หลักกระบวนการอันควรแห่งกฎหมาย (Due Process of Law) [1]

หรือ "หลักศุภนิติกระบวน

เพื่อให้เข้าใจได้ตรงความหมายในการอธิบายขอให้วลีเดิมที่เป็นภาษาอังกฤษคือ  คำว่า  Due Process of Law  หรือเรียกสั้น ๆ ว่า  Due Process พูดถึงความหมายของวลีดังกล่าวมีอยู่สองคำคือ Due  แปลว่า  เหมาะสม  สมควร  พอเพียง  พอควร  ตามกำหนด  ครบกำหนด  ถึงกำหนด  ถูกต้อง  ถูกทำนองคลองธรรม  ตรง  หลีกเลี่ยงไม่ได้  Process  แปลว่า  กระบวนการ  ดังนั้นที่ศาสตราจารย์จิตติแปลคำทั้งสองคำนี้ว่า  “กระบวนการอันควร”  จึงเหมาะแต่อย่างไรก็ตามการเรียนการสอบกฎหมายนั้น  เราไม่ใช่เริ่มต้นและสิ้นสุดกันที่การแปลความหมายตามพจนานุกรม  ต้องดูให้ลึกลงไปที่กำเนิดรากเง่าของสิ่งนั้น  แล้วค่อยมาดูกฎหมายรัฐธรรมนูญของเรา

  Due Process of Law นี้มันสืบรากเง่าไปถึงเอกสารที่ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของโลกคือ  แมคนาคาร์ตา  ซึ่งเป็นเอกสารที่พระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษถูกบีบบังคับจากเหล่าขุนนางให้พระราชทานเสรีภาพแก่ราษฎรชาวอังกฤษ  ในยุคหลังถือว่าแมคนาคาร์ตาเป็นการยอมตนของพระมหากษัตริย์ต่อกฎหมายคือ  ยอมอยู่ภายใต้กฎหมายนั่นเองบัญญัติเมื่อ ค.ศ. 1217 (พ.ศ. 1760)  แต่เดิมไม่มีคำว่า  Due Process of Law มีแต่คำว่า  “โดยกฎหมายของแผ่นดิน”  ซึ่งคำนี้โยงไปถึงคำภาษาลาตินว่า  “Per Legum Terra”

  เอกสารนี้ออกโดยพระเจ้าจอห์น  แต่เมื่อมีการเปลี่ยนราชบัลลังก์ก็มีการยืนยัน  โดยพระมหากษัตริย์ที่ครองราชสมบัติ  โดยตลอดมา จน ค.ศ. 1354 (พ.ศ. 1897)  ในรัชสมัยของพระเจ้าเอ็ดเวอร์ดที่ 3 คำว่า  “Due Process of Law”  จึงปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก

  ในขณะที่ไม่มีส่วนใดของเอกสารเหล่านี้ระบุว่าอะไรที่หมายถึง  “กฎหมายของแผ่นดิน”  หรือ  “Due Processof Law”  คำสองคำนี้เริ่มปรากฏใน  Pettion of Right of 1628  ซึ่งมีข้อฎีกาว่า  “เสรีชนถูกจำคุกหรือถูกกักขังเฉพาะโดยกฎหมายของแผ่นดิน  หรือโดย  Due Process of Law  และมิใช่โดยการสั่งการพิเศษโดยปราศจากข้อหาของพระเจ้าแผ่นดิน”

  ตามความเข้าใจของชาวอังกฤษ  Due Process  มีความหมายตามที่เดเนียลเวบสเตอร์  นักการเมือง  และรัฐบุรุษสหรัฐอเมริกาคนหนึ่งกล่าวว่าเป็นกฎหมายทั่วไปเป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง ๆ  ที่มีการพิจารณาก่อนแล้ว  จึงตัดสินลงโทษ  ซึ่งดำเนินการโดยการสอบสวน  และมีคำพิพากษาหลังการพิจารณา

  จึงเห็นว่าสิทธิเสริภาพนั้นมันสำคัญ  สำหรับชาวตะวันตกแค่ไหน  เพื่อหลักประกันแห่งสิทธิเสรีภาพนี้ชาวอังกฤษรู้กันมาเกือบเจ็ดร้อยปีแล้ว  เมื่อมีอาณานิคมของอังกฤษในอเมริกาช่วงทศวรรษ 1600  ชาวอาณานิคมก็ใช้คำว่า  “Due Process of Law”  ในกฎหมายฉบับต่าง ๆ ของตน  จึงกล่าวว่า  Due Process เป็นหัวใจของ  “เครื่องคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ”  (Constitional Safeguard)  อย่างที่ได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่

  ตามความเข้าใจของชาวอเมริกันขณะนี้  Due Process of Law  มีสองอย่างคือ  Due Process  เชิงสารบัญญัติและ  Due Process  เชิงวิธีพิจารณา

  Due Process  เชิงสารบัญญัติหมายถึง  การให้ความคุ้มครองเนื้อหาสาระของสิทธิของปัจเจกชนตามหลักการของลัทธิเสรีนิยมในข้อนี้ศาลอเมริกันถูกโจมตีมาก  หัวใจของลัทธิเสรีนิยมสี่ประการ  เช่น  แนวคิดเรื่อง  Competitive Individualism  แนวคิดว่าสิทธิในทรัพย์สินของปัจเจกชนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และละเมิดสิทธิมิได้  และแนวคิดเองรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัดไปโยงกับหลักกฎหมายของลัทธิเสรีนิยม  เช่น หลักเสรีภาพในการทำสัญญาเป็นต้น  หลักกฎหมายเหล่านี้อยู่ภายใต้ข้อสันนิษฐานของแนวคิดแบบเสรีนิยมว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกัน  แต่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น  อำนาจต่อรองของคนความจริงไม่เท่าเทียมกัน  มีการเอารัดเอาเปรียบกันโดยข้อเท็จจริง  เพื่อผ่อนบรรเทาการเอารัดเอาเปรียบกันระหว่างชนชั้น  ฝ่ายการเมืองเสนอมาตรการแก้ไขการเอารัดเอาเปรียบกันระหว่างชนชั้น  ฝ่ายการเมืองเสนอมาตรการแก้ไขการเอารัดเอาเปรียบนี้ในรูปของกฎหมายสังคมนิติบัญญัติ  โดยกฎหมายเหล่านี้เรียกว่าเป็นการสร้าง  “มือที่มองเห็น”  มาช่วยมือที่มองไม่เห็นตามทฤษฎีของอาดัม  สมิธ  แต่ฝ่ายตุลาการที่ยึดแน่นกับแนวคิดเสรีนิยมไม่ยอมรับมาตรการนี้  อย่างเรื่องสัญญาจ้างแรงงานมีการออกกฎหมายกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ  ศาลฎีกาสหรัฐก็วินิจฉัยว่าขัดต่อสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญที่ว่าทุกคนมีเสรีภาพในการทำสัญญากัน  หรืออย่างเรื่องกฎหมายกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยกรณีลูกจ้างประสบอันตรายในขณะทำงานให้นายจ้าง  ศาลฎีกาสหรัฐก็ถือว่าขัดต่อหลัก  Due Process  ที่กำหนดให้นายจ้างรับผิดทั้งที่ไม่มีความผิด

  Due Process  เชิงสารบัญญัติอยู่นอกขอบเขตของวิชานี้ที่เอามากล่าวก็  เพื่อให้ระลึกถึงคุณค่าสองอย่างที่แย้งกันอยู่ในตัวคือ  การคุ้มครองปัจเจกชนตามแนวคิดของลัทธิเสรีนิยมกับการรักษาผลประโยชน์ของมหาชนตามลัทธิประชาธิปไตย  ความขัดแย้งกรณีนี้ของสหรัฐอเมริกาที่เล่ามามีความรุนแรงมาก  ถึงขนาดมีการเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายตุลาการ  และฝ่ายการเมืองประธานศาลฎีกาสหรัฐกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของฝ่ายตุลาการอเมริกันว่า  มีเหตุการณ์สองอย่างที่ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำของศาลฎีกาสหรัฐที่ท่านไม่สบายใจอย่างแรกคือ  กรณีศาลฎีกายืนหยัดคว่ำกฎหมายสังคมนิติบัญญัติ  โดยอาศัยหลัก  Due Process  อย่างที่กล่าวมานี้  อีกอย่างหนึ่งเป็นเรื่องการรักษาสถานะเดิมตามลัทธิเสรีนิยมเหมือนกันคือ  คว่ำกฎหมายของมลรัฐที่จะปลดปล่อยทาส  การปลดปล่อยทาสในสหรัฐอเมริกาเป็นการปลดปล่อยตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่สิบสาม  ความจริงฝ่ายการเมืองเขามีความคิดจะปลดปล่อยทาสก่อนมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว  แต่ศาลฎีกาสหรัฐคว่ำกฎหมายดังกล่าวในคดี  Dred Scott  โดยอ้างถึงสิทธิในลักษณะของเจ้าของทาส

  สำหรับ  Due Process  ได้แก่เครื่องคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ  เช่น  การจับ  การคุมขัง  การค้น  เป็นต้น  ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องเหล่านี้ขอกล่าวถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งคือ  แนวคิดเรื่อง  Bill of Rights  เพื่อทำให้เข้าใจเรื่องดังกล่าวง่ายเข้า

บรรณานุกรม

G.D. Nokes, An Introduction of Evidence, 3rd ed., London, Sweet and Maxwell, 1962.

Lowreng M. Friedman, A History of American Law, Bidliography, 1985.

Rupert Cross and Nancy Wilkins, An Outline of the Law of Evidence, 5th ed., London, Butterworths, 1980.

 


[1]ปิติกุล จีระมงคลพาณิชย์, งานวิจัยเสริมหลักสูตร เรื่อง “สิทธิของจำเลยกับการอำนวยความสงบสุขของรัฐ” ในวิชากฎหมายลักษณะพยาน (น.382)ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://www.ops.moj.go.th/sub/download/check_count.php?SystemModuleKey=mini110_download&FileID=1020