๓. นิสสัคคิยกัณฑ์ ตอนว่าด้วยนิสสัคคิยปาจิตตีย์
นิสสัคคิยปาจิตติย์ของภิกษุณีแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ (๑) อสาธารณบัญญัติ (๒) สาธารณบัญญัติ ในภิกขุนีวิภังค์นี้ แสดงไว้เฉพาะอสาธารณบัญญัติ
อสาธารณบัญญัติ
ปัตตวรรค ๑๒ สิกขาบท
ที่ชื่อว่า ปัตตวรรค เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ ในวรรคนี้ บาตร ที่มีพุทธานุญาตให้ภิกษุณีใช้นั้น มีชนิดและขนาดเช่นเดียวกันกับบาตรของภิกษุ
ปัตตวรรค ๑๒ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
สาธารณบัญญัติ
จีวรวรรค หมวดว่าด้วยจีวร
ที่ชื่อว่า จีวรวรรค เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทในวรรคนี้ทั้ง๘ สิกขาบท ที่ว่า ด้วยจีวรทั้งหมด และเป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุสงฆ์บัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ดีงามขึ้นซึ่งภิกษุณีสงฆ์พึงรักษาด้วย ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
ชาตรูปรชตวรรค หมวดว่าด้วยทองและเงิน
ที่ชื่อว่า "ชาตรูปรชตวรรค" เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการรับทองและเงินหรือยินดีทองและเงินที่เขาเก็บไว้ให้ และเป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด มีเนื้อความเหมือนกับสิกขาบทในโกสิยวรรคบ้าง ปัตตวรรคบ้างของภิกษุสงฆ์ พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุสงฆ์บัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ เป็นบัญญัติที่ภิกษุณีต้องรักษาด้วย ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
ชาตรูปรชตวรรค ๑๐ สิกขาบท ส่วนนิสสัคคิยกัณฑ์ของภิกษุสงฆ์ประกอบด้วยจีวรวรรค โกสิยวรรค และปัตตวรรค และมีวรรคละ ๑๐ สิกขาบท
๔. ปาจิตติยกัณฑ์ ตอนว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ล้วน
คำว่า ปาจิตตีย์ แปลว่า ทำกุศลจิตกล่าวคือกุศลธรรมของผู้จงใจต้องอาบัติให้ตกไป โดยสรุปก็คือ ทำจิตให้ตกไป และจิตที่ถูกทำให้ตกไปนั้น ย่อมพลาดจากอริยมรรค หรือทำอริยมรรคให้เสียไป และปาจิตตีย์นี้เป็นเหตุให้จิตลุ่มหลง[1]เป็นชื่ออาบัติหมายถึง
อาบัติปาจิตตีย์ซึ่งเป็นลหุกาบัติ คืออาบัติเบา และเป็นสเตกิจฉา คือยังพอแก้ไขได้ เมื่อภิกษุณีต้องเข้าแล้ว สามารถพ้นได้ด้วยการ แสดงอาบัติต่อหน้าสงฆ์ คณะ หรือบุคคลก็ได้ เป็นชื่อบทบัญญัติ ๑๖๖ สิกขาบท มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สุทธิกปาจิตตีย์ แปลว่า ปาจิตตีย์ล้วน
ปาจิตตีย์ของภิกษุณีแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ (๑) อสาธารณบัญญัติ (๒) สาธารณบัญญัติ ในภิกขุนีวิภังค์แสดงไว้แต่อสาธารณบัญญัติ
ปาจิตติยกัณฑ์ แบ่งเป็น ๑๖ วรรค คือ
อสาธารณบัญญัติ
๑. ลสุณวรรค หมวดว่าด้วยกระเทียม
ที่ชื่อว่า "ลสุณวรรค" เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ คำว่า "ลสุณะ" แปลว่า กระเทียม หมายเอาเฉพาะกระเทียมที่ปลูกอยู่ในแคว้นมคธ ชื่อว่า "มาคธิกะ" เป็นกระเทียมที่มีลักษณะต่างจากกระเทียมพันธุ์อื่น คือหนึ่งต้นมีหลายหัวติดกันเป็นพวง[2] ลสุณวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ดี งามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๒. อันธการวรรค หมวดว่าด้วยความมืด
ที่ชื่อว่า "อันธการวรรค" เพราะตั้งตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ คำว่า "อันธการ" แปลว่า ความมืด หมายเอาความมืดที่เกิดขึ้นในเมื่ออาทิตย์ตกแล้ว
อันธการวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๓. นัคควรรค หมวดว่าด้วยการเปลือยกาย
นัคควรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๔. ตุวัฏฏวรรค หมวดว่าด้วยการนอนร่วมกัน
ตุวัฏฏวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๕. จิตตาคารวรรค หมวดว่าด้วยหอจิตรกรรม
จิตตาคารวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๖. อารามวรรค หมวดว่าด้วยอาราม
อารามวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๗. คัพภินีวรรค หมวดว่าด้วยสตรีมีครรภ์
คัพภินีวรรค ๑๐ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๘. กุมารีภูตวรรค หมวดว่าด้วยกุมารี
กุมารีภูตวรรค ๑๓ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๙. ฉัตตุปาหนวรรค หมวดว่าด้วยร่มและรองเท้า
ฉัตตุปาหนวรรค ๑๓ สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่อง ที่ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
สาธารณบัญญัติ
๑๐. มุสาวาทวรรค ๑๐ สิกขาบท
มุสาวาทวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ ในภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อหาเหมือนกับสิกขาบทในมุสาวรรคของภิกษุสงฆ์เป็นส่วนมาก
๑๑. ภูตคามวรรค ๑๐ สิกขาบท
ภูตคามวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ในภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อความเหมือนกับภูตคามวรรคของภิกษุสงฆ์ ไม่มีการเปลี่ยนสาระสำคัญในประเด็นต่าง ๆ มากนัก
๑๒. โภชนวรรค ๑๐ สิกขาบท
โภชนวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ในภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อความเหมือนกับโภชนวรรคบ้าง เหมือนกับอเจลกวรรคบ้างของภิกษุสงฆ์
๑๓. จาริตตวรรค ๑๐ สิกขาบท
จาริตตวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ใน ภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อความเหมือนกับอเจลกวรรคบ้าง เหมือนกับสุราปานวรรคบ้างของภิกษุสงฆ์
๑๔. โชติวรรค ๑๐ สิกขาบท
โชติวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ในภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อความเหมือนกับสุราปานวรรคบ้าง เหมือนกับสัปปาณกวรรคบ้างของภิกษุสงฆ์
๑๕. ทิฏฐิวรรค ๑๐ สิกขาบท
ทิฏฐิวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ในภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อความเหมือนกับสัปปาณกวรรคบ้าง เหมือนกับสหธรรมิกวรรคบ้าง ของภิกษุสงฆ์
๑๖. ธรรมิกวรรค ๑๐ สิกขาบท
ธรรมิกวรรค ๑๐ สิกขาบท เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมด จึงไม่ได้แสดงไว้ในภิกขุนีวิภังค์นี้ มีเนื้อความเหมือนกับสหธรรมิกวรรคบ้าง เหมือนกับรตนวรรคบ้าง ของภิกษุสงฆ์
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์ ตอนว่าด้วยปาฏิเทสนียะ
คำว่า ปาฏิเทสนียะ แปลว่า พึงแสดงคืน เป็นชื่ออาบัติที่ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดพึงแสดงคืน[3] เป็นลหุกาบัติคืออาบัติเบา เป็นสเตกิจฉา คือ ยังแก้ไขได้ และเป็นสาวเสสาบัติ คืออาบัติที่มีส่วนเหลือ ปาฏิเทสนียะของภิกษุณี เป็นอสาธารณบัญญัติ มี ๘ สิกขาบท พระผู้มีพระภาคทรงปรารภภิกษุณีสงฆ์บัญญัติไว้ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ดีงามขึ้นในสงฆ์ ปรับอาบัติปาฏิเทสนียะแก่ภิกษุณีผู้กระทำอันเป็นการล่วงละเมิด
๖. เสขิยกัณฑ์ ตอนว่าด้วยเสขิยะ ๗๕ สิกขาบท
คำว่า เสขิยะ แปลว่า ข้อที่ควรสำเหนียกหรือควรเอาใจใส่ศึกษา เป็นชื่อสิกขาบทที่ว่าด้วยเรื่องกิริยามารยาท การวางกิริยาท่าทางของภิกษุณี ไม่ได้เป็นชื่ออาบัติ ภิกษุณีไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งเสขิยะ ต้องอาบัติทุกกฏทุกสิกขาบท เสขิยกัณฑ์ แบ่งเป็น ๗ วรรค เสขิยะ ๗๕ เป็นสาธารณสิกขาบททั้งหมดเนื้อความของแต่ละสิกขาบท มีนัยดังที่ได้แสดงไว้แล้วในเสขิยกัณฑ์ของภิกษุสงฆ์
๗. อธิกรณสมถะ ว่าด้วยวิธีระงับอธิกรณ์
อธิกรณสมถะ แปลว่า ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ หรือวิธีการเพื่อระงับอธิกรณ์
อธิกรณสมถะ มี ๗ ประการ ได้แก่
๑. สัมมุขาวินัยระงับในที่พร้อมหน้าสงฆ์ พร้อมหน้าบุคคล พร้อมหน้าวัตถุ และพร้อมหน้าธรรม
๒. สติวินัย ระงับโดยประกาศสมมติให้ว่าเป็นพระอริยะผู้มีสติสมบูรณ์
๓. อมูฬหวินัย ระงับโดยยกประโยชน์ให้ว่าต้องอาบัติในขณะเป็นบ้า
๔. ปฏิญญาตกรณะ ระงับตามคำรับของจำเลย
๕. เยภุยยสิกา ระงับตามเสียงข้างมาก
๖. ตัสสปาปิยสิกา ระงับโดยการลงโทษแก่ผู้ทำผิด
๗. ติณวัตถารกะ ระงับโดยการประนีประนอม
วิธีระงับอธิกรณ์
อธิกรณ์มี ๔ ประการ คือ
(๑) วิวาทาธิกรณ์ การเถียงกันเกี่ยวกับพระธรรมวินัยว่า นี้เป็นพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ นี้ไม่ใช่พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นต้น
(๒) อนุวาทาธิกรณ์ เรื่องการกล่าวหา ใส่ความ โจทกัน ด้วยอาบัติต่าง ๆ เช่น ภิกษุรูปนี้รูปนั้นต้องอาบัตินี้ ประพฤติอย่างนี้ มีความผิด อย่างนี้
(๓) อาปัตตาธิกรณ์ เรื่องการต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ตัวให้ พ้นจากอาบัติ
(๔) กิจจาธิกรณ์ กิจธุระต่าง ๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ เช่น การสวดพระ ปาติโมกข์ การอุปสมบท[4]
๑. วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย และเยภุยยสิกา
๒. อนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย และตัสสปาปิยสิกา
๓. อาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ปฏิญญาตกรณะและติณวัตถารกะ
๔. กิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย[5]
ลำดับเนื้อหาของปาราชิกกัณฑ์ สังฆาทิเสสกัณฑ์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปาจิตติย กัณฑ์ ปาฏิเทสนียกัณฑ์ เสขิยกัณฑ์ ดังกล่าวมา ดำเนินไปในลักษณะเดียวกัน ดังนี้
๑. ต้นบัญญัติ เล่าเรื่องภิกษุณีผู้เป็นอาทิกัมมิกะ คือผู้ประพฤติเสียหายในกรณีนั้น ๆ เป็นรายแรกที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นเป็นต้นเหตุเพื่อการบัญญัติสิกขาบท เช่น ภิกษุณีสุนทรีนันทายินดีการถูกต้องกายกับนายสาฬหะ เป็นเหตุให้ทรงบัญญัติ ปาราชิกสิกขาบท ห้ามภิกษุณีผู้กำหนัดถูกต้องกายกับชายผู้กำหนัด
๒. พระบัญญัติ คือสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเป็นข้อห้ามมิให้ภิกษุณีล่วงละเมิด มีบทกำหนดโทษหรือปรับอาบัติผู้ล่วงละเมิด ถ้าเป็นการบัญญัติสิกขาบท ในครั้งแรก เรียกว่า มูลบัญญัติ เช่น มูลบัญญัติของปาจิตตีย์สิกขาบทที่ ๑ แห่งอารามวรรคว่า "ก็ภิกษุณีใดเข้าไปสู่อารามโดยไม่บอก ต้องอาบัติปาจิตตีย์"
๓. อนาปัตติวาร ว่าด้วยข้อยกเว้นสำหรับภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดสิกขาบทโดยไม่ต้องอาบัติ เช่น ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการถูกต้องกายกับชายผู้กำหนัด มีข้อยกเว้นไม่ปรับอาบัติแก่ภิกษุผู้ถูกต้องกายกับชายผู้กำหนัด ในกรณีต่อไปนี้
(๑) ภิกษุณีผู้ไม่จงใจ (๒) ภิกษุณีผู้เผลอสติ (๓) ภิกษุณีผู้ไม่รู้ (๔) ภิกษุณีผู้ไม่มีความยินดี (๕) ภิกษุณีผู้วิกลจริต (๖) ภิกษุณีผู้มีจิตฟุ้งซ่าน (๗) ภิกษุณีผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา (๘) ภิกษุณีต้นบัญญัติ[6]
๔.๓ สิทธิและการคุ้มครองสำหรับนักบวชสตรี
ในสมัยพุทธกาลผู้หญิงที่อยู่ในครอบครัวมีฐานะไม่ดีก็ต้องทำงานช่วยสามีหาเลี้ยงลูก และต้องทำงานบ้านและดูแลลูก ในทางตรงข้ามก็ไม่ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าทรงห้ามผู้ชายทำงานบ้านและดูแลลูก จะเห็นได้ว่าการเป็น พรหม เป็นบุรพาจารย์บุรพเทพและอาหุเนยยบุคคลนั้น เป็นทั้งมารดาและบิดา บิดาก็สอนและอบรมบุตรในส่วนของความเป็นชาย ศิลปวิทยาการต่าง ๆ อย่างผู้ชาย มารดาก็อบรมในส่วนของความเป็นหญิง ทั้งชายและหญิงมีฐานะเท่าเทียมกัน ลูกต้องการทั้งบิดาและมารดา ไม่ใช่ต้องการคนเพศชายและเพศหญิงที่ออกจากบ้านไปหาเงินมาให้ใช้อย่างเดียว ซึ่งก็เห็นกันในปัจจุบันว่าครอบครัวประเภทนี้เป็นครอบครัวที่ลูกมักจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาหรือเสียคน เพราะลูกขาดสิ่งที่เขาไม่อาจจะเอาเงินไปซื้อหาจากที่ใดได้
เมื่อพระเจ้าปเสนทิ พระราชาแห่งแคว้นโกศลทรงเสียพระทัยที่พระนางมัลลิกาประสูตรพระราชธิดานั้น พระพุทธเจ้าทรงเตือนสติว่า
“มหาบพิตรผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าปวงชน
แท้จริง แม้หญิงบางคนก็ยังดีกว่า
ขอพระองค์จงชุบเลี้ยงไว้เถิด
หญิงผู้มีปัญญา มีศีล บำรุงแม่ผัวพ่อผัวดุจเทวดา
จงรักภักดีต่อสามี ยังมีอยู่
บุรุษที่เกิดจากหญิงนั้นย่อมแกล้วกล้า เป็นใหญ่ในทิศใต้
บุตรของภริยาดีเช่นนั้น ก็ครองราชสมบัติได้”[7]
พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า บุตรที่ดีย่อมต้องมาจากมารดาที่ดี นอกจากบิดาฉลาดแล้วหากมารดาฉลาดด้วยก็ยิ่งมีโอกาสที่บุตรจะฉลาด ดังนั้นพลเมืองของรัฐจะมีคุณภาพได้มิใช่อยู่ที่ผู้ชายเท่านั้น แต่ผู้ชายต้องมีผู้หญิงที่ดีเป็นภรรยายด้วยและการเป็นภรรยาที่ดีก็คือ อบรมเลี้ยงดูบุตรดี ไม่ใช่เป็นนักทำงานหรือเป็นแรงงานที่ดี หากผู้หญิงละหน้าที่ภรรยาและมารดาที่ดีเสียแล้ว ทรัพยากรที่ดีของมนุษย์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย สังคมจึงต้องให้ความสำคัญแก่หน้าที่ภรรยาและแม่ ด้วยเหตุดังกล่าวพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ยกย่องผู้หญิงไม่ให้ดูหมิ่นผู้หญิง เพราะหากผู้หญิงไม่มีความภูมิใจในหน้าที่ของตน ไม่เห็นว่าฐานะของตนสำคัญแล้วย่อมจะทำหน้าที่ภรรยาและแม่อย่างดีไม่ได้ พลเมืองของบ้านเมืองนั้นก็จะไม่มีคุณภาพและถ้าผู้หญิงทิ้งบทบาทภรรยาและแม่แล้วผู้หญิงที่เป็นลูกซึ่งขาดการอบรมดูแลจากแม่ก็จะยิ่งไม่รู้จักหน้าที่ของตนและกลายเป็นแรงงานของนายทุนไปอย่างสมบูรณ์ ระบบการเลี้ยงลูกก็จะกลายเป็นการจ้างคนเลี้ยง ซึ่งไม่มีความรู้สึกว่าตัวเป็นแม่และผู้ที่ตัวเลี้ยงเป็นลูก การเลี้ยงจะเป็นงานที่ทำแลกเงิน ไม่ใช่ความรักความผูกพัน ความห่วงใยและปรารถนาดีต่อลูกอย่างความรักของแม่ และเมื่อเป็นเช่นนั้นครอบครัวก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป การไม่รู้จักความรักก็จะเกิดขึ้นแก่คนและแต่ละคน แก่คนในครอบครัวเดียวกัน คนเช่นนี้จะรู้จักรักสังคมรักชาติได้อย่างไร การมุ่งใช้ผู้หญิงเป็นแรงงาน จึงเป็นการกดขี่ผู้หญิงและทำลายชาติ ส่วนการยกย่องผู้หญิงที่เป็นภรรยาและแม่ที่ดีเป็นหนทางสำคัญที่จะให้ชาติรุ่งเรือง ความกลัวว่าผู้ชายจะถือเอาการยกย่องผู้หญิงเป็นอุบายให้ผู้หญิงอยู่ใต้อำนาจนั้น ไม่ควรคิดเพราะอาจจะจ้างคนทำงานได้ด้วยราคาถูกกว่า ซึ่งเขาจะเป็นนายได้อย่างสมบูรณ์ไม่ต้องคอยเกรงใจเหมือนภรรยาตน หากความเป็นภรรยามีความเพียงเป็นคู่นอนและคนรับใช้แล้ว เหตุใดผู้ชายจะต้องทนอยู่กับภรรยาคนเดียว ซึ่งอาจทำงานสู้คนรับใช้ไม่ได้ ผู้หญิงก็เช่นกันหากคิดว่าการเป็นภรรยาคือการเป็นทาสแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นภรรยา เพราะการไม่เป็นภรรยาไม่ทำให้อดตาย ไม่เหมือนกับการที่ต้องเป็นทาสนายทุน ซึ่งอาจจะอดตายได้ ถ้าไม่ทำงานกับเขา
เหตุที่ผู้หญิงบวชในเป็นภิกษุณีไม่ได้ในปัจจุบัน การที่ผู้หญิงไม่มีโอกาสบวชเป็นภิกษุณีในสมัยปัจจุบัน ซึ่งมาจากสาเหตุทางประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทที่ทำให้การบวชภิกษุณีต้องขาดตอนลงและไม่มีภิกษุณีที่จะทำหน้าที่อุปัชฌาย์อันเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการบวชภิกษุณีนั้นได้ทำให้นักสตรีนิยมอ้างเหตุเลยไปถึงเรื่องในสมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้สตรีบวชตั้แต่ต้น แม้ทูลขอก็ไม่ทรงอนุญาตง่าย ๆ ว่าพระพุทธองค์ทรงกีดกันสตรี ไม่ให้ความเสมอภาคกับบุรุษประการหนึ่ง
ประการที่สองแม้บวชแล้วก็ต้องถือศีลมากกว่าคือถือศีลถึง ๓๑๑ ข้อ ส่วนพระภิกษุถือศีลเพียง ๒๒๗ ข้อ เมื่อดูจากตัวเลขแล้วเท่ากับไม่สนับสนุนให้ผู้หญิงบวชเพราะมีข้อบังคับมากกว่า
ประการที่สามการที่ไม่มีการบวชภิกษุณีในปัจจุบันทำให้ผู้หญิงขาดสถาบันทางศาสนาของตนเอง มีแต่ภิกษุซึ่งเป็นสถาบันของผู้ชาย นับเป็นความเหลื่อมล้ำที่ผู้หญิงขาดสิทธิในการบวช แม่ชีก็มีฐานะเพียงอุบาสิกาถือศีล ๘ ไม่เป็นที่นับถือเพราะศีลน้อยกว่าพระสงฆ์ หากบวชภิกษุณีได้ผู้หญิงจะมีฐานะเท่าเทียมกับผู้ชายในแง่สังคม
ข้อนี้นักสตรีนิยมมักสรุปเอาง่าย ๆ ว่า พระพุทธเจ้าทรงกีดกันผู้หญิง แต่การให้ผู้หญิงออกบวชในสภาพสังคมสมัยนั้นก็อาจเป็นที่ยุ่งยากดังนี้
๑) ในแง่ธรรมชาติผู้หญิงกับผู้ชายเมื่ออยู่ใกล้กัน หากยังไม่เป็นผู้บรรลุความหลุดพ้น ก็อาจจะเกิดความวุ่นวายในเรื่องสัมพันธ์ทางชู้สาว หรือเกิดการล่วงละเมิดทางเพศได้ง่าย ทำให้การปฏิบัติธรรมเป็นไปได้ยาก ความวุ่นวายนั้นอาจจะกระทบไปยังสังคมสงฆ์โดยส่วนรวมเกิดความเสียหายทั้งในแง่การปฏิบัติธรรม การเผยแพร่ธรรมซึ่งจะต้องเอาคุณความดีเป็นตัวนำ และเกิดความเสียหายในสายตาของสังคม
๒) ในแง่กฎหมายกฎหมายที่เกี่ยวผู้หญิงตามที่ได้กล่าวแล้วในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์มีหลายข้อที่อาจจะทำให้เกิดเป็นคดีความได้หากพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ผู้หญิงบวช เพราะเท่ากับเป็นการชักจูงให้ผู้หญิงออกจากบ้าน ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือสามีของผู้หญิงนั้นอาจฟ้องร้องได้
๓) แง่สังคมการทำผิดกฎหมายย่อมเสื่อมเสียในสายตาของสังคม นอกจากนั้น ฐานะของผู้หญิงในช่วงพุทธกาลเริ่มต่ำลงกว่าในสมัยพระเวทและมหากาพย์ถึงกับไม่สามารถทำพิธีศาสนาอย่างอิสระได้ นอกจากเป็นศาสนาท้องถิ่น เช่นการบูชาเทวดาทั่ว ๆ ไป ดังนั้นเมื่อเป็นนักบวชก็ยากที่จะให้ผู้ชายยอมรับฐานะได้ เพราะฐานะนักบวชสูงมาก ผู้ชายเห็นว่าฐานะของผู้หญิงต่ำกว่า นอกจากไม่เคารพแล้วอาจจะล่วงละเมิดทางเพศได้ด้วยเหตุความเป็นไม่เคารพนั้น
๔) แง่ร่างกายผู้หญิงผู้หญิงมีความลำบากทางกายมากกว่าผู้ชาย ร่างกายที่อ่อนแอจะทำให้ทนความลำบากตรากตรำได้ยาก เมื่อเป็นข้อกำหนดว่าภิกษุณีต้องจาริกไปเช่นเดียวกับภิกษุ ก็อาจทำให้ภิกษุณีที่เคร่งเจ็บป่วยเสียชีวิต เป็นข้อครหาว่าทำให้ผู้หญิงลำบากซึ่งขัดกับวัฒนธรรมอินเดียที่ต้องให้ผู้หญิงอยู่สบายในบ้าน หากเกิดความลำบากแต่ไม่ถึงเจ็บป่วยก็อาจท้อถอยและปฏิบัติธรรมไม่เคร่ง อาจจะมีผู้ขอสึก การบวช ๆ สึก ๆ จะทำให้เห็นว่านักบวชลัทธินี้ไม่เคร่ง ผู้คนก็ขาดศรัทธา
[1] วิ.อ.๓/๓๓๙/๔๘๕.
[2] วิ.อ. ๒/๓๙๓-๗๙๕/๔๘๘.
[3] วิ.อ. ๓/๓๓๙/๔๘๕.
[4] วิ.ป. ๘/๒๗๕/๒๑๐, วิ.อ. ๓/๓๒๕/๔๖๕, กงฺขา.อ. ๓๓๖-๓๓๗.
[5] กงฺขา.อ.๓๓๘-๓๓๙.
[6] มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย. อ้างแล้ว. หน้า (๔๙). ดู สิกขาบท ๓๑๑ ข้อของภิกษุณีในภาคผนวก หน้า
[7] สํ.ส. ๑๕/๑๒๗/๑๐๒. ฉบับ มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐.