ผลไม้ป่า" ...โปรดรักษาไว้ ...สายพันธุ์ของโลก (๑) 



ท่ามกลางวิถีชีวิตที่เร่งรีบในตลาดเช้า  หากแต่ “ครูพื้นที่” เหลียวมองดูสรรพสิ่งอย่างเพลินตา สัมผัส เก็บภาพเบื้องหน้าโน่นก็พืชผัก นี่ก็ผลไม้ มองซ้ายขวาเพ่งมองไปมา  เอ๊ะ..นี่ผลอะไร?? ประทับ ใจ ผลไม้ชนิดหนี่งที่วางกองรวมไว้กับเพื่อนไม้ผลชนิดอื่น  มิรู้จักในเบื้องต้น แต่นึกเทียบเคียงทันควันกับผลไม้ที่คุ้นเคย  ดูจะมีส่วนคล้ายและส่วนที่แตกต่าง  คล้ายๆกับ “มะไฟ” ลักษณะของก้านช่อ และการจัดเรียงตัวของผลเล็กๆ ในช่อ  หากแต่มะไฟ มีลูกโตกว่า เปลือกหนากว่า รสชาติหน่ะหรือ??..เชิญชวน


จำปูลิ่ง จำปูรี จำไหร หรือ มะไฟลิง”  เป็นชื่อที่รู้จัก และเรียกต่างกันในแต่ละพื้นถิ่น สมัยก่อนจัดว่าเป็นผลไม้ที่พบเห็นได้เป็นประจำในฤดูไม้ผล แถบพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้  สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส  โดยเฉพาะผลสุก เริ่มมีทยอย ออกมาให้เห็นชุกในเดือน กรกฏาคม สิงหาคม เรื่อยมาถึงกันยายน ปัจจุบันมีน้อยลง หาทานยากขึ้น




ลักษณะผล สีเหลืองอมส้ม ผลค่อนข้างกลม แต่ลักษณะเป็นสันเล็กน้อย ดูเหมือนมีรอยต่อ ทำให้แตกออกง่าย มีขนาดเล็กกว่ามะไฟเล็กน้อย  ส่วนในเรื่องก้านช่อที่ติดผล มักจะออกดอกที่ก้านกิ่ง แต่ละก้านช่อมีก้านขั้วสั้นๆยึดผลย่อย สลับไปมาซ้ายขวาในหนึ่งก้าน  เปลือกหุ้มผลบางและเปลือกด้านในแยกออกได้เป็นห้องๆ โดยมีเมล็ดในแต่ละห้อง เมล็ดที่สมบูรณ์ที่เจริญเต็มพื้นที่ ส่วนใหญ่จะมีสามเมล็ด ในหนึ่งผล



ส่วนที่กินได้เมื่อผลสุกคือเนื้อหุ้มเมล็ดที่มีสีส้มแดง เมื่อเปลือกแตกออกมาทำให้สีผลดูจืดลงไปถนัดตา  เยื่อหุ้มเมล็ดตึงใสฉ่ำน้ำยั่วใจให้ลิ้มลองยิ่งนัก โดยเมล็ดมีขนาดเล็ก บาง และลื่นๆจึงกลืนไปได้เลย ในขณะที่บางคนเผลอหรือตั้งใจกลืน  หากแต่ถ้าคายเมล็ดก็สามารถนำไปเพาะเป็นต้นกล้าได้ต่อไป   ปกติต้นจำปุลิ่งงอกขึ้นได้เองตามธรรมชาติ จากเมล็ดที่นกหรือสัตว์กินเป็นอาหาร  ต้นที่พบในธรรมชาติ มีลักษณะต้นไม้ใหญ่ สูงประมาณ กว่า 20 เมตร คล้ายกับต้นมะไฟ ซึ่งพืชทั้งสองชนิดจัดจำแนกทางพฤกษศาสตร์อยู่ในกลุ่มเดียวกัน


สรรพคุณ ของผลไม้ชนิดนี้ ยังไม่มีรายงาน แต่พืชในกลุ่มเดียวกันคือ "มะไฟ" มีข้อมูลกล่าวถึงว่าทั้งราก ใบ ผล มีสรรพคุณใช้รักษาโรค (medicinal plant) มี ฤทธิ์ขับเสมหะ และช่วยย่อย    หากแต่ที่ต่างไปจากมะไฟก็คือส่วนที่กินได้ของ จำปูลิ่ง มีสีสันเช่นเดียวกับแครอท จึงมีสารในกลุ่มแคโรทีนที่น่าจับตามองทีเดียว   เทียบเคียงกับผลของ "มะไฟ" นอกจากจะมีโปตัสเซียม แมกนีเชี่ยม ฟอสฟอรัสแล้ว วิตามินซีสูง 55 มก. วิเคราะห์ จากปริมาณ 100 กรัมของส่วนที่กินได้ เทียบกับผลมะขามป้อมซึ่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง 276 มก.)   จำปูลิ่งนั้นหากกินผลที่สุกแล้วในปริมาณมากๆๆ ทำให้ระบายท้อง  และในช่วงที่ผลแก่ มีสีเขียว นำไปปรุงอาหารได้  เพิ่มความเปรี้ยวของรสชาติ อาหารพื้นบ้าน



ผลไม้ชนิดนี้มาจากต้นพันธุ์ที่ขึ้นได้เฉพาะแหล่งอาศัย (habitat) เช่นบริเวณป่าต้นน้ำ  หรือป่าที่ไม่ค่อยถูกรบกวนจากภัยคุกคามภายนอก  ต้นจำปูลิ่งจึงบ่งชี้ "สถานภาพของป่า" มีนัยว่าถ้ายังมีผลไม้ชนิดนี้อยู่ แสดงว่ายังคงมีป่าใหญ่อยู่ในพื้นที่   แต่ปัจจุบันนี้หาทานผลไม้ชนิดนี้ได้ยากขึ้น เป็นเพราะป่าถูกทำลายต้นจำปูลิงถูกโค่น ต้นไม้จึงบ่งชี้ "ความพร่องของคน"..เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน โค่นทำลายต้นไม้ที่เติบโตคู่ป่าใหญ่ 




ปัจจุบัน ป่าไม้ถูกแผ้วถางเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ  ผลพวงจากการตกเป็นผู้รับเคราะห์เชิงนโยบาย กี่ยุคสมัยที่ส่งเสริมการทำเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยว เช่นปลูกยางพารา หรือปาล์มน้ำมัน ส่งผลผลิตสู่โลกอุตสาหกรรม จนทำให้เกิดเป็นวิบากกรรมต่อเนื่อง โดยไปริดรอนสิทธิ ของพืชพันธุ์ที่เป็นเพื่อนคู่ป่า  ที่มีคุณค่าอนันต์ต่อระบบนิเวศ  มีคุณค่าทางวิวัฒนาการ  รวมถึงเป็นแหล่งยีน (gene pool) หรืออาจจะมีคุณค่าในมิติยารักษาโรคที่รอการวิจัยอยู่ก็เป็นได้  เราจึงควรมองให้รอบด้าน ด้วยเพราะเป็นสายพันธุ์ที่ปรับตัวมาเป็นระยะเวลานาน พบได้เป็นพืชพื้นถิ่น (native species)



หากแต่การณ์กลับกลายเป็นว่า พืชเหล่านี้กำลังจะไม่มีที่ยืน ในสังคมพืชป่า” (plant community)  เพราะมนุษย์ไปตีค่าว่า..ด้อยค่ายิ่งนัก...ต่อความเป็นพืช/ไม้ผลทางเศรษฐกิจ  ชวนคิดว่า ใครน่ะ??..ที่มักจะตีค่าด้วยการลดคุณค่าที่แท้จริง มองไม่เห็นถึงค่าแท้อีกต่างหาก สนใจในค่าที่แปลงไปตามเหตุแห่งความต้องการ  ..."คุณค่า" จึงถูกจำแลงไปกับ “มูลค่า-ราคา” (value vs price)ซึ่งเน้นมิติทางเศรษฐกิจที่ผูกติดกับตลาด/การค้าขาย..??  หรือแม้กระทั่งปัจจุบันนี้ได้พยายามแปลงค่าให้หลากหลายขึ้นเช่น ในวงการ คาร์บอนเทรด (carbon trade) คาร์บอนเครดิต (carbon credit) ที่ล้วนแล้วแต่สนนมา..นัยว่าป่าก็ยังถูกทำลาย  มิได้แก้ที่ต้นเหตุ  ผลกระทบโดยภาพรวมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกที่เกิดขึ้น หากวัฒนธรรมบริโภคนิยมยังคงนำหน้า สวนทางกับแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของ ปวงชนชาวไทย ...หากเราคิดรักป่ารักต้นไม้ หรือกรณีนี้ต้นจำปูลิง ก็คงมองทะลุข้ามผ่านมิติเหล่านี้ไป  ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ และเสริมความมั่นคงในชีวิตบนของฐานทรัพยากรธรรมชาติสมดุลและยั่งยืน...เป็นสิ่งที่พึงตระหนัก


ทุกชีวิตมีคุณค่า!!  แว่บคิดถึงคำสอนเตือนตนที่แทรกขึ้นมา  "หากเรามัวแต่เสียเวลาโดยให้ความสำคัญกับการ "ตีค่า" ก็จะไม่เหลือเวลาที่จะให้ "ความรัก" ต่อกัน"  การไม่ตีค่า..ก็ไม่ถูกตัดสิน ไม่ถูกแยกแยะ.. ก็ไม่มี..เรา/เขา ..ไม่มี..ค่ามาก/ค่าน้อย   หากแต่ให้รักทุกชีวิตดั่งเช่นชีวิตตน ช่วยกันดูแล... คุณค่าที่แท้จริงของต้นไม้...จะได้แจ่มชัดจากการขัดเกลาทางปัญญา :-)))



หากแต่วันนี้คงจะไม่สายเกินไป  เราต้องร่วมมือช่วยกันปกป้องให้พืชเหล่านี้มีที่ยืนในป่า  ที่เคยเป็นแหล่งที่อยู่  ให้ยืนต้นประกาศคุณค่าที่แท้จริงต่อไป...  เพราะสิ่งนั้น จึงมีสิ่งนี้... เป็นเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกัน  กล่าวคือ เพราะมีต้นไม้เหล่านี้ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในป่าใหญ่ รวมตัวก่อให้เกิดเป็นละออง หยดน้ำ หยาดน้ำฟ้า ฝนตกลงมา  รากดูดซับน้ำ ชะลอการไหลบ่าของน้ำยามฝนตก อีกทั้งเพิ่มออกซิเจนให้กับสรรพสิ่งที่เอื้ออิง  ส่วนใบ ดอก ผล นั้นเล่าก็เป็นแหล่งอาหารอันอุดมด้วยสารอาหารและวิตามิน หรือที่นิยมเรียกกันให้ดูเข้าใจยากขึ้นว่า "phyto-nutrient" มากด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant)  มีวิตามินซีสูง แถมมีรงควัตถุสีสันในเซลล์ พืชจึงทำหน้าที่ มีบทบาทในระบบนิเวศในฐานะผู้ผลิต หล่อเลี้ยงสรรพสัตว์น้อยใหญ่ในป่า รวมถึงคนซึ่งมีบทบาทเป็นผู้บริโภค ต้องพึ่งพิงพืช  เราจึงควรจะรู้คุณ ดูแล และเห็นคุณค่าของพืชพรรณเหล่านี้ แทนที่จะทำลาย





ครือข่ายก่อการดี ...“ต้นกล้า รักษ์โลก”...ที่ พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  มอ.ปัตตานี  ..เราทำงานด้วยจิตสาธารณะ ใจอาสา หาความสุขเรียบง่ายใกล้ๆตัว ชวนกันรวมพลังเพื่อ "ปลูกป่าในใจคน" เป็นเบื้องต้น  จากนั้นขยายผลร่วมเชิญชวนปลูกและดูแลเพื่อเพิ่มจำนวนต้นไม้ให้กับโลก ด้วยการส่งเสริมกิจกรรมการปลูกให้ครบวงจร  เริ่มจากการเพาะพันธุ์ต้นกล้า ส่งเสริมการนำไปปลูกในท้องถิ่น นำเรื่องราวในระหว่างการดูแลมาแลกเปลี่ยน และร่วมมือกันรักษ์สายพันธุ์ทีมีอยู่ในธรรมชาติ 


ขณะนี้ได้เริ่มการเพาะพันธุ์พืชหลายชนิด ทั้งเมล็ดพืชป่าชายเลน เมล็ดพันธุ์ที่เก็บมาจากป่าขณะไปท่องเที่ยว/ดูนก หรือเมื่อลงไปทำงานในชุมชน/พื้นที่ และซื้อหาจากตลาด ที่มีพืชพรรณนำมาขาย เพื่อได้มาซึ่งเมล็ดพันธุ์ของพืชประจำถิ่น นำมาเพาะพันธุ์ในเรือนเพาะชำ จำนวนหลายชนิดที่เป็นชนิดพืชพรรณที่กำลังจะถูกลืมเลือนไป   เรามีต้นกล้า จำปูลิ่ง”  ที่เพาะจากเมล็ด (จำนวนไม่มากนัก แต่พร้อมแบ่งปัน)


เราควรร่วมกันรักษาเอาไว้เพื่อการคงอยู่ ของความหลากหลายในสายพันธุ์ที่กระจายอยู่บนโลกใบน้อยร่วมกับสรรพสิ่งต่างๆ  โดยเริ่มนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป..เชื่อมั่นและศรัทธา.. รักษ์พื้นถิ่น รักษ์ดิน รักษ์ป่า รักษ์ท้องฟ้า รักษ์อากาศ รักษ์น้ำ รักผู้คน และรักโลกในที่สุด :-))




ฝากคำ..ก่อนลา

ข้าน้อย ต้นกล้า "จำปุลิง" อายุ 1 เดือนกับอีก 17 วัน   ขอน้อมคารวะทุกท่าน...ที่เข้ามา้ีี้อ่าน  ขอเชิญร่วมกันนำข้าน้อยกลับไปปลูกด้วยเถอะ.... คิดถึงป่ามากๆๆ ..หากโตใหญ่วันใดจะีได้เป็นเพื่อน เพิ่มออกซิเจนแก่โลก ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึมซับน้ำไว้ให้   ชะลอการไหลแรงของน้ำ  หากมีดอกออกผลคราใด  สัตว์น้อยใหญ่/ผู้คน จะได้ชิมและชื่นชม..สมใจ.. :-)) อ่านเพิ่มเติมที่ http://burongtani.oas.psu.ac.th/bird-story/1028




๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕
วรรณชไม การถนัด