ข้าพเจ้าก็มั่นใจว่ากระบวนการเรียนรู้ชีวิตเช่นนี้ ลูกๆ จะเกิดการเติบโตเล็กๆ ในจิตวิญญาณของเขาเอง เป็นการเติบโตที่มี “แก่นสาร” เสมือนต้นไม้ที่เติบโตอยู่บน “รากแก้ว” ของมันเอง.



การนำพาหัวใจกลับสู่ภูมิลำเนา ถือเป็นทางออกและทางเลือกที่ต้องเลือกสำหรับเราทุกคน เพราะบ้าน-ภูมิลำเนา คือดินแดนมหัศจรรย์แห่งการเรียนรู้


ในมุมมองของข้าพเจ้า การกลับบ้านในแต่ละครั้ง อาจมีเหตุผล หรือไม่มีเหตุผลก็ได้ แต่ที่สำคัญก็คือ “อยากกลับบ้าน...เพราะอยากกลับบ้าน”

แต่สำหรับบรรดาลูกๆ แล้ว ข้าพเจ้าพยายามที่จะถามเขาเรื่อยมาเสมอว่า การกลับบ้านในแต่ละครั้ง เขากลับไปเพื่ออะไร


ล่าสุดจากห้วงเวลาของการกลับไป “เรียนพิเศษที่บ้านนอก” นั้น สองหนุ่มสองมุมตอบฉะฉานร่วมกันว่า “อยากกลับไปช่วยพ่อปู่จับปลา..ไปช่วยแม่ย่านึ่งข้าว”

ครับ, ก็แน่ล่ะ “บ้าน” มีความเป็นมหัศจรรย์เสมอ



บ้านของข้าพเจ้าเป็นกระท่อมหลังเล็กๆ ติดชายทุ่งท้ายหมู่บ้าน ครอบคลุมพื้นที่ในราวยี่สิบสามไร่ ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็น “มรดกตกทอด” จากปู่ย่าตาทวด จวบจนบัดนี้คนทุกคนจากรากรกเดียวกันก็ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งเรื่อง”แย่งที่แย่งทาง” คนทุกคนยังคงใช้ประโยชน์ร่วมกัน


ครับ, พื้นที่ทั้งหมดนั้น ประกอบด้วยพื้นที่อันเป็นทุ่งนา-ไร่มันสำปะหลัง และในบริเวณทุ่งนานั้นมีสระน้ำที่ถูกขุดขึ้นมาเพื่อเป็นลมหายใจของหลายๆ สิ่ง


ในระยะสองสามปีให้หลัง ทุ่งนาของข้าพเจ้าไม่เคยแห้งแล้งเท่าใดนัก “ผืนแผ่นดิน” ดูเหมือนมี “น้ำ” หล่อเลี้ยงอยู่ไม่ขาด มี “ปลา” แทรกซุกอยู่ในผืนดินอย่างเหลือเชื่อ มี “ปู” ให้จับโดยไม่ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับสารเคมี มี “หอย” ให้เก็บ รวมถึงในเย็นย่ำของแต่ละวัน “นกทุ่ง” จำนวนไม่น้อยมักโบกบินมาเยี่ยมเยียน ทายทัก หรือแม้แต่จับจิกสรรพอาหารหล่อเลี้ยงตัวมันเองตามวิถีธรรมชาติ –ตามวิถีแห่งการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิต




การกลับไปเรียนพิเศษที่บ้านนอกในการปิดเรียนคราวนี้ ลูกๆ ได้ตะลุยทุ่งอย่างโชกโชน เขาสองคนได้เห็นสภาวะของ “ต้นข้าว” ที่กำลังแตกรวง ได้เห็นปลาเล็กปลาน้อยที่เริ่มย่างกรายเข้าสู่ห้วงเวลา“ฝนสั่งฟ้า...ปลาสั่งหนอง”


แน่นอนครับ, ในห้วงฤดูกาลเช่นนั้น การเรียนพิเศษที่บ้านนอกในระยะสั้นๆ ของการปิดภาคเรียนต้นจึงกลับกลายไปสู่วิถีของการ “จับปลา” ...

แปลกแต่ก็จริง, ปีนี้เขาสองคนได้จับปลา ขณะที่ปีที่แล้ว เขากลับไม่ได้สัมผัสเรียนรู้ถึง “วิถีวัฒนธรรม” แบบนี้


การจับปลาในห้วงเวลาอันเป็นปลายฝนเช่นนี้เราเรียกมันว่า “ปลาข่อน”




ครั้งนี้สองหนุ่มได้ลงลุยด้วยตนเองอย่างไม่เคอะเขิน ทั้งด้วยมือและอุปกรณ์พื้นถิ่นที่ปู่ถือติดไม้ติดมือลงสู่ท้องทุ่ง


สองหนุ่มดูเหมือนตื่นเต้น สนุก และมีความสุขกับการเรียนพิเศษเช่นนี้มหาศาล เขาได้ใช้มือ ใช้สะวิงจับปลา ได้อุดท่อน้ำ ได้ปล่อยน้ำออกจากท่อน้ำที่ฝังเชื่อมระหว่างคันนากับคันนา เป็นการทำงานที่สอดประสานกันของแต่ละกระบวนการ


และนั่นยังรวมถึงการดึงการรื้อถอนบรรดาวัชพืชออกจากแปลงนา เพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต แตกใบ-แตกรวงของต้นข้าว




ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าโดยเนื้อแท้นั้นจะก่อเกิดความรู้หรือทักษะการเรียนรู้ใดจากการเรียนพิเศษที่บ้านนอกเช่นนี้บ้าง


ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็มั่นใจว่ากระบวนการเรียนรู้ชีวิตเช่นนี้ ลูกๆ จะเกิดการเติบโตเล็กๆ ในจิตวิญญาณของเขาเอง เป็นการเติบโตที่มี “แก่นสาร” เสมือนต้นไม้ที่เติบโตอยู่บน “รากแก้ว” ของมันเอง...


และถึงแม้วันข้างหน้าเขาจะเติบโตไปสู่อาชีพใดก็ตาม เขาก็จะไม่หลงลืมดินแดนอันแสนอบอุ่นและมหัศจรรย์เหล่านี้


ไม่หลงลืมเรื่องราวอันเป็น “นาฏการณ์ของท้องทุ่ง” ที่ประกอบด้วยสายลม แสงแดด ต้นข้าว ต้นหญ้า ปลา ปู หอย วัว ควาย ต้นไม้ ใบหญ้า สะวิง จอบ เสียม

และไม่ลืมที่จะให้คุณค่าต่อสรรพสิ่ง ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับ “ชาวนา” ...ไม่ประเมินค่าความเป็นคนผ่านรูปลักษณ์กายสถานเดียว

หรือแม้แต่การที่พวกเขาจะเชื่อและศรัทธาว่า
· ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว
· ในน้ำมีปลา ในทุ่งนามีภูมิปัญญาของบรรพชน...
· “...มีที่..มีทาง...”




ครับ, ข้าพเจ้าคิดถึงผลลัพธ์การเรียนพิเศษที่บ้านนอกของลูกๆ เช่นนั้นจริงๆ ...คิดแบบจริงๆ จังๆ หาใช่คิดแบบ “สร้างภาพ”

ข้าพเจ้าหลงรักกระบวนการเรียนรู้เช่นนี้มากเป็นพิเศษ เรียนรู้ท่ามวิถีธรรมชาติอันเรียบง่าย สมถะ แต่แฝงซ่อนด้วยพลัง

ข้าพเจ้าหลงรักกระบวนการเรียนรู้เช่นนี้เป็นพิเศษ เป็นการเรียนรู้พร้อมๆ กัน...เรียนรู้ผ่านการชวนลงมือทำมากกว่าการอธิบาย มิหนำซ้ำยังช่วยหนุนเสริมให้แต่ละคนได้เรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทและสถานะบนพื้นฐานของมิตรภาพแห่งเครือญาติร่วมกันอย่าง “นุ่มเนียน”


แล้วท่านล่ะครับ ปิดเทอมที่ผ่านมา เด็กๆ ไปเรียนพิเศษที่ไหนกันบ้าง ครับ ?



๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๕
บ้านเกิดเมืองนอน