การทำความเข้าใจเวลาอาบน้ำและรับประทานอาหาร
ความจริงการอาบน้ำจะต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่ารูปสกปรกจำเป็นต้องอาบน้ำขณะอาบน้ำก็ต้องสังวรระวังอาการอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่ต้องรู้อยู่ตลอดเวลาว่าทำแก้ทุกข์เพราะถ้าทำเช่นนั้นจะกลายเป็นการบริกรรมไปเมื่อตักน้ำรดตัวถ้าไม่ทำความเข้าใจแล้วความสบายที่เกิดจากความเย็นความพอใจก็จะแทรกเข้าอาศัยความรู้สึกว่าสบายนั้นได้ถ้าขาดการสังวรความพอใจจะเกิดในความสบายเพราะหายร้อนถ้าสังวรอยู่จะรู้เหตุผลตลอดหรือถ้ารีบไปหน่อยไม่สังวรกิเลสก็เข้าอาศัยได้แต่ถ้าสังวรอยู่จะรู้ได้ว่ารูปเย็นไม่ต้องไปบอกเพราะเย็นสบายก็ต้องรู้อยู่แล้วแต่ถ้ามีการสังวรจะไม่รีบถ้าไม่สังวรจะรีบทำให้ไม่ทราบถึงเหตุผลถ้าไม่มีความเข้าใจจะอยากอาบน้ำแต่ถ้ามีความเข้าใจจะทราบได้ว่าเพราะเหตุไรจึงต้องอาบน้ำเพราะทุกข์เกิดขึ้นแล้วใช่ไหมจึงต้องอาบคือต้องใส่ใจเสียก่อนว่าไม่ได้ทำตามความอยากที่เกิดขึ้นแต่เพราะทุกข์เกิดจึงจำเป็นต้องอาบเมื่อรู้ว่าผิดแล้วก็เลิกไปเองการอาบน้ำเป็นภาระที่ผู้ปฏิบัติจะต้องใช้เสมอในชีวิตประจำวันเมื่อท่านนั่งอยู่ตามปกติเกิดร้อนหรือเหนียวตัวขึ้นมาจะบำบัดทุกข์นี้ด้วยการอาบน้ำเมื่อรู้ว่าจะอาบน้ำเพื่อแก้ทุกข์แล้วขณะลุกขึ้นเดินไปห้องน้ำระหว่างกำลังเดินไปห้องน้ำนั้นถ้าขาดสติสังวรไปในอาการที่กำลังลุกขึ้นเพราะเห็นว่าเข้าใจแล้วใช้ได้แล้วก็มักจะไปนึกถึงบ้านนึกถึงคนนั้นก็เดินไปอย่างนี้ก็จะไม่มีเหลืออยู่เลยว่าจะอาบน้ำเพื่อแก้ทุกข์ฉะนั้นจึงต้องมีสติสังวรไปสติจะตกไปบ้างในการสังวรอาการนั้นบ้างก็ไม่เป็นไรก็ขอให้มีการสังเกตเอาพอรู้สึกตัวขึ้นมาว่าปล่อยใจเสียแล้วก็กลับมาสังวรใหม่ก็เท่านั้นเมื่อปฏิบัติไปนานๆสติมีความเข้มแข็งขึ้นก็สามารถสังวรได้ตลอดรอดฝั่งไปเอง
และเป็นธรรมดาของผู้ปฏิบัติที่ยังไม่ชำนาญก็จะต้องมีข้อบกพร่องสติก็ยังไม่เข้มแข็งสัมปชัญญะก็ยังมีกำลังน้อยก็จำต้องอาศัยเวลาสักหน่อยแต่จะต้องรู้ว่าที่ถูกเป็นอย่างไรแล้วก็พยายามทำอย่างนั้นก็จะถูกต้องไปเองผู้ปฏิบัติจะต้องมีการสังเกตไปด้วยการใส่ใจทุกข์ใหม่ๆอาจมีบัญญัติบ้างแต่ทำไปสังเกตไปก็จะทิ้งบัญญัติไปเองการใส่ใจทุกข์จริงๆเป็นอย่างไรผู้ปฏิบัติต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างแท้จริงเสียก่อนคือให้รู้ว่าทุกข์อะไรทุกข์เกิดที่ไหนนี่แหละถึงจะเป็นการใส่ใจทุกข์ผู้ปฏิบัติอย่าเห็นว่าใส่ใจทุกข์แล้วทำถูกต้องแล้วแล้วจากนั้นจะปล่อยใจไปถึงเรื่องอะไรก็ได้อย่างนี้ไม่ถูกความรู้จะไม่เกิดว่าทำไปทำไมก็จะหายไปในระหว่างทางและการใส่ใจทุกข์เป็นเหตุให้อินทรีย์สังวรดีเหลือเกินช่วยให้อินทรีย์สังวรดียิ่งขึ้นเช่นในการรับประทานอาหารก็ต้องใส่ใจทุกข์ต้องรู้ว่ารับประทานอาหารเพื่อแก้ทุกข์เป็นต้นเมื่อความหิวเกิดขึ้นก็ต้องรู้ว่าความหิวเป็นทุกข์ต้องรับประทานอาหารเพื่อแก้ทุกข์ขณะรับประทานอาหารต้องมีความสังวรในการรับประทานให้ทำอะไรไปทีละอย่างจะทำให้สังวรได้เช่นตักอาหารเข้าปากก็ให้มีความรู้สึกตัวเวลาเคี้ยวก็ให้รู้สึกตัวคือให้สังวรในอาการที่ใช้จะหยิบอะไรก็ให้หยิบทีละอย่างจะเคี้ยวก็ขอให้เคี้ยวไปจนหมดก่อนแล้วจึงหยิบหรือตักใหม่ไม่ใช่เคี้ยวไปแล้วก็ตักเตรียมรอไว้ด้วยอย่างนี้ไม่ทัน
ในระหว่างรับประทานอาหารให้สังวรในอาการทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะยกมือเหยียดมือไปตักกับข้าวหรือตักข้าวในชามข้าวอาการที่คู้แขนเข้ามานำอาหารใส่ปากอาการที่เคี้ยวอาการที่กลืนให้สังวรในอาการเหล่านี้ไปทุกอาการถ้าสังวรในอาการเหล่านี้ผู้ปฏิบัติจะไม่สนใจเลยว่าวันนี้กับข้าวมีอะไรจะเป็นแกงจืดหรืออะไรก็เท่ากับว่าผู้ปฏิบัติไม่ถือนิมิตอนุพยัญชนะในการกินความชอบใจไม่ชอบใจในอาหารจะเกิดขึ้นไม่ได้แต่ถ้าผู้ปฏิบัติไม่สังวรจะเป็นอย่างนี้คือถ้าไม่ชอบใจในอาหารก็จะรับประทานน้อยพอหายหิวก็หยุดแต่ถ้าเจออาหารที่ถูกใจก็จะรับประทานมากไปนั่นเป็นเพราะไปสนใจวัตถุคืออาหารก็จะเกิดความยินดียินร้ายขึ้นมาได้
แต่ถ้าไม่ไปสนใจอาหารไปสนใจอยู่ในอาการสังวรอยู่ในอาการที่ใช้การรับประทานอาหารของผู้ปฏิบัติก็จะเป็นไปอย่างเหมาะสมอาหารนั้นจะเป็นอาหารที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจก็จะเป็นไปตามปกติ
การทำความเข้าใจในการกำหนดนามรูป
ในการกำหนดนามรูปเป็นการทำความเข้าใจหลังจากเปลี่ยนอิริยาถแล้วเช่นนั่งเปลี่ยนเป็นเดินอย่างนี้จะต้องมีความเข้าใจในอิริยาบถเดินว่าขณะเดินจะต้องรู้ด้วยว่าตนกำลังดูรูปอะไรด้วยมิใช่ดูรูปเดินเฉยๆแต่ไม่รู้ว่าเป็นรูปอะไรก็ไม่ได้ผู้ปฏิบัติจะต้องมีความเข้าใจอยู่ตลอดเวลาเวลาเดินรูปเดินนั่นเองเป็นอารมณ์ที่ควรใส่ใจเพราะถ้าใส่ใจแล้วสามารถป้องกันทิฏฐิได้ป้องกันทิฏฐิที่เห็นว่าเป็นอัตตาคือเราเดินได้การใส่ใจในอาการเดินหรือรูปเดินจะป้องกันทิฏฐิอันนี้ได้คือมีแต่รูปเดินเท่านั้นอย่างนี้แล้วการใส่ใจในรูปเดินนี้ก็จะเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องตามสภาวะความเป็นจริง
แค่นี้ยังไม่พอยังต้องมีรายละเอียดอีกเพราะในขณะที่เดินอยู่และกำหนดรูปเดินอยู่นั้นเกิดมีเสียงดังมากระทบหูหรือจะเป็นเสียงกระซิบก็ตามทำให้ผู้ปฏิบัติดูอิริยาบถไม่สะดวกโดยเฉพาะเสียงกระซิบจิตใจเรามักจะคอบไปสนใจอยู่เรื่อยพอรู้ตัวกลับมามันก็ไปอีกเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยๆถ้าจะดูให้ได้ก็ต้องบังคับกันพอตั้งใจเป็นพิเศษก็ต้องกำหนดแรงอาจจะเลยไปอยู่ที่ส่วนนั้นส่วนนี้ของร่างกายไปหรือไม่ก็จงใจจะทำกรรมฐานกล่าวคือกำหนดเป็นพิเศษไปก็จะเกิดเป็นสาระขึ้นมาก็ใช้ไม่ได้อีกเมื่ออยู่ในลักษณะเช่นนี้ผู้ปฏิบัติต้องโยกย้ายอารมณ์ไปตามสมควรถ้าขืนดึงดันกำหนดรูปเดินไปให้ได้อย่างนี้อะไรจะเกิดขึ้นมันจะมองไม่ออกเอาทีเดียวจริงๆแล้วจะมีทั้งตัณหาทิฏฐิและอัตตาคือจะให้เป็นไปในอำนาจและมันก็จะไปอีกคราวนี้เแหละสมควรจะกำหนดนามรูปอย่างอื่นเวลานั้นมีเสียงมารบกวนทางหูกำหนดนามได้ยินเสียอาจจะสะดวกหากกำหนดนามได้ยินถึงแม้จะยากก็กำหนดไปเถิดจะกำหนดได้หรือไม่ได้ก็ต้องหัดดูบ้างไม่เช่นนั้นจะทำอย่างไรจะดูรูปเดินก็เป็นการบังคับการกำหนดนามได้ยินผู้ปฏิบัติมักจะคิดว่ากำหนดไม่ได้เรื่องดูไม่ได้นั้นไม่มีหรอกดูได้นิดหนึ่งแล้วก็ทิ้งไปหากจะเลยไปหาเสียงก็ให้ดูใหม่นิดหนึ่งผู้ปฏิบัติยังจับไม่ได้ว่าจะดูได้เหมือนกันก็เลยเข้าใจว่าดูไม่ได้เสียเลยก็ท่านกำหนดรูปเดินรูปนั่งรูปยืนรูปนอนก็สามารถกำหนดได้ดังนั้นการไปกำหนดรูปนามอย่างอื่นก็ต้องได้เหมือนกันเพียงแต่ว่าจะดูได้นานชัดเจนเหมือนอิริยาบถยืนเดินนั่งนอนหรือไม่เท่านั้นเองเพราะนามได้ยินเป็นของละเอียดอาจจะไม่ถนัดถนี่นักแต่ถ้าสติสัมปชัญญะแข็งแรงดีแล้วมันก็จะถนัดถนี่อยู่ได้นานเองอย่างนี้เป็นต้น
แต่ถ้าขืนดึงดันจะดูรูปนั่งให้ได้อย่างนี้เรียกว่าไม่มีความเข้าใจเพราะรูปนั่งไม่ใช่อารมณ์ที่ควรจะใส่ใจแล้วเกี่ยวกับว่าไม่มีประโยชน์ในการถอนอัตตาตัวตนแต่ถ้าจะดึงดันดูให้ได้ความดึงดันนั้นมันบ่งถึงความเป็นอัตตามีอำนาจอยู่แล้วเพราะฉะนั้นก็ต้องไปดูนามได้ยินเสียอย่างนี้เป็นต้น
การทำความเข้าใจในเวลาเปิดพัดลม
เมื่ออากาศร้อนผู้ปฏิบัติจะเปิดพัดลมเพื่อบรรเทาความร้อนแล้วก็กำหนดรูปนั่งไปหรือกำหนดรูปนอนก็ตามแล้วเกิดปวดศีรษะแต่พอปิดพัดลมแล้วก็หายแต่พอเปิดพัดลมอีกก็เป็นอย่างนี้อีกถ้าสังเกตดูจะทราบว่าการเปิดพัดลมเป่าตัวนั้นความรู้สึกมันไปเกิดที่การกระทบเพราะมันเด่นชัดไปที่นั่นความรู้สึกมันไปที่การกระทบหมดแต่ผู้ปฏิบัติต้องการจะดูรูปนั่งรูปนอนรูปยืนรูปเดินก็ไม่ยอมให้มันไปคอยดึงดันมาอยู่ที่รูปนั่งเรื่อยๆแล้วมันก็ไปอีกถ้าอย่างนี้ก็จะเกิดอาการเครียดทำให้เกิดอาการมึนงงได้ทำอย่างนี้ก็เป็นการฝืนไม่อนุโลมตามสะดวกขณะนั้นถ้าเปิดพัดลมอยู่รูปอะไรที่ควรจะดูก็คือรูปกระทบนั่นแหละถ้าเห็นว่าไม่สะดวกก็ปิดพัดลมเสียทนร้อนไปถ้าฝืนจะดูให้ได้อย่างนี้เรียกว่าไม่มีความเข้าใจเหมือนกันการใส่ใจรูปเย็นร้อนอ่อนแข็งก็ตามที่เป็นอยู่ในขณะนั้นจึงเรียกว่ามีความเข้าใจถ้าไม่มีอารมณ์อื่นเข้ามาทำให้ผิดแผกแตกต่างไปอิริยาบถนั่นแหละเป็นประธานที่ควรใส่ใจเพราะเราเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานหมวดพิจารณาอิริยาบถจะไปใส่ใจอารมณ์อื่นบ้างเป็นบางครั้งก็ได้ในคราวที่อิริยาบถนั้นๆไม่สะดวก
การกำหนดในขณะทุกขเวทนาครอบงำ
ในขณะมีโรคภัยไข้เจ็บเช่นปวดฟันทำให้ปวดร้าวไปหมดทั้งศีรษะอารมณ์ที่ชัดเจนในเวลานั้นคือทุกขเวทนาก็ไปดูทุกขเวทนาแต่มีผู้ปฏิบัติบางคนบอกว่ายิ่งดูทุกขเวทนาก็ยิ่งปวดจนทนไม่ไหวถ้าไม่ดูทุกขเวทนายังปวดน้อยแต่ถ้าไปดูอิริยาบถก็ดูไม่ได้อีกอย่างนี้ถึงหัดดูก็ดูไม่ได้แล้วเพราะจิตใจกระสับกระส่ายเนื่องจากทุกขเวทนารบกวนที่ดูทุกขเวทนาแล้วยิ่งปวดนั้นเรียกว่าไม่ดูทุกขเวทนาอย่างรู้สึกตัวมีแต่สติอย่างเดียวแล้วก็อาจหมายไว้ในใจด้วยว่าดูไปเรื่อยๆมันอาจจะหายปวดก็ได้คือมีความคิดอย่างนี้แอบแฝงอยู่ก็ได้อย่างไรก็ตามเอาความว่าไม่มีความรู้สึกตัวกว่าเดิมมีแต่สังวรอยู่ที่ความปวดเท่านั้นอย่างนี้เรียกว่ามีแต่สติสติเป็นปัจจัยแก่สมาธิเป็นพิเศษ
สติเกิดขึ้นแล้วอะไรๆก็ชัดเจนอารมณ์นั้นแหละจะชัดเจนเหมือนการทำกสิณนั่นเองนี้ก็เหมือนกันมีแต่สติเพ่งเอาๆในอารมณ์ปวดนั้นก็เหมือนกับสมาธิอารมณ์ที่เพ่งนั้นแหละที่จะเป็นกสิณกลับเป็นทุกขเวทนาคือเป็นไปในอาการเดียวทำให้ชัดขึ้นทุกขเวทนาชัดขึ้นคืออย่างไรคือปวดมากขึ้นในที่สุดก็ทนไม่ไหวเพราะไปทำให้มันชัดขึ้นมาเองจนทนไม่ไหวเป็นการทำอุบายที่ไม่ถูกต้องคือไปจับเอาอารมณ์นั้นแน่นจนกระทั่งชัดเจนถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไรก็ต้องสังเกตตัวผู้ดูว่าดูอารมณ์อะไรอยู่ก็จะไม่จับอารมณ์นั้นแน่นเพราะมาทางผู้ดูแต่อารมณ์นั้นก็คอยรู้อยู่ถ้าพุ่งไปที่อารมณ์ปวดเลยก็จะจับแน่นเวลาดูทุกขเวทนาก็เช่นเดียวกันไม่ใช่ฟุ้งไปที่ทุกขเวทนาเสียหมดต้องมาที่ผู้ดูว่ากำลังดูอะไรดูนามปวดอาจจะดูได้ก็ได้เวลานี้คือจะไม่ปวดมากขึ้นๆถ้ารู้ถูกต้องหรือรู้อุบายตรงนี้แล้วก็จะช่วยให้การปฏิบัติสะดวกขึ้นนี่แหละคือเรื่องความเข้าใจทั้งนั้นขาดไม่ได้ถ้าขาดปัญญาก็จะไม่เกิดจะไม่บริสุทธิ์ถ้าไม่บริสุทธิ์จะไปละตัณหาได้อย่างไรตัณหาก็ยังมีอยู่อย่างนั้นก็ยังพ้นทุกข์ไปไม่ได้เรื่องของความเข้าใจนี้เป็นเรื่องสำคัญมากปัญหาว่าจะดูเดินยืนนั่งนอนทำไมเดินยืนนั่งนอนนี้ทุกคนต้องมีเหมือนกันหมดแม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ต้องมีเข้ากรรมฐานหรือไม่เข้ากรรมฐานก็มีทำไมจึงต้องให้ดูเดินยืนนั่งนอนไม่เห็นจะมีกิเลสอะไรนั่งมีโกรธหรือเปล่า ก็เปล่ามีโลภไหมไม่มีร่างกายนี้ไม่โลภรักโกรธหลงแต่มีอยู่กับใจอยู่กับนามไม่มีแล้วจะไปดูทำไมการปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อจะละกิเลสกิเลสอันนั้นที่อาศัยการเดินการยืนการนั่งการนอนเวลานั่งตามธรรมดาเรานั่งนี้ก็ต้องมีความรู้สึกว่าเราเดินเรายืนเรานั่งเรานอนอย่างนี้ตัวนั่งเดินนั้นไม่มีแต่ว่าใจอาศัยรูปนั่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเรานั่งเราก็เข้าใจผิดอยู่อย่างนี้ตั้งแต่เกิดมาจนอายุเท่าไหร่ก็ตามก็รู้ว่าเรานั่งเรานอนเรายืนเราเดินอยู่อย่างนี้เรื่อยไป
ที่นี้หลักของวิปัสสนาให้เข้าไปรู้ความจริงว่าเดินนี้เป็นรูปและนามที่รู้ว่าเดินไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีผู้หญิงไม่มีผู้ชายมีแต่สภาวะของรูปเท่านั้นเราไม่เคยเข้าใจอย่างนี้เลยเขาจึงให้เข้าไปดูเข้าไปดูตรงที่เราเข้าใจผิดที่จริงเราเข้าใจผิดอยู่มากมายเหลือเกินแต่ให้เข้าไปดูอันนี้ก่อนเรียกว่าเจริญปัญญาปัญญานี้รู้อะไรรู้เหตุรู้ผลเรียกว่าปัญญาถ้ารู้ไม่ตรงกับเหตุผลแล้วไม่เรียกว่าปัญญาเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิดเห็นผิดจากใครเห็นผิดจากพระพุทธเจ้าหรือหรือว่าเห็นผิดจากอาจารย์ไม่ใช่ทั้งนั้นแต่เห็นผิดจากเหตุผลเราไปเห็นผิดจากที่เขาเป็นอยู่ถ้าเห็นถูกสัมมาทิฏฐิก็เป็นปัญญาเวลานั่งรู้สึกว่าเรานั่งอย่างนั้นไม่จริงที่จริงไม่มีเรามีแต่รูปกับนามเราที่ไหนมีความรู้สึกว่าเรานั่งนี่มันผิดมันไม่ตรงกับความจริงความจริงมันไม่มีผู้หญิงนั่งผู้ชายนั่งก็ไม่มีท่าที่นั่งจะเป็นผู้หญิงผู้ชายได้อย่างไรเห็นก็เหมือนกันนี่เราเห็นผู้หญิงเห็นเห็นไม่เป็นทั้งผู้หญิงผู้ชายแต่สภาวะของนามมันทำหน้าที่เมื่อได้ปัจจัยก็ทำหน้าที่เห็นทำหน้าที่ได้ยินแต่ไม่ใช่ผู้หญิงผู้ชายได้ยิน
การเดินยืนนั่งนอนอยู่ที่ไหนการดูรูปนั่งต้องรู้ว่าดูรูปนั่งไม่ใช่นึกถึงว่าจะนั่งเพียงสักครู่พอเวลาไปนั่งแล้วเขาให้ดูรูปนั่งก็เลยนึกถึงรูปนั่งรูปนั่งรูปนั่งอย่างนี้ก็ไม่ได้คือว่าบางคนดูรูปนั่งพอเอาเข้าจริงๆดูที่ไหนรูปนั่งรูปนั่งมันอยู่ที่ไหนถ้าหากว่าไม่เข้ากรรมฐานท่านก็รู้ลุกขึ้นยืนก็ยืนได้นั่งลงก็นั่งได้แต่พอเข้ากรรมฐานบอกให้ไปดูนั่งนอนยืนเดินไม่รู้ว่าดูที่ไหนนั่งอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้แต่ที่จริงตัวก็รู้ถ้าไม่รู้ก็นั่งไม่ถูกนอนไม่ถูก
เขาก็ไม่ให้ดูอะไรแปลกๆวิปัสสนานี้ไม่ได้ให้ดูอะไรที่ไม่มีอยู่ในตัวสิ่งที่มีอยู่ในตัวเป็นของจริงสิ่งที่ไม่มีอยู่ในตัวเป็นของไม่จริงเขาไม่ให้ดูให้ดูเฉพาะที่มีอยู่ในตัวเท่านั้นเพราะอันนี้เป็นของจริง
รูปนั่งนั้นดูที่ไหนดูที่ท่าเช่นอย่างเวลานี้ถ้าถามทุกคนว่านั่งหรือนอนก็ต้องตอบว่านั่งทำไมท่านถึงรู้ว่านั่งท่านอาศัยที่ท่านี้ตั้งกายไว้ในท่านี้เขาเรียกว่านั่งยืนก็อยู่ในท่ายืนเวลายืนก็ให้ดูรูปยืนคือรู้อยู่ในท่าที่ยืน
เวลาเดินก็ดูรูปเดินรูปเดินอยู่ที่ไหนไม่ได้อยู่ที่เท้าแต่อยู่ที่อาการที่ก้าวเวลานี้ท่านก็มีเท้าแต่ยังไม่มีเดินเวลาไม่มีรูปเดินดูรูปเดินไม่ได้ยืนก็ไม่ใช่เดินแต่เมื่อมีอาการของเท้าที่ก้าวไปคำว่าเดินจึงจะมีขึ้นความหมายว่าเดินถึงจะเกิดขึ้นที่นี้เราดูเราก็ต้องดูให้ถูกรูปนี้อยู่ที่ไหนเดินก็ต้องดูขณะที่ก้าวเท้าอย่าเอาสติไปตั้งไว้ที่เท้าหรือที่ขาหรืออะไรมันไม่ถูกทั้งนั้นเดินแท้ๆจะต้องอยู่ที่การก้าวถ้าไม่มีการก้าวคำว่าเดินก็ไม่มีอันนี้ก็เข้าใจกันแล้วคนที่เคยปฏิบัติวิปัสสนาก็เข้าใจแล้วว่าเดินอยู่ที่ไหน
เวลานอนก็อยู่ที่ท่าอีกนั่นแหละนอนก็มีหลายท่าเหยียดขาก็ได้นอนตะแคงก็ได้นอนหงายก็ได้ทั้งหมดรวมอยู่ในอิริยาบถใหญ่เรียกว่านอนนั่งก็มีได้หลายท่าแต่ก็เรียกว่านั่ง
การนึกกับความรู้สึก
เวลาเราดูนั่งเราก็ดูเราก็รู้สึกอยู่ในท่าที่เรานั่งเวลานอนเดินยืนเราก็รู้สึกอยู่ในท่าที่นอนยืนเดิน มีเพียง๔ท่าเท่านี้แล้วก็ต้องรู้สึกตัวด้วยว่าเวลานี้ดูอะไรเมื่อเวลานั่งแล้วจะไปนึกว่ารูปนั่งๆอันนี้ไม่ได้เพราะว่าใจนึกเอาไม่ได้ออกมารู้อยู่ในอาการที่นั่งที่นอนท่านบอกว่าตั้งกายอยู่ด้วยอาการอย่างใดก็ให้รู้อาการเป็นไปของกายที่ตั้งอยู่ในอาการนั้นๆว่าอย่างนี้ในสติปัฏฐานที่นี้เราก็คอยดูรู้สึกว่าดูรูปนั่งรูปนอนรูปยืนรูปเดินเพราะตามธรรมดาถ้าเราไม่ได้ศึกษาและไม่เคยเข้าปฏิบัติวิปัสสนาเลยจะไม่รู้ว่าใครเดินไม่รู้ว่าเดินอะไรเป็นผู้เดินก็ต้องเราซิเป็นผู้เดินใครนั่งก็ต้องเราซิเป็นผู้นั่งแต่ตามความเป็นจริงแล้วไม่มีเรามีอยู่แต่รูปกับนามเท่านั้นอาการนั่งจึงปรากฏขึ้นมีแต่รูปเช่นคนตายแล้วนามดับแล้วมีอิริยาบถได้ไหมไม่มีนั่งก็นั่งไม่ได้เพราะว่าวิญญาณไม่มีแล้วก็นั่งไม่ได้ที่นี้มีแต่นามรูปไม่มีนั่งจะมีไหมไม่มี
เพราะฉะนั้นอาการนั่งจะเกิดขึ้นได้ต้องมีรูปนามพร้อมแล้วที่นี้เราจะดูก็ต้องดูด้วยความรู้สึกคือรู้สึกอยู่ในท่าที่นั่งแล้วก็รู้สึกว่าดูรูปนั่งเช่นอย่างเวลานี้คุณรู้ไหมว่าเวลานี้คุณกำลังพูดอยู่กับใครรู้สึกไหมรู้เวลานี้คุณฟังใครพูดอยู่รู้ว่าฟังอาจารย์นี้ต้องรู้อย่างนี้รู้ว่าฟังฟังอะไรพูดเรื่องอะไรสอนอะไรเราจึงจะเข้าใจถ้าเราได้ยินเหมือนกันได้ยินแต่ไม่ได้ฟังฟังแล้วไม่เข้าใจทั้งๆที่เรานั่งฟังกันอยู่อย่างนี้แหละแต่ฟังแล้วไม่เข้าใจรูปนามสำคัญที่สุดความรู้สึกนี้ก็ต้องเอารูปนามที่เรียนมาแล้วนี่แหละอาจารย์สอนรูปสอนนามให้เข้าใจกันแล้วทุกคนเข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นรูปอะไรเป็นนามอาจารย์ก็ต้องสอบที่สอนไปแล้วว่ายังจำได้ดีอยู่หรือเปล่าเวลานั้นอะไรเป็นรูปอะไรเป็นนามแล้วเวลานั้นจะกำหนดอะไรจะรู้อะไรเริ่มต้นใหม่ๆก็อาจจะลืมบางทีก็ได้แต่๒-๓อย่างที่อาจารย์สอนรูปนามนี่นะสอนทำไมสำคัญที่สุดการปฏิบัติวิปัสสนานี่ต้องรู้จักรูปนามเพราะรูปนามเป็นตัวกรรมฐานเป็นตัวให้ความจริงวิปัสสนาเป็นชื่อของปัญญาที่ต้องรู้รูปนามไม่เที่ยงเพราะฉะนั้นรูปนามจึงสำคัญในการที่จะให้เห็นไม่เที่ยงถ้าไม่ดูที่รูปที่นามแล้วจะไปรู้ได้อย่างไรว่ารูปนามไม่เที่ยงสำคัญที่สุดเลยส่วนที่เขานั่งวิปัสสนากันแล้วก็เห็นพระอินทร์บ้างเห็นเทวดาบ้างเห็นอะไรต่ออะไรมากมายเขาก็บอกว่าวิปัสสนาธรรมเกิดขึ้นแล้วถึงแล้วอย่างนี้แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่วิปัสสนาไม่ใช่เห็นพระอินทร์พระพรหมอะไรต้องเห็นนามรูปที่ตัวเรานี่แหละไม่เที่ยงแล้วก็ไม่เป็นไปเพื่อความสุขแต่เป็นทุกข์เวลานี้ท่านก็ยังไม่เห็นว่าเป็นทุกข์อะไรต้องไปดูแล้วถึงจะรู้เพราะนามรูปนี่มันมีลักษณะไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นไปต่างๆแล้วแต่ว่าลักษณะไหนมันจะปรากฏชัดเรากำหนดอันไหนมากเราก็จะเห็นอันนั้นแหละมาก
เมื่ออาจารย์สอนรูปนามเพราะรูปนามมีความสำคัญที่จะต้องนำเอาไปใช้งานเราจะทำกับข้าวเช่นจะแกงไก่ก็ต้องมีไก่ถ้าไม่มีไก่ก็ไม่เป็นแกงไก่จะตำข้าวก็ต้องมีข้าวถ้าไม่มีข้าวแล้วเราจะตำอะไรเหมือนรูปนามนี้เราต้องมีไปด้วยไม่ใช่อาจารย์สอนเพียงแต่จะให้รู้เฉยๆสอนไว้เพื่อจะให้นำเอาไปใช้เอาไปดูท่านก็จะต้องดูรปดูนามแต่ว่าขั้นต้นนี้ให้ดูรูปไปก่อน๔อย่างเท่านั้นง่ายๆถ้ามากเกินไปจะจำไม่ได้เอาไปใช้ด้วยไปทำอย่างไรใครเป็นคนทำงานใจคือนามที่เป็นตัวทำงานจะกำหนดรูปนั่งรูปนอนแล้วเอารูปนามที่สอนไว้ให้ไปทำงานไม่ใช่ว่าเมื่ออาจารย์สอนแล้วจำได้แล้วก็อยู่ที่นี่ถึงเวลาไปทำงานไม่เอาไปด้วยอันนี้สำคัญมาก
การสังเกตในเวลาทำงาน
ในเวลาที่กำหนดท่านต้องมีความสังเกตว่าถูกต้องตามที่อาจารย์สอนไหมว่าเวลานั่งให้ทำอย่างไรเวลานั่งก็ให้ดูรูปนั่งหรือให้พิจารณารูปนั่งดูรูปนั่งโดยดูในท่าของกายที่ตั้งอยู่ในท่านั้นเรียกว่านั่งยืนก็อีกท่าหนึ่งเดินก็อีกท่าหนึ่งนอนก็อีกท่าหนึ่งเมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้วก็ดูอาการที่นั่งนอนยืนเดินดูแล้วก็เอารูปนามที่อาจารย์สอนแล้วนี้ไปใช้ด้วยเวลาดูนั้นต้องรู้สึกด้วยว่าดูรูปนั่งคือต้องมีรูปติดเข้าไปด้วยถ้านั่งเฉยๆไม่ได้หรือดูว่าเวลานี้นั่งอยู่เราก็รู้ว่านั่งเท่านั้นไม่ได้ต้องมีรูปด้วยต้องมีรูปติดเข้าไปด้วยรูปเฉยๆก็ไม่ได้รู้ว่านั่งนี่เป็นรูปเราก็ดูรูปอย่างนี้แต่ไม่มีนั่งก็ไม่ได้เพราะว่ารูปนั่งกับรูปนอนนี้เป็นคนละรูปคนละอันไม่ใช่รูปเดียวกันเช่นตัวหนังสือที่เราเห็นเราก็บอกว่าหนังสือรู้แล้วว่าเป็นหนังสือแต่ว่าตัวอะไรเล่ากหรือขเล่ามันไม่เหมือนกันถ้าเราไม่รู้ว่าก.ไก่มีลักษณะอย่างไรข.ไข่มีลักษณะอย่างไรเราอ่านหนังสือไม่ออกแน่เพราะมันคนละตัวกันเพราะฉะนั้นมีความสำคัญมากทีเดียวซึ่งก็เหมือนกับอาจารย์ให้หนังสือไปดูให้หนังสือไปอ่านไม่ใช่ให้ไปแล้วก็เอาไปไว้ที่อาจารย์อาจารย์สอนเสร็จแล้วนามรูปก็อยู่ที่คนสอนนั่นแหละไม่ได้ต้องเอาไปใช้ด้วย
เพราะฉะนั้นต้องคอยสังเกตการสังเกตเป็นตัวศึกษาเมื่อกำหนดรูปนั่งลงไปต้องสังเกตว่าถูกตรงกับที่อาจารย์บอกไหมว่าให้ทำความรู้สึกตัวว่าดูรูปนั่งดูรูปเฉยๆไม่ได้ดูนั่งเฉยๆก็ไม่ได้เพราะว่ารูปนี้มีหลายอย่างนั่งก็เป็นรูปนอนก็เป็นรูปแต่เป็นคนละรูปกันหากดูเฉยๆก็จะเป็นเรานั่งอันนี้ไม่ได้สำคัญมากทีเดียวสำหรับตอนใหม่ๆนี้ก็ไม่มีอะไรสำคัญสำคัญแต่เพียงว่าทำความรู้สึกตัวว่าดูรูปนั่งเท่านั้นเอง