ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา

ภิกษุผู้ฉลาดพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้วพึงให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี นี่เป็นญัตติ

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจาชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนีเป็นปวัตตินี ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง

แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ ฯลฯ

แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีขื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย  ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง

ผู้มีชื่อนี้ สงฆ์ให้อุปสมบทแล้วมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี  สงฆ์เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้[1]

เมื่อจบการสวดญัตติจตุตถกัมมวาจา อุปสัมปทาเปกขาก็ได้ชื่อว่าสำเร็จเป็นองค์ภิกษุณี ตามพระพุทธบัญญัติทุกอย่าง จากนั้นจึงวัดเงาแดด บอกฤดู บอกส่วนแห่งวัน บอกจำนวนสงฆ์ที่ร่วมประชุมเพื่อให้รู้ว่าการอุปสมบทเสร็จเรียบร้อยขณะที่เงาแดดอยู่ระยะเท่าใด อยู่ในฤดูไหน อยู่ในส่วนแห่งวันคือ เช้า สาย บ่าย และเพื่อรู้จำนวนสงฆ์ที่ประชุมให้อุปสมบท ต่อจากนั้นสงฆ์พึงมอบให้ภิกษุณีที่พามานั้นบอกอนุศาสน์คือ หลักสำคัญที่ภิกษุณีผู้บวชใหม่จะต้องเรียนรู้ เรียกว่า นิสัย และ อกรณียกิจ

ดังพระพุทธานุญาตว่า พึงบอกนิสัย ๓ อย่าง[2]  และอกรณียกิจ ๘ อย่าง แก่ภิกษุณีนี้  นิสัย ได้แก่ สิ่งที่ภิกษุณีจะต้องยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ มี ๓ อย่างคือ

๑. บรรพชิตต้องอาศัยโภชนะ คือ อาหารที่หามาได้ด้วยลำแข้ง พึงอุตสาหะในข้อนี้ตลอดชีวิต

๒. บรรพชิตต้องอาศัยผ้าบังสุกุลจีวร พึงอุตสาหะในข้อนี้ตลอดชีวิต

๓. บรรพชิตต้องอาศัยน้ำมูตรเน่า พึงทำอุตสาหะในข้อนี้ตลอดชีวิต

อกรณียกิจ ได้แก่ กิจที่บรรพชิตไม่พึงทำ มี ๘ อย่างคือ

  ๑. ไม่พึงเสพเมถุน คือการร่วมประเวณี

  ๒. ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้

  ๓. ไม่พึงทำลายชีวิตมนุษย์ให้ตกล่วงไป

  ๔. ไม่พึงพูดอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน

  ๕. ไม่พึงมีความกำหนัดยินดีในการลูบคลำจับต้อง

  ๖. หากรู้ว่าภิกษุณีรูปใดเป็นอาบัติปาราชิก ต้องโจทด้วยตนเองหรือบอกแก่หมู่คณะ

  ๗. ไม่พึงประพฤติตามภิกษุณีที่ถูกสงฆ์ขับออกจากพระธรรมวินัย

  ๘. ไม่พึงมีความกำหนัดยินดีกับบุรุษผู้มีความกำหนัดยินดี เช่น จับมือ จับชายผ้า ยืนด้วยกัน สนทนาด้วยกัน เข้าสู่ที่มุงบัง ทอดกายแก่บุรุษนั้น

  ๓.  วิธีบวชแบบทูเตนอุปสัมปทา  คือวิธีบวชแบบผ่านทางทูต[3] โดยให้พระภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่งที่ฉลาดสามารถทำหน้าที่เป็นทูตรับเรื่องของผู้บวชจากฝ่ายพระภิกษุณีสงฆ์แล้ว ไปแจ้งขอบวชต่อพระภิกษุสงฆ์ มีเพียงพระอัฑฒกาสีขาวแคว้นกาสีรูปเดียวเท่านั้นที่ได้บวชด้วยวิธีบวชแบบนี้

วิธีบวชแบบนี้ มีวิธีปฏิบัติ คือ  ให้พระภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถ ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นทูตเข้าไปหาพระภิกษุสงฆ์แล้วห่มผ้าเฉวียงบ่า ไหว้เท้าพระภิกษุทั้งหลาย นั่งกระโหย่งประนมมือกล่าวขึ้นว่า

“พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตรายบางอย่าง พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ขอสงฆ์โปรดอนุเคราะห์ยกเธอขึ้นเถิด

พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตรายบางอย่าง พระคุณเจ้าทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๒ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ขอสงฆ์โปรดอนุเคราะห์ยกเธอขึ้นเถิด

พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตรายบางอย่าง พระคุณเจ้าทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๓ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ขอสงฆ์โปรดอนุเคราะห์ยกเธอขึ้นเถิด

พระภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตรายบางอย่าง ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ถ้าสงฆ์พร้อมแล้ว พึงให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี  นี่เป็นญัตติ

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตรายบางอย่าง ผู้มีชื่อนี้จึงขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี  ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการอุปสมบทของผู้มีชื่อนี้มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง

แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ ฯลฯ

แม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้าก็กล่าวความนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขาของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ในภิกษุณีสงฆ์ เธอมาไม่ได้เพราะมีอันตรายบางอย่าง ผู้มีชื่อนี้จึงขออุปสมบทต่อสงฆ์มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบทมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี  ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการอุปสมบทของผู้มีชื่อนี้มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วง

ผู้มีชื่อนี้ สงฆ์ให้อุปสมบทแล้วมีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้

ขณะนั้นแหละพึงวัดเงาแด บอกประมาณฤดู ส่วนแห่งวัน บอกสังคีติ  สั่งภิกษุณีทั้งหลายว่า “พวกเธอพึงบอกนิสัย ๓ และอกรณียกิจ ๘ แก่ภิกษุณีนั้น”[4]

  วิธีบรรพชาเป็นสามเณรี

สตรีผู้ปรารถนาจะเข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนา แต่มีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปี  พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้บวชเป็นสามเณรีเหมือนอย่างที่ทรงอนุญาตให้บุรุษผู้มีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปี บวชเป็นสามเณร  การบรรพชาเป็นสามเณรหญิง เรียกว่า สามเณรี 

วิธีบวชแบบนี้ มีวิธีปฏิบัติ คือ ให้ผู้ขอบวชโกนศีรษะ ห่มผ้าเฉวียงบ่า เข้าไปกราบเท้าพระภิกษุณีสงฆ์แล้วนั่งกระโหย่งประนมมือ กล่าวคำขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ๓ ครั้ง ดังนี้

ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง

ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง

ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง

ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง แม้ครั้งที่ ๒

ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง  แม้ครั้งที่ ๒

ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง  แม้ครั้งที่ ๒

ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง  แม้ครั้งที่ ๓

ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง  แม้ครั้งที่ ๓

ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง  แม้ครั้งที่ ๓[5]

จากนั้นจึงให้กล่าวคำขอสมาทานสิกขาบท ๑๐ (ศีล ๑๐ )  ว่า 

  ๑. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์

  ๒. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการถือเอาวัตถุสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้

  ๓. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการประพฤติกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์

  ๔. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ

  ๕. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท

  ๖. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล[6]

  ๗. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี และดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล

  ๘. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการทัดทรงประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้[7]

  ๙. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการนอนบนที่นอนสูงและที่นอนใหญ่

  ๑๐. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนงดเว้นจากการรับทองและเงิน[8]

สิกขาบท ๑๐ ข้อ เป็นการปฏิบัติขั้นมูลฐาน เตรียมตัวสามเณรีไว้เพื่อปฏิบัติอย่างเคร่งครัดยิ่งขึ้น  เป็นการทดสอบจิตใจและความอดทนในระยะแรกของสตรีผู้ปรารถนาจะบวชเป็นภิกษุณี เพื่อให้เคยชินกับวิถีชีวิตของนักบวชต่อไป

  วิธีบรรพชาเป็นสิกขมานา

การบวชเป็นสิกขมานา คือการบวชในขั้นต่อจากการบวชเป็นสามเณรี หมายความว่า เมื่อบวชเป็นสามเณรีจนกระทั่งอายุได้ ๑๘ ปีแล้ว เพื่อให้สามเณรีได้ปฏิบัติเคร่งครัดยิ่งขึ้นอีก พระพุทธเจ้าจึงทรงกำหนดให้สามเณรีนั้นถือบวชอีกขั้นหนึ่งก่อนบวชเป็นพระภิกษุณี การบวชขั้นนี้เรียกว่า “สิกขมานา” แปลว่า “นางผู้กำลังศึกษา” หมายถึงว่าสามเณรีนั้นกำลังรักษาสิกขมานา ๖ ข้อ ในจำนวน ๑๐ ข้อนั้นเคร่งครัดยิ่งขึ้นอีก โดยจะล่วงละเมิดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ ตลอดระยะเวลา ๒ ปีนั้น และภายใน ๒ ปีนั้น หากสามเณรีล่วงละเมิดข้อใดข้อหนึ่ง ท่านจะต้องกลับมาเริ่มต้นสมาทานรักษาใหม่

วิธีบวชขั้นนี้ มีวิธีปฏิบัติ คือ ให้สามเณรีห่มผ้าเฉวียงบ่าเข้าไปหาพระภิกษุณีสงฆ์ ไหว้เท้าพระภิกษุณีสงฆ์แล้วนั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวขอสิกขาสมมติ (คือ ความตกลงยินยอมของพระภิกษุณีสงฆ์ที่จะให้เธอผู้มีอายุ ๑๘ ปี เริ่มรักษาสิกขาบท ๖ ข้ออย่างเคร่งครัด ตลอด ๒ ปี ก่อนจะได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุณีต่อไป) ต่อหน้าพระภิกษุณีสงฆ์ว่า

“แม่เจ้า  ดิฉันชื่อนี้ เป็นกุมารีของแม่เจ้าชื่อนี้มีอายุครบ ๑๘  ปี ขอสิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีต่อสงฆ์[9]

พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ พึงขอแม้ครั้งที่ ๓

พระภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถจะประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกัมมวาจาว่า

“แม่เจ้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า กุมารีชื่อนี้ของแม่เจ้าชื่อนี้มีอายุ ๑๘ ปีขอสิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีต่อสงฆ์  ถ้าสงฆ์พร้อมแล้ว พึงให้สิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีแก่หญิงสาวผู้มีอายุ ๑๘ ปี นี้เป็นญัตติ

แม่เจ้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า กุมารีนี้ชื่อนี้ของแม่เจ้าชื่อนี้มีอายุ ๑๘ ปีขอสิกขาสมมติในธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีต่อสงฆ์ สงฆ์ให้สิกขาสมมติในธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีแก่กุมารีชื่อนี้มีอายุ ๑๘ ปี แม่เจ้ารูปใดเห็นด้วยกับการให้สิกขาสมมติในธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีแก่กุมารีชื่อนี้มีอายุ ๑๘ ปี แม่เจ้ารูปนั้นพึงนิ่ง แม่เจ้ารูปใดไม่เห็นด้วย แม่เจ้ารูปนั้นพึงทักท้วง

สิกขาสมมติในธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปี สงฆ์ให้แล้วแก่กุมารีชื่อนี้มีอายุ ๑๘ ปี  สงฆ์เห็นด้วย  เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้[10]

พึงบอกกุมารีมีอายุ ๑๘ ปีนั้น  “เธอจงกล่าวอย่างนี้ว่า 

๑. ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากการฆ่าสัตว์  โดยไม่ล่วงละเมิดตลอด ๒ ปี

๒. ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้ โดยไม่ล่วงละเมิดตลอด ๒ ปี

๓. ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากพฤติกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์ โดยไม่ล่วงละเมิดตลอด ๒ ปี

๔. ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากการพูดเท็จ โดยไม่ล่วงละเมิดตลอด ๒ ปี

๕. ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากน้ำเมาคือสุราและเมรัย  อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท โดยไม่ล่วงละเมิดตลอด ๒ ปี

๖.ดิฉันขอสมาทานงดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาลโดยไม่ล่วงละเมิดตลอด๒ปี[11]

ต่อมาได้มีสตรีอายุ ๑๒ ปีคนหนึ่งมาขอบวชเป็นสามเณรี พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่าท่านเคยมีสามีมาแล้วจึงมีวุฒิภาวะและศักยภาพพอที่จะคุ้มครองดูแลตนได้เหมือนผู้ใหญ่ ดังนั้นหลังจากบวชเป็นสามเณรีแล้วจึงทรงอนุญาตให้ท่านขอบวชเป็นสิกขมานา โดยแนะนำให้ท่านห่มผ้าเฉวียงบ่าเข้าไปหาพระภิกษุณีสงฆ์ ไหว้เท้าพระภิกษุณีสงฆ์ นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวคำขอสิกขาสมมติ ๓ ครั้งว่า

ข้าแต่แม่เจ้า ข้าพเจ้าชื่อย่างนี้ มีอายุ ๑๒ ปี ขอสิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปีต่อสงฆ์

ต่อจากนั้น พระภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถจะประกาศท่ามกลางสงฆ์ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า

แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สามเณรีชื่อย่างนี้ เป็นสามเณรีของแม่เจ้าชื่อนี้ มีอายุครบ ๑๒ ปีบริบูรณ์ ขอสิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปีต่อสงฆ์ หากสงฆ์มีความพร้อมพรั่ง จงให้สิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปี แก่สามเณรีชื่อนี้ ผู้มีอายุ ๑๒ ปีบริบูรณ์ นี้เป็นวาจาประกาศให้สงฆ์ทราบ

  แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สามเณรีชื่อย่างนี้ เป็นสามเณรีของแม่เจ้าชื่อนี้ มีอายุครบ ๑๒ ปีบริบูรณ์ ขอสิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปีต่อสงฆ์ สงฆ์ให้สิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปี แก่สามเณรีชื่อนี้ ผู้มีอายุ ๑๒ ปี แม่เจ้ารูปใดเห็นชอบกับการให้สิกขาสมมติธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปี แก่สามเณรีผู้มีอายุ ๑๒ ปี จงนิ่ง แม่เจ้ารูปใดไม่เห็นชอบ จงทักท้วง

สตรีที่อายุเกิน ๒๐ ปีแล้ว ก็ต้องบวชเป็นสามเณรีและสิกขมานาก่อน แล้วจึงบวชเป็นพระภิกษุณี

การรับสตรีเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาดังกล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาหาทางบวชให้สตรีที่เข้ามาบวชได้อยางเหมาะสมและสง่าผ่าเผยเช่นเดียวกับที่ทรงพระมหากรุณาต่อบุรุษ

รวมความว่า ตามวิธีการบวชแบบญัตติจตุตถกัมมูปสัมปทา ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นสำหรับพระภิกษุมี ๒ ขั้นตอน คือ บวชเป็นสามเณรแล้วจึงบวชเป็นพระภิกษุ ส่วนพระภิกษุณีมี ๓ ขั้นตอน คือ บวชเป็นสามเณรีและสิกขมานา แล้วจึงบวชเป็นพระภิกษุณี

ข้อปฏิบัติและระเบียบสำหรับนักบวชสตรี

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงรับผู้หญิงเข้าบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ทรงกำหนดข้อปฏิบัติและระเบียบสำหรับนักบวช  พระองค์ทรงบัญญัติข้อปฏิบัติหรือระเบียบต่าง ๆ ดังนี้

  อนุธรรม ๖ ข้อของสิกขมานา

สตรีที่ต้องการบวชเป็นภิกษุณีจะต้องเป็นนางสิกขมานา ๒ ปี ถืออนุธรรม ๖ ข้อ คือ

  ๑. เว้นจากฆ่าสัตว์

  ๒. เว้นจากลักฉ้อสิ่งที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้

  ๓. เว้นจากประพฤติผิดในกาม

  ๔. เว้นจากเจรจาคำเท็จล่อลวงผู้อื่น

  ๕. เว้นจากดื่มสุราเมรัยอันเป็นเหตุที่ตั้งแห่งความประมาท

  ๖. เว้นจากบริโภคอาหาร ตั้งแต่เวลาอาทิตย์เที่ยงแล้วไปจนถึงเวลาอรุณขึ้นมาใหม่ อย่างเคร่งคัด, ถ้าบกพร่องข้อใดข้อหนึ่ง จะต้องเริ่มต้นใหม่

  ศีลของสามเณรี

สตรีที่ต้องการบวชเป็นสาเณรีต้องถือสิกขาบทหรือศีล ๑๐  ข้อ

  ๑. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์

  ๒. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการถือเอาวัตถุสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้

  ๓. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการประพฤติกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์

  ๔. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ

  ๕. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท

  ๖. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล[12]

  ๗. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี และดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล

  ๘. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการทัดทรงประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้[13]

  ๙. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากการนอนบนที่นอนสูงและที่นอนใหญ่

  ๑๐. ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเจตนงดเว้นจากการรับทองและเงิน[14]

 

๓ ครุธรรมของภิกษุณี

สตรีบวชเป็นภิกษุณีต้องถือครุธรรม ๘ ประการ อย่างเคร่งครัด คือ

  ๑. นางภิกษุณีแม้บวชแล้ว ๑๐๐ ปี  ต้องอภิวาท การลุกขึ้นต้อนรับ อัญชลีกรรม และสามีจิกรรม แก่ภิกษุผู้บวชในวันนั้น นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต

  ๒. นางภิกษุณีไม่พึงจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต

  ๓.  นางภิกษุณีพึงหวังธรรม ๒ อย่างจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน คือการถามวันอุโบสถ กับการเข้าไปหา เพื่อรับโอวาท นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต

  ๔. นางภิกษุณีจำพรรษาแล้ว พึงปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ด้วยฐานะ ๓ คือ ด้วยได้เห็น หรือ ด้วยได้ฟัง หรือ ด้วยนึกรังเกียจ นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต

  ๕. นางภิกษุณีต้องครุธรรม (ต้องอาบัติสังฆาทิเสส) พึงประพฤติมานัตต์ตลอดปักษ์ในสงฆ์ ๒ ฝ่าย นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต

  ๖. นางสิกขมานา ต้องศึกษาสิกขมานาในอนุธรรม ๖ ประการตลอด ๒ ปีแล้ว จึงควรแสวงหาอุปสมบทในสงฆ์ ๒ ฝ่าย (คือก่อนจะบวชเป็นนางภิกษุณี จะต้องเป็นนางสิกขมานา ๒ ปีระหว่าง ๒ ปีต้องรักษาศีล ๖ ข้อ ขาดไม่ได้ ศีล ๖ ข้อ คือ ศีล ๕ และเพิ่มข้อที่ ๖ อันได้แก่การเว้นบริโภคอาหารในเวลาวิกาล) นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ก้าวล่วงตลอดชีวิต 

  ๗. นางภิกษุณี ไม่พึงด่า ไม่พึงบริภาษด้วยปริยายใด ๆ นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ เคารพ บูชา ไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต

  ๘. จำเดิมแต่วันนี้ไป ห้ามนางภิกษุณีว่ากล่าวสั่งสอนภิกษุ ไม่ห้ามภิกษุกล่าวสั่งสอนนางภิกษุณี นี้เป็นธรรมที่นางภิกษุณีพึงสักการะ นับถือเคารพบูชาไม่ก้าวล่วงจนตลอดชีวิต[15]

เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงวางกฎเกณฑ์ไว้เช่นนี้ก็เพราะ

๑. เพื่อคัดเลือกและทดสอบสตรีผู้ปรารถนาจะบวช ว่าจะมีจิตใจเข้มแข็งจริงจังเพียงใด เมื่อเข้ามาบวชแล้วจะสามารถอดทนความทุกข์ยาก ตลอดจนข้อปฏิบัติอื่น ๆ ได้หรือไม่  เพราะทรงตระหนักดีถึงสภาวะจิตของสตรีว่ามีความอ่อนไหวและอดทนต่อความลำบากได้ยาก

๒. เพื่อฝึกฝนอบรมผู้ที่จะเข้ามาเป็นภิกษุณีให้มีความรู้ขั้นมูลฐาน จะได้มีความเฉลียวฉลาด เมื่อได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีแล้ว เพราะในช่วงเป็นสิกขมานา ๒ ปี ต้องอยู่ใกล้ชิดกับภิกษุณีอื่น ๆ จึงเป็นการเรียนรู้สมณจริยาและข้อวัตรปฏิบัติอย่างอื่นด้วย

๓. เพื่อป้องกันสตรีครรภ์หรือมีบุตรอ่อนยังดื่มนมอยู่เข้ามาอุปสมบท จะได้ไม่ต้องคลอดและเลี้ยงดูบุตรในระหว่างเป็นภิกษุณี ซึ่งจะเห็นช่องทางให้ประชาชนว่ากล่าวติเตียนได้ว่ามีสามี หรือประพฤติไม่เหมาะสมกับความเป็นสมณะ อันเป็นสาเหตุแห่งความเสื่อมเสียในพระพุทธศาสนา

๔. เพื่อให้ภิกษุณีเกิดความหวงแหนในความเป็นสมณะของตนเอง จะได้ไม่ต้องประพฤติเสียหายอันเป็นอันตรายต่อเพศพรหมจรรย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มาด้วยความยากลำบาก เพราะธรรมดาสิ่งที่ได้มายากย่อมจะมีคุณค่าสูง

๕. เพื่อป้องกันมิให้สตรีเข้ามาอุปสมบทมากจนเกินไป ทั้งยังป้องกันการปลอมแปลงเข้ามาบวชอีกด้วย[16]



[1] วิ.จู. ๗/๔๒๕/๒๖๐. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[2] นิสัย ๓ คือ (๑) เที่ยวบิณฑบาต (๒) ถือผ้าบังสุกุล (๓) ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า พระผู้มีพระภาคทรงห้ามภิกษุณีอยู่ป่า ภิกษุณีจึงไม่ต้องถือนิสสัยข้อว่า “อยู่โคนไม้”. 

[3] บรรจบ บรรณรุจิ. ภิกษุณี : พุทธสาวิกาครั้งพุทธกาล. เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๘๘–๒๘๙.

[4] วิ.จู. ๗/๔๓๐/๒๖๔–๒๖๕. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[5] ขุ.ขุ. ๒๕/๑/๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[6] เวลาวิกาล ในที่นี้หมายถึงเวลาที่เลยเที่ยงวันไป (ขุ.ขุ.อ.๒/๒๗).

[7]ดู สารตฺถ. ฏีกา. ๓/๑๐๖/๓๐๘.

[8] ขุ.ขุ. ๒๕/๒/๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[9] วิ.ภิกฺขุนี. ๓/๑๑๒๔/๑๘๘. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[10] วิ.ภิกฺขุนี. ๓/๑๑๒๕/๑๘๘–๑๘๙. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[11] วิ. ภิกฺขุนี. ๓/๑๐๗๙/๑๗๑. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[12] เวลาวิกาล ในที่นี้หมายถึงเวลาที่เลยเที่ยงวันไป (ขุ.ขุ.อ.๒/๒๗).

[13]ดู สารตฺถ. ฏีกา. ๓/๑๐๖/๓๐๘.

[14] ขุ.ขุ. ๒๕/๒/๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.

[15] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๘.

[16] เสมอ บุญมา, ภิกษุณีในพระพุทธศาสนา. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ปีที่ ๑๓ เล่มที่ ๑ มกราคม-มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๔. (อ้างใน พระมหาสังเวย ธมฺมเนตฺติโก. ภิกษุณีกับการบรรลุอรหัตผล.),หน้า ๖๕.