☺ใจเดิน
ชีวิตคนเราก็เปรียบเสมือนการเดิน ทางในป่าใหญ่ ยิ่งเดินยิ่งไกลยิ่งใหญ่ก็ยิ่งหลงทาง เมื่อเราตัดสินใจที่จะเดินทางไกลด้วยขาทั้งสองข้างและจิตวิญญาณของตัวเรา แล้ว เราก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่าเราพร้อมหรือยังกับการเดิมพันที่ยิ่งใหญ่ของเรา นั่นคือชีวิตของเราเองนั่นหมายความว่า นอกจากต้องใช้เวลาแล้ว เรายังต้องเดินให้เป็น การเดินได้กับการเดินเป็นนั้นมันไม่เหมือนกัน เพราะเดินได้มันเป็นอะไรที่เหนื่อยกว่าการเดินเป็น คนเราจะต้องเดินให้เป็นไม่ใช่แค่เพียงเดินได้อย่างเดียว ฉันเชื่อว่าผู้มีปัญญาส่วนใหญ่ที่ประสบกับความสำเร็จของชีวิตได้ เป็นเพราะเขาเดินเป็นนั้นเอง
คนส่วนใหญ่รู้จักแต่เดินได้เพียงอย่าง เดียว รู้จักแต่การพากายไปข้างหน้าด้วยขาทั้งสองเท่านั้น แต่เหมือนอย่างที่บอกเมื่อต้องเดินไกลแล้ว ไม่นานก็เหนื่อยและทุกข์ การเดินเป็นนั้น หมายถึงการเดินไกลได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อยได้ง่าย และที่สำคัญแม้กายจะเพลีย แต่ใจไม่เหนื่อยไม่ทุกข์ เพราะเดินเป็นเดินด้วยปัญญาเดินด้วยสติไม่ได้ใช้ใจเดินด้วยความเร่าร้อนด้วย ความรีบเร่งแค่เพียงอย่างเดียวที่หวังไปให้ถึงสู่จุดหมายเพียงอย่างเดียวโดย ลืมความสุขระหว่างทางที่เดิน
การเดินให้เป็นจึงเริ่มต้นด้วยการไม่ แข่งกับเวลา เวลาไม่ใช่คู่แข่งที่เราจะต้องเอาชนะให้ได้ ที่ตัวฉันกล้าพูดแบบนี้ก็เพราะว่าครั้งหนึ่งของชีวิตที่เคยเดินด้วยใจที่ เร่าร้อนเดินอย่างรีบเร่งเพื่อให้ถึงจุดหมาย แต่ความจริงของชีวิตประการหนึ่งก็คือยิ่งต้องการไปให้ถึงไว ๆ กลับถึงทีหลัง ส่วนคนที่ไม่รีบเร่งกลับถึงก่อนเรา คิดแล้วมันก็น่าเหนื่อยใจที่เรากลับเดินหลงทาง แค่นี้ยังไม่เพียงพอเพราะเราต้องเหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจที่รีบเร่งเดิน ไปแต่ก็ไปไม่ถึง เพราะใจเดินนี้เองที่ทำให้เราเหนื่อยและกลับหมดกำลังใจที่จะเดินต่อไป
สมัย ที่ยังเดินไม่เป็นตัวฉันเองมักจะฝากความสุขสมหวังไว้ข้างหน้า แต่ขณะที่เดินนั้นเองฉันกลับรู้สึกเหนื่อยยากทั้งกายและใจ ที่เหนื่อยเพราะเดินด้วยใจที่เร่าร้อนเดินด้วยความรีบเร่งเพียงเพราะปรารถนา ความสุขในอนาคต ทั้งที่ความจริงแล้วอนาคตมันไม่เคยมาถึงมันมีแต่ปัจจุบันเท่านั้นที่เป็น อยู่ ซึ่งตอนนั้นฉันกลับมองข้ามมันไป ลองคิดดูใจที่ร้อนรุ่มราวกับถูกไฟลนนั้นหลายต่อหลายครั้งเป็นเพราะเราตกอยู่ ในสถานการณ์ที่ต้องเป็นฝ่ายคอย อาจจะคอยแฟน คอยงานเสร็จหรือคอยคนเห็นคุณค่าของเรา โดยเฉพาะการรอคอยหัวใจจากอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมันเป็นอะไรที่ทรมานมาก ๆ เลย
ยิ่ง คอยก็ยิ่งทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์เพราะสิ่งที่คอยยังมาไม่ถึง แต่ทุกข์เพราะใจเร่งเร้าเผาลนต่างหากและที่คอยไม่เป็น เพราะความที่เราเคยชินกับความรวดเร็ว ชีวิตที่อะไรต่ออะไรได้มาโดยไว ๆ มันทำให้คอยไม่เป็น หวังแต่จะให้ทุกอย่างเปิดปุ๊บติดปั๊บท่าเดียว จนลืมไปว่ามีอีกหลายอย่างในชีวิตที่ต้องใช้เวลา หลายอย่างที่ว่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งนั้น เช่น สุขภาพ ความรู้ ความสำเร็จ แม้กระทั่งความรัก ถ้าเราคอยสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ชีวิตก็มีแต่ความเครียดรุมเร้า สุดท้ายมีผลทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง
สาเหตุ ที่ใครต่อใครพากันเหน็ดเหนื่อยทั้ง ๆ ที่ยังเดินได้ไม่เท่าไร ก็เพราะคิดจะแข่งกับเวลากันทั้งนั้น การเดินทวนกระแสน้ำย่อมต้องใช้แรงมากกว่าการเดินตามน้ำเป็นไหน ๆ แต่ด้วยการขาดสติกับการยึดติดว่าชีวิตต้องมีกำหนดหมายและต้องไปให้ถึงเป้า หมายนั้นให้เร็ว ๆ เพื่อความสุขในอนาคตทั้งที่ความจริงแล้วเหมือนอย่างที่บอกอนาคตไม่เคยมาถึง เลย
คนที่หักโหมเดินตั้งแต่ชั่วโมงแรกโดยไม่รู้จักหยุดพักหรือชะลอ ฝีเท้านั้น ภายในไม่กี่วันก็จะเหนื่อย เคล็ดขัดยอก และปวดสารพัดจนแทบขาลาก และในที่สุดอาจจะต้องหยุดเดินกลางคัน ขณะที่คนค่อย ๆ เดิน หยุดพักวันละหลายครั้งยังเดินรุดหน้าต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงที่หมายก่อนใคร ๆ ส่วนเราคนที่รีบเร่งในการเดินแทบตายสุดท้ายก็ไปไม่ถึงเพราะหมดแรง ต้องหยุดพักกลางคันทำให้เสียเวลาไป
จริงอยู่ชีวิตต้องมีจุดหมาย แต่ถ้าใจไม่จดจ่อกับจุดหมายเสียแล้ว ความคิดที่จะแข่งกับเวลาก็เลือนหายไปเอง ความเพลิดเพลินจะมาแทนที่ เพราะใจที่จดจ่ออยู่กับการกระทำ โดยไม่พะวงไปถึงจุดหมายข้างหน้า หรือคอยเร่งเร้าให้ไปถึงไว ๆ นั้นย่อมได้สมาธิและสติเป็นผลตอบแทน ถ้าเดินเป็นรู้จักทำใจให้อิงแอบแนบแน่นกับการเดินโดยไม่สนใจว่าจะไปถึงเมื่อ ไร ก็ย่อมได้รับความสุขระหว่างที่เดินนั้นเอง แม้จะอยู่ไกลจุดหมายก็ตาม พูดง่าย ๆ ก็คือแม้จะยังไม่สำเร็จ ความสุขก็เกิดขึ้นแล้ว ความสุขระหว่างที่ก้าวเดินนั่นเอง
หลังจากที่ตัวฉันเองได้เหน็ด เหนื่อยกับการเดินทางด้วยใจที่มุ่งแต่จุดหมายอย่างเดียวนั้นพร้อมกับบาดแผล ที่ได้รับมามันก็สาหัสพอดูจึงหยุดพักเหนื่อยกลางคัน โดยที่ยังไม่ได้สักครึ่งทางของเป้าหมายที่วางไว้จนในที่สุดความเหนื่อยนั้น กลับทำให้ฉันต้องหยุดก้าวเดิน เพราะไม่รู้ว่าจะเดินไปได้อย่างไรแล้วในเมื่อใจมันล้าเสียเหลือเกิน และแล้วฉันก็เริ่มมองหาตัวเองใหม่โดยการเริ่มมองหาสติกลับคืนมาใหม่ ตั้งสติแล้วเรียกปัญญากลับคืนมา เมื่อใจที่สงบนิ่งดีแล้วจึงได้สติปัญญาขึ้นมานั่นก็คือการ Change เปลี่ยนจากการ เดินได้มาเป็น เดินเป็น เป็นการเดินด้วยใจที่สงบนิ่งตามกระแสน้ำ เดินด้วยสติปัญญาสุขุมลุ่มลึกขึ้นกว่าเดิม ไม่รีบเร่ง ทุกย่างก้าวของฉันจึงเดินไปด้วยสติ สติเป็นตัวที่ทำให้ฉันได้พบกับความสุขอย่างแท้จริงเพราะทุกก้าวที่ก้าวเดิน ระหว่างทางตรงนั้นมันสุขใจเสียแล้ว
หากใครก็ตามที่เดินด้วยใจและใช้ใจ เดินที่รีบเร่ง ฉันขอให้ท่านจงเปลี่ยน Change วิธีการเดินนั้นเสียใหม่ อย่าได้ใช้ใจเดินอย่าเป็นแค่เพียงคนที่เดินได้แต่ให้เปลี่ยนมาเป็นคนที่เดิน เป็น เดินด้วยสติปัญญาเดินแบบสบาย ๆ โดยไม่ต้องรีบเร่ง ดูจากนักเดินทางข้ามทวีปล้วนเห็นคุณค่าของการหยุด เพื่อเดินได้ต่อไปโดยไม่สะดุดหยุดกับที่ ส่วนนักเดินหน้าใหม่ก็เดินโดยไม่หยุดเพียงเพื่อจะพบว่าในที่สุดตัวเองนั่น แหละคือคนสุดท้ายที่ถึงเป้าหมายหากไม่แขวนร้องเท้าไปเสียก่อน
ขอบคุณแนวคิดดีๆๆนะคะ ใจเดินเดินด้วยใจ
ชอบการเขียนแนวนี้มากนะคะพี่มณีเทวาเป็นกำลังใจให้นะคะ รับไปเลยค่ะดอกไม้สวยๆๆอิอิ...