ลองแหงนมองฟ้าสักครั้ง จะทำให้รู้สึกว่า วันนี้ เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายเลย

  ยามสายัณห์สมัย..... มักเป็นคำขึ้นต้นของบทประพันธ์ หรือการเล่าเรื่องปรัมปรา หมายความว่าก่อนสิ้นวันในครั้งนั้น ได้เกิดเรื่องราวดังนี้  ทำไมคนจึงเลือกเอากาลเวลาที่เป็นเครื่องหมายของการสิ้นวันมาเริ่มต้นกันนะ



 ผู้เขียนว่ายามสายัณห์นั้น เป็นเวลาที่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ จะเริ่มหวนกลับมาบ้านเรือนหรือรวงรังกัน ใจเราตอนนั้น คงรู้สึกว่า กำลังจะได้กลับไปซุกหาความอบอุ่นของคนที่รอเราอยู่ หรืออาจเป็นสถานที่ ความคุ้นเคยไว้วางใจก็ได้ สรุปว่า เป็นระยะเวลาแห่งความปรีเปรม สุขใจ ดังนั้นการทบทวนเรื่องราวระหว่างวัน หรือเรื่องเดิมๆ ทั้งทุกข์ ทั้งสุข จึงเวียนวนเข้ามาในด้วงใจของเราอย่างง่ายดาย


  ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่ง ที่ชอบมองท้องฟ้าเวลานี้ บางวันฟ้าก็ดูสีโศกครึ้้ม ชวนให้ระลึกถึงเรื่องราวที่ทำให้ใจเหงาๆ หรือคิดไปถึงสิ่งที่อยู่แสนไกล แล้วไม่อาจจะสัมผัสกันได้ นอกจากใจและความคิดถึง... บางวันสีสันบนท้องฟ้าก็ดูกระจ่าง ระยิบระยับ เหมือนการอำลาเพื่อจะรอพบกันในวันรุ่งขึ้น อย่างมีความหวังที่ท่วมท้น อิ่มเอมใจ บางวันท้องฟ้าเดียวกันนี้ ก็ช่างมีน้ำใจสร้างสรรค์ให้ปุยเมฆ มาสะท้อนการยอแสงของตะวัน ให้กลายเป็นรูปร่างที่อบอุ่น ราวกับว่า ฟ้ากำลังโอบกอดเราไว้  ด้วยความอ่อนโยนปลอบประโลม  อย่างพึ่งพิงยินดี


  ทุกๆวันมีสักกี่ครั้ง ที่เราจะเงยหน้ามองฟ้ากันบ้าง แต่จะอย่างไรก็ตาม ให้รับรู้ไว้ว่า สายตาจากฟากฟ้า ทอดมองมาถึงเราเสมอ และพร้อมจะรับทราบสัมผัสนานาๆ ด้วยความนิ่งสงบ ณ เบื้องบนนั้น

องแหงนมองฟ้าสักครั้ง จะทำให้รู้สึกว่า วันนี้ เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายเลย