วันนี้ของมาเล่าเรื่องแบบคนเต็มๆ ไม่ขาดไม่เกินหน่อยก็แล้วกัน   เนื่องจากการระบาดของโรคคอตีบในช่วงนี้ ถึงมีตัวเลขไม่มากมาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่น่ากลัว  แต่เห็นสื่อนี่เงียบเชียบ  ไม่ค่อยกระโตกกระตากเท่าไหร่  หรือมีโพสต์ใน net บ้างแต่คนสนใจเรื่องนี้คงน้อยนะ  ชลัญจึงหยิบประเด็นมาแบ่งปัน  เพราะโรคนี้เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของทางเดินหายใจ  ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบในลำคอ  ในรายที่รุนแรง  จะทำให้เกิดการตีบตันของทางเดินหายใจ  จึงได้ชื่อว่าโรคคอตีบ ซึ่งอาจทำให้ถึงตายได้ และจากพิษ (exotoxin) ของเชื้อจะทำให้มีอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ และเส้นประสาทส่วนปลาย  สาเหตุ  คอตีบเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Corynebacterium diphtheriae (C. diphtheriae) ซึ่งมี  รูปทรงแท่งและย้อมติดสีแกรมบวก มีสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดพิษ (toxogenic) และไม่ทำให้เกิดพิษ (nontoxogenic) พิษที่ถูกขับออกมาจะชอบไปที่กล้ามเนื้อหัวใจและปลายประสาท ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงจะทำให้ถึงตาย  (อ้างอิง : http://blog.eduzones.com/pingpong/3441)  และจากข้อมูล ของ กระทรวงสาธารณสุข  http://www.moph.go.th/moph2/index4.php  จะเห็นได้ว่ามีการเฝ้าระวังติดตามอย่างเข้มงวด  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า  ยังมีการระบาดของโรคนี้อยู่   และสื่อทาง อินเตอร์เน็ตก็ยังมีการติดตามสถานการณ์เรื่องนี้  ขอยกตัวอย่าง บทความจาก web นี้ http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9550000130721

"โรคคอตีบเป็นโรคติดต่อโดยเชื้อโรคอยู่ในน้ำมูกน้ำลายผู้ป่วย การติดเชื้อมักเป็นที่ลำคอ หรือจมูก ประเทศไทยดำเนินการควบคุมได้ ไม่เป็นปัญหาติดต่อกันมาแล้วกว่า 10 ปี เนื่องจากมีความครอบคลุมของการฉีดวัคซีนป้องกันอยู่ในระดับสูง แต่ในบางพื้นที่อาจมีปัญหาในการเข้าถึงวัคซีน เช่น พื้นที่ทุรกันดาร ภูเขา พื้นที่มีปัญหาความไม่สงบ ประกอบกับปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ตะเข็บชายแดน จึงทำให้มีความเสี่ยงโรคหวนกลับมาระบาดได้อีก จากการรับฟังสถานการณ์โรคคอตีบในพื้นที่จังหวัดเลย ขณะนี้สามารถควบคุมการระบาดได้แล้ว ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม"

"ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ปี 2555 ทั่วประเทศ มีรายงานผู้ป่วย 75 ราย เสียชีวิต 3 ราย ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เลย เพชรบูรณ์ ปัตตานี หนองบัวลำภู และ ยะลา โดยพบผู้ป่วยที่ จ.เลย จำนวน 27 ราย ใน 4 อำเภอ คือ ด่านซ้าย วังสะพุง ภูหลวง และ ผาขาว มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นผู้ใหญ่ จากการสอบสวนผู้เสียชีวิต พบว่า เป็นผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ มีโรคประจำตัวและดื่มสุราเป็นประจำ ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง"

   
 “มาตรการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคคอตีบ สธ.ได้จัดส่งยารักษาผู้ป่วยโรคนี้โดยเฉพาะ (Diphtheria antitoxin) ในโรงพยาบาลศูนย์ทุกแห่งและโรงพยาบาลทั่วไป จำนวน 1,500 ขวด รองรับผู้ป่วยประมาณ 150 ราย และสำรองไว้ที่ส่วนกลางคือที่องค์การเภสัชกรรม ศูนย์พิษวิทยาของโรงพยาบาลรามาธิบดี และที่กรมควบคุมโรคอีก 2,000 ขวด นอกจากนี้ยังได้สำรองวัคซีนป้องกันโรคคอตีบสำหรับเด็กและผู้ใหญ่จำนวน 5,000,000 ล้านโด๊ส เพื่อใช้ในการควบคุมโรคหากมีการระบาดอีก โดยจะฉีดได้ 2,500,000 คน”

        จากการติดตามสื่อและการระบาดในพื้นที่ทำงาน  เห็นว่า  มีความสำคัญทีเดียวเนื่องจากเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน  การติดต่อนั้นง่ายคล้ายหวัด  สามารถติดต่อติดต่อและระบาดได้อย่างรวดเร็ว  แต่ประเทศเรานั้น  มีโปรแกรมการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้  มานานแล้ว  คือจะฉีดในเด็กอายุ  2 ด. 4 ด. 6 ด.  1.6 ปี  และ 4 ปี  ฉีดกระตุ้นอีกครั้งตอน  ป.1 และ  ป. 6  แต่นี่คือโปรแกรมวัคซีน  ผู้ที่เกิดหลัง ปี  2520  คือ อายุ น้อยกว่า 35 ปี และควรได้รับการฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี   และหญิงตั้งครรภ์นั้นก็จะได้ รับวัคซีน dT (คอตีบ บาดทะยัก ) จำนวน 3 เข็ม  ตามเกณฑ์  แต่สำหรับผู้ที่ อายุ 35 ปี ขึ้นไป  อย่าหวังว่าจะมีภูมิคุ้มกัน  หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจึงควรได้รับวัคซีน  เกณฑ์ เดียวกับหญิงตั้งครรภ์  คือ 

เข็มที่ 1 ที่  0  เดือน  ( เมื่อฉีด )

เข็มที่ 2 ที่ 1 เดือน ( นับจากเข็มที 1 )

เข็มที่ 3 ที่ 6 เดือน ( นับจากเข็มที่ 2 ) 

และควรฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี  

(ข้อมูลนี้จากอายุรแพทย์ )

เอ้าใครอยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็เตรียมตัวเตรียมใจ ก็แล้วกันนะ  แต่ตอนนี้ชลัญฉีด แล้ว  ล่ะ  ปวดน่าดูเหมือนกัน  ตอนฉีดร้องลั่น ปลอบใจตัวเอง น่าอายจริง  แหม! ใครๆก็กลัว .....เข็ม ....

ก็เอาข้อมูลมาแบ่งปันไว้  เพื่อ เตรียมรับสถานการณ์อีกโรคเพราะอีกหน่อยประชาคมอาเชียนมาแล้ว  ประเทศเพื่อนบ้านเขาไม่มีโปรแกรมวัคซีนเหมือนเรานี่  เดี๋ยว ได้มาอีก หลายโรคนะจ๊ะ