|
ทุกข์เพราะเทียบ แบ่งปันบน facebook Share |
|
ตอนที่บริษัทวิลเลียมส์-โซโน ผลิตเครื่องทำขนมปังสำหรับใช้ในครัวเรือนออกขายในราคา ๒๗๕ ดอลลาร์นั้น ผู้บริหารบริษัทคิดว่าสินค้าตัวนี้จะได้รับการต้อนรับอย่างดีจากตลาด แต่ผิดคาด คนส่วนใหญ่ไม่สนใจเลย เพราะคิดว่าไม่จำเป็น ถ้าอยากกินขนมปังอร่อย ๆ ก็ไปซื้อจากร้านหรือซูเปอร์มาร์เก็ตก็ได้ จะทำเองให้เสียเวลาทำไม ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ยอดขายก็ยังอยู่ในระดับที่ย่ำแย่ ดังนั้นบริษัทวิจัยตลาดจึงได้รับการว่าจ้างให้มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ คำแนะนำของบริษัทดังกล่าวก็คือ ให้ผลิตเครื่องทำขนมปังอีกรุ่นมาเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้า โดยทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น แถมยังมีราคาแพงกว่ารุ่นเดิมถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หลายคนที่ได้ฟังคำแนะนำของบริษัทนี้อดส่ายหัวไม่ได้ ในเมื่อสินค้ารุ่นเก่าราคาไม่ถึง ๓๐๐ ดอลลาร์ยังขายไม่ได้ แล้วรุ่นใหม่ที่ราคาสูงถึง ๔๐๐ ดอลลาร์จะขายได้อย่างไร ถ้าผลิตให้ราคาถูกกว่านั้นน่าจะเข้าท่ากว่า ปรากฏว่าคำแนะนำของบริษัทนี้ได้ผล ยอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างฮวบฮาบ แต่ไม่ใช่รุ่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่า ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าก็คือรุ่นเก่าซึ่งเดิมขายไม่ออกนั่นเอง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะการมีรุ่นใหม่ที่แพงกว่าและใหญ่กว่ามาเป็นตัวเปรียบเทียบ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าอีกรุ่นหนึ่งนั้นราคาถูกกว่าและขนาดกระทัดรัด จึงตัดสินใจซื้อโดยไม่ลังเล บริษัทวิจัยตลาดรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เครื่องทำขนมปังรุ่นใหม่นั้นขายไม่ออกหรอก แต่ที่แนะนำให้ผลิตก็เพื่อเป็น “ตัวล่อ”ให้ลูกค้าหันมาสนใจซื้ออีกรุ่นหนึ่ง เพราะใคร ๆ ก็ชอบของถูก หากเห็นว่ามีของถูกเมื่อใด ก็ห้ามใจได้ยาก ต้องซื้อไว้ก่อน ส่วนจะได้ใช้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ใช่หรือไม่ว่าบ่อยครั้งเราหิ้วของพะรุงพะรังกลับมาจากห้างสรรพสินค้า ทั้ง ๆ ที่เดิมไม่ได้คิดจะซื้อเลย ก็เพราะเห็นว่ามันราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อซื้อมาแล้วก็กองไว้ที่บ้าน ไม่ได้ใช้เลยก็มี ราคาถูกหรือแพงนั้น ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินมากเท่ากับการเปรียบเทียบ ๒๗๕ เหรียญนั้นดูเหมือนแพง แต่ถูกมากเมื่อเทียบกับ ๔๐๐ ดอลลาร์ นั้นคือเคล็ดลับที่ทำให้เครื่องทำขนมปังขายดี ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกแทบไม่มีใครสนใจเลย คนเรามีนิสัยชอบเปรียบเทียบ นิสัยนี้บ่อยครั้งก็ทำให้เราต้องเสียเงินไปโดยไม่จำเป็นเพียงเพราะเห็นว่าสินค้าราคาถูก แต่นิสัยเดียวกันนี้เองยังอาจทำให้เราเสียใจด้วย ไม่ใช่แค่เสียเงินเท่านั้น นักท่องเที่ยวคนหนึ่งตื่นเต้นที่ได้ไปตลาดรัสเซียกลางกรุงปักกิ่ง เพราะที่นั่นอุดมด้วยสินค้าแบรนด์เนมที่ทำเลียนแบบ ซึ่งขึ้นชื่อมากในเรื่องราคาถูก กางเกงยีนยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่งราคา ๔๐๐ บาท เธอซื้อมาได้ด้วยราคา ๑๐๐ บาท เธอดีใจมากที่ได้ราคาถูกแสนถูก แต่พอขึ้นรถทัวร์และพบว่าเพื่อนของเธอซื้อกางเกงยีนยี่ห้อเดียวกันด้วยราคา ๘๐ บาทเท่านั้น คืนนั้นทั้งคืนเธอนอนไม่หลับด้วยความคับแค้นที่ซื้อของแพงกว่าคนอื่น ไม่ว่าเราจะได้โบนัสมากแค่ไหน มันจะกลายเป็นน้อยไปทันทีหากเราพบว่าเพื่อนร่วมงานได้โบนัสมากกว่าเรา ผลที่ตามมาก็คือรู้สึกหม่นหมองและอิจฉาเพื่อน ทั้ง ๆ ที่โบนัสที่เราได้นั้นเป็นตัวเลขสูงถึง ๗ หลัก เป็นเพราะนิสัยชอบเปรียบเทียบ ทำให้คนที่แวดล้อมด้วยเพื่อนที่รวยกว่าหรือมีฐานะการเงินดีกว่า มีโอกาสป่วย โดยเฉพาะด้วยโรคหัวใจ มากกว่าเพื่อนที่แวดล้อมถึงร้อยละ ๒๐ ไม่ใช่เพราะว่าเขามีฐานะยากจน ถึงแม้จะมีฐานะการเงินที่ดี เป็นเศรษฐีร้อยล้าน แต่หากเพื่อนที่คบหาด้วยมีเงินนับพันล้านทั้งนั้น ก็คงอดรู้สึกไม่ได้ว่าตนด้อยกว่าเขา ทำให้เกิดความเครียดสะสม ซึ่งเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยได้ ถ้าเราเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นให้น้อยลง เราจะมีความสุขมากขึ้นกับสิ่งที่มีหรือได้มา ขณะเดียวกันถ้าเราไม่หลงใหลในของถูก ใคร ๆ ก็คงหลอกล่อให้เราควักเงินซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็นอยู่ร่ำไปได้ยาก |
<p></p>
คัดลอกมาจาก เวบรวบรวมงานเขียนของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโลค่ะ
เมื่อคิดคำนึงถึงเรื่องรอบ ๆ ตัว
เราเปรียบเทียบงานของเรากับของคนอื่น เราทุกข์เพราะรู้สึกว่า เราน่าจะทำได้ดีเท่ากับหรือดีกว่าคนอื่น เราลืมนึกไปว่า งานของเราสำเร็จแต่ละชิ้น คือพัฒนาการและความงดงาม ความสุข ความสำเร็จเป็นลำดับขั้น ของตัวเราเอง
เราเปรียบเทียบ คนแห่งความรักของเรากับคนอื่นว่า เขาน่าจะเข้าใจเราเหมือนคนอื่นที่ีเข้าใจเรา เราลืมนึกให้ลึกซึ้งลงไปว่า ถ้าเรารักเขาประหนึ่งเป็นคนแห่งความรักของเราจริง ๆ เราต้องไม่มีเงื่อนไขในความรัก
เราเปรียบเทียบอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย
เราลืมนึกไปว่า เวลาที่มีเหลือให้เราอาจไม่มากมายนัก ไม่พอให้เราคิดเปรียบเทียบยืนยาว
มีความสุขกับ สิ่งที่เรามี เป็น อยู่คือ กันดีกว่านะคะ
สุขสันต์วันเสาร์ วันหยุดที่ใกล้ปีใหม่เข้ามาทุกทีทุกท่านค่ะ
ขอบคุณคะ นี่คือต้นเหตุแห่งความกระวนกระวายใจของตนเองอย่างแท้จริง แต่แก้ไม่ได้ จนมาเจอประโยคนี้เป็นยาดี ... เราลืมนึกไปว่า เวลาที่มีเหลือให้เราอาจไม่มากมายนัก ไม่พอให้เราคิดเปรียบเทียบยืนยาว
พี่อ่านเพื่อเตือนตน เห็นว่ามีประโยชน์จึงคัดลอกมาไว้ที่นี่ค่ะ
เรามีเวลาไม่มาก ยิ่งเมื่อเทียบกับจักรวาล เราเป็นฝุ่นละอองเม็ดจ้อย แต่ยังขยัน คิดเปรียบเทียบ หาความทุกข์ใส่ตน
ขอยกให้เป็นข้อดีของคำสอนจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ค่ะ
- โต้แย้งดีไหมหนอ...ฮิ ๆ ๆ
- พี่ชายอยากจะบอกว่า...
- เวลาเรามีมาก เมื่อเทียบกับจักรวาลจ้า...ฮิ ๆ ๆ
- เพราะเวลาเป็นเพียง สัจธรรมสัมพัทธ์(relative fact) น่ะครับ...
- น้องภูสุภาลอง " รอ " อะไรสักอย่างสิครับ...
- นานเท่าจักรวาลไหมเอ่ย...ฮิ ๆ ๆ
- เอ...พี่ชายจะได้รับ "ฆ้อน" หรือ "ค้อน" ไหมหนอ....
ระลึกถึงนะครับ
...
พี่ชาย ชยพร แอคะรัจน์
หนูรอ บางสิงบางอย่าง บ่อยไป
รอจนชิน
รอจน จากการเป็นคนใจร้อน เริ่มใจเย็น(แต่ยังอุ่น ๆ อยู่)
รอองุ่นจากเปรี้ยวจนหวาน
รอ..จนกว่า จะเข้าใจกัน
รอเป็นค่ะ และเห็นด้วยว่า เวลาเป็นสัจธรรมสัมพัทธ์
ขอบคุณค่ะสำหรับความคิดเห็น
"ขอบคุณ..ชีวิต..ที่..เป็นอยู่.คือ.แค่..ชีวิต..ที่..กินง่ายอยู่ง่าย..หายใจเป็น...Happy Ba..เจ้าค่ะ..ยายธี.."
ช่วงนี้งานเพิ่งเริ่ม ยุ่ง ๆ นิดหน่อย ไม่รู้คุณยายธีและพี่นุชจะมากินกาแฟ ขนม หรือข้าวแถว ๆ เมืองกรุงเมื่อไหร่
หนูพาหลานไปกราบคุณย่า อาทิตย์แรกของธันวาคมค่ะ
บ่อยครั้งที่แนะนำคนไข้..
เวลาเรามีความทุกข์ ที่อาจรับไม่ไหว.. ให้มองคนที่แย่กว่าเรา.. เค้ายังมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข หรือมีความทุกข์ที่พอทน.. เราจะมีกำลังใจเพิ่มขึ้น
ใช้วิธีเทียบเหมือนกันค่ะ
ขอบคุณความคิดเห็นดี ๆ นี้ค่ะ
ใช่ครับ เป็นทุกข์เพราะไปเปรียบกับคนอื่่น พอเรามีน้อยกว่าก็เป็๋นทุกข์
เรายังมีอีกหลายเรื่องที่ทำร้ายตน พาตน คิดแล้วเกิดทุกข์
หวังว่า เราเองจะรู้ทุกข์แล้วตัดวงจร หน่าย จนกว่าจะคิดแต่เรื่องที่ก่อให้ตนเกิดและรู้สุข ยิ่งเป็นสุขอันประณีตขึ้นเท่าไหร่ ถือว่า สอบผ่านบททดสอบของชีวิตตามลำดับขั้น
นะคะ
การเทียบถ้ามีปัญญากำกับด้วยก็เป็นสิ่งดี แต่หากไม่มีก็อาจไม่ดี..จนนำความทุกข์มาให้ได้
เช่น เีทียบกับคนที่มีทุกข์มากกว่าเรา (เช่น khunrapee ว่า)
หรือเทียบกับคนที่เขามีศีล สมาธิ ปัญญา มากกว่าเรา แล้วเราทะเยอยาน อยากเป็นแบบเขา ...แบบนี้ก็น่าเทียบนะ ผมว่า
เทียบโดยมีธรรมกำกับเช่นปัญญา
วันนี้นั่งครุ่นคิดว่า ถ้าเราหมั่นทบทวนตนโดยมีธรรมอื่น ๆ กำกับด้วย เราคงไม่มีความคิดที่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากไป หมกมุ่นแบบมีอคติ หรือหมกมุ่นแบบมีมิจฉาทิฎฐิ
นกแอร์เลื่อนเวลาผู้โดยสารเป็นชั่วโมง จึงใช้เวลาทบทวนสิ่งขัดข้องใจ
เมื่อคิดออก คิดโดยเอาตัวเรา(อัตตา) ออกไปนอกตัว คิดโดยมีเมตตาต่อตนและผู้เกี่ยวข้อง คิดโดยใช้สติปัญญา คิดแบบพยายามแยกแยะถึงและรู้เหตุ ผล ตน ประมาณ กาลเวลา ประชุมชน บุคคล รวมทั้งตั้งใจเอาจิตวิญญาณตนที่พอมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มาเป็นสรณะ
เป๊ะมาก (ยืมคำเจ้าน้องทอมมาใช้)
เรารนหาเรื่อง หาที่ทุกข์ของเราเอง
รู้ทุกข์ พาให้รู้สุข
และเมื่อมาอ่านเนื้อหาของบันทึกรวมความคิดเห็นในบันทึกนี้ใหม่จนถึงของอาจารย์ถาง
ราวกับอ่านหนังสือเตรียมสอบแล้วเข้าใจ เกิดความเชื่อมั่นแต่ไม่ประมาท
พรุ่งนี้จะมีบททดสอบใด ๆ มา คิดว่ารับได้
อย่างเก่งก็ รู้ทุกข์รู้สุขและอยู่กับมันกับตนได้ เจ้าค่ะ
ดูดีมีอนาคตขึ้นมาหน่อยค่ะ
ขอบคุณความคิดเห็นของอาจารย์ถางและท่านอื่นๆ อีกครั้งค่ะ