาย ให้นั่งกระโหย่ง ประนมมือเปล่งคำขออุปสมบท (บวชเป็นพระภิกษุณี) ว่า
แม่เจ้า ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์ สงฆ์โปรดช่วยอนุเคราะห์ยกดิฉันขึ้นเถิดแม่เจ้า ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์ เป็นครั้งที่ ๒ สงฆ์โปรดช่วยอนุเคราะห์ยกดิฉันขึ้นเถิด
แม่เจ้า ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์ เป็นครั้งที่ ๓ สงฆ์โปรดช่วยอนุเคราะห์ยกดิฉันขึ้นเถิด
คำแต่งตั้งตนเพื่อถามอันตรายิกธรรม
ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า
แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว ข้าพเจ้าพึงถามอันตรายิกธรรมกับผู้มีชื่อนี้ดังนี้
แน่ะผู้มีชื่อนี้ เธอฟังนะ นี้เป็นกาลสัตย์ กาลจริงของเธอ เราจะถามถึงสิ่งที่เกิดสิ่งที่มี พึงบอกว่า “มี” ไม่มีก็พึงบอกว่า “ไม่มี” เธอไม่ใช่ผู้ไม่มีเครื่องหมายเพศหรือเธอไม่ใช่สักแต่ว่ามีเครื่องหมายเพศหรือ ฯลฯ เธอชื่ออะไร ปวัตตินีของเธอชื่ออะไร
ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา
ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า
แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ บริสุทธิ์จากอันตรายิกธรรม เธอมีบาตรและจีวรครบแล้ว ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทต่อสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วสงฆ์พึงให้ผู้มีชี่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี นี่เป็นญัตติ
แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้บริสุทธิ์จากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย เธอมีบาตรและจีวรครบแล้ว ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าช่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินีแม่เจ้ารูปใด เห็นด้วยกับการให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี แม่เจ้ารูปนั้นพึงนิ่ง แม่เจ้ารูปใดไม่เห็นด้วย แม่เจ้ารูปนั้นพึงทักท้วง
แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ ฯลฯ
แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ บริสุทธิ์จากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย เธอมีบาตรและจีวรครบแล้ว ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี แม่เจ้ารูปใดเห็นด้วยกับการให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี แม่เจ้ารูปนั้นพึงนิ่ง แม่เจ้ารูปใดไม่เห็นด้วย แม่เจ้ารูปนั้นพึงทักท้วง
ผู้มีชื่อนี้ สงฆ์ให้อุปสมบทแล้วมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้
หลังจากนั้น ภิกษุณีพึงพาเธอเข้ไปหาภิกษุสงฆ์ ให้ห่มอุตตราสงฆ์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย แล้วให้นั่งกระโหย่ง ประนมมือ ให้กล่าวคำขออุปสมบทว่า
คำขออุปสมบทต่อภิกษุสงฆ์
พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์ สงฆ์โปรดอนุเคราะห์ยกดิฉันขึ้นด้วยเถิด
พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์ เป็นครั้งที่ ๒ ขอสงฆ์โปรดอนุเคราะห์ยกดิฉันขึ้นเถิด
พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์ เป็นครั้งที่ ๓ ขอสงฆ์โปรดอนุเคราะห์ยกดิฉันขึ้นเถิด
ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา
ภิกษุผู้ฉลาดพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วพึงให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี นี่เป็นญัตติ
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจาชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนีเป็นปวัตตินี ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่า
ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา
ภิกษุผู้ฉลาดพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วพึงให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี นี่เป็นญัตติ
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจาชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนีเป็นปวัตตินี ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง
แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ ฯลฯ
แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีขื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง
ผู้มีชื่อนี้ สงฆ์ให้อุปสมบทแล้วมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้[1]
เมื่อจบการสวดญัตติจตุตถกัมมวาจา อุปสัมปทาเปกขาก็ได้ชื่อว่าสำเร็จเป็นองค์ภิกษุณี ตามพระพุทธบัญญัติทุกอย่าง จากนั้นจึงวัดเงาแดด บอกฤดู บอกส่วนแห่งวัน บอกจำนวนสงฆ์ที่ร่วมประชุมเพื่อให้รู้ว่าการอุปสมบทเสร็จเรียบร้อยขณะที่เงาแดดอยู่ระยะเท่าใด อยู่ในฤดูไหน อยู่ในส่วนแห่งวันคือ เช้า สาย บ่าย และเพื่อรู้จำนวนสงฆ์ที่ประชุมให้อุปสมบท ต่อจากนั้นสงฆ์พึงมอบให้ภิกษุณีที่พามานั้นบอกอนุศาสน์คือ หลักสำคัญที่ภิกษุณีผู้บวชใหม่จะต้องเรียนรู้ เรียกว่า นิสัย และ อกรณียกิจ
ดังพระพุทธานุญาตว่า พึงบอกนิสัย ๓ อย่าง[2] และอกรณียกิจ ๘ อย่าง แก่ภิกษุณีนี้ นิสัย ได้แก่ สิ่งที่ภิกษุณีจะต้องยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ มี ๓ อย่างคือ
๑. บรรพชิตต้องอาศัยโภชนะ คือ อาหารที่หามาได้ด้วยลำแข้ง พึงอุตสาหะในข้อนี้ตลอดชีวิต
๒. บรรพชิตต้องอาศัยผ้าบังสุกุลจีวร พึงอุตสาหะในข้อนี้ตลอดชีวิต
๓. บรรพชิตต้องอาศัยน้ำมูตรเน่า พึงทำอุตสาหะในข้อนี้ตลอดชีวิต
อกรณียกิจ ได้แก่ กิจที่บรรพชิตไม่พึงทำ มี ๘ อย่างคือ
๑. ไม่พึงเสพเมถุน คือการร่วมประเวณี
๒. ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้
๓. ไม่พึงทำลายชีวิตมนุษย์ให้ตกล่วงไป
๔. ไม่พึงพูดอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน
๕. ไม่พึงมีความกำหนัดยินดีในการลูบคลำจับต้อง
๖. หากรู้ว่าภิกษุณีรูปใดเป็นอาบัติปาราชิก ต้องโจทด้วยตนเองหรือบอกแก่หมู่คณะ
๗. ไม่พึงประพฤติตามภิกษุณีที่ถูกสงฆ์ขับออกจากพระธรรมวินัย
๘. ไม่พึงมีความกำหนัดยินดีกับบุรุษผู้มีความกำหนัดยินดี เช่น จับมือ จับชายผ้า ยืนด้วยกัน สนทนาด้วยกัน เข้าสู่ที่มุงบัง ทอดกายแก่บุรุษนั้น
๓. วิธีบวชแบบทูเตนอุปสัมปทา คือวิธีบวชแบบผ่านทางทูต[3] โดยให้พระภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่งที่ฉลาดสามารถทำหน้าที่เป็นทูตรับเรื่องของผู้บวชจากฝ่ายพระภิกษุณีสงฆ์แล้ว ไปแจ้งขอบวชต่อพระภิกษุสงฆ์ มีเพียงพระอัฑฒกาสีขาวแคว้นกาสีรูปเดียวเท่านั้นที่ได้บวชด้วยวิธีบวชแบบนี้
วิธีบวชแบบนี้ มีวิธีปฏิบัติ คือ ให้พระภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถ ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นทูตเข้าไปหาพระภิกษุสงฆ์แล้วห่มผ้าเฉวียงบ่า ไหว้เท้าพระภิกษุทั้งหลาย นั่งกระโหย่งประนมมือกล่าวขึ้นว่า
“พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตรายบางอย่าง พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ขอสงฆ์โปรดอนุเคราะห์ยกเธอขึ้นเถิด
พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตรายบางอย่าง พระคุณเจ้าทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๒ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ขอสงฆ์โปรดอนุเคราะห์ยกเธอขึ้นเถิด
พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตรายบางอย่าง พระคุณเจ้าทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๓ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ขอสงฆ์โปรดอนุเคราะห์ยกเธอขึ้นเถิด
พระภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตรายบางอย่าง ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ถ้าสงฆ์พร้อมแล้ว พึงให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี นี่เป็นญัตติ
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตรายบางอย่าง ผู้มีชื่อนี้จึงขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการอุปสมบทของผู้มีชื่อนี้มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง
แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ ฯลฯ
แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตรายบางอย่าง ผู้มีชื่อนี้จึงขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการอุปสมบทของผู้มีชื่อนี้มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง
ผู้มีชื่อนี้ สงฆ์ให้อุปสมบทแล้วมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้
ขณะนั้นแหละพึงวัดเงาแด บอกประมาณฤดู ส่วนแห่งวัน บอกสังคีติ สั่งภิกษุณีทั้งหลายว่า “พวกเธอพึงบอกนิสัย ๓ และอกรณียกิจ ๘ แก่ภิกษุณีนั้น”[4]
๓ วิธีบรรพชาเป็นสามเณรี
สตรีผู้ปรารถนาจะเข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนา แต่มีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปี พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้บวชเป็นสามเณรีเหมือนอย่างที่ทรงอนุญาตให้บุรุษผู้มีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปี บวชเป็นสามเณร การบรรพชาเป็นสามเณรหญิง เรียกว่า สามเณรี
วิธีบวชแบบนี้ มีวิธีปฏิบัติ คือ ให้ผู้ขอบวชโกนศีรษะ ห่มผ้าเฉวียงบ่า เข้าไปกราบเท้าพระภิกษุณีสงฆ์แล้วนั่งกระโหย่งประนมมือ กล่าวคำขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ๓ ครั้ง ดังนี้
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง
ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่ ๒
ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่ ๒
ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่ ๒
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่ ๓
ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่ ๓
ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่ ๓[5]
จากนั้นจึงให้กล่าวคำขอสมาทานสิกขาบท ๑๐ (ศีล ๑๐ ) ว่า
๑. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์
๒. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการถือเอาวัตถุสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้
๓. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการประพฤติกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์
๔. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ
๕. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท
๖. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล[6]
๗. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี และดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล
๘. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการทัดทรงประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้[7]
๙. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการนอนบนที่นอนสูงและที่นอนใหญ่
๑๐. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนงดเว้นจากการรับทองและเงิน[8]
สิกขาบท ๑๐ ข้อ เป็นการปฏิบัติขั้นมูลฐาน เตรียมตัวสามเณรีไว้เพื่อปฏิบัติอย่างเคร่งครัดยิ่งขึ้น เป็นการทดสอบจิตใจและความอดทนในระยะแรกของสตรีผู้ปรารถนาจะบวชเป็นภิกษุณี เพื่อให้เคยชินกับวิถีชีวิตของนักบวชต่อไป
๔ วิธีบรรพชาเป็นสิกขมานา
การบวชเป็นสิกขมานา คือการบวชในขั้นต่อจากการบวชเป็นสามเณรี หมายความว่า เมื่อบวชเป็นสามเณรีจนกระทั่งอายุได้ ๑๘ ปีแล้ว เพื่อให้สามเณรีได้ปฏิบัติเคร่งครัดยิ่งขึ้นอีก พระพุทธเจ้าจึงทรงกำหนดให้สามเณรีนั้นถือบวชอีกขั้นหนึ่งก่อนบวชเป็นพระภิกษุณี การบวชขั้นนี้เรียกว่า “สิกขมานา” แปลว่า “นางผู้กำลังศึกษา” หมายถึงว่าสามเณรีนั้นกำลังรักษาสิกขมานา ๖ ข้อ ในจำนวน ๑๐ ข้อนั้นเคร่งครัดยิ่งขึ้นอีก โดยจะล่วงละเมิดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ ตลอดระยะเวลา ๒ ปีนั้น และภายใน ๒ ปีนั้น หากสามเณรีล่วงละเมิดข้อใดข้อหนึ่ง ท่านจะต้องกลับมาเริ่มต้นสมาทานรักษาใหม่
วิธีบวชขั้นนี้ มีวิธีปฏิบัติ คือ ให้สามเณรีห่มผ้าเฉวียงบ่าเข้าไปหาพระภิกษุณีสงฆ์ ไหว้เท้าพระภิกษุณีสงฆ์แล้วนั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวขอสิกขาสมมติ (คือ ความตกลงยินยอมของพระภิกษุณีสงฆ์ที่จะให้เธอผู้มีอายุ ๑๘ ปี เริ่มรักษาสิกขาบท ๖ ข้ออย่างเคร่งครัด ตลอด ๒ ปี ก่อนจะได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุณีต่อไป) ต่อหน้าพระภิกษุณีสงฆ์ว่า
“แม่เจ้า ดิฉันชื่อนี้ เป็นกุมารีของแม่เจ้าชื่อนี้มีอายุครบ ๑๘ ปี ขอสิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีต่อสงฆ์” [9]
พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ พึงขอแม้ครั้งที่ ๓
พระภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถจะประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกัมมวาจาว่า
“แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า กุมารีชื่อนี้ของแม่เจ้าชื่อนี้มีอายุ ๑๘ ปีขอสิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีต่อสงฆ์ ถ้าสงฆ์พร้อมแล้ว พึงให้สิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีแก่หญิงสาวผู้มีอายุ ๑๘ ปี นี้เป็นญัตติ
แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า กุมารีนี้ชื่อนี้ของแม่เจ้าชื่อนี้มีอายุ ๑๘ ปีขอสิกขาสมมติในธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีต่อสงฆ์ สงฆ์ให้สิกขาสมมติในธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีแก่กุมารีชื่อนี้มีอายุ ๑๘ ปี แม่เจ้ารูปใดเห็นด้วยกับการให้สิกขาสมมติในธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีแก่กุมารีชื่อนี้มีอายุ ๑๘ ปี แม่เจ้ารูปนั้นพึงนิ่ง แม่เจ้ารูปใดไม่เห็นด้วย แม่เจ้ารูปนั้นพึงทักท้วง
สิกขาสมมติในธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปี สงฆ์ให้แล้วแก่กุมารีชื่อนี้มีอายุ ๑๘ ปี สงฆ์เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้”[10]
พึงบอกกุมารีมีอายุ ๑๘ ปีนั้น “เธอจงกล่าวอย่างนี้ว่า
๑. ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ โดยไม่ล่วงละเมิดตลอด ๒ ปี
๒. ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้ โดยไม่ล่วงละเมิดตลอด ๒ ปี
๓. ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากพฤติกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์ โดยไม่ล่วงละเมิดตลอด ๒ ปี
๔. ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากการพูดเท็จ โดยไม่ล่วงละเมิดตลอด ๒ ปี
๕. ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท โดยไม่ล่วงละเมิดตลอด ๒ ปี
๖.ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาลโดยไม่ล่วงละเมิดตลอด๒ปี[11]
ต่อมาได้มีสตรีอายุ ๑๒ ปีคนหนึ่งมาขอบวชเป็นสามเณรี พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่าท่านเคยมีสามีมาแล้วจึงมีวุฒิภาวะและศักยภาพพอที่จะคุ้มครองดูแลตนได้เหมือนผู้ใหญ่ ดังนั้นหลังจากบวชเป็นสามเณรีแล้วจึงทรงอนุญาตให้ท่านขอบวชเป็นสิกขมานา โดยแนะนำให้ท่านห่มผ้าเฉวียงบ่าเข้าไปหาพระภิกษุณีสงฆ์ ไหว้เท้าพระภิกษุณีสงฆ์ นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวคำขอสิกขาสมมติ ๓ ครั้งว่า
ข้าแต่แม่เจ้า ข้าพเจ้าชื่อย่างนี้ มีอายุ ๑๒ ปี ขอสิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปีต่อสงฆ์
ต่อจากนั้น พระภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถจะประกาศท่ามกลางสงฆ์ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า
แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สามเณรีชื่อย่างนี้ เป็นสามเณรีของแม่เจ้าชื่อนี้ มีอายุครบ ๑๒ ปีบริบูรณ์ ขอสิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปีต่อสงฆ์ หากสงฆ์มีความพร้อมพรั่ง จงให้สิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปี แก่สามเณรีชื่อนี้ ผู้มีอายุ ๑๒ ปีบริบูรณ์ นี้เป็นวาจาประกาศให้สงฆ์ทราบ
แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สามเณรีชื่อย่างนี้ เป็นสามเณรีของแม่เจ้าชื่อนี้ มีอายุครบ ๑๒ ปีบริบูรณ์ ขอสิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปีต่อสงฆ์ สงฆ์ให้สิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปี แก่สามเณรีชื่อนี้ ผู้มีอายุ ๑๒ ปี แม่เจ้ารูปใดเห็นชอบกับการให้สิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปี แก่สามเณรีผู้มีอายุ ๑๒ ปี จงนิ่ง แม่เจ้ารูปใดไม่เห็นชอบ จงทักท้วง
สตรีที่อายุเกิน ๒๐ ปีแล้ว ก็ต้องบวชเป็นสามเณรีและสิกขมานาก่อน แล้วจึงบวชเป็นพระภิกษุณี
การรับสตรีเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาดังกล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาหาทางบวชให้สตรีที่เข้ามาบวชได้อยางเหมาะสมและสง่าผ่าเผยเช่นเดียวกับที่ทรงพระมหากรุณาต่อบุรุษ
รวมความว่า ตามวิธีการบวชแบบญัตติจตุตถกัมมูปสัมปทา ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นสำหรับพระภิกษุมี ๒ ขั้นตอน คือ บวชเป็นสามเณรแล้วจึงบวชเป็นพระภิกษุ ส่วนพระภิกษุณีมี ๓ ขั้นตอน คือ บวชเป็นสามเณรีและสิกขมานา แล้วจึงบวชเป็นพระภิกษุณี
ข้อปฏิบัติและระเบียบสำหรับนักบวชสตรี
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงรับผู้หญิงเข้าบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ทรงกำหนดข้อปฏิบัติและระเบียบสำหรับนักบวช พระองค์ทรงบัญญัติข้อปฏิบัติหรือระเบียบต่าง ๆ ดังนี้
๑ อนุธรรม ๖ ข้อของสิกขมานา
สตรีที่ต้องการบวชเป็นภิกษุณีจะต้องเป็นนางสิกขมานา ๒ ปี ถืออนุธรรม ๖ ข้อ คือ
๑. เว้นจากฆ่าสัตว์
๒. เว้นจากลักฉ้อสิ่งที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้
๓. เว้นจากประพฤติผิดในกาม
๔. เว้นจากเจรจาคำเท็จล่อลวงผู้อื่น
๕. เว้นจากดื่มสุราเมรัยอันเป็นเหตุที่ตั้งแห่งความประมาท
๖. เว้นจากบริโภคอาหาร ตั้งแต่เวลาอาทิตย์เที่ยงแล้วไปจนถึงเวลาอรุณขึ้นมาใหม่ อย่างเคร่งคัด, ถ้าบกพร่องข้อใดข้อหนึ่ง จะต้องเริ่มต้นใหม่
๒ ศีลของสามเณรี
สตรีที่ต้องการบวชเป็นสาเณรีต้องถือสิกขาบทหรือศีล ๑๐ ข้อ
๑. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์
๒. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการถือเอาวัตถุสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้
๓. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการประพฤติกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์
๔. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ
๕. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท
๖. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล[12]
๗. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี และดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล
๘. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการทัดทรงประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้[13]
๙. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการนอนบนที่นอนสูงและที่นอนใหญ่
๑๐. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนงดเว้นจากการรับทองและเงิน[14]
๓ ครุธรรมของภิกษุณี
สตรีบวชเป็นภิกษุณีต้องถือครุธรรม ๘ ประการ อย่างเคร่งครัด คือ
๑. นางภิกษุณีแม้บวชแล้ว ๑๐๐ ปี ต้องอภิวาท การลุกขึ้นต้อนรับ อัญชลีกรรม และสามีจิกรรม แก่ภิกษุผู้บวชในวันนั้น นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต
๒. นางภิกษุณีไม่พึงจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต
๓. นางภิกษุณีพึงหวังธรรม ๒ อย่างจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน คือการถามวันอุโบสถ กับการเข้าไปหา เพื่อรับโอวาท นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต
๔. นางภิกษุณีจำพรรษาแล้ว พึงปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ด้วยฐานะ ๓ คือ ด้วยได้เห็น หรือ ด้วยได้ฟัง หรือ ด้วยนึกรังเกียจ นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต
๕. นางภิกษุณีต้องครุธรรม (ต้องอาบัติสังฆาทิเสส) พึงประพฤติมานัตต์ตลอดปักษ์ในสงฆ์ ๒ ฝ่าย นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต
๖. นางสิกขมานา ต้องศึกษาสิกขมานาในอนุธรรม ๖ ประการตลอด ๒ ปีแล้ว จึงควรแสวงหาอุปสมบทในสงฆ์ ๒ ฝ่าย (คือก่อนจะบวชเป็นนางภิกษุณี จะต้องเป็นนางสิกขมานา ๒ ปีระหว่าง ๒ ปีต้องรักษาศีล ๖ ข้อ ขาดไม่ได้ ศีล ๖ ข้อ คือ ศีล ๕ และเพิ่มข้อที่ ๖ อันได้แก่การเว้นบริโภคอาหารในเวลาวิกาล) นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงตลอดชีวิต
๗. นางภิกษุณี ไม่พึงด่า ไม่พึงบริภาษด้วยปริยายใด ๆ นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต
๘. จำเดิมแต่วันนี้ไป ห้ามนางภิกษุณีว่ากล่าวสั่งสอนภิกษุ ไม่ห้ามภิกษุกล่าวสั่งสอนนางภิกษุณี นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ นับถือเคารพบูชาไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต[15]
เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงวางกฎเกณฑ์ไว้เช่นนี้ก็เพราะ
๑. เพื่อคัดเลือกและทดสอบสตรีผู้ปรารถนาจะบวช ว่าจะมีจิตใจเข้มแข็งจริงจังเพียงใด เมื่อเข้ามาบวชแล้วจะสามารถอดทนความทุกข์ยาก ตลอดจนข้อปฏิบัติอื่น ๆ ได้หรือไม่ เพราะทรงตระหนักดีถึงสภาวะจิตของสตรีว่ามีความอ่อนไหวและอดทนต่อความลำบากได้ยาก
๒. เพื่อฝึกฝนอบรมผู้ที่จะเข้ามาเป็นภิกษุณีให้มีความรู้ขั้นมูลฐาน จะได้มีความเฉลียวฉลาด เมื่อได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีแล้ว เพราะในช่วงเป็นสิกขมานา ๒ ปี ต้องอยู่ใกล้ชิดกับภิกษุณีอื่น ๆ จึงเป็นการเรียนรู้สมณจริยาและข้อวัตรปฏิบัติอย่างอื่นด้วย
๓. เพื่อป้องกันสตรีครรภ์หรือมีบุตรอ่อนยังดื่มนมอยู่เข้ามาอุปสมบท จะได้ไม่ต้องคลอดและเลี้ยงดูบุตรในระหว่างเป็นภิกษุณี ซึ่งจะเห็นช่องทางให้ประชาชนว่ากล่าวติเตียนได้ว่ามีสามี หรือประพฤติไม่เหมาะสมกับความเป็นสมณะ อันเป็นสาเหตุแห่งความเสื่อมเสียในพระพุทธศาสนา
๔. เพื่อให้ภิกษุณีเกิดความหวงแหนในความเป็นสมณะของตนเอง จะได้ไม่ต้องประพฤติเสียหายอันเป็นอันตรายต่อเพศพรหมจรรย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มาด้วยความยากลำบาก เพราะธรรมดาสิ่งที่ได้มายากย่อมจะมีคุณค่าสูง
๕. เพื่อป้องกันมิให้สตรีเข้ามาอุปสมบทมากจนเกินไป ทั้งยังป้องกันการปลอมแปลงเข้ามาบวชอีกด้วย[16]
[1] วิ.จู. ๗/๔๒๕/๒๖๐. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[2] นิสัย ๓ คือ (๑) เที่ยวบิณฑบาต (๒) ถือผ้าบังสุกุล (๓) ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า พระผู้มีพระภาคทรงห้ามภิกษุณีอยู่ป่า ภิกษุณีจึงไม่ต้องถือนิสสัยข้อว่า “อยู่โคนไม้”.
[3] บรรจบ บรรณรุจิ. ภิกษุณี : พุทธสาวิกาครั้งพุทธกาล. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๘๘–๒๘๙.
[4] วิ.จู. ๗/๔๓๐/๒๖๔–๒๖๕. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[5] ขุ.ขุ. ๒๕/๑/๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[6] เวลาวิกาล ในที่นี้หมายถึงเวลาที่เลยเที่ยงวันไป (ขุ.ขุ.อ.๒/๒๗).
[7]ดู สารตฺถ. ฏีกา. ๓/๑๐๖/๓๐๘.
[8] ขุ.ขุ. ๒๕/๒/๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[9] วิ.ภิกฺขุนี. ๓/๑๑๒๔/๑๘๘. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[10] วิ.ภิกฺขุนี. ๓/๑๑๒๕/๑๘๘–๑๘๙. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[11] วิ. ภิกฺขุนี. ๓/๑๐๗๙/๑๗๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[12] เวลาวิกาล ในที่นี้หมายถึงเวลาที่เลยเที่ยงวันไป (ขุ.ขุ.อ.๒/๒๗).
[13]ดู สารตฺถ. ฏีกา. ๓/๑๐๖/๓๐๘.
[14] ขุ.ขุ. ๒๕/๒/๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[15] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๘.
[16] เสมอ บุญมา, ภิกษุณีในพระพุทธศาสนา. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ปีที่ ๑๓ เล่มที่ ๑ มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๔. (อ้างใน พระมหาสังเวย ธมฺมเนตฺติโก. ภิกษุณีกับการบรรลุอรหัตผล.),หน้า ๖๕.
ศีล ๓๑๑ ของภิกษุณี
ในพระวินัยปิฎกเล่ม ๓ คือ ภิกขุนีวิภังค์[1] ว่าด้วยบทบัญญัติของภิกษุณีสงฆ์ ใน ปาราชิกกัณฑ์ สังฆาทิเสสกัณฑ์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปาจิตติยกัณฑ์ ปาฏิเทสนียกัณฑ์ เสขิยกัณฑ์ และอธิกรณสมถะ รวมเป็น ๓๑๑ สิกขาบท โดยปรับโทษสถานหนัก แก่ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดบทบัญญัติในปาราชิกกัณฑ์และสังฆาทิเสสกัณฑ์และปรับโทษสถานเบาแก่ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดบทบัญญัติในกัณฑ์ที่เหลือ เป็นบทบัญญัติที่ภิกษุณีสงฆ์จะต้องสวดในที่ประชุมสงฆ์ทุกครึ่งเดือนเหมือนกับที่ภิกษุสงฆ์สวดภิกขุปาติโมกข์
บทบัญญัติของภิกษุณี มี ๒ กลุ่ม คือ
๑. อสาธารณบัญญัติ หรือ เอกโตบัญญัติ บทบัญญัติที่พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุณีสงฆ์บัญญัติไว้เฉพาะสำหรับภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว ๑๓๐ สิกขาบท ภิกษุสงฆ์ไม่ต้องรักษา
๒.สาธารณบัญญัติหรือ อุภโตบัญญัติบทบัญญัติที่พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุสงฆ์บัญญัติไว้ ซึ่งภิกษุสงฆ์พึงรักษาและภิกษุณีสงฆ์พึงรักษาด้วย ๑๘๑สิกขาบท
พระวินัยปิฎก เล่ม ๓ คือ ภิกขุนีวิภังค์นี้ แสดงไว้เฉพาะอสาธารณบัญญัติ ๑๓๐ สิกขาบทเท่านั้น โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๗ กัณฑ์ มีเนื้อหาโดยสังเขปและประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
๑. ปาราชิกกัณฑ์ ตอนว่าด้วยปาราชิก ๘ สิกขาบท
คำว่า ปาราชิก เป็นชื่อธรรมคืออาบัติปาราชิก แปลว่า ทำให้พ่ายแพ้ เป็นชื่อ บุคคลผู้ต้องอาบัติปาราชิก แปลว่า ผู้พ่ายแพ้ บทบัญญัติในปาราชิกกัณฑ์ ปรับโทษสถานหนักแก่ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิด จัดเป็นครุกาบัติคืออาบัติหนัก ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดย่อมขาดจากความเป็นภิกษุณีทันที ต้องสละสมณเพศและไม่ได้รับอนุญาตให้บวชเป็นภิกษุณีอีก อาบัติปาราชิกจัดเป็นทุฏฐุลลาบัติคืออาบัติชั่วหยาบ เป็นอนวเสสาบัติ คือ อาบัติไม่มีส่วนเหลือ และเป็นอเตกิจฉา คือแก้ไขไม่ได้[2]
ปาราชิกของภิกษุณีสงฆ์แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ
๑. อสาธารณปาราชิก เป็นสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุณีสงฆ์ บัญญัติไว้เฉพาะสำหรับภิกษุณีสงฆ์
๒. สาธารณปาราชิก เป็นสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุสงฆ์บัญญัติไว้ ซึ่งภิกษุณีสงฆ์พึงรักษาด้วย
ในภิกขุนีวิภังค์นี้ แสดงไว้เฉพาะอสาธารณปาราชิก ๔ สิกขาบท ส่วนสาธารณปาราชิก ๔ สิกขาบทอนุโลมตามของภิกษุ
อสาธารณปาราชิก ๔ สิกขาบท ได้แก่
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการยินดีการจับต้องของชายที่บริเวณเหนือเข่าขึ้นไป
ภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการจับต้อง การลูบคลำ การจับ การต้อง หรือการบีบของชายผู้กำหนัด บริเวณใต้รากขวัญลงมา เหนือเข่าขึ้นไป ต้องอาบัติปาราชิก ชื่อว่าอุพภชาณุมัณฑลิกา
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการปกปิดโทษ
ภิกษุณีรู้อยู่ปกปิดโทษของภิกษุณีผู้ต้องอาบัติปาราชิก ไม่โจทด้วยตนเอง ไม่บอกแก่คณะ ต้องอาบัติปาราชิกชื่อว่าวัชชปฏิจฉาทิกา
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการประพฤติตามภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม
ภิกษุณีประพฤติตามภิกษุที่ถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรมแล้วและ สงฆ์ยังไม่รับกลับเข้าหมู่ ยังไม่มีสิทธิ์อยู่ร่วมกับสงฆ์ ต้องอาบัติปาราชิกชื่อว่าอุกขิตตานุวัตติกา
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยวัตถุ ๘ มีการยินดีการจับต้องมือของชายเป็นต้น
ภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการจับมือ การที่ชายผู้กำหนัดจับมุมสังฆาฏิ ยืนเคียงคู่ กัน สนทนากัน ไปที่นัดหมาย ยินดีการที่ชายมาหา เดินตามชายเข้าไปสู่ที่ลับ หรือน้อมกายเข้าไปหาเพื่อคลุกคลีกันเพื่อจะเสพอสัทธรรมคือการถูกต้องกาย เมื่อกระทำครบทั้ง ๘ อย่างนี้ ต้องอาบัติปาราชิกชื่อว่าอัฏฐวัตถุกา[3]
สาธารณปาราชิกอีก ๔ สิกขาบท ได้แก่
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการเสพเมถุนธรรม
ภิกษุณีเสพเมถุนธรรมด้วยความพอใจ โดยที่สุดกับสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้
ภิกษุณีถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้ โดยส่วนแห่งจิตคิดจะลัก จากหมู่บ้านก็ ตาม จากป่าก็ตาม มีมูลค่าเท่ากับอัตราโทษที่พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้วประหาร บ้าง จองจำบ้าง เนรเทศบ้าง บริภาษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย เพราะถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้เช่นใด ภิกษุณีผู้ถือเอาทรัพย์ ที่เจ้าของมิได้ให้เช่นนั้นย่อมเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการพรากกายมนุษย์
ภิกษุณีจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิตหรือแสวงหาศัสตราอันจะพรากกายมนุษย์นั้น กล่าวพรรณนาคุณแห่งความตายหรือชักชวนเพื่อให้ตายว่า ท่านผู้เจริญ จะมีชีวิตอย่างลำบากยากเข็ญนี้ไปทำไม ท่านตายเสียดีกว่า เธอมีจิตใจดำริอย่างนี้ กล่าวพรรณนาคุณแห่งความตายหรือชักชวนเพื่อความตายโดยประการต่าง ๆ ย่อม เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้[4]
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม
ภิกษุณีไม่รู้ยิ่งกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรมอันเป็นญาณทัสสนะที่ประเสริฐอันสามารถให้น้อมเข้ามาในตนว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ต่อจากนั้น ผู้ใดผู้หนึ่งโจทก็ตามไม่โจทก็ตาม เธอต้องอาบัติแล้วหวังความบริสุทธิ์พึงกล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้า ดิฉันไม่รู้อย่างนั้น ได้กล่าวว่ารู้ ไม่เห็นอย่างนั้น ได้กล่าวว่าเห็น ดิฉันกล่าวคำไร้ประโยชน์ เป็นคำเท็จ เว้นไว้แต่สำคัญว่าได้บรรลุ ย่อมเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้[5]
เปรียบเทียบปาราชิกกัณฑ์ของภิกษุณีสงฆ์ กับ
ปาราชิกกัณฑ์ของภิกษุสงฆ์
สาธารณปาราชิก ๔ สิกขาบทของภิกษุณีสงฆ์ เนื้อหาสาระในหลักการเหมือน กับของภิกษุสงฆ์ ส่วนที่ต่างกันเป็นเพียงรายละเอียดของปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ที่มี ความพิสดารและเนื้อหาบางประเด็นไม่เหมือนกัน[6]
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ของภิกษุณีสงฆ์ ความว่า
"ภิกษุณีใดเสพเมถุนธรรมด้วยความพอใจ โดยที่สุดแม้กับสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ ภิกษุณีนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้"
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ของภิกษุสงฆ์ ความว่า
"ภิกษุใดถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย ไม่บอกคืนสิกขา ไม่เปิดเผยความท้อแท้ เสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้กับสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ภิกษุนั้น เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้" (วินัยปิฎกแปล ๑/๔๔/๓๒)
ประเด็นที่ควรศึกษาต่อมา ก็คือ อสาธารณปาราชิกของภิกษุณีสงฆ์ดังกล่าวมานั้น มีข้อความที่เป็นชื่อเฉพาะประจำอยู่ในแต่ละสิกขาบท
สิกขาบทที่ ๑ ชื่อว่า อุพภชาณุมัณฑลิกา(ผู้ยินดีการจับต้องบริเวณเหนือเข่า)
สิกขาบทที่ ๒ ชื่อว่า วัชชปฏิจฉาทิกา(ผู้ปกปิดโทษ)
สิกขาบทที่ ๓ ชื่อว่า อุกขิตตานุวัตติกา(ผู้ประพฤติตามภิกษุณีที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม)
สิกขาบทที่ ๔ ชื่อว่า อัฏฐวัตถุกา(ผู้ล่วงละเมิดวัตถุ ๘)
ชื่อเฉพาะของสิกขาบทเหล่านี้ แม้จะปรากฏอยู่ในแต่ละสิกขาบท ก็ไม่ได้ยกขึ้น เป็นชื่อของสิกขาบทดังกล่าวแล้วแต่เป็นชื่อของภิกษุณีผู้ต้องอาบัติปาราชิกเพราะล่วงละเมิดสิกขาบทนั้น ๆ
๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์ ตอนว่าด้วยสังฆาทิเสส ๑๗ สิกขาบท
สังฆาทิเสส แปลว่า หมวดอาบัติที่ต้องอาศัยสงฆ์ในกรรมเบื้องต้นและกรรมที่เหลือ หมายความว่า วิธีการจะออกจากอาบัตินี้ต้องอาศัยสงฆ์ตั้งแต่ต้นไปจนตลอด
สังฆาทิเสสเป็นชื่อธรรมคืออาบัติสังฆาทิเสส และเป็นชื่อสิกขาบทในสังฆาทิเสสกัณฑ์นี้ บทบัญญัติในสังฆาทิเสสกัณฑ์ปรับโทษสถานหนักแก่ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดรองลงมาจากปาราชิก จัดเป็นครุกาบัติ คืออาบัติหนัก เป็นทุฏฐุลลาบัติ คืออาบัติชั่วหยาบ เป็นสาวเสสาบัติ คืออาบัติมีส่วนเหลือ และเป็นสเตกิจฉา คือยังพอแก้ไขได้
สังฆาทิเสสของภิกษุณีสงฆ์ ๑๗ สิกขาบท[7] แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ
๑. อสาธารณสังฆาทิเสส เป็นสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุณีสงฆ์ บัญญัติไว้เฉพาะสำหรับภิกษุณีสงฆ์
๒. สาธารณสังฆาทิเสส เป็นสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุสงฆ์ บัญญัติไว้ซึ่งภิกษุณีสงฆ์พึงรักษาด้วย
ในภิกขุนีวิภังค์นี้ แสดงไว้เฉพาะอสาธารณสังฆาทิเสส ๑๐ สิกขาบท ส่วนสาธารณสังฆาทิเสสอีก ๗ สิกขาบทอนุโลมตามสิกขาบทของภิกษุ
อสาธารณสังฆาทิเสส ๑๐ สิกขาบท ได้แก่
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการก่อคดีพิพาท
ภิกษุณีก่อคดีพิพาทกับคหบดี บุตรคหบดี ทาส กรรมกร โดยที่สุดแม้กับสมณปริพาชก ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อปฐมาปัตติกะ นิสสารณียะ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒ ว่าด้วยการบวชให้สตรีผู้เป็นโจร
ภิกษุณีรู้อยู่ บวชให้สตรีที่เป็นโจร เป็นนักโทษประหาร โดยไม่บอกแก่พระราชา สงฆ์ คณะ สมาคม หรือกลุ่มชนให้ทราบ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อปฐมาปัตติกะ นิสสารณียะ เว้นไว้แต่บวชให้สตรีที่สมควร
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓ ว่าด้วยการไปสู่ละแวกหมู่บ้านตามลำพังเป็นต้น
ภิกษุณีไปสู่ละแวกหมู่บ้าน ข้ามฝั่งแม่น้ำ ออกไปอยู่พักแรม หรือเดินปลีกจากคณะไปรูปเดียว ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อปฐมาปัตติกะ นิสสารณียะ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยการเรียกภิกษุณีที่สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมแล้ว เข้าหมู่
ภิกษุณีไม่บอกการกสงฆ์ ไม่รับรู้ฉันทะของคณะ เรียกภิกษุณีที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมแล้วโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์เข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ชื่อปฐมาปัตติกะ นิสสารณียะ
สังฆาทิเสสสิกขาบท ๕ ว่าด้วยการรับโภชนะจากมือชายผู้กำหนัด
ภิกษุณีผู้กำหนัด รับของเคี้ยวของฉันจากมือชายผู้กำหนัดด้วยมือของตนแล้ว เคี้ยวหรือฉัน ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อปฐมาปัตติกะ นิสสารณียะ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการส่งเสริมภิกษุณีให้รับโภชนะจากมือชายผู้กำหนัด
ภิกษุณีส่งเสริมภิกษุณีอื่นให้รับของเคี้ยวของฉันจากมือชายผู้กำหนัด โดยกล่าวว่า "แม่เจ้า ชายผู้นั้นจะกำหนัดหรือไม่ก็ตาม ก็ทำอะไรท่านไม่ได้ เขาถวายสิ่งใดไม่ว่า จะเป็นของเคี้ยวหรือของฉัน นิมนต์รับแล้วเคี้ยวหรือฉันเถิด" ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ชื่อปฐมาปัตติกะ นิสสารณียะ[8]
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗ ว่าด้วยการบอกคืนพระรัตนตรัย
ภิกษุณีโกรธ ไม่พอใจ บอกคืนพระรัตนตรัย และจะไปเข้ารีตเดียรถีย์ ภิกษุณีอื่นห้ามไม่ฟัง ยังยืนยันอยู่อย่างนั้นจนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ต้อง อาบัติสังฆาทิเสสชื่อยาวตติยกะ นิสสารณียะ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๘ ว่าด้วยภิกษุณีโกรธเพราะถูกตัดสินให้แพ้คดีในอธิกรณ์ ภิกษุณีถูกตัดสินให้แพ้คดีในอธิกรณ์ โกรธ ไม่พอใจ กล่าวหาสงฆ์ว่าลำเอียงเพราะชอบเป็นต้น ภิกษุณีอื่นห้ามไม่ฟัง ยังยืนยันอยู่อย่างนั้นจนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อยาวตติยกะ นิสสารณียะ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วยภิกษุณีมีความประพฤติเลวทราม
ภิกษุณีอยู่คลุกคลีกัน มีความประพฤติ มีกิตติศัพท์ มีชื่อเสียงเลวทราม มักเบียดเบียนสงฆ์ ปกปิดโทษของกันและกัน ภิกษุณีอื่นห้ามไม่ฟัง ยังยืนยันอยู่อย่างนั้นจนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อยาวตติยกะ นิสสารณียะ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการยุยงให้ภิกษุณีประพฤติเลวทราม
ภิกษุณียุยงให้ภิกษุณีอื่นอยู่คลุกคลีกัน โดยกล่าวว่า "แม่เจ้าทั้งหลาย ภิกษุณีเหล่าอื่นอยู่คลุกคลีกัน มีความประพฤติ มีกิตติศัพท์ มีชื่อเสียงเลวทราม
ก็มีอยู่ แต่สงฆ์ไม่ว่ากล่าวตักเตือนพวกนั้น คอยแต่จะว่ากล่าวตักเตือนพวกท่าน" ภิกษุณีอื่นห้ามไม่ฟัง ยังยืนยันยุยงอยู่อย่างนั้นจนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อยาวตติยกะ นิสสารณียะ
สาธารณสังฆาทิเสส ๗ สิกขาบท ได้แก่
๑. สัญจริตตสิกขาบท ว่าด้วยการชักสื่อ
ภิกษุณีทำหน้าที่ชักสื่อบอกความประสงค์ของชายแก่หญิงหรือความประสงค์ของหญิงแก่ชายเพื่อให้เป็นภรรยา หรือเป็นชู้รัก โดยที่สุดแม้เพื่อให้อยู่ร่วมกันชั่วคราว ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อปฐมาปัตติกะ นิสสารณียะ[9]
๒. ปฐมทุฏฐโทสสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีขัดเคืองมีโทสะข้อที่ ๑
ภิกษุณีขัดเคือง มีโทสะ ไม่แช่มชื่น ใส่ความภิกษุณีอื่นด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อปฐมาปัตติกะ นิสสารณียะ
๓. ทุติยทุฏฐโทสสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีขัดเคืองมีโทสะข้อที่ ๒
ภิกษุณีขัดเคือง มีโทสะ ไม่แช่มชื่น พยายามหาเรื่องใส่ความภิกษุณีอื่นด้วยอาบัติปาราชิกที่ไม่มีมูล ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อปฐมาปัตติกะ นิสสารณียะ
๔. สังฆเภทสิกขาบท ว่าด้วยการทำสงฆ์ให้แตกกัน
ภิกษุณีเพียรพยายามทำสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้แตกแยก ภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ยอมเชื่อฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรมนั้นได้ ขณะที่สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง นั่นเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยันประพฤติอยู่อย่างนั้นจนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ตักเตือนครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ชื่อยาวตติยกะ นิสสารณียะ
๕. สังฆเภทานุวัตตกสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีประพฤติตามกล่าวสนับสนุน ภิกษุณีผู้ทำลายสงฆ์ ภิกษุณีเป็นพรรคพวกสนับสนุนภิกษุณีที่ทำสงฆ์ให้แตกแยกกัน ภิกษุณี
ทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ยอมเชื่อฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรมนั้นได้ ขณะที่สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง นั่นเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยันประพฤติอยู่อย่างนั้นจนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ตักเตือนครบ ๓ ครั้ง ต้อง อาบัติสังฆาทิเสสชื่อยาวตติยกะ นิสสารณียะ
๖. ทุพพจสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีเป็นคนว่ายาก
ภิกษุณีประพฤติตนเป็นคนว่ายากสอนยาก ภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ยอมเชื่อฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรมนั้นได้ขณะที่สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง นั่นเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยันประพฤติอยู่อย่างนั้น จนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ตักเตือนครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อยาวตติยกะ นิสสารณียะ[10]
๗. กุลทูสกสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีผู้ประทุษร้ายตระกูล
ภิกษุณีประทุษร้ายตระกูลคือประจบคฤหัสถ์ สงฆ์ไล่ออกจากวัด กลับติเตียนสงฆ์ ภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่ยอมเชื่อฟัง สงฆ์จึงสวดสมนุภาสน์ ถ้าเธอสละพฤติกรรมนั้นได้ขณะที่สงฆ์สวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้ง นั่นเป็นการดี แต่ถ้าเธอยืนยันประพฤติอยู่อย่างนั้นจนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ตักเตือนครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อยาวตติยกะ นิสสารณียะ
ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดสิกขาบทใดสิกขาบทหนึ่งบรรดา ๑๗ สิกขาบทนี้ต้องอาบัติ สังฆาทิเสสแล้ว ต้องขอปักขมานัตต่อสงฆ์ที่มีจำนวน ๔ รูปเป็นอย่างน้อยภายใน วิหารสีมาหรือขัณฑสีมา แล้วประพฤติปักขมานัตเป็นเวลา ๑๕ ราตรี โดยไม่ต้องอยู่ปริวาสกรรม แม้จะปกปิดอาบัติไว้หรือไม่ได้ปกปิดไว้ก็ตาม
เปรียบเทียบสังฆาทิเสสกัณฑ์ของภิกษุณีสงฆ์
กับสังฆาทิเสสกัณฑ์ของภิกษุสงฆ์
สังฆาทิเสสกัณฑ์ของภิกษุณีสงฆ์มี ๑๗ สิกขาบท แต่แสดงไว้ในพระวินัยปิฎก เล่ม ๓ ภิกขุนีวิภังค์นี้เฉพาะอสาธารณสังฆาทิเสส ๑๐ สิกขาบท
สังฆาทิเสสของภิกษุณีสงฆ์มีการแบ่งกลุ่มอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอสาธารณสังฆาทิเสสที่แสดงไว้ในภิกขุนีวิภังค์นี้ แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือ
๑. ตั้งแต่สิกขาบทที่ ๑ - ๖ ชื่อว่า ปฐมาปัตติกะ นิสสารณียะ ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิด บทบัญญัติในกลุ่มนี้ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสในขณะที่ล่วงละเมิด และต้องถูกขับออกจากหมู่ (กงฺขา.อ. ๓๔๗)
๒. ตั้งแต่สิกขาบทที่ ๗ - ๑๐ ชื่อว่า ยาวตติยกะ นิสสารณียะ ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิด
บทบัญญัติในกลุ่มนี้ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสต่อเมื่อยังยืนยันอยู่จนสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง และต้องถูกขับออกจากหมู่[11]
ส่วนสาธารณสังฆาทิเสสอีก ๗ สิกขาบทที่อนุโลมตามสิกขาบทของภิกษุนั้น เมื่อพิจารณาตามเนื้อความแล้ว ก็สามารถแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่มเช่นกัน คือ ตั้งแต่ สิกขาบทที่ ๑ - ๓ ชื่อว่า ปฐมาปัตติกะ นิสสารณียะ ตั้งแต่สิกขาบทที่ ๔ - ๗ ชื่อว่า ยาวตติยกะ นิสสารณียะ นี่เป็นข้อแตกต่างกันระหว่างสังฆาทิเสสของภิกษุณีสงฆ์กับ ภิกษุสงฆ์
คำว่า "นิสสารณียะ" เป็นชื่ออาบัติสังฆาทิเสสที่แปลว่า ทำให้ถูกขับออกจากหมู่ นั้นไม่ได้หมายถึงว่าถูกขับไล่ออกจากสำนัก ห้ามไม่ให้อยู่ในสำนักนั้นต่อไป แต่หมายถึงถูกขับออกให้ไปประพฤติปักขมานัตอยู่นับราตรี ๑๕ ราตรี งดการอยู่ร่วมกับสงฆ์ชั่วคราว เมื่อทำถูกต้องตามกระบวนการแล้วก็สามารถกลับเข้ามาสู่
ความต่างกันระหว่างสังฆาทิเสสกัณฑ์ของภิกษุณีสงฆ์กับของภิกษุสงฆ์ที่ชัดเจนประการต่อมา คือ เรื่องการอยู่กรรมเพื่อให้พ้นจากอาบัติสังฆาทิเสส ภิกษุณีผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วประสงค์จะพ้นจากอาบัติ เพียงแต่ขอปักขมานัตต่อภิกษุณีสงฆ์ ประพฤติมานัต ๑๕ ราตรีแล้วก็สามารถขออัพภานต่อภิกษุณีสงฆ์ได้ ส่วนภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้ว รู้ว่าเป็นอาบัติ รู้ว่าตัวเองยังไม่ได้อยู่กรรม ไม่มีอุปสรรค อันตราย อยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขได้ แต่ปกปิดไว้ ประสงค์จะพ้นจากอาบัติ ต้องอยู่
ปริวาสเท่าจำนวนวันที่ปกปิดอาบัติไว้ ต่อจากนั้น ต้องประพฤติมานัตอีก ๖ ราตรี แล้วจึงสามารถขออัพภานต่อภิกษุสงฆ์ได้[12]
[1] มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙) หน้า (๗).
[2] เรื่องเดียวกัน, หน้า (๘).
[3] เรื่องเดียวกัน, หน้า (๙).
[4] เรื่องเดียวกัน, หน้า (๙).
[5] เรื่องเดียวกัน, หน้า (๑๐).
[6] เรื่องเดียวกัน, หน้า (๑๐).
[7] เรื่องเดียวกัน, หน้า (๑๑).
[8] เรื่องเดียวกัน, หน้า (๑๓).
[9] เรื่องเดียวกัน, หน้า (๑๔).
[10] เรื่องเดียวกัน, หน้า (๑๕).
[11] เรื่องเดียวกัน, หน้า (๙).
[12] กงฺขา.อ. ๑๗๔-๑๗๙.
๓. นิสสัคคิยกัณฑ์ ตอนว่าด้วยนิสสัคคิยปาจิตตีย์
นิสสัคคิยปาจิตติย์ของภิกษุณีแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ (๑) อสาธารณบัญญัติ (๒) สาธารณบัญญัติ ในภิกขุนีวิภังค์นี้ แสดงไว้เฉพาะอสาธารณบัญญัติ
อสาธารณบัญญัติ
ปัตตวรรค ๑๒ สิกขาบท
ที่ชื่อว่า ปัตตวรรค เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ ในวรรคนี้ บาตร ที่มีพุทธานุญาตให้ภิกษุณีใช้นั้น มีชนิดและขนาดเช่นเดียวกันกับบาตรของภิกษุ
ปัตตวรรค ๑๒ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
สาธารณบัญญัติ
จีวรวรรค หมวดว่าด้วยจีวร
ที่ชื่อว่า จีวรวรรค เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทในวรรคนี้ทั้ง๘ สิกขาบท ที่ว่า ด้วยจีวรทั้งหมด และเป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุสงฆ์บัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ดีงามขึ้นซึ่งภิกษุณีสงฆ์พึงรักษาด้วย ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
ชาตรูปรชตวรรค หมวดว่าด้วยทองและเงิน
ที่ชื่อว่า "ชาตรูปรชตวรรค" เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการรับทองและเงินหรือยินดีทองและเงินที่เขาเก็บไว้ให้ และเป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด มีเนื้อความเหมือนกับสิกขาบทในโกสิยวรรคบ้าง ปัตตวรรคบ้างของภิกษุสงฆ์ พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุสงฆ์บัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ เป็นบัญญัติที่ภิกษุณีต้องรักษาด้วย ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
ชาตรูปรชตวรรค ๑๐ สิกขาบท ส่วนนิสสัคคิยกัณฑ์ของภิกษุสงฆ์ประกอบด้วยจีวรวรรค โกสิยวรรค และปัตตวรรค และมีวรรคละ ๑๐ สิกขาบท
๔. ปาจิตติยกัณฑ์ ตอนว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ล้วน
คำว่า ปาจิตตีย์ แปลว่า ทำกุศลจิตกล่าวคือกุศลธรรมของผู้จงใจต้องอาบัติให้ตกไป โดยสรุปก็คือ ทำจิตให้ตกไป และจิตที่ถูกทำให้ตกไปนั้น ย่อมพลาดจากอริยมรรค หรือทำอริยมรรคให้เสียไป และปาจิตตีย์นี้เป็นเหตุให้จิตลุ่มหลง[1]เป็นชื่ออาบัติหมายถึง
อาบัติปาจิตตีย์ซึ่งเป็นลหุกาบัติ คืออาบัติเบา และเป็นสเตกิจฉา คือยังพอแก้ไขได้ เมื่อภิกษุณีต้องเข้าแล้ว สามารถพ้นได้ด้วยการ แสดงอาบัติต่อหน้าสงฆ์ คณะ หรือบุคคลก็ได้ เป็นชื่อบทบัญญัติ ๑๖๖ สิกขาบท มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สุทธิกปาจิตตีย์ แปลว่า ปาจิตตีย์ล้วน
ปาจิตตีย์ของภิกษุณีแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ (๑) อสาธารณบัญญัติ (๒) สาธารณบัญญัติ ในภิกขุนีวิภังค์แสดงไว้แต่อสาธารณบัญญัติ
ปาจิตติยกัณฑ์ แบ่งเป็น ๑๖ วรรค คือ
อสาธารณบัญญัติ
๑. ลสุณวรรค หมวดว่าด้วยกระเทียม
ที่ชื่อว่า "ลสุณวรรค" เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ คำว่า "ลสุณะ" แปลว่า กระเทียม หมายเอาเฉพาะกระเทียมที่ปลูกอยู่ในแคว้นมคธ ชื่อว่า "มาคธิกะ" เป็นกระเทียมที่มีลักษณะต่างจากกระเทียมพันธุ์อื่น คือหนึ่งต้นมีหลายหัวติดกันเป็นพวง[2] ลสุณวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ดี งามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๒. อันธการวรรค หมวดว่าด้วยความมืด
ที่ชื่อว่า "อันธการวรรค" เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ คำว่า "อันธการ" แปลว่า ความมืด หมายเอาความมืดที่เกิดขึ้นในเมื่ออาทิตย์ตกแล้ว
อันธการวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๓. นัคควรรค หมวดว่าด้วยการเปลือยกาย
นัคควรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๔. ตุวัฏฏวรรค หมวดว่าด้วยการนอนร่วมกัน
ตุวัฏฏวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๕. จิตตาคารวรรค หมวดว่าด้วยหอจิตรกรรม
จิตตาคารวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๖. อารามวรรค หมวดว่าด้วยอาราม
อารามวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๗. คัพภินีวรรค หมวดว่าด้วยสตรีมีครรภ์
คัพภินีวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๘. กุมารีภูตวรรค หมวดว่าด้วยกุมารี
กุมารีภูตวรรค ๑๓ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๙. ฉัตตุปาหนวรรค หมวดว่าด้วยร่มและรองเท้า
ฉัตตุปาหนวรรค ๑๓ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่อง ที่ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
สาธารณบัญญัติ
๑๐. มุสาวาทวรรค ๑๐ สิกขาบท
มุสาวาทวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ ในภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อหาเหมือนกับสิกขาบทในมุสาวรรคของภิกษุสงฆ์เป็นส่วนมาก
๑๑. ภูตคามวรรค ๑๐ สิกขาบท
ภูตคามวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ในภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อความเหมือนกับภูตคามวรรคของภิกษุสงฆ์ ไม่มีการเปลี่ยนสาระสำคัญในประเด็นต่าง ๆ มากนัก
๑๒. โภชนวรรค ๑๐ สิกขาบท
โภชนวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ในภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อความเหมือนกับโภชนวรรคบ้าง เหมือนกับอเจลกวรรคบ้างของภิกษุสงฆ์
๑๓. จาริตตวรรค ๑๐ สิกขาบท
จาริตตวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ใน ภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อความเหมือนกับอเจลกวรรคบ้าง เหมือนกับสุราปานวรรคบ้างของภิกษุสงฆ์
๑๔. โชติวรรค ๑๐ สิกขาบท
โชติวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ในภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อความเหมือนกับสุราปานวรรคบ้าง เหมือนกับสัปปาณกวรรคบ้างของภิกษุสงฆ์
๑๕. ทิฏฐิวรรค ๑๐ สิกขาบท
ทิฏฐิวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ในภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อความเหมือนกับสัปปาณกวรรคบ้าง เหมือนกับสหธรรมิกวรรคบ้าง ของภิกษุสงฆ์
๑๖. ธรรมิกวรรค ๑๐ สิกขาบท
ธรรมิกวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ในภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อความเหมือนกับสหธรรมิกวรรคบ้าง เหมือนกับรตนวรรคบ้าง ของภิกษุสงฆ์
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์ ตอนว่าด้วยปาฏิเทสนียะ
คำว่า ปาฏิเทสนียะ แปลว่า พึงแสดงคืน เป็นชื่ออาบัติที่ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดพึงแสดงคืน[3] เป็นลหุกาบัติคืออาบัติเบา เป็นสเตกิจฉา คือ ยังแก้ไขได้ และเป็นสาวเสสาบัติ คืออาบัติที่มีส่วนเหลือ ปาฏิเทสนียะของภิกษุณี เป็นอสาธารณบัญญัติ มี ๘ สิกขาบท พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุณีสงฆ์บัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาฏิเทสนียะแก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๖. เสขิยกัณฑ์ ตอนว่าด้วยเสขิยะ ๗๕ สิกขาบท
คำว่า เสขิยะ แปลว่า ข้อที่ควรสำเหนียกหรือควรเอาใจใส่ศึกษา เป็นชื่อสิกขาบทที่ว่าด้วยเรื่องกิริยามารยาท การวางกิริยาท่าทางของภิกษุณี ไม่ได้เป็นชื่ออาบัติ ภิกษุณีไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งเสขิยะ ต้องอาบัติทุกกฏทุกสิกขาบท เสขิยกัณฑ์ แบ่งเป็น ๗ วรรค เสขิยะ ๗๕ เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมดเนื้อความของแต่ละสิกขาบท มีนัยดังที่ได้แสดงไว้แล้วในเสขิยกัณฑ์ของภิกษุสงฆ์
๗. อธิกรณสมถะ ว่าด้วยวิธีระงับอธิกรณ์
อธิกรณสมถะ แปลว่า ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ หรือวิธีการเพื่อระงับอธิกรณ์
อธิกรณสมถะ มี ๗ ประการ ได้แก่
๑. สัมมุขาวินัยระงับในที่พร้อมหน้าสงฆ์ พร้อมหน้าบุคคล พร้อมหน้าวัตถุ และพร้อมหน้าธรรม
๒. สติวินัย ระงับโดยประกาศสมมติให้ว่าเป็นพระอริยะผู้มีสติสมบูรณ์
๓. อมูฬหวินัย ระงับโดยยกประโยชน์ให้ว่าต้องอาบัติในขณะเป็นบ้า
๔. ปฏิญญาตกรณะ ระงับตามคำรับของจำเลย
๕. เยภุยยสิกา ระงับตามเสียงข้างมาก
๖. ตัสสปาปิยสิกา ระงับโดยการลงโทษแก่ผู้ทำผิด
๗. ติณวัตถารกะ ระงับโดยการประนีประนอม
วิธีระงับอธิกรณ์
อธิกรณ์มี ๔ ประการ คือ
(๑) วิวาทาธิกรณ์ การเถียงกันเกี่ยวกับพระธรรมวินัยว่า นี้เป็นพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ นี้ไม่ใช่พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นต้น
(๒) อนุวาทาธิกรณ์ เรื่องการกล่าวหา ใส่ความ โจทกัน ด้วยอาบัติต่าง ๆ เช่น ภิกษุรูปนี้รูปนั้นต้องอาบัตินี้ ประพฤติอย่างนี้ มีความผิด อย่างนี้
(๓) อาปัตตาธิกรณ์ เรื่องการต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ตัวให้ พ้นจากอาบัติ
(๔) กิจจาธิกรณ์ กิจธุระต่าง ๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ เช่น การสวดพระ ปาติโมกข์ การอุปสมบท[4]
๑. วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย และเยภุยยสิกา
๒. อนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย และตัสสปาปิยสิกา
๓. อาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ปฏิญญาตกรณะและติณวัตถารกะ
๔. กิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย[5]
ลำดับเนื้อหาของปาราชิกกัณฑ์ สังฆาทิเสสกัณฑ์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปาจิตติย กัณฑ์ ปาฏิเทสนียกัณฑ์ เสขิยกัณฑ์ ดังกล่าวมา ดำเนินไปในลักษณะเดียวกัน ดังนี้
๑. ต้นบัญญัติ เล่าเรื่องภิกษุณีผู้เป็นอาทิกัมมิกะ คือผู้ประพฤติเสียหายในกรณีนั้น ๆ เป็นรายแรกที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นเป็นต้นเหตุเพื่อการบัญญัติสิกขาบท เช่น ภิกษุณีสุนทรีนันทายินดีการถูกต้องกายกับนายสาฬหะ เป็นเหตุให้ทรงบัญญัติ ปาราชิกสิกขาบท ห้ามภิกษุณีผู้กำหนัดถูกต้องกายกับชายผู้กำหนัด
๒. พระบัญญัติ คือสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเป็นข้อห้ามมิให้ภิกษุณีล่วงละเมิด มีบทกำหนดโทษหรือปรับอาบัติผู้ล่วงละเมิด ถ้าเป็นการบัญญัติสิกขาบท ในครั้งแรก เรียกว่า มูลบัญญัติ เช่น มูลบัญญัติของปาจิตตีย์สิกขาบทที่ ๑ แห่งอารามวรรคว่า "ก็ภิกษุณีใดเข้าไปสู่อารามโดยไม่บอก ต้องอาบัติปาจิตตีย์"
๓. อนาปัตติวาร ว่าด้วยข้อยกเว้นสำหรับภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดสิกขาบทโดยไม่ต้องอาบัติ เช่น ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการถูกต้องกายกับชายผู้กำหนัด มีข้อยกเว้นไม่ปรับอาบัติแก่ภิกษุผู้ถูกต้องกายกับชายผู้กำหนัด ในกรณีต่อไปนี้
(๑) ภิกษุณีผู้ไม่จงใจ (๒) ภิกษุณีผู้เผลอสติ (๓) ภิกษุณีผู้ไม่รู้ (๔) ภิกษุณีผู้ไม่มีความยินดี (๕) ภิกษุณีผู้วิกลจริต (๖) ภิกษุณีผู้มีจิตฟุ้งซ่าน (๗) ภิกษุณีผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา (๘) ภิกษุณีต้นบัญญัติ[6]
๔.๓ สิทธิและการคุ้มครองสำหรับนักบวชสตรี
ในสมัยพุทธกาลผู้หญิงที่อยู่ในครอบครัวมีฐานะไม่ดีก็ต้องทำงานช่วยสามีหาเลี้ยงลูก และต้องทำงานบ้านและดูแลลูก ในทางตรงข้ามก็ไม่ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าทรงห้ามผู้ชายทำงานบ้านและดูแลลูก จะเห็นได้ว่าการเป็น พรหม เป็นบุรพาจารย์บุรพเทพและอาหุเนยยบุคคลนั้น เป็นทั้งมารดาและบิดา บิดาก็สอนและอบรมบุตรในส่วนของความเป็นชาย ศิลปวิทยาการต่าง ๆ อย่างผู้ชาย มารดาก็อบรมในส่วนของความเป็นหญิง ทั้งชายและหญิงมีฐานะเท่าเทียมกัน ลูกต้องการทั้งบิดาและมารดา ไม่ใช่ต้องการคนเพศชายและเพศหญิงที่ออกจากบ้านไปหาเงินมาให้ใช้อย่างเดียว ซึ่งก็เห็นกันในปัจจุบันว่าครอบครัวประเภทนี้เป็นครอบครัวที่ลูกมักจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาหรือเสียคน เพราะลูกขาดสิ่งที่เขาไม่อาจจะเอาเงินไปซื้อหาจากที่ใดได้
เมื่อพระเจ้าปเสนทิ พระราชาแห่งแคว้นโกศลทรงเสียพระทัยที่พระนางมัลลิกาประสูตรพระราชธิดานั้น พระพุทธเจ้าทรงเตือนสติว่า
“มหาบพิตรผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าปวงชน
แท้จริง แม้หญิงบางคนก็ยังดีกว่า
ขอพระองค์จงชุบเลี้ยงไว้เถิด
หญิงผู้มีปัญญา มีศีล บำรุงแม่ผัวพ่อผัวดุจเทวดา
จงรักภักดีต่อสามี ยังมีอยู่
บุรุษที่เกิดจากหญิงนั้นย่อมแกล้วกล้า เป็นใหญ่ในทิศใต้
บุตรของภริยาดีเช่นนั้น ก็ครองราชสมบัติได้”[7]
พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า บุตรที่ดีย่อมต้องมาจากมารดาที่ดี นอกจากบิดาฉลาดแล้วหากมารดาฉลาดด้วยก็ยิ่งมีโอกาสที่บุตรจะฉลาด ดังนั้นพลเมืองของรัฐจะมีคุณภาพได้มิใช่อยู่ที่ผู้ชายเท่านั้น แต่ผู้ชายต้องมีผู้หญิงที่ดีเป็นภรรยายด้วยและการเป็นภรรยาที่ดีก็คือ อบรมเลี้ยงดูบุตรดี ไม่ใช่เป็นนักทำงานหรือเป็นแรงงานที่ดี หากผู้หญิงละหน้าที่ภรรยาและมารดาที่ดีเสียแล้ว ทรัพยากรที่ดีของมนุษย์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย สังคมจึงต้องให้ความสำคัญแก่หน้าที่ภรรยาและแม่ ด้วยเหตุดังกล่าวพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ยกย่องผู้หญิงไม่ให้ดูหมิ่นผู้หญิง เพราะหากผู้หญิงไม่มีความภูมิใจในหน้าที่ของตน ไม่เห็นว่าฐานะของตนสำคัญแล้วย่อมจะทำหน้าที่ภรรยาและแม่อย่างดีไม่ได้ พลเมืองของบ้านเมืองนั้นก็จะไม่มีคุณภาพและถ้าผู้หญิงทิ้งบทบาทภรรยาและแม่แล้วผู้หญิงที่เป็นลูกซึ่งขาดการอบรมดูแลจากแม่ก็จะยิ่งไม่รู้จักหน้าที่ของตนและกลายเป็นแรงงานของนายทุนไปอย่างสมบูรณ์ ระบบการเลี้ยงลูกก็จะกลายเป็นการจ้างคนเลี้ยง ซึ่งไม่มีความรู้สึกว่าตัวเป็นแม่และผู้ที่ตัวเลี้ยงเป็นลูก การเลี้ยงจะเป็นงานที่ทำแลกเงิน ไม่ใช่ความรักความผูกพัน ความห่วงใยและปรารถนาดีต่อลูกอย่างความรักของแม่ และเมื่อเป็นเช่นนั้นครอบครัวก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป การไม่รู้จักความรักก็จะเกิดขึ้นแก่คนและแต่ละคน แก่คนในครอบครัวเดียวกัน คนเช่นนี้จะรู้จักรักสังคมรักชาติได้อย่างไร การมุ่งใช้ผู้หญิงเป็นแรงงาน จึงเป็นการกดขี่ผู้หญิงและทำลายชาติ ส่วนการยกย่องผู้หญิงที่เป็นภรรยาและแม่ที่ดีเป็นหนทางสำคัญที่จะให้ชาติรุ่งเรือง ความกลัวว่าผู้ชายจะถือเอาการยกย่องผู้หญิงเป็นอุบายให้ผู้หญิงอยู่ใต้อำนาจนั้น ไม่ควรคิดเพราะอาจจะจ้างคนทำงานได้ด้วยราคาถูกกว่า ซึ่งเขาจะเป็นนายได้อย่างสมบูรณ์ไม่ต้องคอยเกรงใจเหมือนภรรยาตน หากความเป็นภรรยามีความเพียงเป็นคู่นอนและคนรับใช้แล้ว เหตุใดผู้ชายจะต้องทนอยู่กับภรรยาคนเดียว ซึ่งอาจทำงานสู้คนรับใช้ไม่ได้ ผู้หญิงก็เช่นกันหากคิดว่าการเป็นภรรยาคือการเป็นทาสแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นภรรยา เพราะการไม่เป็นภรรยาไม่ทำให้อดตาย ไม่เหมือนกับการที่ต้องเป็นทาสนายทุน ซึ่งอาจจะอดตายได้ ถ้าไม่ทำงานกับเขา
เหตุที่ผู้หญิงบวชในเป็นภิกษุณีไม่ได้ในปัจจุบัน การที่ผู้หญิงไม่มีโอกาสบวชเป็นภิกษุณีในสมัยปัจจุบัน ซึ่งมาจากสาเหตุทางประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทที่ทำให้การบวชภิกษุณีต้องขาดตอนลงและไม่มีภิกษุณีที่จะทำหน้าที่อุปัชฌาย์อันเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการบวชภิกษุณีนั้นได้ทำให้นักสตรีนิยมอ้างเหตุเลยไปถึงเรื่องในสมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้สตรีบวชตั้แต่ต้น แม้ทูลขอก็ไม่ทรงอนุญาตง่าย ๆ ว่าพระพุทธองค์ทรงกีดกันสตรี ไม่ให้ความเสมอภาคกับบุรุษประการหนึ่ง
ประการที่สองแม้บวชแล้วก็ต้องถือศีลมากกว่าคือถือศีลถึง ๓๑๑ ข้อ ส่วนพระภิกษุถือศีลเพียง ๒๒๗ ข้อ เมื่อดูจากตัวเลขแล้วเท่ากับไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงบวชเพราะมีข้อบังคับมากกว่า
ประการที่สามการที่ไม่มีการบวชภิกษุณีในปัจจุบันทำให้ผู้หญิงขาดสถาบันทางศาสนาของตนเอง มีแต่ภิกษุซึ่งเป็นสถาบันของผู้ชาย นับเป็นความเหลื่อมล้ำที่ผู้หญิงขาดสิทธิในการบวช แม่ชีก็มีฐานะเพียงอุบาสิกาถือศีล ๘ ไม่เป็นที่นับถือเพราะศีลน้อยกว่าพระสงฆ์ หากบวชภิกษุณีได้ผู้หญิงจะมีฐานะเท่าเทียมกับผู้ชายในแง่สังคม
ข้อนี้นักสตรีนิยมมักสรุปเอาง่าย ๆ ว่า พระพุทธเจ้าทรงกีดกันผู้หญิง แต่การให้ผู้หญิงออกบวชในสภาพสังคมสมัยนั้นก็อาจเป็นที่ยุ่งยากดังนี้
๑) ในแง่ธรรมชาติผู้หญิงกับผู้ชายเมื่ออยู่ใกล้กัน หากยังไม่เป็นผู้บรรลุความหลุดพ้น ก็อาจจะเกิดความวุ่นวายในเรื่องสัมพันธ์ทางชู้สาว หรือเกิดการล่วงละเมิดทางเพศได้ง่าย ทำให้การปฏิบัติธรรมเป็นไปได้ยาก ความวุ่นวายนั้นอาจจะกระทบไปยังสังคมสงฆ์โดยส่วนรวมเกิดความเสียหายทั้งในแง่การปฏิบัติธรรม การเผยแพร่ธรรมซึ่งจะต้องเอาคุณความดีเป็นตัวนำ และเกิดความเสียหายในสายตาของสังคม
๒) ในแง่กฎหมายกฎหมายที่เกี่ยวผู้หญิงตามที่ได้กล่าวแล้วในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์มีหลายข้อที่อาจจะทำให้เกิดเป็นคดีความได้หากพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ผู้หญิงบวช เพราะเท่ากับเป็นการชักจูงให้ผู้หญิงออกจากบ้าน ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือสามีของผู้หญิงนั้นอาจฟ้องร้องได้
๓) แง่สังคมการทำผิดกฎหมายย่อมเสื่อมเสียในสายตาของสังคม นอกจากนั้น ฐานะของผู้หญิงในช่วงพุทธกาลเริ่มต่ำลงกว่าในสมัยพระเวทและมหากาพย์ถึงกับไม่สามารถทำพิธีศาสนาอย่างอิสระได้ นอกจากเป็นศาสนาท้องถิ่น เช่นการบูชาเทวดาทั่ว ๆ ไป ดังนั้นเมื่อเป็นนักบวชก็ยากที่จะให้ผู้ชายยอมรับฐานะได้ เพราะฐานะนักบวชสูงมาก ผู้ชายเห็นว่าฐานะของผู้หญิงต่ำกว่า นอกจากไม่เคารพแล้วอาจจะล่วงละเมิดทางเพศได้ด้วยเหตุความเป็นไม่เคารพนั้น
๔) แง่ร่างกายผู้หญิงผู้หญิงมีความลำบากทางกายมากกว่าผู้ชาย ร่างกายที่อ่อนแอจะทำให้ทนความลำบากตรากตรำได้ยาก เมื่อเป็นข้อกำหนดว่าภิกษุณีต้องจาริกไปเช่นเดียวกับภิกษุ ก็อาจทำให้ภิกษุณีที่เคร่งเจ็บป่วยเสียชีวิต เป็นข้อครหาว่าทำให้ผู้หญิงลำบากซึ่งขัดกับวัฒนธรรมอินเดียที่ต้องให้ผู้หญิงอยู่สบายในบ้าน หากเกิดความลำบากแต่ไม่ถึงเจ็บป่วยก็อาจท้อถอยและปฏิบัติธรรมไม่เคร่ง อาจจะมีผู้ขอสึก การบวช ๆ สึก ๆ จะทำให้เห็นว่านักบวชลัทธินี้ไม่เคร่ง ผู้คนก็ขาดศรัทธา
[1] วิ.อ.๓/๓๓๙/๔๘๕.
[2] วิ.อ. ๒/๓๙๓-๗๙๕/๔๘๘.
[3] วิ.อ. ๓/๓๓๙/๔๘๕.
[4] วิ.ป. ๘/๒๗๕/๒๑๐, วิ.อ. ๓/๓๒๕/๔๖๕, กงฺขา.อ. ๓๓๖-๓๓๗.
[5] กงฺขา.อ.๓๓๘-๓๓๙.
[6] มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย. อ้างแล้ว. หน้า (๔๙). ดู สิกขาบท ๓๑๑ ข้อของภิกษุณีในภาคผนวก หน้า
[7] สํ.ส. ๑๕/๑๒๗/๑๐๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
บทบาทและผลงานของนักบวชสตรี
นอกเหนือจากการรับรองความเสมอภาคระหว่างสตรีและบุรุษโดยการทรงอนุญาตให้สตรีบวช การจัดให้มีพุทธบริษัทให้มีพุทธบริษัท ๔ ฝ่าย การไม่จำกัดเพศในทางธรรมปฏิบัติและการบรรลุนิพพานแล้ว ในการแต่งตั้งผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ มีความสามารถพิเศษ ที่เรียกว่าเอตทัคคะในด้านต่าง ๆ นั้น พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงแต่งตั้งเฉพาะฝ่ายชายแต่ทรงยอมรับในความสามารถของหญิงที่มีเสมอชาย และยกย่องสตรีทั้งที่เป็นอุบาสิกาและภิกษุณีให้เป็นเอตทัคคะเช่นเดียวกับชายในหลาย ๆ ด้าน ดังที่ทรงยกย่อง
มหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเราผู้เป็นรัตตัญญู[1]
เขมาภิกษุณีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้มีปัญญามาก [2]
อุบลวรรณาเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้มีฤทธิ์มาก[3]
ปฏาจาราภิกษุณีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้ทรงวินัย[4]
ธรรมทินนาเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้เป็นธรรมิกถึก[5]
นันทาเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้ยินดีในฌาน[6]
โสณาเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้ปรารภความเพียร[7]
สกุลาเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้มีตาทิพย์[8]
ภัททากุณฑลเกสาเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้รู้แจ้งได้เร็ว[9]
ภัททกาปิลานีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้ระลึกชาติได้[10]
ภัททากัจจานาเถรีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเราผู้บรรลุอภิญญาใหญ่[11]
กิสาโคตมีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง[12]
สิงคาลมาตาเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายของเรา ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา[13]
อนึ่ง ทั้งภิกษุณี และอุบาสิกาที่เป็นเอตทัคคะนี้ก่อนที่จะมาเป็นผู้มีความสามารถในทางต่าง ๆ ได้ ก็ต้องมีการได้สร้างสมบุญบารมี ประพฤติดีทั้งทางกาย วาจา ใจ มาแล้วเป็นอย่างมาก และการที่สตรีเหล่านี้สามารถกระทำได้จนถึงขั้นที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเอตทัคคะนี้ก็แสงดว่า สตรีมีความสามารถไม่แพ้บุรุษเลย
ในบางแห่งมีหลักฐานปรากฏถึงการที่พระพุทธองค์ยกย่องยอมรับความสามารถของสตรีในระดับที่เสมอกับบุรุษ เช่น ในครั้งที่นางวิสาขาถามธรรมจากธรรมทินนาภิกษุณีแล้วชื่นชมในความสามารถของธรรมทินนาภิกษุณี และได้เข้าเฝ้าพระศาสดาทูลเรื่องที่ได้สนทนาธรรมกับภิกษุณีรูปนั้นให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูกรวิสาขะ ธรรมทินนาภิกษุณีเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก แม้หากท่านพึงสอบถามเนื้อความนั้นกะเรา แม้เราก็พึงพยากรณ์เนื้อความนั้น เหมือนที่ธรรมทินนาภิกษุณีพยากรณ์แล้ว”[14]
สรุปกล่าวได้ว่าในทางศาสนาแล้ว การที่พระพุทธศาสนาให้สิทธิ์แก่หญิงชายเสมอกันในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อบรรลุถึงจุดหมายสูงสุดคือนิพพาน การแบ่งพุทธบริษัทเป็น ๔ พวก การจัดให้มีเอตทัคคะในพุทธบริษัททั้ง ๔ ฝ่าย และตั้งผู้เป็นมาตรฐานหรือตราชูของพระพุทธศาสนาไว้ในพุทธบริษัททั้ง ๔ นั้น เป็นการแสดงออกถึงการยอมรับสถานภาพของหญิงชายว่าเสมอกัน นับได้ว่าเป็นการยอมรับในความสามารถ และมองสตรีด้วยความยุติธรรม โดยไม่ได้แบ่งขีดขั้นสติปัญญาความสามารถระหว่างเพศ
จากการพิจารณาเรื่องราว หลักฐานต่าง ๆ ในพระไตรปิฎกนั้นได้สะท้อนให้เห็นได้อย่างมากว่า พระพุทธองค์มีทรรศนะที่เสรีเมื่อเทียบกับผู้นำของศาสนาอื่น ๆ ในขณะนั้น โดยที่พระองค์ไม่ได้ถือว่าสตรีเป็นเพศที่อ่อนแอ ไม่มีความสามารถและด้อยกว่าบุรุษดังที่เชื่อกันในเวลานั้น พระองค์ทรงปฏิบัติต่อสตรีเช่นเดียวกับบุรุษ โดยทรงมองว่ามนุษย์ทุกคนเท่ากันในความเป็นสัตว์โลกประเภทเดียวกัน เป็นผู้ที่ร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน ยิ่งกว่านั้นความเมตตากรุณาที่พระองค์ทรงมีต่อสัตว์โลกก็แผ่กว้างไปกว่ามนุษย์ โดยการกล่าวถึงสัตว์โลกนั้นพระองค์ไม่ได้แยกแม้สัตว์หรือคน แต่ทรงมองด้วยทรรศนะที่ว่า พระองค์ต้องการจะช่วยสัตว์โลกทั้งหมดให้พ้นทุกข์ไม่เฉพาะแต่มนุษย์ชายหญิงเท่านั้น เมื่อพิจารณาในแง่นี้แล้วก็จะยิ่งเห็นว่าตามทรรศนะทางพุทธปรัชญาแล้ว สตรีที่มีองค์ประกอบพื้นฐานทางกาย (ขันธ์ ๕) ปัญญา วิญญาณ และความสามารถเยี่ยงบุรุษนั้นไม่ควรจะได้รับการปฏิบัติต่อสตรีในฐานะที่ด้อยกว่า พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างโดยการปฏิบัติต่อสตรีอย่างยุติธรรม เช่นทรงให้สิทธิแก่บุรุษ สตรี เสมอกันในการฟังธรรม และในการแสดงธรรมนั้น คำสอนที่พระองค์ทรงประทานนั้นก็เป็นคำสอนอย่างเดียวกันในทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่มีการแบ่งว่าธรรมชนิดใดจะต้องแสดงแก่เพศใดฝ่ายใด แต่สิ่งที่พระองค์ทรงคำนึงถึงนั้นจะเป็นไปในทางพิจารณาปัญญา ความสามารถของผู้ฟังว่าจะรับหรือสามารถเข้าใจได้หรือไม่มากกว่า พระองค์จึงมีวิธีการที่จะแสดงธรรมกับผู้มีระดับปัญญา อุปนิสัยต่างกันด้วยวิธีต่าง ๆ กัน การที่พระศาสดาทรงให้สิทธิ เสรีภาพ ทางศาสนาในการเข้าเป็นสมาชิกในสังฆมณฑล และทรงประทานธรรมแก่ทั้งหญิงชาย ทรงเมตตาและปฏิบัติต่อทั้งชายและหญิงอย่างยุติธรรมเสมอภาคนั้น ถ้าพิจารณาโดยลึกซึ้งแล้วจะเห็นว่าเป็นความสำเร็จหรือเป็นการยกระดับของสตรีที่สำคัญอย่างหนึ่ง ภายใต้ความเชื่อถือดั้งเดิมและภายใต้ศาสนาต่าง ๆ ในสมัยนั้นสตรีได้สูญเสียสถานภาพ เสรีภาพ หรือความเป็นปัจเจกบุคคลในทางศาสนาดังได้กล่าวมาแล้วในบทก่อน
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
[1] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๓๕/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[2] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๓๖๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[3] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๓๗๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[4] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๓๘๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[5] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๓๙๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[6] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๐/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[7] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๑/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[8] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๒/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[9] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๓/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[10] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๔/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[11] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๕/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[12] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๖/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[13] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๗/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.
[14] ม.มู. ๑๒/๕๑๓/๔๕๗.