การนำกระบวนการ KM ไปใช้ในการพัฒนาวิชาการ
เพื่อให้องค์กรของเราเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
การพัฒนางานของเราให้มีความเป็นวิชาการ โดยใช้กระบวนการ KM มีวิธีการพัฒนาตาม
ขั้นตอนต่อไปนี้
1. ให้นึกถึงกระบวนการของงานหลักของเรามีอะไรบ้าง ตัวอย่าง เช่น กระบวนการของงานสังคมสงเคราะห์ ได้แก่ การวินิจฉัยทางสังคม การบำบัดทางสังคม การจัดการและประสานทรัพยากรสังคม การสังคมสงเคราะห์ชุมชน การพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย และการวิจัยและพัฒนางานวิชาการ
2. ให้นึกถึงแต่ละกระบวนการของงาน ขั้นตอนอะไรบ้างที่ต้องการพัฒนา ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งต้องอาศัยการจัดการความรู้ที่มาจากการสะสมประสบการณ์ให้เลือกมา 1 เรื่อง มาจัดการก่อน ตัวอย่าง เช่น ในกระบวนงานบำบัดของนักสังคมสงเคราะห์ มีงานให้คำปรึกษาครอบครัวในการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งน่าจะมีการจัดการความรู้ เป็นต้น
3. ตั้งเป้าหมายของผลผลิตการจัดการความรู้ เช่น ได้นวัตกรรม สื่อ หรือ ให้คนทำงานมีทักษะในการจัดการความรู้ เป็นต้น
4. ให้แสดงความเชื่อมโยงว่าองค์ความรู้นี้ไปตอบตัวชี้วัดอะไร ยุทธศาสตร์อะไรขององค์กร เพื่อให้เราทบทวนว่าองค์ความรู้ที่เราจะจัดการนั้นมีความสำคัญจริงๆ และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ขององค์กร และสอดคล้องกับกระบวนการหลักในการทำงานของเรา ซึ่งในการทบทวนประเด็นที่เราเลือกในการจัดการความรู้นี้ เราต้องสามารถอธิบายเหตุผลได้ว่าเราจัดการความรู้เรื่องนั้นเพราะอะไร
5. การทำแผนการจัดการความรู้ 7 ขั้นตอนได้แก่ 1) การบ่งชี้ความรู้ที่จำเป็น 2) การสร้างและแสวงหาความรู้
3) การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ 4) การประมวล กลั่นกรอง ร้อยเรียง เป็นต้นฉบับ 5) การเข้าถึงความรู้
6) การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ 7) การเรียนรู้/การเอาความรู้ไปเผยแพร่ต่อ
เมื่อพิจารณาขั้นตอนทั้ง 7 ของ KM เปรียบเทียบกับ R and D แล้ว จะเห็นได้ว่า KM กับ R and Dเป็นกิจกรรมเดียวกัน เนื้อในเหมือนกัน เพียงแต่ต่างกันที่การอธิบายประโยชน์และวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน และอีกสิ่งหนึ่งที่มีความแตกต่างกัน คือ R and D ใช้สถิติมาพิสูจน์ และมีค่าความเชื่อมั่นที่เป็นวิชาการมากกว่า ในขณะที่ KM เป็นเรื่องของประสบการณ์ ที่ในบางกรณีก็ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยตัวเลขสถิติก็ได้ จึงต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆไปว่าเรื่องใดควรเน้น KM และเรื่องใด ต้องการการพิสูจน์ด้วยตัวเลขทางวิชาการ ก็เป็น R and D หรือ ในการพัฒนาความรู้หนึ่งๆ เราสามารถตอบโจทย์ได้ทั้ง KM และR and D เราอาจเริ่มด้วยการทำ KM แล้วเอากระบวนการทางสถิติมาเสริม KM หรือ เราอาจเริ่มต้นด้วยการทำ R and D แล้วใช้เทคนิค KM มาช่วยเสริม ก็จะทำให้กระบวนการ R and D สมบูรณ์ขึ้น เป็นต้น