จากวัน “พ่อ”   ถึงวัน “พอ” .... แห่งชาติ


..............................วันนี้  ๕ ธค. พศ. ๒๕๕๕  เป็น วันมหามงคลแห่งชาติไทย และเป็นวัน “พ่อแห่งชาติ”  ที่ ประชาชน  ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ต่างไปแซ่ซร้องสรรเสริญพระบารมีสมเด็จพ่อกันมากหลายจนยลยินกันไปก้องสกล


สำหรับข้าพเจ้านั้น  ได้เห็นพระพักตร์ พระกิริยา และพระสุรเสียงอันเรียบง่าย ของสมเด็จพ่อที่วางเฉยแล้ว ก็ให้ตะหนักรู้ได้โดยนัยว่า  การวางพระอิริยาบทที่เฉยๆ ในวโรกาสอันควรแสดงออกแบบเริงร่านั้น เป็นการสื่อไปถึงพสกนิกรทั้งในและนอกประเทศ  ทั้งที่เป็นเสรีชนและที่ต้องโทษอาญาจากคำพิพากษาศาลในบรมพระปรมาภิไธยให้จับตัวมาติดคุกก็ตามที   ให้คิดขบให้แตกว่า  ความป็นกลาง  วางอุเบกขา  ไม่ยึดติดในอารมณ์บวกหรือลบ  เป็นดีที่สุด 


อาจทรงสื่อว่า.......ทุกฝ่ายเอ๋ย  ... “พอ” ได้แล้ว  เลิกตีสีหน้า ท่าทาง หาเสียง โฟนอิน  ยัดเงิน   เพื่อให้ได้อะไรมาพอกพูนให้ตัวเรา  ให้ได้กำไรสะสมมากไปกว่านี้อีกเลย  เพราะยิ่งได้มามากเท่าไร ก็ยิ่งเกินพอมากเท่านั้น 


ข้าฯเสิรมต่อว่า.....คนที่ยัง  “มีไม่พอ”  นั้น ไม่สำคัญนักหรอก เพราะสังคมไทยอยู่มายาว  เก่าแก่  สะสมมาปานนี้ ย่อมพอมีทุนสำรองมากพอที่จะเจือจุนกันได้อยู่หรอก ..............  แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือพวกคนที่ “พอไม่มี”  ต่างหาก   ซึ่งคนพวกนี้ แม้มีจำนวนน้อยกว่าคนพวกแรกมาก  แต่กลับอันตรายต่อสังคมมากนัก   เพราะพวกนี้....กินเท่าไรก็ไม่รู้จักพอ  กินกันจนกระทั่งคน  มีไม่พอ  มากขึ้นเรื่อยๆ  เพราะไปกินส่วนเกินจน”เกินพอดี” นั่นเอง


ในวโรกาสมหามงคลแห่งวันนี้ ข้าฯ คนถางทาง  ใคร่ขอฝากข้อคิดไว้ว่า เราน่าจะเปลี่ยนการเรียกชื่อวันนี้จาก “วันพ่อแห่งชาติ”  มาเป็น  “วันพอแห่งชาติ” 


ซึ่งข้าฯเห็นว่า มันสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ ”พอ” เพียง  ที่ สมเด็จพ่อได้สอนเรามาแสนนานแล้วมิใช่หรือ


พระพุทธเจ้าสอนว่า ......ผู้ใดเห็นธรรม (คำสอนตถาคต)  ผู้นั้นเห็นตถาคต  ........ วันนี้ข้าฯเสนอว่า .....


ผู้ใดเห็นพอ (คำสอนพ่อ)  ผู้นั้นเห็นพ่อ


...คนถางทาง (๕ ธค. ๕๕)