เพราะฉะนั้น จึงควรฉีดวัคซีนสำหรับคนที่ไม่มีภูมิต้านทานค่ะ (ไม่มี anti S antibody)

โรคไวรัสตับอักเสบ บี เป็นโรคที่ติดต่อจากคนสู่คนผ่านช่องทางดังนี้


ติดต่อผ่านการรับเลือด (ปัจจุบันพบน้อยมาก  เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถคัดกรองเลือดที่มีเชื้อปนเปื้อนได้เกือบทั้งหมด)

ติดต่อทางการสัก  การเจาะหู ด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด

ติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ติดต่อจากแม่สู่ลูก

ติดต่อจากการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ


อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ บี

เมื่อรับเชื้อแล้ว คนไข้มีอาการแบ่งได้สองกลุ่มใหญ่คือ


หนึ่ง อาการระยะเฉียบพลัน  ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการภายใน 1-4 เดือน หลังติดเชื้อ ดังนี้

อาการไข้  ตัวเหลืองตาเหลือง  ปวดท้องใต้ชายโครงขวา

อาการอื่นๆ ได้แก่ เคลื่อนไส้อาเจียน  เบื่ออาหาร  อ่อนเพลีย  ผื่น  ปวดข้อ

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรง  เกิดจากการที่เซลล์ตับถูกทำลายเป็นจำนวนมาก  ในกรณีนี้อาจทำให้เกิดอาการตับวายได้

อาการตับอักเสบระยะเฉียบพลันจะดีขึ้นใน 1-4 สัปดาห์   และจะหายเป็นปกติเมื่อร่างกายสามารถกำจัดและควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบได้  ซึ่งมักใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน  แต่ผู้ป่วยส่วนน้อย (5-10%) ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้หมด ทำให้ผู้ป่วยมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง


สอง อาการระยะเรื้อรัง

แบ่งผู้ป่วยได้เป็น 2 กลุ่มคือ

1. พาหะ (carrier) คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในร่างกาย   ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแต่ยังสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้  ผลการตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ

2. ตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic hepatitis) คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในร่างกาย และตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ

ผู้ป่วยส่วนมากมักไม่มีอาการ   บางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย  หรือเบื่ออาหารได้

การติดเชื้อแบบเรื้อรังพบบ่อยในเด็กที่ติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิด


และเพราะมีส่วนหนึ่งที่หลังจากรับเชื้อแล้วกลายเป็นโรคแบบเรื้อรัง ซึ่งในกลุ่มนี้ มีส่วนหนึ่งที่สัมพันธ์กับมะเร็งตับ


เพราะฉะนั้น จึงควรฉีดวัคซีนสำหรับคนที่ไม่มีภูมิต้านทานค่ะ (ไม่มี anti S antibody)