วันนี้ได้มีโอกาสกินข้าวยำปักษ์ใต้ และ ยำปลาดุกฟู แต่ดันกินคนละครั้ง เลยมาได้คิดว่าถ้าเอาอาหารสองอย่างนี้มาผสมกันแบบพันธุ์ทาง คงหร่อยพิลึก แถมได้สารอาหารครบ สร้างเป็นอาหารประจำชาติไทยได้เลย
เพราะข้าวยำนั้นมีจุดเด่นที่มีคาร์โบและวิตามินพร้อม แต่ด้อยโปรตีน ไขมันไปซะหน่อย (แม้จะมีมะพร้าวฝอยคั่วปนมาก็ตาม) ส่วนดุกฟูนั้นมีโปรตีน ไขมัน มาก (ปลา ถั่วลิสง) แต่ด้อยเรื่องคาร์โบ วิตามิน
ถ้าเราเอามาผสมกันก็มีครบหมด และหร่อยด้วย (หร่อย บวก หร่อย = หร่อยหลาย)
ส่วนน้ำราดนั้น แล้วแต่ทศนิยม สำหรับผมถ้าให้เลือก ขอเลือกน้ำดุกฟู เพราะมันเปรี้ยวหวานมันเค็ม กลมกล่ม โดยเฉพาะเปรี้ยวน้ำมะขามนั้น ชอบ หอมซอยทอดก็หอมหวนยวนใจ แต่น้ำบูดูข้าวยำหนักไปทางเค็มเสียมาก มีหวานประแล่มเล็กน้อย
สำหรับพวกกินเจ แทนที่จะใส่ปลา ก็ใส่พวกถั่วเข้าไป โดยเฉพาะลิสง ถั่วเหลืองคั่ว กรุบๆ หร่อยดี
น้ำราดข้าวยำนี้ผมจำได้ว่าเคยโพสต์แล้ว ว่า น่าจะมีสัก 10 รสเป็นอย่างน้อย (เหมือนน้ำสลัดของฝรั่ง) เพื่อสนองรสตัณหาของทุกสีเสื้อได้เต็มที่ ทุกภาค ทุกพื้นที่ มีสูตรผสมข้าวยำ และ น้ำราดข้าวยำกันอย่างสนุกสนาน
สูตรตะไคร้ ใบมะกรูดทอด ขิงดอง กระเทียมโทน ว่ากันเข้าไปให้สนุก และสร้างสรรค์ พวกเห่อฝรั่งก็โน่น แครอท เซเลอรี่ อาร์ติโฉก ...พวกชอบดองๆ ก็ผักกาดดอง ผักเสี้ยนดอง หัวไชโป๊ กระเทียมดอง หอมดอง
...คนถางทาง (๑ พย. ๕๕)
เห็นด้วยเลยครับ ส้มตำยังมีความหลากหลายและหากินได้ทุกที่ (ส้มตำมุสลิมแถวทางใต้นี่หากินได้ไม่ยาก) ข้าวยำถ้าประยุกต์กันเสียหน่อยน่าจะอยู่ได้ทุกภาคของประเทศไทยเลยครับ
ได้เมนูอาหารใหม่ ไอเดียกระชูด
ข้าวยำ โดยส่วนตัวยอมรับว่า แปลกๆค่ะ เพราะมีรสชาดที่หลากหลายมากๆ ไม่คุ้นชินค่ะ โดยเฉพาะน้ำบูดู แต่ละร้านก็แตกต่าง -- เมนูนี้อาจจะเหมือน ยำดุกฟูใส่สารพัดผัก -- น่าจะ เหมาะเป็นเมนูสำหรับคนรักสุขภาพมากค่ะ ไม่อ้วนด้วย ที่สำคัญ
สวัสดีค่ะคนเดินทาง
ชอบทานข้าวยำปักษ์ใต้มากค่ะ อร่อย.. คงต้องลองข้าวยำปักษ์กลางบ้างแล้ว ฮุฮุ