ารตีความข้อเท็จจริงพระธรรมวินัย:  กรณีศึกษากลุ่มภิกษุวัชชีบุตร ชาวเมืองไพศาลี


ความนำ

 พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหนึ่งในบรรดาศาสนาของมนุษย์ที่มีกระบวนการตีความหมาย สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลาสองพันห้าร้อยกว่าปี  ซึ่งการตีความพระธรรมวินัยตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนกระทั่งถึงปัจจุบันได้ปราก ฎขึ้นให้เห็นเป็นระยะๆ  การตีความพระธรรมวินัยดังกล่าวทำให้พระพุทธศาสนาแตกแยกออกเป็นสองนิกายหลัก คือนิกายหินยานหรือเถรวาทที่ถือว่าเป็นพระพุทธศาสนาดั้งเดิมและนิกายมหายาน หรืออาจริยวาทที่แตกออกมาใหม่ ทั้งสองนิกายนี้ยังแตกออกเป็นนิกายย่อยอีก ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาบางแห่งระบุว่ามีการแตกเป็นนิกาย ย่อย ๑๘ นิกาย

[i]  บางแห่งระบุว่า ๒๖ นิกาย[ii] นอกจากนี้เมื่อพระพุทธศาสนาได้รับการเผยแผ่ในดินแดนต่างๆนอกอินเดียยังมีการ แตกเป็นนิกายต่างๆอีกเช่นนิกายมหายานในจีนมีนิกายธยานหรือฉาน นิกายมหายานในธิเบตแยกเป็นนิกายหมวกเหลืองและหมวกแดง  มหายานในญี่ปุ่นมีนิกายมากถึง ๒๔ นิกายเช่นเทียนไท้นิจิเรนเซนเป็นต้นส่วนนิกายหินยานหรือเถรวาทที่เข้าไปสู่ ลังกาพม่าลาวกัมพูชาและไทยมีการแตกเป็นนิกายย่อยอีกไม่น้อยเช่นนิกายหินยาน ในประเทศไทยแบ่งเป็นมหานิกายและธรรมยุตนิกาย[iii]

  จากปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาดังกล่าวมีสาเหตุหลักของการ แตกเป็นนิกายเหล่านั้นคือเกิดจากการตีความพระธรรมวินัยแตกต่างกันนำไปสู่การ ประพฤติปฏิบัติแตกต่างกันในที่สุด ทั้งนี้เพราะเมื่อพระพุทธศาสนาถูกนำไปเผยแผ่ไปยังประชาชนต่างๆในเวลาและสถาน ที่ต่างกันยิ่งได้รับการตีความให้เข้ากับบริบทของสังคมนั้นๆหรือเพื่อให้ เกิดประโยชน์แก่ชุมชนในที่นั้นมากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีการ ศึกษาศาสนาในรูปแบบต่างๆเป็นการศึกษาภายในของแต่ละศาสนาและการศึกษาเปรียบ เทียบระหว่างศาสนายิ่งไปกว่านั้นยังมีความพยายามตีความศาสนาให้เข้ากับ ศาสตร์สมัยใหม่หรือใช้กรอบคิดของศาสตร์สมัยใหม่มาตีความศาสนา พระพุทธศาสนาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้และได้รับการท้าทายให้ต้องมีการตีความ คำสอนอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้  ในฐานะที่พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์เพราะเป็นศาสนาแห่งเหตุผล นิยมจึงมีลักษณะสำคัญยิ่งคือท้าทายเชื้อเชิญให้มาดูมาวิจัยตรวจสอบพิสูจน์ ความจริงและความถูกต้องในหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า[iv] จึงเกิดการศึกษาตีความคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาอย่างเสรีและกว้างขวาง  การตีความคำสอนโดยปราศจากรูปแบบและเกณฑ์มาตรฐานในการตีความอย่างเป็นรูปธรรม นั้นทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดการปฏิบัติและแตกแยกเป็นนิกายต่างๆในที่ สุดดังเป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้ว(อ่านบทความฉบับเต็ม)