ทำการเมืองบนหลังควาย
การปรับครม. บ่อยๆ ตามวัฒนธรรมการเมืองไทย มันแสดงให้เห็นว่า ในการเลือกครม.นั้น เราเลือกกันแบบชุ่ยๆ และ/หรือ เพื่อตอบแทนทางการเมือง มากกว่าเลือกตามความสามารถ ความถนัด ความรู้ของบุคคล
ดังนั้นจึงต้องมีการปรับครม.บ่อยครั้งมาก เพื่อเฉลี่ยการตอบแทนทางการเมืองให้ถ้วนหน้า ทั้งนี้โดยเอาประเทศไทยเป็นสนามทดลอง หรือเป็นของเล่นให้คนพวกนี้เข้ามา “บริผลาญ” ฝึกปรือฝีมือและฝีปากกันเล่นสนุกสนาน ล้างผลาญกันให้ปี้ป่น
เช่น ฯพณฯ ณัฐวุฒิ ไสเกื้อ นั้น ท่านมีความรู้เชี่ยวชาญอะไรหรือ จึงได้เป็นรมช. เกษตร แบบเฉียบพลัน
เอาหละ..อาจเป็นคนเก่งที่เรียนรู้เร็วก็เป็นได้ แต่ท่านเป็นรมช. เกษตรฯ มาปีกว่า เอาประเทศเป็นสนามฝึกงาน จนทำความเสียหายไปมาก จนพอเป็นงานแล้ว จู่ๆ ก็ถูกปลดออก แล้วย้ายให้ไปเป็น รมช. พาณิชย์ ...ไปเริ่มฝึกงานกันใหม่ เพื่อทำความเสียหายใหม่ๆ ต่อไป
สังเกตสิ การปรับครม.คราวนี้ ส่วนใหญ่เป็นการโยกย้ายงาน เพื่อหนีปัญหา หรือข้อครหาจากสังคม หรือไม่ก็เพื่อตอบแทนทางการเมือง (เช่น เอาพวกนักโทษพ้นคดีบ้าน ๑๑๑ มารับตำแหน่งใหม่)
ทั้งหมดนี้โดยไม่เกรงใจประชาชนทั้งประเทศที่เฝ้าจับตาดูด้วยความละเหี่ยและท้อแท้ในระบบการเมืองแบบไทยๆ
อ้างว่า ได้เสียงข้างมากมา จะทำอะไรก็ย่อมได้ไปเสียหมด ....เฮ้อ
ระบบ “ประชาถูกถีบตาย” แบบนี้สิ ทหารเขาถึงทนไม่ได้ ต้องปฏิวัติกันบ่อยๆ
ทำไมไม่เลือกเฟ้น ครม. ให้ดีเสียแต่แรก เลือกคนดี มีความรู้ความชำนาญในเรื่องนั้นๆ ที่สะสมมาแต่อดีต เข้ามาเป็น จะได้พัฒนาประเทศ พัฒนาการเมืองได้ทันที ไม่ต้องมาฝึกงานใหม่ และไม่ต้องสุ่มเสี่ยงต่อการถูกรัฐประหาร
นักการเมืองไทย ส่วนใหญ่ เขามองไม่เห็นหัวประชาชนหรอก ฉันจะเอาขี้ข้ากระยาจก (ทางความรู้และปัญญา) ที่ไหนมาเป็นรมต.ก็เรื่องของฉัน ประชาชนไม่เกี่ยว (ก็เจือกเลือกฉันมาเป็นเสียงข้างมากเองทำไหร..โสน้าน่า ..อิหิหิ)
...คนถางทาง (๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๕)
ยังจำชื่อ รมต.กระทรวงตัวเองไม่ได้เลยเปลี่ยนอีล่ะ ....เซ็ง
เวียนเทียนเก้าอี้กันไปนะ ไอ้พวกนักกินเมือง. . ส่วนประชาชนก็จงโง่ จน เจ็บ กันต่อไปนะ เลือกกันมาจากเสียงข้างมาก. . ก็ต้องรับสภาพกันต่อไป
น่าสงสารประเทศไทย และประชาชนชาวไทยจังครับ แล้วเมื่อไร เมืองไทยเราจะพัฒนาเสียทีครับ คนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ไม่มีโอกาสบริหารประเทศครับ