การตั้งสติให้รู้จักตนเองแล้วพิจารณาทบทวนบทบาทตนเองในการปฎิบัตงาน
 จังหวัดนครพนม  เป็นจังหวัดหนึ่งที่นำร่องในการดำเนินการจัดการความรู้ของกรมส่งเสริมการเกษตรมาตั้งแต่ปี 2548 ในการดำเนินงานครั้งแรกทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นการเพิ่มภาระการปฎิบัติงาน เป็นงานชิ้นใหม่ที่มาเพิ่มให้เราดำเนินการ  แต่มีดำเนินการมาแล้ว 2 ปี ทำเราเริ่มเข้าใจและมีความรู้สึกว่า  การจัดการความรู้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่มาช่วยในการปฎิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น  เป็นเครื่องมือสร้างทีมงานได้เป็นอย่างดี  ในปี 2548  สำนักงานเกษตรจังหวัดดำเนินการในระดับเจ้าหน้าที่  โดยนำ KM มาใช้กับการปฎิบัติงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร  แล้วขยายวงดำเนินการไปถึงเกษตรกรในปี 2549
 
 จากการดำเนินงาน  KM  กับระบบส่งเสริมการเกษตรที่ผ่านมากับเจ้าหน้าที่ทำให้มองเห็นแนวทางในการดำเนินงานพัฒนาประสิทธิภาพเจ้าหน้าที่  จึงนำหลักการ  KM  มาปรับใช้ในปี 2549   สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือเรื่องการปรับบทบาทของตัวเจ้าหน้าที่ ดังนี้  

       1 ปรับบทบาทเกษตรอำเภอ
ในการดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร  เกษตรอำเภอจะทำหน้าที่ประธานในการประชุมประจำเดือนสำนักงานเกษตรอำเภอ  (DW)  ซึ่งเกษตรอำเภอมักจะคุ้นเคยกับการปฏิบัติที่ผ่านมาหลายปี  ตั้งแต่เริ่มระบบส่งเสริมการเกษตร  กล่าวคือ  มักจะนำงานนโยบายงานที่จังหวัดสั่งการมา  สั่งการต่อไปในที่ประชุม  มักจะทบทวนการปฏิบัติงานที่ผ่านมาโดยเน้นที่ตัวปัญหาอย่างเดียว  หรือในบางครั้งชี้แจงงานที่จะต้องนำไปปฏิบัติมักจะถกเถียงกันเรื่องปัญหา  ทั้งๆที่งานนี้ยังไม่ได้เกิดการปฏิบัติ  ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความท้อแท้  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับบทบาทเกษตรอำเภอจากผู้สั่งการอย่างเดียว  มาเป็นผู้กระตุ้นให้ทีมงานแสดงความคิดเห็นให้มีส่วนร่วม  เปิดเวทีให้เกษตรตำบลได้แสดงศักยภาพให้โอกาสแสดงผลการปฏิบัติงานที่ประสบผลสำเร็จ  (Best  practice)  ให้เจ้าหน้าที่ได้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากทีมงาน  แล้วค่อยสรุปหรือสั่งการในตอนท้ายคอยติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง  ผลเป็นอย่างไร  นำมาทบทวนอีกครั้ง  (After Action  Review : AAR)  เมื่อมีความมั่นใจว่าเทคนิคการปฏิบัติงานนั้นประสบผลสำเร็จจริงก็บันทึกเรื่องเล่าไว้เป็นคลังความรู้  (Knowledge Asset)  ต่อไป 
             กล่าวโดยสรุปก็คือ  เกษตรอำเภอควรปรับบทบาทจากการเป็นผู้สั่งการอย่างเดียว  มาเป็นผู้อำนวยการ  (CKO)  เป็นผู้จัดการความรู้ให้เกิดปัญญา  เปิดโอกาสให้ทีมงานได้แสดงศักยภาพ  เพื่อแก้ไขปัญหา  แทนการเน้นปัญหาอย่างเดียวเหมือนที่เคยปฏิบัติมา