บทบาทและผลงานของนักบวชสตรี

นอกเหนือจากการรับรองความเสมอภาคระหว่างสตรีและบุรุษโดยการทรงอนุญาตให้สตรีบวช การจัดให้มีพุทธบริษัทให้มีพุทธบริษัท ๔ ฝ่าย การไม่จำกัดเพศในทางธรรมปฏิบัติและการบรรลุนิพพานแล้ว ในการแต่งตั้งผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ มีความสามารถพิเศษ ที่เรียกว่าเอตทัคคะในด้านต่าง ๆ นั้น พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงแต่งตั้งเฉพาะฝ่ายชายแต่ทรงยอมรับในความสามารถของหญิงที่มีเสมอชาย และยกย่องสตรีทั้งที่เป็นอุบาสิกาและภิกษุณีให้เป็นเอตทัคคะเช่นเดียวกับชายในหลาย ๆ ด้าน ดังที่ทรงยกย่อง

มหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเราผู้เป็นรัตตัญญู[1]

เขมาภิกษุณีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้มีปัญญามาก [2]

อุบลวรรณาเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้มีฤทธิ์มาก[3]

ปฏาจาราภิกษุณีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้ทรงวินัย[4]

ธรรมทินนาเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้เป็นธรรมิกถึก[5]

นันทาเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้ยินดีในฌาน[6]

โสณาเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้ปรารภความเพียร[7]

สกุลาเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้มีตาทิพย์[8]

ภัททากุณฑลเกสาเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้รู้แจ้งได้เร็ว[9]

ภัททกาปิลานีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้ระลึกชาติได้[10]

ภัททากัจจานาเถรีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเราผู้บรรลุอภิญญาใหญ่[11]

กิสาโคตมีเลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายของเรา ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง[12]

สิงคาลมาตาเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายของเรา ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา[13]

อนึ่ง ทั้งภิกษุณี และอุบาสิกาที่เป็นเอตทัคคะนี้ก่อนที่จะมาเป็นผู้มีความสามารถในทางต่าง ๆ ได้ ก็ต้องมีการได้สร้างสมบุญบารมี ประพฤติดีทั้งทางกาย วาจา ใจ  มาแล้วเป็นอย่างมาก และการที่สตรีเหล่านี้สามารถกระทำได้จนถึงขั้นที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเอตทัคคะนี้ก็แสงดว่า สตรีมีความสามารถไม่แพ้บุรุษเลย

ในบางแห่งมีหลักฐานปรากฏถึงการที่พระพุทธองค์ยกย่องยอมรับความสามารถของสตรีในระดับที่เสมอกับบุรุษ เช่น ในครั้งที่นางวิสาขาถามธรรมจากธรรมทินนาภิกษุณีแล้วชื่นชมในความสามารถของธรรมทินนาภิกษุณี และได้เข้าเฝ้าพระศาสดาทูลเรื่องที่ได้สนทนาธรรมกับภิกษุณีรูปนั้นให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูกรวิสาขะ ธรรมทินนาภิกษุณีเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก แม้หากท่านพึงสอบถามเนื้อความนั้นกะเรา แม้เราก็พึงพยากรณ์เนื้อความนั้น เหมือนที่ธรรมทินนาภิกษุณีพยากรณ์แล้ว”[14]

สรุปกล่าวได้ว่าในทางศาสนาแล้ว การที่พระพุทธศาสนาให้สิทธิ์แก่หญิงชายเสมอกันในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อบรรลุถึงจุดหมายสูงสุดคือนิพพาน การแบ่งพุทธบริษัทเป็น ๔ พวก การจัดให้มีเอตทัคคะในพุทธบริษัททั้ง ๔ ฝ่าย และตั้งผู้เป็นมาตรฐานหรือตราชูของพระพุทธศาสนาไว้ในพุทธบริษัททั้ง ๔ นั้น เป็นการแสดงออกถึงการยอมรับสถานภาพของหญิงชายว่าเสมอกัน นับได้ว่าเป็นการยอมรับในความสามารถ และมองสตรีด้วยความยุติธรรม โดยไม่ได้แบ่งขีดขั้นสติปัญญาความสามารถระหว่างเพศ

จากการพิจารณาเรื่องราว หลักฐานต่าง ๆ ในพระไตรปิฎกนั้นได้สะท้อนให้เห็นได้อย่างมากว่า พระพุทธองค์มีทรรศนะที่เสรีเมื่อเทียบกับผู้นำของศาสนาอื่น ๆ ในขณะนั้น โดยที่พระองค์ไม่ได้ถือว่าสตรีเป็นเพศที่อ่อนแอ ไม่มีความสามารถและด้อยกว่าบุรุษดังที่เชื่อกันในเวลานั้น พระองค์ทรงปฏิบัติต่อสตรีเช่นเดียวกับบุรุษ โดยทรงมองว่ามนุษย์ทุกคนเท่ากันในความเป็นสัตว์โลกประเภทเดียวกัน เป็นผู้ที่ร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน ยิ่งกว่านั้นความเมตตากรุณาที่พระองค์ทรงมีต่อสัตว์โลกก็แผ่กว้างไปกว่ามนุษย์ โดยการกล่าวถึงสัตว์โลกนั้นพระองค์ไม่ได้แยกแม้สัตว์หรือคน แต่ทรงมองด้วยทรรศนะที่ว่า พระองค์ต้องการจะช่วยสัตว์โลกทั้งหมดให้พ้นทุกข์ไม่เฉพาะแต่มนุษย์ชายหญิงเท่านั้น เมื่อพิจารณาในแง่นี้แล้วก็จะยิ่งเห็นว่าตามทรรศนะทางพุทธปรัชญาแล้ว สตรีที่มีองค์ประกอบพื้นฐานทางกาย (ขันธ์ ๕)  ปัญญา วิญญาณ และความสามารถเยี่ยงบุรุษนั้นไม่ควรจะได้รับการปฏิบัติต่อสตรีในฐานะที่ด้อยกว่า พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างโดยการปฏิบัติต่อสตรีอย่างยุติธรรม เช่นทรงให้สิทธิแก่บุรุษ สตรี เสมอกันในการฟังธรรม และในการแสดงธรรมนั้น คำสอนที่พระองค์ทรงประทานนั้นก็เป็นคำสอนอย่างเดียวกันในทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่มีการแบ่งว่าธรรมชนิดใดจะต้องแสดงแก่เพศใดฝ่ายใด แต่สิ่งที่พระองค์ทรงคำนึงถึงนั้นจะเป็นไปในทางพิจารณาปัญญา ความสามารถของผู้ฟังว่าจะรับหรือสามารถเข้าใจได้หรือไม่มากกว่า พระองค์จึงมีวิธีการที่จะแสดงธรรมกับผู้มีระดับปัญญา อุปนิสัยต่างกันด้วยวิธีต่าง ๆ  กัน การที่พระศาสดาทรงให้สิทธิ เสรีภาพ ทางศาสนาในการเข้าเป็นสมาชิกในสังฆมณฑล และทรงประทานธรรมแก่ทั้งหญิงชาย ทรงเมตตาและปฏิบัติต่อทั้งชายและหญิงอย่างยุติธรรมเสมอภาคนั้น ถ้าพิจารณาโดยลึกซึ้งแล้วจะเห็นว่าเป็นความสำเร็จหรือเป็นการยกระดับของสตรีที่สำคัญอย่างหนึ่ง ภายใต้ความเชื่อถือดั้งเดิมและภายใต้ศาสนาต่าง ๆ  ในสมัยนั้นสตรีได้สูญเสียสถานภาพ เสรีภาพ หรือความเป็นปัจเจกบุคคลในทางศาสนาดังได้กล่าวมาแล้วในบทก่อน

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล    นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี



[1] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๓๕/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[2] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๓๖๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[3] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๓๗๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[4] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๓๘๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[5] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๓๙๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[6] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๐/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[7] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๑/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[8] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๒/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[9] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๓/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[10] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๔/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[11] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๕/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[12] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๖/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[13] องฺ.เอกก. ๒๐/๒๔๗/๒๖. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[14] ม.มู. ๑๒/๕๑๓/๔๕๗.