มนุษย์ได้วิวัฒน์มาจนกลายเป็นสังคมเมือง ป่าคอ-นก-รีต ทำให้น่าคิดว่าเราจะอยู่ในแวดล้อมนี้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจจะล่มสลายแน่นอนในเร็ววันนี้ หากมีรัฐบาลแบบนี้บริหารประเทศต่อไปอีกยาวนาน ถึงวันนั้น..เราจะเอาอะไรกินกันตาย
ผมได้โพสต์เรื่องการปลูกพืชในโอ่งดินขนาดกลาง เช่น แค ตำลึง มันอีมู่ เห็ด ในโอ่งเดียวกันไว้แล้ว เพื่อเป็นการใช้พื้นที่ให้ได้ผลผลิตการเกษตรให้มากที่สุด
วันนี้มาคิดว่าถ้าเรามีบ้านพื้นที่ ๕๐ วา ๓ นอน ๒ น้ำ ที่จอดรถสองคัน มีพื้นที่รอบบ้านพอแมวดิ้นตาย แถมราดปูนหมดตามเทรนด์คนเมือง ที่ไม่ต้องการทำหญ้า เราจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งอาหารจากภายนอกได้ไหม
ผมรับรองว่าได้แน่ ถ้าทำหลังคาบ้านให้เป็นไร่นา (ดังที่โพสต์ไว้แล้ว แต่มีผู้สนใจอ่านน้อยมาก)
แม้ไม่ทำแบบนี้ ผมว่าก็ยังอาจพอเพียงได้ถึงระดับ ๙๐% เลยนะ คือเราก็ปลูกพืชโอ่งดังกล่าวสักห้าโอ่งสิ ให้มีผัก เห็ด สมุนไพรสัก ๒๐ ชนิด (๕x๔ = ๒๐) ที่เด็ดกินได้ทั้งปี
ส่วนอาหารของพืชผักผลไม้เหล่านี้ เราก็ใช้ฉี่ และ อึรดลงไปสิ
ฉี่พอทำเนา แต่อึนี่สิ หลายคนรังเกียจ แต่คนจีนเขาฉลาด เขาไม่ทิ้งอึ แต่เอาอึไปรดผัก เพราะอึคนนั้น แม้แต่หมายังกินเลย (แสดงว่ายังมีธาตุอาหารอยู่อีกมาก) ดังนั้นต้นไม้ (ซึ่งเป็นสัตว์ชั้นต่ำกว่า) ย่อมกินได้ด้วยสิ ...นี่แหละคือเคล็ดลับแห่งชีวิต ที่ยั่งยืน ที่กินกันเป็นวงจร
เสือกินกวาง กวางกินหญ้า หญ้ากินขี้เสือ และขี้กวาง แมลง จุลินทรีย์ นก ล้วนกินกันเป็นวงจรย่อยๆ ที่สมดุลกันมานานหลายล้านปี แต่วันนี้มนุษย์เราโง่ลง ไปตัดวงจร “ปะติดจับสมุดขาดๆ” นี้ด้วยการใช้สารเคมีเสียหมด
จากห้าโอ่ง ขอสักโอ่งเอามาเลี้ยงพืชน้ำ ...ที่ขอเสนอคือ ตับเต่า เพราะมันขึ้นง่ายจริงๆ ไม่ต้องการอะไรนอกจากน้ำ (ประปาอีกต่างหาก) ใบเขียวมันขลับ ไม่มีโรคอะไรให้เห็นเป็นเวลานานที่ทดลองลี้ยงมานับสิบปี ตัดปั๊บแตกปึ๊บ แบบว่ากินไม่ทัน แม้ปลูกใต้ร่มไม้ ที่แดดไม่แรงก็ตาม ดังนั้นเราปลูกผักบุ้งให้พันร้านขึ้นไป แล้วปลูกตับเต่าด้านล่าง ให้ได้รับแดดสะท้อน (diffused light) แทรกบัวเขียดเข้าไปด้วยก็น่าได้ ยัง กระจอง สันตะวา ผักชีล้อม อัดเข้าไปให้แน่นหลากหลาย ก็มีผักน้ำกินตลอดปี
อีกกระถางอย่าลืมข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักชี (parsley sage rosemary and thyme) พริก กระชาย กระเพราะ โหระพา
เราต้องเรียนรู้นิสัยของผักต่างๆ ว่าอะไรชอบแดด ยืนต้น ใบโปร่ง (เช่น แค กระถิน ทับทิม มะรุม ) อะไรชอบพันเลื้อย แดดรำไร (เช่น ข่า ขิง พริกไทย ดีปลี เร่ว กระวาน ตำลึง ตดหมูตดหมา ส้มลม ส้มกบ) อะไรชอบแดดสะท้อน เช่น เห็ด กล้วยไม้ มันอีมู่ เราก็สามารถจัดการปลูกที่ทำให้ลดหลั่นแสง ซึ่งทำให้ได้ผลผลิตมาก แม้พื้นที่น้อย
คิดให้ดีเราจะมีอาหารสะอาดกินตลอดปี โดยไม่ต้องง้อตลาดสด ที่วันนี้เต็มไปด้วยสารพิษ อาจง้อเพียงแค่เกลือ น้ำ เท่านั้นเอง (นานๆ มาม่าที ก็พอโอ)
ส่วนน้ำนั้นว่าไปแล้วทำให้ดี กลั่นเอามาจากฉี่ก็ได้นะ ไม่ยากเลย แล้ววันหลังจะมานำเสนอให้อ่าน
...คนถางทาง (ตค ๒๕๕๕)
เป็นความคิดที่ดีมากค่ะอาจารย์ในการปลูกผักไว้กิน แต่จริงชลัญว่าจะมีพื้นที่แค่ไหน เพียงขยันหรือก็ได้กินหมดแหล่ะอยู่ที่ว่าขยันหรือเปล่า เพื่อชลัญมันซื้อ คอนโดอยู่ใน กทม. หลังห้องมันก็ยังอุตส่าห์หากระถางดอกไม้มาปลูผักกินเอง เข้าท่า
แต่เรื่องอาฉี่รดนี่มิได้รังเกียจหรอกอาจารย์ แต่กลิ่นนี่ขอบอก โหยโคตรๆ โดยเฉพาะอึนะ คงไม่ไหว แปลกนะอึวัวมาใส่ต้นไม้ไม่ยักกะเหม็น แต่อึคน ขอบอกกลิ่นโคตรๆ ไม่ไหวค่ะ คงสะสมกลิ่นน่าดู เอาแค่ปลูกก็คงพอมั๊งค่ะ อย่าอัตคัตขนาดนั้นเลยเนาะ รับไม่ได้จริงๆ 555
การปลูกผักอีกแบบไม่ต้องรดน้ำเลยนี่ก็น่าสนใจ พอดีน้องที่ รพ.บอกที่บ้านเขาทำกัน คือปลูกในต้นกล้วย ลอง ค้นในอินเตอร์เนตมีจริงด้วย ตอนแรกนึกว่าน้องมันล้อเล่น
ปลูกผักในต้นกล้วย (ที่ตายแล้ว) เป็นภูมิปัญญาไทย มานานแล้วครับ หลวงพ่อผมก็สอน เมื่อปี ๒๕๔๒
อึคนเหม็น อาจเป็นเพราะเรากินเนื้อมากเกินไป ...เคยได้ยินกิตติศัพท์หลวงพ่อขี้หอมไหม ...ทำสมาธิให้ดีแล้วขี้ัจะหอม เพราะอาหารย่อยหมด ไม่มีการเน่า (ที่อึเหมือนเพราะมันเน่า ไม่ย่อยหมด)
อ้าวเขาปลูกต้นที่ตายแล้วหรือค่ะ นึกว่าปลูกต้นที่มันยังยืนต้นอยู่ ต้นกล้วยที่บ้านมีแต่ต้นใหญ่ๆ กะจะลองนะนี่ แต่ต้องศึกษาดีๆก่อนเพราะทุกวันนี้คนแถวบ้านเขาคิดว่าชลัญเพี้ยน ทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเขา น่ะ แต่จะว่าไปมันก็คงไม่เหมือนชาวบ้านหรอก ก็เป็น พบ.น่ะ อิ อิ
ต้นไม่ตายมันก็บังแดดหมดสิชลํญ เขาต้องรอให้กล้วยมันออกลูก แล้วฟันมันลง พอต้นมันเน่าก็กลายเป็นปุ๋ย อีกทั้งน้ำที่ฉ่าำอยู่ในต้นมันก็กลายน้ำรดต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกคร่อม ไม่ตาย อยู่รอดต่อไปในปีหน้า แล้วโตขึ้นเป็นไม้ใหญ่ต่อไป