นักบวชสตรีในพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

  การศึกษา นักบวชสตรีในพระพุทธศาสนาช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี วางใจเพื่อบรรลุธรรม เพราะในมีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อให้การศึกษานักบวชสตรีในพระพุทธศาสนา เป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

นักบวชสตรีในพระพุทธศาสนา

ประเพณีโบราณของชาวอินเดียอย่างหนึ่งคงได้แก่ การบวช ซึ่งถือว่าในช่วงชีวิตของบุคคลคนหนึ่งที่เกิดในวรรณะสูง ๓ วรรณะ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ จะต้องได้ดำรงชีวิตให้ครบ ๔ ขั้นเรียกว่า อาศรม  ๔  ได้แก่

  ๑. ระยะถือพรหมจรรย์ เรียกว่า พรหมจารี

  ๒. ระยะครองเรือน เรียกว่า คฤหัสถ์

  ๓. ระยะออกไปอยู่ป่า เรียกว่า วานปรัสถ์

  ๔. ระยะสละสมบัติออกบวช เรียกว่า สันยาสี

  การประพฤติตามหลักอาศรม ๔ นี้ จะมุ่งเพียงฝ่ายชายเท่านั้น ฝ่ายหญิงนี้ได้ถูกห้ามศึกษาพระเวท ซึ่งถือว่าเป็นคัมภีร์สำคัญ จึงทำให้สตรีไม่มีโอกาสออกบวช แต่ในพระพุทธศาสนาไม่ได้ปิดโอกาสเช่นนั้น

พระราชวรมุนี  กล่าวถึงสิทธิของสตรีสมัยนั้นกับพระพุทธศาสนาในด้านการศึกษาว่าหากยกเอาผลงานและพระจริยาของพระพุทธเจ้าขึ้นเป็นหลักพิจารณา จะมองเห็นแนวทางการบำเพ็ญพุทธกิจหลายอย่าง เช่น ทรงพยายามล้มล้างความเชื่อถืองมงายในเรื่องพิธีกรรมอันเหลวไหลต่าง โดยการบูชายัญ ด้วยการสอนย้ำถึงผลเสียหายและความไร้ผลของพิธีกรรมเหล่านั้น ทั้งนี้เพราะยัญพิธีเหล่านั้น ทำให้คนมัวแต่คิดหวังพึ่งเหตุปัจจัยในภายนอก อย่างหนึ่ง ทำให้คนกระหายทะยานและคิดหมกมุ่นในผลประโยชน์ทางวัตถุเพิ่มพูนความเห็นแก่ตน ไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์และสัตว์ อย่างหนึ่ง ทำให้คนคิดหวังแต่เรื่องอนาคต จนไม่คิดปรับปรุงปัจจุบัน อย่างหนึ่ง แล้วกลับทรงสอนย้ำหลักการให้ทาน ให้เสียสละแบ่งปันและสงเคราะห์กันในสังคม สิ่งต่อไปที่ทรงพยายามสอนหักล้าง คือระบบความเชื่อถือเรื่องวรรณะ ที่นำเอาชาติกำเนิดมาเป็นขีดขั้นจำกัดสิทธิและโอกาสทั้งในทางสังคมและทางจิตใจของมนุษย์ ทรงตั้งคณะสงฆ์ที่เปิดรับคนจากทุกวรรณะให้เข้าสู่ความเสมอภาคกัน… ทรงให้สิทธิแก่สตรีที่จะได้รับประโยชน์จากพุทธธรรมเข้าถึงจุดหมายสูงสุดที่พุทธธรรมจะให้เข้าถึงได้ เช่นเดียวกับบุรุษ แม้ว่าการให้สิทธินี้จะต้องทรงกระทำด้วยความหนักพระทัย และด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ที่จะเตรียมการวางรูปให้สภาพการณ์ได้สิทธิของสตรีนี้ดำรงอยู่ด้วยดีในสภาพสังคมสมัยนั้น เพราะสิทธิของสตรีในการศึกษาอบรมทางจิตใจได้ถูกศาสนาพระเวทค่อยๆจำกัดแคบเข้ามาจนปิดตายแล้วในสมัยนั้น[1]

.  เกณฑ์ในการรับเข้าสู่สังคมนักบวชสำหรับสตรี

การบำเพ็ญกรณียกิจทั้งของพระพุทธเจ้าและของสาวก มีวัตถุประสงค์และขอบเขตอย่างกว้างขวาง ดังพระพุทธพจน์ตั้งแต่ครั้งแรกที่ส่งสาวกออกประกาศพระศาสนาว่า

ภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วง ทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งเป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมากเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ อย่าไปโดยทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน สัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีในตาน้อย มีอยู่ ย่อมเสื่อเพราะไม่ได้ฟังธรรม จักมีผู้รู้ธรรม ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรม[2]

  วิธีอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ๘ วิธี

การออกในสังคมอินเดียโบราณ หลังจากครองชีวิตฆราวาส ผู้คนที่มุ่งหวังความพ้นทุกข์ก็จะนิยมสละโลกออกบวชเป็นนักบวชประเภทต่าง ๆ ตามความประสงค์ อาทิ บวชเป็นฤาษี บวชเป็นอาชีวก บวชเป็นนิครนถ์ บวชเป็นปริพาชก ครั้นถึงสมัยพุทธกาล หลังจากที่พระพุทธเจ้าประดิษฐานพระพุทธศาสนาขึ้นแล้ว ได้มีผู้คนจากทุกวรรณะออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ ผู้คนที่ออกบวชนั้น นอกจากผู้ชายแล้วยังมีสตรีจำนวนมากออกบวชเป็นพระภิกษุณีด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ แสวงหาความพ้นทุกข์[3]พระพุทธศาสนาถือว่า การบวชเป็นความดี การบวชคือทางออกจากทุกข์ที่เกิดขึ้น และเป็นหนทางไม่ให้ความทุกข์ใหม่เกิดขึ้นอีก[4]

นักบวชในพระพุทธศาสนาเรียกว่า ภิกษุ มีการดำเนินชีวิตคล้ายกับนักบวชประเภทสันยาสี คือ มีความเป็นอยู่เรียบง่าย นักบวชต้องปลงผมและหนวดเคราเกลี้ยงเกลา นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาดนอนบนเตียงไม้หรือแคร่เที่ยวภิกขาจารเลี้ยงชีวิต[5] บริโภคอาหารเพียงเพื่อเลี้ยงร่างกาย ให้มีกำลังอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ การดำเนินชีวิตต้องอาศัยชาวบ้านนักบวชไม่สามารถเสาะหาสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ตามความต้องการ เมื่อต้องการร้อนจะได้ของเย็น ต้องการของเย็นจะได้ของร้อน ชีวิตนักบวชเป็นชีวิตที่ฝืดเคือง[6]การบวชเป็นสิ่งกระทำได้ยาก[7]แม้บวชแล้วความยินดีก็เป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก การบวชเป็นเรื่องฝืนกระแสโลก[8]

วิธีอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หมายถึง การให้กุลบุตรบวชเป็นภิกษุ หรือให้กุลธิดาบวชเป็นภิกษุณี  วิธีอุปสมบทพระพุทธศาสนา มี  ๘ วิธี [9] ได้แก่

๑.  เอหิภิกขุอุปสัมปทา  วิธีนี้พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ โดยพระองค์ทรงเปล่งพระวาจาว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  เพียงเท่านี้ก็ชื่อว่าได้บวชแล้ว

๒. ติสรณคมนูปสัมปทา  วิธีนี้ทรงมีพระพุทธานุญาตให้พระสาวกจัดทำครั้งต้นพุทธกาลซึ่งเวลานั้นคณะสงฆ์ยังไม่ใหญ่นัก ให้พระสาวกต่างรูปต่างเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้กุลบุตรผู้ประสงค์จะบวชต่อมาเปลี่ยนวิธีนี้ให้เป็นการบวชสามเณร

๓. ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา วิธีนี้ทรงมีพระพุทธานุญาตให้สงฆ์ คือภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ร่วมกันทำพิธีบวชให้กุลบุตรผู้ประสงค์จะบวช และเป็นวิธีที่ใช้สืบมาจนทุกวันนี้

๔. โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา  วิธีนี้ทรงกระทำโดยการประทานโอวาทให้กุลบุตรผู้ประสงค์จะบวชไปปฏิบัติวิธีนี้พระพุทธเจ้าประทานเป็นวิธีอุปสมบทของพระมหากัสสปะเพียงผู้เดียว

๕. ปัญหาพยากรณูปสัมปทา วิธีนี้พระพุทธเจ้าทรงทำด้วยการให้กุลบุตรผู้ประสงค์ จะบวชตอบปัญหาที่พระองค์ตรัสถาม  เมื่อตอบปัญหาได้ก็เป็นอันว่าบวชแล้ว  วิธีนี้เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่โสปากสามเณร

๖. ครุธรรมปฏิคคหณูปสัมปทา  วิธีนี้พระพุทธเจ้าทรงทำด้วยการให้ผู้ประสงค์จะบวชรับครุธรรม ๘ ประการ เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตให้เป็นการอุปสมบทของพระนางมหาปชาบดีโคตมี

๗. อัฏฐวาจิกาอุปสัมปทา  วิธีนี้เป็นวิธีบวชของภิกษุณี หมายถึงการบวชต้องกล่าววาจา ๘ ครั้ง คือ ทำญัตติจตุตถกัมมวาจา ๒ ครั้ง ฝ่ายละ ๔ ครั้ง คือ จากฝ่ายภิกษุสงฆ์ ๑ ครั้ง  ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ ๑ ครั้ง

๘. ทูเตนอุปสัมปทา  วิธีนี้พระพุทธเจ้าทรงทำด้วยการให้ผู้แทนพระองค์ไปบวชแก่ผู้ที่ประสงค์จะบวช เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้เป็นการให้อุปสมบทของนางคณิกาชื่ออัฑฒกาสี[10]

..  วิธีอุปสมบทเป็นภิกษุณี

ในวิธีอุปสมบท ๘ วิธีนั้น วิธีบวชของภิกษุณีมี  ๓ วิธี คือ

  ๑. วิธีอุปสมบทแบบครุธัมมปฏิคคหณูปสัมปทาพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้เป็นการอุปสมบทแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี มีปรากฏในภิกขุนีขันธกะว่า สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้น พระนางปชาบดีโคตมีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้วได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร พระนางมหาปชาบดีโคตมีผู้ยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ขอประทานวโรกาส มาตุคามพึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้ พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย โคตมี เธออย่าชอบใจการที่มาตุคามได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้เลย

แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ

แม้ครั้งที่ ๓ พระนางมหาปชาบดีโคตมีกราบทูลว่า “ขอประทานวโรกาส มาตุคามพึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้ พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย โคตมี เธออย่าชอบใจการที่มาตุคามได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้เลย”

ลำดับนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงดำริว่า “พระผู้มีภาคไม่ทรงอนุญาตให้มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้” ทรงเป็นทุกข์เสียพระทัย น้ำพระเนตรนองพระพักตร์ กันแสงอยู่พลาง ถวายอภิวาทพระผู้มีภาค ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับไป

ครั้นพระผู้มีภาคประทับอยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ ตามพระอัธยาศัยแล้วเสด็จจาริกไปจากกรุงเวสาลี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ จนถึงกรุงเวสาลี ทราบว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ในกรุงเวสาลีนั้น

คราวนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีปลงพระเกศา ทรงนุ่งห่มผ้ากาสายะพร้อมด้วยนางศากิลยานีจำนวนมาก เสด็จไปทางกรุงเวสาลี เสด็จเข้าไปยังกูฏาคารสาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี โดยลำดับ เวลานั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมี พระบาทระบม พระวรกายเปรอะเปื้อนฝุ่นธุลี เป็นทุกข์ เสียพระทัย น้ำพระเนตรนองพระพักตร์ ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูชั้นนอก

ท่านพระอานนท์เห็นพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระบาทระบม พระวรกายเปรอะเปื้อนฝุ่นธุลี เป็นทุกข์เสียพระทัย น้ำพระเนตรนองพระพักตร์ ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูชั้นนอก จึงถามดังนี้ว่า “โคตมี เพราะเหตุไร พระองค์จึงมีพระบาทระบม พระวรกายเปรอะเปื้อนฝุ่นธุลี เป็นทุกข์เสียพระทัย น้ำพระเนตรนองพระพักตร์ ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูชั้นนอก”

พระนางตรัสตอบว่า “ท่านอานนท์ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตให้มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้”

ท่านพระอานนท์กล่าวว่า “โคตมี ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์จงรออยู่ที่นี่สักครู่ จนกว่าอาตมาจะทูลขอพระผู้มีพระภาคให้มาตุคามได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้”

ครั้นนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถึงแล้วได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ท่านพระอานนท์ผู้นั่งอยู่ ณ ที่สมควรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระนางมหาปชาบดีโคตมีมีพระบาทระบม  พระวรกายเปรอะเปื้อนฝุ่นธุลี เป็นทุกข์ เสียพระทัย น้ำพระเนตรนองพระพักตร์ ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูชั้นนอกด้วยคิดว่า ‘พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตให้มาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้’  ขอประทานวโรกาส ขอมาตุคามพึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย อานนท์ เธออย่าชอบใจการที่มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้เลย”

แม้ครั้งที่ ๒ ท่านพระอานนท์ก็ได้กราบทูลกับพระผู้มีพระภาคว่า “ขอประทานวโรกาส ขอมาตุคาม พึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย อานนท์ เธออย่าชอบใจการที่มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้เลย”

แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอานนท์ก็ได้กราบทูลกับพระผู้มีพระภาคว่า “ขอประทานวโรกาส ขอมาตุคามพึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลย อานนท์ เธออย่าชอบใจการที่มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้เลย”

ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์คิดว่า “พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตให้มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงประกาศไว้ อย่ากระนั้นเลย เราพึงทูลขอพระองค์ให้มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้ด้วยอุบายบางอย่าง”

ครั้นนั้น ท่านอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้ จะสามารถทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล หรือ อรหัตนผลได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อานนท์ มาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตทรงประกาศไว้ สามารถทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้”

ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ถ้ามาตุคามออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้ สามารถทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้ พระนางมหาปชาบดีโคตมผู้เป็นพระมาตุจฉาของพระผู้มีพระภาค ทรงมีอุปการะมาก เคยประคับประคองดูแลถวายเกษียรธาร(น้ำนม) เมื่อพระชนนีสวรรคต ได้ให้พระผู้มีพระภาคดื่มเกษียรธาร ขอประทานวโรกาส ขอมาตุคาม พึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้แล้วด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”[11]

  การอุปสมบทด้วยวิธีรับครุธรรม ๘ ข้อ  ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก เพียงแต่ให้สตรีที่ต้องการอุปสมบทยอมรับว่าจะปฏิบัติตามครุธรรม ๘ ข้ออย่างเคร่งครัดจนตลอดชีวิต ก็เป็นอันว่าได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา  วิธีนี้เป็นวิธีอุปสมบทสตรีในระยะแรก โดยพระพุทธเจ้าประทานโอวาทหรือครุธรรม ๘ ข้อ คือ พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอุปัชฌาย์

๒. วิธีอุปสมบทแบบติสรณคมนูปสัมปทา คือ วิธีบวชแบบให้ผู้จะบวชเปล่งวาจาขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์  เป็นที่พึ่ง ต่อพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง

วิธีบวชแบบนี้ มีวิธีปฏิบัติ คือ ผู้จะบวชได้ปลงผมและห่มผ้ากาสาวพัสตร์เรียบร้อยแล้วเข้าไปหาพระภิกษุ กราบเท้าแล้วประนมมือเปล่งวาจาของถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ๓ ครั้ง ดังนี้

  ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง

  ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง

  ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง

วิธีบวชแบบนี้ สันนิษฐานว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุนำไปใช้บวชบรรดาเจ้าหญิงศากยะผู้เป็นบริวารของพระมหาปชาบดี และผู้เป็นบริวารของพระยโสธรา และสันนิษฐานว่า น่าจะจบลงด้วยการที่พระภิกษุนั้นได้สอนให้ผู้บวชรับครุธรรม ๘ ประการไปปฏิบัติด้วย

เชื่อว่า โดยการบวชด้วยวิธีบวชแบบนี้ จึงทำให้พระภิกษุณีมีจำนวนเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว  จนกระทั่งกลายเป็นพระภิกษุณีสงฆ์หมู่ใหญ่

๓. วิธีอุปสมบทแบบญัตติจตุตถกัมมูปสัมปทา  คือ วิธีบวชแบบให้ตั้งญัตติ ๑ ครั้ง และสวดประกาศ ๓ ครั้ง ต่อหน้าพระภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป

วิธีแบบนี้ มีวิธีปฏิบัติ คือ

๑. ถามอันตรายิกธรรม ตามที่มีสตรีมาบวชเป็นพระภิกษุณีมากขึ้น จนกระทั่งทำให้เกิดมีพระภิกษุณีสงฆ์หมู่ใหญ่ ซึ่งปรากฏว่าพระภิกษุณีเหล่านั้น มีทั้งผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน และผู้ที่มีคุณสมบัติบกพร่อง พระภิกษุณีรูปที่จัดว่ามีคุณสมบัติบกพร่อง นั่นคือ เป็นผู้ไม่มีเครื่องหมายเพศบ้าง สักแต่ว่ามีเครื่องหมายเพศบ้าง ไม่มีประจำเดือนบ้าง มีประจำเดือนไม่หยุดบ้าง ใช้ผ้าซับเสมอบ้าง เป็นคนไหลซึมบ้าง มีเดือย เป็นบัณเฑาะก์หญิงบ้าง มีลักษณะคล้ายชายบ้าง มีทวารหนักทวารเบาติดกันบ้าง  มีสองเพศ (อุภโตพยัญชนก) บ้าง ฯลฯ

ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สอบถามอันตรายิกธรรม ๒๔ ประการกับสตรีผู้จะอุปสมบท

ภิกษุทั้งหลาย พึงสอบถามอย่างนี้

เธอไม่ใช่ผู้ไม่มีเครื่องหมายเพศหรือ ไม่ใช่สักแต่ว่ามีเครื่องหมายเพศหรือ ไม่ใช่ผู้ไม่มีประจำเดือนหรือ ไม่ใช่ผู้มีประจำเดือนไม่หยุดหรือ ไม่ใช่ผู้ใช้ผ้าซับเสมอหรือ ไม่ใช่คนไหลซึมหรือ ไม่ใช่ผู้มีเดือยหรือ ไม่ใช่เป็นบัณเฑาะก์หญิงหรือ ไม่ใช่ผู้มีลักษณะคล้ายชายหรือ ไม่ใช่ผู้มีทวารหนักทวารเบาติดกันหรือ ไม่ใช่คนสองเพศหรือเธอมีโรคเหล่านี้หรือไม่คือ โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ  โรงลมบ้าหมู่ เธอเป็นมนุษย์หรือ เธอเป็นหญิงหรือ เธอเป็นไทหรือ เธอไม่มีหนี้สินหรือ เธอไม่เป็นราชภัฏหรือ มารดาบิดาหรือสามีอนุญาตแล้วหรือ มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์แล้วหรือ เธอมีบาตรและจีวรครบแล้วหรือ เธอชื่ออะไร ปวัตตินีของเธอชื่ออะไร[12]

สมัยนั้นภิกษุ ภิกษุทั้งหลายกำลังถามอันตรายิกธรรมของภิกษุณีทั้งหลาย สตรีอุปสัมปทา (ผู้มุ่งจะอุปสมบท) ย่อมกระดากอายเก้อเขิน ไม่สามารถตอบได้

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สตรีอุปสัมปทาเปกขาผู้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์แล้ว ไปอุปสมบทในฝ่ายภิกษุสงฆ์ได้”[13] 

๒.สอนซ้อมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้มีการถามอันตรายิกธรรมในฝ่ายพระภิกษุณีสงฆ์นั้นพระภิกษุณีสงฆ์ได้ปฏิบัติตามพระพุทธานุญาตแต่เนื่องจากยังมิได้มีการสอนซ้อมกันมาก่อน ผู้จะบวชจึงรู้สึกกระดากอายไม่กล้าตอบคำถามในท่ามกลาง

พระภิกษุณีสงฆ์ พระภิกษุณีสงฆ์แจ้งเรื่องดังกล่าวให้พระภิกษุสงฆ์ทราบ และพระภิกษุสงฆ์ได้นำความไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคจึงทรงแนะนำให้พระภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่งได้สอนซ้อมผู้จะบวชนอกที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์ก่อนแล้วจึงถามอย่างเป็นทางการในที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์ ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคทรงแนะนำวิธีสอนซ้อมให้ ดังนี้

ก. ต้องให้ผู้จะบวชรู้ก่อนว่าพระภิกษุณีรูปใดเป็นอุปัชฌาย์ของตน

ข. จากนั้นจึงบอกให้รู้จักบาตรและจีวรว่า

  นี้ คือ บาตรของเธอ

  นี้ คือ ผ้าสังฆาฏิ (ผ้าพับซ้อนเป็นชั้น ใช้ห่มกันหนาว)

  นี้ คือ ผ้าอุตตราสงค์ (จีวร)

  นี้ คือ ผ้าอันตรวาสก (สบง)

  นี้ คือ ผ้ารัดอก

  นี้ คือ ผ้าอาบน้ำ

ค. จากนั้น จึงบอกให้ออกไปยืนอยู่ที่มุมหนึ่งนอกที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์ เพื่อรอคอยพระภิกษุณีรูปที่ทำหน้าที่สอนซ้อม

เคยมีพระภิกษุณีบางรูป ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถไปทำหน้าที่สอนซ้อม ทำให้ผู้ที่จะบวชไม่สามารถตอบคำถามได้ในที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์ ต่อมา พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้พระภิกษุณีสงฆ์ช่วยกันเลือกพระภิกษุณีรูปที่จะไปทำหน้าที่สอนซ้อม เมื่อมีพระภิกษุณีรับทำหน้าที่สอนซ้อมแล้ว ก็ให้ประกาศให้พระภิกษุณีสงฆ์ทราบอย่างเป็นทางการในที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์ โดยให้พระภิกษุณีรูปที่รับหน้าที่สอนซ้อมประกาศเอง หรือให้พระภิกษุณีรูปอื่นประกาศให้ก็ได้

ประกาศเอง  พระพุทธเจ้าทรงประกาศให้พระภิกษุณีรูปนั้นประกาศด้วยญัตติกรรวาจา(คำประกาศให้ทราบ)ว่า

“แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขา (ผู้ขอบวช) ของแม่เจ้าชื่อนี้ ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว ข้าพเจ้าพึงสอนซ้อมหญิงชื่อนี้”

ผู้อื่นประกาศให้ผู้อื่น พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พระภิกษุณีสงฆ์ ผู้ฉลาดสามารถ ประกาศด้วยญัตติกรรมวาจาว่า

“แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า หญิงชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขา (ผู้ขอบวช) ของแม่เจ้าชื่อนี้ ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว ภิกษุณีชื่อนี้ พึงสอนซ้อมหญิงชื่อนี้”

จากนั้น พระภิกษุณีผู้ได้รับคัดเลือกให้ทำหน้าที่สอนซ้อม พึงเข้าไปหาหญิงผู้จะบวชซึ่งยืนคอยอยู่แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า

เธอชื่อนี้ เธอจงฟังนะ นี้เป็นกาลสัตย์ กาลจริง ของเธอ เมื่อถูกถามในท่ามกลางสงฆ์ ถึงสิ่งอันเกิดแล้ว มีอยู่ พึงบอกว่า มี ไม่มี พึงบอกว่า ไม่มี เธออย่ากระดาก เธออย่าเก้อเขิน พระภิกษุณีทั้งหลาย จักถามเธอ อย่างนี้

เธอไม่ใช่ผู้ไม่มีเครื่องหมายเพศหรือ ไม่ใช่สักแต่ว่ามีเครื่องหมายเพศหรือ ไม่ใช่ผู้ไม่มีประจำเดือนหรือ ไม่ใช่ผู้มีประจำเดือนไม่หยุดหรือ ฯลฯ เธอชื่ออะไร ปวัตตินีของเธอชื่ออะไร

เคยมีพระภิกษุณีผู้ทำหน้าที่สอนซ้อมแล้วกลับมาที่ประชุมพระภิกษุณีสงฆ์พร้อมกันกับหญิงผู้จะบวช พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต แต่ทรงแนะนำให้พระภิกษุณีผู้ทำหน้าที่สอน ซ้อมมาก่อนแล้วประกาศให้พระภิกษุณีสงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา(คำประกาศให้ทราบ) ว่า

“แม่จ๋า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า  หญิงชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อว่านี้ เธออันข้าพเจ้าสอนซ้อมแล้ว ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่แล้ว เธอชื่อนี้ พึงมา

๔. เปล่งคำขออุปสมบท จากนั้นพระภิกษุณีรูปที่ทำหน้าที่สอนซ้อม ซึ่งบัดนี้กลับมาประกาศให้พระภิกษุณีสงฆ์ทราบแล้ว จึงเรียกผู้จะบวชซึ่งบัดนี้ยังยืนอยู่นอกที่ประชุมให้เข้ามา โดยให้เธอห่มผ้าเฉวียงบ่า ให้ไหว้พระภิกษุณีทั้งหลาย ให้นั่งกระโหย่ง ประนมมือเปล่งคำขออุปสมบท (บวชเป็นพระภิกษุณี) ว่า

แม่เจ้า ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์ สงฆ์โปรดช่วยอนุเคราะห์ยกดิฉันขึ้นเถิดแม่เจ้า ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์  เป็นครั้งที่  ๒  สงฆ์โปรดช่วยอนุเคราะห์ยกดิฉันขึ้นเถิด

แม่เจ้า ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์  เป็นครั้งที่  ๓  สงฆ์โปรดช่วยอนุเคราะห์ยกดิฉันขึ้นเถิด

คำแต่งตั้งตนเพื่อถามอันตรายิกธรรม

ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า

แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว ข้าพเจ้าพึงถามอันตรายิกธรรมกับผู้มีชื่อนี้ดังนี้

แน่ะผู้มีชื่อนี้ เธอฟังนะ นี้เป็นกาลสัตย์ กาลจริงของเธอ เราจะถามถึงสิ่งที่เกิดสิ่งที่มี พึงบอกว่า “มี” ไม่มีก็พึงบอกว่า  “ไม่มี” เธอไม่ใช่ผู้ไม่มีเครื่องหมายเพศหรือเธอไม่ใช่สักแต่ว่ามีเครื่องหมายเพศหรือ ฯลฯ เธอชื่ออะไร ปวัตตินีของเธอชื่ออะไร

ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา

ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า

แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ บริสุทธิ์จากอันตรายิกธรรม เธอมีบาตรและจีวรครบแล้ว ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทต่อสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วสงฆ์พึงให้ผู้มีชี่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี นี่เป็นญัตติ

แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้บริสุทธิ์จากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย เธอมีบาตรและจีวรครบแล้ว ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าช่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินีแม่เจ้ารูปใด เห็นด้วยกับการให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี แม่เจ้ารูปนั้นพึงนิ่ง แม่เจ้ารูปใดไม่เห็นด้วย แม่เจ้ารูปนั้นพึงทักท้วง

แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ ฯลฯ

แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ บริสุทธิ์จากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย เธอมีบาตรและจีวรครบแล้ว ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี แม่เจ้ารูปใดเห็นด้วยกับการให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี แม่เจ้ารูปนั้นพึงนิ่ง  แม่เจ้ารูปใดไม่เห็นด้วย แม่เจ้ารูปนั้นพึงทักท้วง

ผู้มีชื่อนี้ สงฆ์ให้อุปสมบทแล้วมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้

หลังจากนั้น ภิกษุณีพึงพาเธอเข้ไปหาภิกษุสงฆ์ ให้ห่มอุตตราสงฆ์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งให้กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย แล้วให้นั่งกระโหย่ง ประนมมือ ให้กล่าวคำขออุปสมบทว่า

คำขออุปสมบทต่อภิกษุสงฆ์

พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์ สงฆ์โปรดอนุเคราะห์ยกดิฉันขึ้นด้วยเถิด

พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์ เป็นครั้งที่ ๒ ขอสงฆ์โปรดอนุเคราะห์ยกดิฉันขึ้นเถิด

พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์ เป็นครั้งที่ ๓ ขอสงฆ์โปรดอนุเคราะห์ยกดิฉันขึ้นเถิด

ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา

ภิกษุผู้ฉลาดพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วพึงให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี นี่เป็นญัตติ

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจาชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนีเป็นปวัตตินี ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่า