พระพุทธเจ้าสอนธรรมมะ ไม่ได้แสดงธรรมทางเดียว แต่ได้ทรงสนทนา ให้เขาสามารถเข้าใจด้วยตนเอง หรือ ไดอะแล็คติค

วิธีวิทยาการศึกษาตามอัธยาศัยหรือตลอดชีวิต:  การฟัง และ พูด 

ภาพของ  academic  เป็นภาพของการถกเถียงกันของเพลโต้  กับ อริสโตเติล
 ซึ่งจากภาพเป็นการสื่อถึงการสนทนากัน ก่อให้เกิดความรู้ ญาณวิทยา
และการสร้างความรู้ที่แตกต่างกัน  เพลโต้ชี้นิ้วขึ้นบน  อริสโตเติลชี้มือลงล่าง
เพลโต้ชี้ไปที่อุดมคติด้านบนแทนคำตอบของปรัชญาจิตนิยม  แต่อริสโตเติล
ชี้ไปที่พื้นดินที่จับต้องได้ เป็นตัวแทนของวัตถุนิยม 

จากภาพนี้ผมอยากให้ชื่อว่า แลกเปลี่ยนเรียนรู้  เป็นโรงเรียนสมัยแรก ๆ
ของมวลมนุษยชาติ  ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการศึกษาตามอัธยาศัย คือเรียนรู้
ตามความสนใจ  การแสวงหาความจริง ความดี ความงาม มาจากการคิด
และการแลกเปลี่ยนสนทนากัน   แม้ว่าเพลโต้จะเป็นคนที่เสนอระบบโรงเรียน
ขึ้นมาสืบทอดวิธีคิดของเพลโต้ขึ้นมาก็ตาม 

แม้ว่าจะสนทนาแลกเปลี่ยน  จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  เพลโต กลับแน่นขึ้น
ทางญาณวิทยาแบบจิตนิยม  และอริสโตเติล ก็แน่นมากขึ้นในญาณวิทยา
แบบวัตถุนิยม มากขึ้น  ที่แน่ ๆ ระบบการฟังคู่สนทนา และระบบการพูด
นำเสนอ ทั้งสองทางนั้นมีมานมนานแล้ว

 

การฟังคืออะไร ????
การฟังคือ การได้ยินข้อมูลจากการพูด  การได้ยินก็จะกระตุ้นจินตนาการ
และพยายามหาความหมาย การถอดรหัสความหมาย  และความหมาย
จากสิ่งที่ได้ยินมาจากประสบการณ์เดิมที่คล้ายกัน ก็จะเกิดการเรียนรู้
ความหมายตามที่สัมพันธ์กับประสบการณ์เดิม  แต่การจะจำข้อมูลจาก
การฟังนั้นได้  จะต้องใช้วิธีการเชื่อมโยง

การฟังปัจจุบัน ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นการฟังด้วยใจที่ใคร่ครวญ
หมายถึงการตั้งใจฟังอย่างจริงจังจากคู่สนทนา  เพื่อจะเข้าใจไปถึงระดับ
จิตสำนึก จิตไร้สำนึก  และเข้าใจความเป็นตัวตนของคู่สนทนา

ความสำคัญของการฟังอยู่ที่การตั้งใจฟัง  และสถานภาพของคู่สนทนา
ว่ามีความเท่าเทียมกันหรือไม่  การที่คู่สนทนามีอำนาจยิ่งใหญ่ข่มขู่
พฤติกรรมการฟังก็ดูเหมือนจะฟัง  แต่จิตใจไม่คิดจะเก็บข้อมูลแล้ว
หากมีความเท่าเทียมกัน การรับฟังจึงเป็นไปได้

การพูด คือ อะไร ???
การพูดคือ  การนำเอาข้อมูล  ประสบการณ์  ออกมาเล่า
ออกมานำเสนอ  การเรียนรู้เรื่องการพูดก็คือ ผู้ฟังจะทราบทันที
ว่าข้อมูลที่นำเอามาเสนอนั้น สมบุรณ์หรือ แน่น เพียงใด
การร้อยเรียงข้อมูลออกมาพูด  ต้องใช้สมองหลายส่วน
ถ้ายิ่งพูดได้มาก สมองก็ยิ่งทำงานได้มากขึ้น 

การพูดก็มีสถานการณ์ ในการพูดอยู่สองทางคือ
พูดสองทาง หรือ การสนทนากัน  และการพูดสื่อสารทางเดียว
ความเท่าเทียมกันก่อให้เกิด สุนทรียสนทนา เราสามารถรับฟัง
และโต้ตอบเป็นคำพูด อย่างเป็นตัวของตัวเอง 
และอีกระดับ ถ้าผู้พูดรู้สึกว่าตนเองมีตำแหน่งและสถานภาพ
ที่สูงในสังคม  มักจะกลายเป็น การพูดทางเดียว เพื่อแสดงอำนาจ
ว่าเขาพูด คนอื่นต้องฟัง  และผู้ยิ่งใหญ่ไม่ต้องการเสวนาอย่าง
เท่าเทียมกัน  เขาต้องการให้คำพูดของเขาเป็นคำตอบสำเร็จรูป
ของสังคม และผู้ฟังเป็นเพียง Object ของเขาเท่านั้น
โลกเงียบเป็นที่ต้องการของพวกเผด็จการทั้งหลาย

ไม่ว่าจะเป็นการพูดการฟังแบบไหนก็ตาม
ก็จะก่อการเรียนรู้ก็คือ  การเคลื่อนไหวภายในสมอง เกิดการ
วิเคราะห์ สังเคราะห์  การประเมินค่า โดยอัตโนมัติ  แค่สนทนากัน
ก็เกิดสติปัญญาทั้งสิ้น  การรวมกลุ่มกันเสวนา หรือสนทนากับ
ท่านที่มีภูมิปัญญา เป็นวิธีวิทยาที่ดี  บางทีคนใกล้ ๆ ตัวท่านนั้น
ถ้าไม่เสวนากัน ก็จะไม่ทราบว่าเขามีภูมิรู้ เพราะมนุษย์ทุกคน
มีสมองเท่าเทียมกัน  เพียงแต่ความถนัดนั้นแตกต่างกัน
ทรัพยากรบุคคลในประเทศไทยและของโลก  มีคุณค่าทุกคน
เพียงแต่เขาจะถนัดอะไร และมองข้อดี ข้อถนัด ของเขาให้ชัดเจน
แค่นี้เราจะมีครูมากมายเต็มแผ่นดิน  ไม่ว่าเขาจะอายุสักเท่าไร
เขาก็เป็นครูให้กับเราได้   

วิธีวิทยาแบบนี้ของตะวันออก ก็มีการสนทนากัน  ดูตัวอย่าง
พระพุทธเจ้าสอนธรรมมะ ไม่ได้แสดงธรรมทางเดียว  แต่ได้ทรงสนทนา
ให้เขาสามารถเข้าใจด้วยตนเอง  หรือ ไดอะแล็คติค 
สามารถไปค้นได้ว่าวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงใช้บ่อยคือสนทนา
การตอบคำถาม  ในพระไตรปิฏกแปลไทย  www.84000.org
คือพระพุทธเจ้าประสงค์ที่จะให้คู่สนทนาได้รู้เอง  เพราะพระพุทธองค์
บอกว่า เราตถาคต เป็นเพียงผู้ชี้ทาง ท่านจะต้องเดินทางไปเอง
(พระพุทธองค์นั้นทราบสัจธรรม และถ่อมตัวมาก) ไม่เหมือนกับ
ลัทธิอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์พฤติกรรมเก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก

สรุปว่า  วิธีวิทยาแห่งการพูดและการฟัง หรือเรียกรวม ๆ ว่าสนทนา
หรือไดอะล็อก ไดอะแล็คติค  ก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากสมอง
มีมานานแล้ว เป็นโหมดของการเรียนรู้เป็นการเรียนตามอัธยาศัยและเรียนรู้ตลอดชีวิต
และยืนยันว่า ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง

 

 

สถานการณ์ในที่แห่งหนึ่ง
“นี่เธอ (เอาไม้เรียวเคาะโต๊ะ)  เงียบ ๆ หน่อย   เอาแต่คุยกัน
แล้วจะได้อะไร  พ่อแม่เธอส่งมาเรียน ไม่ได้ส่งมาคุยกัน???? “