ชาวบ้านขาดความตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น อาจเรียกได้ว่าฆาตกรเงียบ

 

ปลูกใจรักษ์โลก

หกโมงเย็น เด็กๆ มาพร้อมกันที่บ้าน  งานเริ่มหนึ่งทุ่มครับคุณครู เมื่อสมาชิกพร้อม รถเคลื่อนถึงหมู่บ้านแบก

ขอทบทวนถึงที่มาของจิตกรรมจิตอาสาครั้งนี้คือ

          บ้านแบก ตำบลนาทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เป็นหมู่บ้านชุมชนที่มีความเข้มแข็งได้รับการยกย่องเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา ประชาชนในหมู่บ้านประกอบอาชีพเกษตรกร ได้แก่การปลูกข้าว เป็นส่วนใหญ่  เวลาที่เหลือปลูกสวนผักจำหน่าย แต่เมื่อมีอาชีพใหม่ที่สร้างรายได้งาม คือปลูกแตงแคนตาลูปจำหน่ายเมล็ด ปีหนึ่งปลูกได้ตั้ง สามฤดู

           ประชากรในหมู่บ้านจะเน้นหนักประกอบอาชีพปลูกแตงแคนตาลูปจำหน่ายเมล็ดโดยมีประชากรในหมู่บ้านประมาณ 90 %  ประกอบอาชีพนี้ซึ่งต้นทุนในการผลิตนี้ได้มาจากบริษัทเป็นผู้ลงทุนทั้งหมดนับตั้งแต่ดินปลูกและเมล็ดในการเพาะปลูกเมื่อเพาะปลูกได้ระยะหนึ่งแล้วนายทุนจะนำปุ๋ย ยากันรา ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยทางใบรวมทั้งวัสดุปลูก ต่าง ๆ ตลอดจนอุปกรณ์ช่วยฉีดพ่นมาให้ แต่คิดค่าเสื่อมราคาเมื่อนำผลผลิตไปขาย ชาวบ้านใช้สารเคมีตั้งแต่เพาะเมล็ด คลุกยากันโรคเน่า  ต้องฉีดพ่นเร่งผลการผลิต รักษาโรคของแตงแคนตาลูป กำจัดแมลงศัตรูพืช จนถึงช่วงการเก็บต้องนำผลผลิตที่ได้มาล้างเปลือกด้วยสารเคมี ตามตารางที่บริษัทกำหนดให้ พบว่ายังมีการใช้ยาฟูราดาล ในการจำกัดแมลง โดยมีการใช้แรงงานเด็กๆ (ป.5-6) พบว่าน่าเป็นห่วงมากเพราะเด็กๆ ที่สัมผัสกับสารโดยตรง ไม่ใช้อุปกรณ์ในการป้องกันตัวเลย

           จากการสอบถามพบเยาวชนซึ่งเป็นบุตรหลานต้องช่วยครอบครัวในการดูแลการปลูกทุกขั้นตอนโดยเฉพาะช่วงผสมพันธุ์ซึ่งจะทำในช่วงแรกทำเฉพาะกลางวัน เมื่อทราบว่าช่วงกลางคืนได้ผดดี จึงเพิ่มเวลากลางคืน ผู้รับจ้างบางราย ทำทั้งกลางวันและกลางคืนเฉลี่ยแล้ววันละ 500 บาท เป็นค่าแรงที่สูง เป็นแรงจูงใจ (ส่งผลนักเรียนในช่วงนี้นั่งหลับเวลาเรียนหนังสือ บางคนถึงกับขาดเรียน เพื่อทำรายได้ในช่วงนี้) เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงระยะเก็บดอกมีแรงงานเด็กประถมด้วย เด็กชอบที่ได้เงิน ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านคือ การป่วยเรื้อรัง การแพ้สารเคมีการ เวียนศีรษะจากการสูดดมสารเคมีขณะฉีดพ่น เวลาฝนตกเดินตามพื้นที่เพาะปลูก คันเท้าเปื่อย ชาวบ้านบางรายไม่กล้าเดินผ่านบริเวณที่ปลูกเพราะแค่เดินผ่าน จะเป็นผื่นและที่สำคัญคือเมื่อพวกเราลงแปลงที่ปลูกสลับกับนาข้าวพบว่าไม่มี จิ้งหรีด มดแดง เขียด งู เลย และบริเวณที่นำเนื้อแตงไปทิ้งพื้นที่ที่มีหญ้า หญ้าจะไหม้ตาย และพวกข้าพเจ้าสังเกตเห็นได้ว่า ชาวบ้านนำน้ำที่ซื้อตามท้องตลาดไปกิน  แทนที่จะกินน้ำตามบ่อเหมือนเคย จากการสอบถามพบว่ามีเคยมีบุคคลเสียชีวิตจากการใช้สารเคมีทุกขั้นตอนในการเพราะปลูกติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 ปี จนมีสารเคมีตกค้างในร่างกายจนถึงแก่ชีวิต

                จากสถานการณ์ดังกล่าวพวกเรา(กลุ่มฮักนะเชียงยืน)ต้องการ สร้างแนวร่วมในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน กลุ่มเครือข่าย ในชุมชนให้ทราบ รู้เข้าใจ จนเกิดความตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้สารเคมี สารปนเปื้อนที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งสารเหล่านี้ล้วนเป็นผลที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนทั้งนั้น และที่สำคัญคือต้องการพลิกฟื้นคืนชีพ คืนสิ่งมีชีวิตให้กับดิน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของคนในหมู่บ้านต่อไป

              นี้คือมูลเหตุของการรวมตัวกันครั้งนี้ วันนี้มีเวทีเสวนา การศึกษาแนวทางลดผลกระทบจากระบบเกษตรพันธะสัญญา เมื่อพวกเราไปถึง มีชาวบ้านมาร่วมประมาณ 30 คน ส่วนมากเป็นคนแก่ และเด็ก กลุ่มวิจัยนำเสนอได้ดีมากโดยเฉพาะผลการตรวจเลือดของชาวบ้าน

   พบว่าอยู่ในระดับ3 และ4 โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลมากที่สุดคือกลุ่มผู้บริโภค รองลงมาคือคนรับจ้าง

   พบว่าปัญหาที่ตามมาติดๆคือขยะ ที่บรรจุภัณฑ์จากการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นขยะมลพิษ

และข้าพเจ้าพบว่าชาวบ้านที่มาร่วมเวทีเสวนา ไม่ตระหนักถึงพิษที่ได้รับ 

       "ปีละ 3 แสน เด้ครู" "กะบ่เป็นหยั่งเด้ละ บ่สบายกะไปหาหมอ" "ค่าต่างๆ บริษัทหักออกแล้วกะเหลือแสน อยู่"

       "เขาให้ทุกอย่าง  ค่าจ้างคนงาน กะให้ยืมก่อน"  "อย่าเพิ่งกลับเด้อครู ไปเบิ่งเขาผสมแตงนำกัน" " เด็กน้อยกะได้เงิน กะลาคัดดอกแตงซื่อๆ"

      ไม่นานวงเสวนาจาก 30 คน ก็เหลือแต่ทีมวิจัย และพวกเรา ยายมากระซิบบอกว่าไปนอนก่อน สิไปเชิงแตง(ผสมพันธุ์)

      เป็นการบ้านหนักของกลุ่มฮักนะเชียงยืน  เพราะชาวบ้านไม่เห็นความสำคัญของภัยที่มาถึงเลย อาจเรียกได้ว่า ฆาตกรเงียบ

โลโกกลุ่มฮักนะเชียงยืน(ฝีมือแสน ธีระวุฒิ ศรีมังคละ)