เมื่อวานนี้ (๓ ธ.ค. ๒๕๕๕) ไปสอบนักธรรมโทมาค่ะ ปัญหาในการสอบครั้งนี้ก็ยังเหมือนเดิมคือลายมือไม่สวย หวังว่ากรรมการจะมองข้ามไป

ในการสอบวิชากระทู้ธรรม ปีนี้พุทธภาษิตที่เป็นบทตั้งเป็นเรื่องของประโยชน์ (อัตถะ) ผู้เข้าสอบต้องนำพุทธภาษิตอีก ๒ พระคาถา มาเชื่อมต่อให้ถูกต้องตามแบบแผน จึงได้เห็นประโยชน์ของการเรียนภาษาบาลี และการฟังคำบรรยายจากCD ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เพิ่มขึ้นค่ะ เพราะคำอธิบายบทในกระทู้ธรรม ส่วนใหญ่นำมาจากอรรถกถาที่อธิบายธรรมบทและจำมาจากธรรมบรรยายที่ได้ฟังมา

อันที่จริงอัตถะมี ๒ ชุด แต่เห็นว่าหากนำมาเขียนทั้ง ๒ ชุด ข้อเขียนจะยาวเกินไป จึงนำความหมายของอัตถะเพียงชุดเดียวมาอธิบาย ข้อเขียนที่ส่งไปจึงเป็นประมาณนี้ ผิดพลาดอย่างไร ขอคำชี้แนะด้วยค่ะ

.....................................................................

อติสีตํ อติอุณฺหํ อติสายมิทํ อหุ

อิติ วิสฺสฏฺฐกมฺมนฺเต อตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเว.

ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลยคนผู้ทอดทิ้งการงาน

ด้วยอ้างว่าหนาวนัก ร้อนนัก เย็นนัก เสียแล้ว.

ณ บัดนี้ จักได้อธิบายพุทธภาษิต ดังที่ได้ลิขิตไว้ในเบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางการศึกษาและปฏิบัติ แก่พุทธบริษัทเป็นลำดับสืบไป

คำว่า ประโยชน์ หมายถึงสิ่งที่ดี ที่เกื้อกูล (*)แยกได้เป็น ๒ คือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ที่ตามองเห็น อันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายแสวงหา คือ ลาภ ยศ ไมตรี การมีสุขภาพที่ดี การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี และสัมปรายิกัตถะ ประโยชน์ภายหน้า ประโยชน์ที่เลยตาเห็น ซึ่งสามารถแยกออกเป็น ๒ ลักษณะได้อีกเช่นกัน คือ เลยตาเห็นเพราะเป็นคุณธรรมที่มีอยู่ในใจ ไม่สามารถมองเห็นด้วยตา และ และเลยตาเห็นเพราะยังไม่ปรากฏในปัจจุบัน แต่จะปรากฏในภายหน้า ในชาติภพหน้า เช่น ได้เกิดในสวรรค์ บรรลุนิพพาน สำหรับพระนิพพานนั้น บางทีแยกออกมาเป็นอีกประโยชน์ต่างหาก เป็นปรมัตถะ ประโยชน์สูงสุด สำหรับคำว่าทอดทิ้ง หมายถึงการปล่อยปละละเลย ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ ส่วนคำว่า การงาน หมายถึงสิ่งที่ทำเพื่อให้ชีวิตเป็นไป เช่น การเลี้ยงชีพ และสิ่งที่ทำเพื่อพัฒนาจิต ปัญญา เพื่อความสงบสุขของจิตและความก้าวหน้าของปัญญาอันจะพาให้พ้นไปจากวัฏฏะ หากบุคคลใดละเลยการงาน รักสบายโดยอ้างเหตุต่างๆขึ้นเพื่อไม่ทำงาน ปล่อยชีวิตให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็จะไม่ได้รับประโยชน์ทั้งที่เป็นประโยชน์ปัจจุบันและที่เลยตาเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์เลยตาเห็นนั้นสำคัญมาก เพราะนอกจากจะทำให้บุคคลบรรลุประโยชน์ปัจจุบันโดยชอบธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่นเพราะคุณธรรมที่มีอยู่ในใจแล้ว ยังทำให้สามารถพบความสุขสงบอย่างแท้จริงอันเป็นจุดสูงสุดของพุทธศาสนาได้ด้วย บุคคลจึงไม่ควรทอดทิ้งการงาน พึงรักษาประคับประคองตนให้ดี สมดังพุทธภาษิตที่มีมาในขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า

อตฺตานญฺจ ปิยํ ชญฺญา รกฺเขยฺย สุรกฺขิตํ

ติณฺณํ อญฺญตรํ ยามํ ปฏิชคฺเคยฺย ปณฺฑิโต.

เมื่อรู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็ควรรักษาตนโดยการรักษาที่ดี

บัณฑิตพึงประคับประคองตนอย่างน้อย ยามใดยามหนึ่งในสามยาม.

อธิบายว่า คำว่า รักษา คือ การสำรวมอินทรีย์ทั้งหลายไม่ให้หลงเพลินเพลินต่อสิ่งที่มายั่วยุ หรือที่ปรากฏตรงหน้า สำหรับคำว่า การรักษาที่ดี หมายถึง การฟังธรรม ไตร่ตรอง แล้วนำมาปฏิบัติ โดยดำเนินชีวิตคล้อยตามมรรคมีองค์ ๘ คำว่า ยาม หมายถึงวัยทั้ง ๓ ของบุคคล คือ วัยต้น วัยกลาง วัยปลาย ส่วนคำว่าประคับประคอง หมายถึงการดำเนินชีวิตเพื่อบรรลุประโยชน์ทั้งหลายโดยการ ทำทาน รักษาศีล เล่าเรียนปริยัติธรรม ทำงานเลี้ยงชีพ ปฏิบัติสมถะวิปัสสนา เพื่อรักษาจิตให้สงบแล้วใช้จิตที่สงบเป็นสมาธินั้นไปพิจารณาธรรมกระทั่งเห็นแจ้ง และนำความรู้ที่ได้ทั้งจากการศึกษาและจากที่เห็นแจ้งมาใช้ในชีวิต เพื่อให้บรรลุธรรมที่ยิ่งๆขึ้นไป คำว่า บัณฑิต หมายถึง ผู้ฉลาด รวมความว่า บุคคลล้วนรักตนด้วยกันทั้งนั้น เมื่อรู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็ควรรักษาตนให้ดี ประคับประคองตนตามที่ได้กล่าวแล้วไว้ให้ได้อย่างน้อยก็ช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต เพื่อให้สามารถพบความสุขที่แท้จริง ไม่ถูกทอดทิ้งไว้ในวัฏฏะ ในวงจรแห่งทุกข์ สมดังพุทธภาษิตที่มีมาในขุทกนิกาย ธรรมบท ว่า

อปฺปมตฺโต ปมตฺเตสุ สุตฺเตสุ พหุชาคโร

อพลสฺสํว สีฆสฺโส หิตฺวา ยาติ สุเมธโส.

ผู้มีปัญญา ตื่นอยู่โดยมาก ย่อมทิ้งผู้ประมาทและหลับอยู่ไป

เหมือนม้ามีกำลังทิ้งม้าหมดแรงไว้ ฉะนั้น.

ผู้มีปัญญา คือ ผู้ที่รู้อริสัจ ๔ อย่างถูกต้อง ครบถ้วนด้วยญาณทั้ง ๓ คือ สัจญาณ รู้ความหมาย กิจญาณ รู้หน้าที่ที่มีต่ออริยสัจแต่ละข้อ กตญาณ รู้กิจในอริยสัจที่ตนทำแล้วหรือยังไม่ได้ทำ คำว่า ตื่นอยู่โดยมาก หมายถึงทั้งการตื่นทางร่างกาย ไม่เห็นแก่นอน ขยันหมั่นเพียรในการงาน และการตื่นทางจิตปัญญา คือ คอยระวังจิตไม่ให้หลงใหลในกามคุณ (**)คำว่า ผู้ประมาท หมายถึงผู้ที่เลินเล่อเผลอสติ ไม่เพียรกำหนดรู้ธรรมต่างๆเพื่อนำมาพิจารณาอันจะส่งผลให้เกิดการละคลายกิเลส และยังกุศลธรรมให้เกิดและเจริญยิ่งๆขึ้นไป ผู้ที่มีปัญญา รู้อริยสัจ ๔ อย่างถูกต้อง ปฏิบัติหน้าที่ที่มีต่ออริยสัจด้วยความเพียร จึงสามารถบรรลุประโยชน์ต่างๆได้ ทิ้งผู้ที่ประมาทไว้เบื้องหลัง เหมือนม้าฝีเท้าจัดทิ้งม้าที่หมดแรงไว้ไปไกลนั่นเอง

สรุปความว่า บุคคลควรทำงานของตนด้วยความเพียร ไม่ทอดทิ้งธุระ เพื่อรักษาตน ประคับประคองตนไว้ให้ได้ประโยชน์จากการมีชีวิตในทุกๆด้าน จนสามารถพาตนพ้นไปจากวัฏฏะได้ ไม่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง สมดังพุทธภาษิตอันเป็นนิกเขปบทนั้นว่า

อติสีตํ อติอุณฺหํ อติสายมิทํ อหุ

อิติ วิสฺสฏฺฐกมฺมนฺเต อตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเว.

ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลยคนผู้ทอดทิ้งการงาน

ด้วยอ้างว่าหนาวนัก ร้อนนัก เย็นนัก เสียแล้ว.

มีนัยตามที่พรรณนามา โดยประการฉะนี้

...............................................................

* ประโยชน์ (อัตถะ)อันที่จริงแปลว่า ความเจริญ ความมุ่งหมาย ความมี ความเป็น ส่วนอีกคำคือปโยชนแปลว่า ประโยชน์,การใช้,การประกอบ,การนำไปใช้, การลงมือปฏิบัติ, การประกอบกิจ, การแต่งตั้ง, การกำหนด, การสั่งการ,จุดมุ่งหมาย (พจนานุกรม บาลี-ไทย)

ดังนั้น จุดนี้จึงเขียนผิดไป

*อันที่จริงควรอธิบายถึงความหมายที่แท้จริงคือ ผู้ที่มีอุปธิสิ้นแล้ว แต่ในที่นี้อธิบายด้วยความหมายที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป