ออกจากแม่สายตอนบ่ายยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมง จึงตกลงกันว่าจะไปเที่ยวเชียงแสน ลูกทำหน้าที่ขับรถเปลี่ยนกับพ่อ ไปตามป้ายบอกทาง  ถนนบางตอนตัดผ่านหมู่บ้านซึ่งแต่เดิมคงเป็นถนนสายเล็กๆที่ชาวบ้านใช้เป็นเส้นทางคมนาคม และเป็นทางเกวียนขนข้าวจากนามาเก็บในยุ้งฉาง  ขับรถมาระยะหนึ่งลูกบอกว่า  “ สงสารชาวบ้านนะแม่ อยู่ๆถนนหน้าบ้านก็กลายเป็นถนนใหญ่มีรถเร็วๆวิ่งผ่าน ”  จริงด้วยนะ ที่เคยวิ่งข้ามถนนไปมาและนั่งคุยกันหน้าบ้านทุกเช้าค่ำ ก็คงทำไม่ได้แล้ว  วิถีชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนไป  “ถนนสายหลักเป็นเส้นทางผ่านระหว่างเมืองท่องเที่ยวน่าจะมีอีกที่หนึ่งนะ” เสียงลูกบอกถึงความเสียดายวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านที่คนในปัจจุบันถวิลหา

                               



 
                   มาถึงจุดท่องเที่ยวก็จอดรถลงมาเดินบริเวณสถานที่ท่องเที่ยว   ดูแม่น้ำโขง   และลอดใต้ท้องช้างตามเสียงที่ประกาศเชิญชวน ให้ร่วมทำบุญเพื่อสร้างศาสนสถาน 
   
   ลูกบอกว่า "ประชุมกลุ่ม"  และได้ข้อตกลงว่า เราจะแล่นเรือไปเที่ยวชมฝั่ง 3 ประเทศ  ไทย พม่า ลาว  เห็นเรือที่มีชาวต่างประเทศแล่นออกจากท่าไปแล้ว  จึงตกลงขึ้นเรือเล็ก นั่ง 3 คนในอัตราค่าบริการ 400 บาท  ก็สวมเสื้อสำหรับทุกคนก่อนที่จะลงเรือ
                                                     
                             เรือติดเครื่องยนต์แล่นฉิวออกจากท่า  เสียงเครื่องยนต์ก้องไปทั่วคุ้งน้ำ  บ่ายหน้าไปทิศเหนือ เพื่อชมอาคาร สถานที่ราชการของประเทศพม่า  ที่มีธงทิวสีต่างๆปลิวสะบัดรับลม    สักครู่ก็ลดความเร็วหันหัวเรือออกกลางแม่น้ำ และแล่นล่องลงมาเรื่อยๆ  ลูกที่นั่งหัวเรือหันมาบอกว่าลดควาเร็วลงบ้าง เพราะท้องเรือครูดกับหินใต้น้ำ และคนที่นั่งหัวเรือ รับแรงกระแทกเต็มๆ ...เราไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้  แต่คนเรือเขารู้ดีจึงบอกให้แม่มานั่งท้ายเรือถัดจากคนขับ
                                                                     

              เมื่อจอดขึ้นท่าที่ตลาดลาวก็ต้องจ่ายค่าเข้าประเทศคนละ 30 บาท   แล้วจึงเดินดูของ
วันนี้ตลาดลาวเงียบเหงา ไม่ค่อยมีคนมาซื้อของ   

                        พ่อหลบร้อนไปคุยกับเด็กลาวใต้ต้นไม้   ขอให้อ่านหนังสือให้ฟัง   สำเนียงแปลกหูแต่ก็รู้ความหมาย

        ถึงเวลาก็ลงเรือกลับ  ก่อนจะลงเรือมีเด็กชาย2คนมาขอเงิน  รบเร้าตั้งแต่ขามา ก็ให้ไป10 บาท บอกว่าให้แบ่งกัน
  เด็กมีท่าทางพอใจ มาช่วยดึงเชือกที่ผูกเรือไว้ จนเราลงไปนั่งเรียบร้อย จึงโบกมือให้  เรือพุงออกจากท่าแล่นมากลางลำนำ้ สวนทางกับเรือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ก็โบกมือทักทายกัน  แล้วกลับมาถึงท่าที่เชียงแสนตามเดิม

        รีบเดินทางกลับก่อนที่จะมืดกลางทาง   ออกจากเชียงแสน 4 โมงเย็น     มีรถนักท่องเที่ยวขับรถกลับออกมาพร้อมกันหลายคัน     6 โมงเย็นรถยังติดไปแดงอยู่ที่ห้าแยกกลางเมืองเชียงราย   ยิ่งมาอยู่ในตัวเมืองรถก็ติดมากขึ้น และรถจะจอดติดไฟแดงกันตลอดทาง   เพิ่งจะรู้ว่าเมืองเชียงรายมีสี่แยกไฟจราจรมากที่สุด  รถทุกคันมุ่งหน้าจะกลับบ้านก่อนค่ำ ก็มาติดไฟแดงอยู่ทุกแยก   แถมยังมีด่านตรวจที่ปล่อยรถออกทีละคันทำให้รถติดกันยาวเหยียด

ออกจากเมืองเชียงรายก็มืดแล้ว ขับรถตามๆกันออกมาด้วยความระมัดระวัง     แวะจอดที่ปั๊มก่อนจะเข้าเขตภูเขาซึ่งต้องใช้เวลานานที่ต้องขับรถมาท่ามกลางความมืด  ยังดีที่มีรถวิ่งตลอดเวลา ที่เป็นถนนโค้งต้องดูสัญญาณจราจร บางตอนที่รถตู้นำเที่ยวตามหลังมาแล้วแซงขึ้นหน้าไป ก็ใจชื้นมาบอกให้พ่อพยายามตามขบวนรถตู้เพราะเขาชำนาญเส้นทาง แต่แป๊บเดียวเขาก็วิ่งเร็วหายไปในความมืด....จนมาถึงบ้านประมาณ 3 ทุ่ม  แม่กับลูกชมพ่อว่าขับรถเก่งมาก

ถึงบ้านเจ้าตัวเล็กดีใจเข้า้มากระโดด ๆ     แต่เจ้าตัวโตหายไปไหนไม่รู้